MICHELIN เปิดเผยเบื้องหลังนักแข่ง MotoGP เลือกใช้ยาง บนสนามช้าง อินเตอร์เนชั่นแนล เซอร์กิต

โดย / / 494 views

มิชลินและทีมปฏิบัติการประจำพื้นที่ของแต่ละทีมแข่ง MotoGP ต้องเผชิญกับสภาพสนามแข่งใหม่ ที่ถือเป็นครั้งแรกของการแข่งขัน MotoGP ในรายการ ‘พีทีที ไทยแลนด์ กรังด์ปรีซ์’ (PTT Thailand Grand Prix) ณ สนามช้าง อินเตอร์เนชั่นแนล เซอร์กิต จังหวัดบุรีรัมย์

ด้วยเป็นการแข่งขัน MotoGP ครั้งแรก ตัวแปรเรื่องสภาพอากาศที่ร้อนระอุซึ่งส่งผลต่อสภาพพื้นสนามแข่งอย่างมาก ซึ่งก่อนหน้านี้ ในช่วงเดือนกุมภาพันธ์ที่ผ่านมา ทีมงานมิชลิน ได้มาทำการทดสอบรถแข่งก่อนเปิดฤดูกาลแข่งขัน ในเวลานั้นอุณหภูมิสนามแข่งอยู่ที่ 49 องศาเซลเซียส แต่ในวันที่ 7 ตุลาคม ซึ่งเป็นวันแข่งขันจริง อุณหภูมิกลับพุ่งสูงถึง 56 องศาเซลเซียส โดยไม่ได้คาดการณ์ไว้ล่วงหน้าเนื่องจากตามปกติช่วงเวลานี้ของปีเป็นช่วงฤดูมรสุมของไทยที่อุณหภูมิมักจะลดต่ำลง มิชลินได้เลือกประเภทยางสำหรับใช้ในสนามแข่งเอาไว้ก่อนฤดูกาลแข่งขันจะเริ่มต้นขึ้นภายใต้แนวความคิดดังกล่าวและตามกฎระเบียบที่กำหนด โดยเชื่อว่าจะเหมาะกับสนามแข่งแห่งนี้

เมื่ออุณหภูมิสนามแข่งสูง ศักยภาพของยางในการยึดเกาะพื้นสนามแข่งจะอยู่ในระดับต่ำมาก ส่งผลให้เกิดอาการล้อหมุนฟรี เจ้าหน้าที่ฝ่ายเทคนิคของมิชลินจึงแนะนำให้บรรดานักบิดเลือกใช้ยาง ‘มิชลิน พาวเวอร์ สลิค’ (MICHELIN Power Slick) แบบเนื้อยางแข็ง (Hard) เป็นยางล้อหลัง ซึ่งนักบิดส่วนใหญ่เลือกใช้ยางรุ่นนี้ตามคำแนะนำ ยกเว้นแต่ ‘อเล็กซ์ เอสปาร์กาโร่’ (Aleix Espargaro) นักบิดทีม ‘อพริเลีย เรซซิ่ง ทีม เกรซินี’ (Aprilia Racing Team Gresini) ที่เลือกใช้ยางเนื้อนิ่ม (Soft) นอกจากนี้ มีนักบิดจำนวนไม่มากนักที่เลือกใช้ยางเนื้อแข็งปานกลาง (Medium) เป็นยางล้อหน้า ขณะที่นักบิดส่วนใหญ่ที่เหลือเลือกใช้ยางเนื้อแข็ง ทั้งนี้ ในการแข่งขันรอบชิงชนะเลิศวันที่ 7 ตุลาคม ซึ่งมีการแข่งทั้งหมด 26 รอบสนาม มีการเลือกใช้เนื้อยางรวมทั้งสิ้น 4 ประเภทจากทั้งหมด 6 ประเภท

ยางล้อหลังของมิชลินที่เหมาะสมกับสภาพสนามในการแข่งขันครั้งนี้ ได้รับการออกแบบขึ้นเป็นพิเศษสำหรับสนามช้าง อินเตอร์เนชั่นแนล เซอร์กิต ที่จังหวัดบุรีรัมย์โดยเฉพาะ โดยยางล้อหน้าและหลังที่มีให้เลือกทั้ง 7 แบบ ซึ่งครอบคลุมยางล้อหลังเนื้อแข็งปานกลาง 2 แบบ ล้วนผ่านการทดลองและทดสอบโดยนักบิดส่วนใหญ่แล้ว แต่ด้วยอุณหภูมิที่ร้อนจัดมากการเลือกใช้ยางเนื้อแข็งเป็นยางล้อหลังถือเป็นทางเลือกที่ดีที่สุด สอดคล้องกับคำแนะนำที่มิชลินให้กับบรรดานักบิดและทีมแข่ง จึงทำให้การแข่งขัน MotoGP ในครั้งนี้ นักแข่งประลองความเร้วได้อย่างเต็มที่ ต่อหน้าผู้ชมจำนวน 100,245 คน ซึ่งอัดแน่นเต็มอัฒจันทร์

มาร์ค มาเกซ นักบิดทีม ‘เรปโซล ฮอนด้า’

“วันนี้เป็นวันที่เยี่ยมยอดมาก การแข่งขันครั้งนี้ทำให้ทีมเรามีข้อได้เปรียบมากขึ้น โดยจะมีโอกาสทำคะแนนสะสมตีตื้นขึ้นมาเป็นครั้งแรกที่ประเทศญี่ปุ่น สำหรับการแข่งขันในช่วงสุดสัปดาห์นี้ เราทำงานกันหนักมากท่ามกลางอุณหภูมิที่ร้อนจัดและสภาพแวดล้อมที่ยากลำบาก อีกทั้งสภาพสนามแข่งยังหฤโหดมาก มิชลินได้นำเสนอยางล้อหลังหลายแบบไว้เป็นทางเลือกและได้ปรับวิธีการติดตั้งยางให้เหมาะสมกับสภาพแวดล้อมของการแข่งขัน เพื่อช่วยให้นักบิดทำผลงานได้ดีท่ามกลางสภาพแวดล้อม

สุดหฤโหดนี้และเพื่อให้ยางทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพตลอดการแข่งขัน ทุกคนพยายามป้องกันปัญหาล่วงหน้าเพราะคาดว่าศักยภาพยางจะลดลงในช่วงท้ายๆ เนื่องจากยางต้องวิ่งบนสนามแข่งซึ่งบางช่วงเวลามีอุณหภูมิสูงเกือบ 60 องศาเซลเซียส ผมมีปลาบปลื้มยินดีในชัยชนะครั้งนี้อย่างยิ่ง และจะสู้ให้เต็มที่เพื่อครองตำแหน่งบนโพเดียม ณ สนามแข่งในประเทศญี่ปุ่น”

ปิเอโร ทารามัสโซ่ (Piero Taramasso) ผู้จัดการฝ่ายมอเตอร์สปอร์ต กลุ่มธุรกิจผลิตภัณฑ์ 2 ล้อ ของมิชลิน

“การแข่งขันสัปดาห์นี้มีข้อเรียกร้องสูงและสถานการณ์ที่ซับซ้อนมาก ยางต้องรับความเค้นสูงจากอุณหภูมิที่ร้อนจัด ตอนที่เรามาทดสอบสนาม เราได้รับข้อมูลว่าในช่วงการแข่งจริง อุณหภูมิจะเย็นลงและอาจมีฝน เราจึงจัดยางตัวเลือกไว้สำหรับรองรับสถานการณ์ดังกล่าว แต่กลับกลายเป็นว่าสภาพแวดล้อมตรงข้ามกับที่คิดไว้เลย บรรดานักบิดได้ทดลองยางแบบต่างๆ ในช่วงขับทดสอบ โดยเราได้วิเคราะห์ศักยภาพและความทนทานของเนื้อยางทุกแบบ ก่อนจะให้คำแนะนำเรื่องการเลือกยางที่เหมาะสมแก่นักบิดและทีมแข่งเช่นที่ทำก่อนการแข่งขันทุกครั้ง การแนะนำให้ใช้ยางเนื้อแข็งเป็นยางล้อหลังพิสูจน์แล้วว่าถูกต้อง ส่งผลให้การแข่งขันเร้าใจยิ่งขึ้นด้วยศักยภาพการทำเวลาต่อรอบที่สม่ำเสมอ ทั้งยังมีการขับเคี่ยวกันอย่างสูสีระหว่างมาร์คกับอันเดรียในช่วงท้ายของการแข่งขันให้ได้ลุ้นระทึก ศักยภาพการทำงานของยางเป็นไปด้วยดีตลอดการแข่งขันแม้ต้องเผชิญกับความร้อนสูงและถูกใช้งานอย่างหนักบนสนามแข่ง เราพอใจกับศักยภาพโดยรวม การตัดสินใจเลือกยางก่อนล่วงหน้าไม่ใช่เรื่องง่ายเลย โดยเฉพาะการเลือกให้เหมาะกับสนามแข่งที่เราไม่เคยลงแข่งมาก่อน แต่ด้วยข้อมูลที่ได้ในปีนี้ เราจะมีความพร้อมมากขึ้นในการเลือกยางที่เหมาะสำหรับสนามแข่งที่บุรีรัมย์ก่อนเริ่มการแข่งขันฤดูกาลหน้าอย่างแน่นอน

ผมขอแสดงความยินดีกับผู้จัดการแข่งขันสำหรับความสำเร็จในการจัดงาน เรายินดีอย่างยิ่งที่ได้เข้าร่วมการแข่งขันในประเทศไทยเป็นครั้งแรก ผู้คนอัธยาศัยดี และบรรยากาศในวันนี้ก็น่าประทับใจ เราตั้งตารอที่จะกลับมาแข่งที่นี่อีกครั้งในปีหน้า

ท้ายที่สุดนี้ ผมขอขอบคุณนักบิดทุกคนและทีมแข่งทุกทีมที่รับฟังคำแนะนำจากเรา และนำไปใช้อย่างเหมาะสมทำให้การแข่งขันครั้งนี้เป็นประสบการณ์เชิงบวกที่เยี่ยมยอด”

รอสส์ ชิลด์ส (Ross Shields) ผู้อำนวยการกลุ่มธุรกิจผลิตภัณฑ์ 2 ล้อ ประจำภูมิภาคเอเชียของมิชลิน

“การเข้าร่วมสนับสนุนโมโตจีพีเป็นการตอกย้ำจุดยืนของมิชลินในการทุ่มเทพัฒนายางรถจักรยานยนต์ประสิทธิภาพสูงเพื่อทุกสภาพการขับขี่ โดยมุ่งนำเทคโนโลยีจากสนามแข่งมาสู่ผู้ใช้รถจักรยานยนต์ทั่วไปในชีวิตประจำวัน ในประเทศไทย ตลาดยางรถจักรยานยนต์มีอัตราการเติบโตอยู่ที่ร้อยละ 5 โดยยางมิชลินครองความเป็นหนึ่งในฐานะยางสมรรถนะสูง มีประสิทธิภาพในการต้านทานการบาดตำ ให้ความปลอดภัย และคุ้มค่าสมราคา การเปิดโรงงานผลิตยางรถจักรยานยนต์ที่พระประแดง ไม่เพียงช่วยเสริมประสิทธิภาพในการทำตลาดภายในประเทศ แต่ยังทำให้ประเทศไทยกลายเป็นศูนย์กลางการผลิตยางรถจักรยานยนต์ภายใต้แบรนด์มิชลิน 1 ใน 4 แห่งของโลก เพื่อวางจำหน่ายในประเทศและส่งออกไปยังประเทศต่างๆ ทั่วภูมิภาคเอเชีย รวมทั้งเพื่อป้อนโรงงานผลิตรถจักรยานยนต์ชั้นนำ อาทิ ฮาร์ลีย์ เดวิดสัน (Harley Davidson), บีเอ็มดับบลิว (BMW), ดูคาติ (Ducati) และ ฮอนด้า (Honda)

จากนี้ไปเราจะเร่งทำตลาดยางรถจักรยานยนต์ในไทยให้มากขึ้นด้วยจุดยืนในการยึดลูกค้าเป็นศูนย์กลาง โดยไม่เพียงจะพัฒนาผลิตภัณฑ์เพื่อตอบสนองความต้องการของลูกค้าทั้งกลุ่มผู้ใช้รถจักรยานยนต์ทั่วไปและผู้ใช้รถจักรยานยนต์แบบบิ๊กไบค์ แต่จะส่งเสริมให้ตัวแทนจำหน่ายเร่งพัฒนาเครือข่ายจัดจำหน่ายของตนให้แข็งแกร่งขึ้น พร้อมทั้งรุกผนึกกำลังกับตัวแทนจำหน่ายรายใหม่ๆ เพื่ออำนวยความสะดวกให้ลูกค้าในไทยสามารถหาซื้อผลิตภัณฑ์ยางรถจักรยานยนต์ของเราได้ง่ายขึ้นทั่วประเทศ”

Comments