“อย่าไป Leh” กับ 9 วันที่ผ่านไป ของการเดินทางด้วย Royal Enfield Bullet 500

โดย / / 1,098 views

หิมาลัย (Himalaya) แนวเทือกเขาแห่งรากฐานของ Everest ซึ่งเป็นยอดเขาที่สูงที่สุดในโลก ทอดตัวกินอาณาบริเวณกว้างใหญ่ผ่าน 5 ประเทศ กับภูมิประเทศที่แปลกตา โดดเด่น ส่งให้พื้นที่แห่งนี้เต็มไปด้วยมนต์ขลังแห่งขุนเขาที่รอคอยให้ทุกคนได้สัมผัส และในช่วงบ่ายของวันที่ 4 กรกฎาคม 2560 ที่ผ่านมา – เสียงโทรศัพท์ของผมก็ดังขึ้นพร้อมกับเบอร์ที่ไม่คุ้นเคย กับประโยคสั้นๆว่า “สนใจไปขี่มอเตอร์ไซค์แถว Himalaya มั้ยคะ” ซึ่งผมเองก็ตอบได้อย่างไม่ต้องลังเลเลยว่า “ไปครับ” …

Leh เป็นเมืองเล็กๆ ที่มีประชากรเพียงประมาณ 3 หมื่นคนบนพื้นที่ 45,000 ตร.กม. ตั้งอยู่ในแคว้น Jammu-Kashmir ทางตอนเหนือสุดของอินเดียติดกับจีน โดยวางตัวอยู่ในแนวเทือกเขาวัยรุ่นอายุน้อยที่สุดแห่งนึงของโลกที่ชื่อว่า หิมาลัย แนวเทือกเขา  Himalaya นั้นนอนพาดตัวเอกเขนกผ่านตอนบนของอินเดีย-จีน เนปาล ไปจนถึงภูฎาน และเป็นที่สถิตย์ของยอดเขาที่สูงที่สุดในโลกที่หลายคนต่างมุ่งพิชิตนั่นคือเอเวอเรส

ด้วยตำแหน่งที่ตั้งของ Leh ที่อยู่ในศูนย์กลางของความ “น่าสนใจ” ที่หลากหลายทำให้ Leh เริ่มมีชื่อเสียงโด่งดังขึ้นมาเรื่อยๆ พร้อมด้วยเส้นทางในแบบ “ลุย” ที่เย้ายวนให้กับเหล่าเพื่อนๆที่ชื่นชอบการขับขี่มอเตอร์ไซค์ให้ต้องมาสัมผัสให้ได้สักครั้งนึง

ซึ่งในคราวนี้ต้องขอขอบคุณ Royal Enfield ประเทศไทย ที่ให้เกียรติกับผมได้เป็น 1 ใน 3 ของคนไทย (พี่เก่ง Motocross และ แอนนี่ ปริศนา) ให้เราได้ออกไป พบเจอเพื่อนใหม่จากทั้งหมด 11 ประเทศทั่วโลก รวมทั้งสิ้น 20 คน ให้ได้ค้นหาประสบการณ์การเดินทาง บนเส้นทางใหม่ที่เปลี่ยนแปลงได้ตลอดเวลา กับวัฒนธรรมใหม่ ที่หลากหลาย ร่วมกัน ด้วยเวลา “9 วัน” กับการเดินทางไปบน Bullet 500

 

การเดินทางครั้งนี้ทำให้ผมสรุปได้สั้นๆว่า “อย่าไป Leh” – “Do NOT get Leh’d”

การเดินทางในคราวนี้ผมขอแบ่งออกเป็นหัวข้อตามนี้เลยนะครับ โดยจะแทรก Tip เล็กๆไว้เรื่อยๆ ให้ชัดเจน พร้อมแล้วมากันเลย

ด้วยการ “ไล่เบา” เพื่อลดภาระทั้งหลายของสัมภาระทำให้ในทริปนี้อุปกรณ์ถ่ายภาพ/วีดีโอ หลักของผมจึงเป็น Samsung Galaxy S8+, Go Pro, กล้องคอมแพค Sony RX100 ตัวเล็กๆ พร้อมขาตั้งเล็กๆ อีกตัวนึง ซึ่งลดภาระ ลดความกังวลกับน้ำหนักสัมภาระได้มาก แล้วหันไปตั้งสติกับการขับขี่ เสพย์กับเส้นทางแสนสนุกเป็นหลักแทน

ส่วนข้อมูล GPS ความสูงของพื้นที่ รวมไปถึงสภาพร่างกาย แคลอรี่ที่ใช้ไป (เพื่อเอาเข้ากลับคืน) ผมเลือก Garmin Fenix 5x มาช่วยเก็บสถิติต่างๆ จะได้เห็นกันแบบชัดๆเลยว่า ความสูงมีผลอะไรบ้างกับร่างกายของผมเองบ้าง

 

คลิปสั้นๆ ที่รวบรวมเอาการเดินทางใน “9 วัน” ของผม บนเส้นทางของดินแดนแห่งนี้

“1 เดือน” พร้อมรึยังเพื่อออกไปตามหาเส้นทางที่สูงที่สุดในโลก

หลังจากที่ทราบข่าวคราวที่ดังขึ้นจากเสียงปลายสายว่าการเดินทางจะเกิดขึ้นในช่วงระหว่างวันที่ 5-15 สิงหาคมนี้แล้ว … หรือนับง่ายๆว่าเพียง 1 เดือน เท่านั้นที่ผมจะมีเวลาเตรียมตัวออกไปขับขี่มอเตอร์ไซค์กับทริปที่ยาวนานที่สุดทริปนึงของผมเลยทีเดียว

Leh นั้นเป็นพื้นที่สูงกว่า 3,000 m และมีจุดหมายปลายทางมากมายที่มีความสูงในย่าน 4,000 m ไปจนถึง 5360 m เลยทีเดียว ซึ่งในย่านความสูงนี้นั้นบอกเลยว่า “เสี่ยง” ด้วยอาการ แพ้ความสูง หรือ High Altitude Sickness หรือ Acute Mountain Sickness ได้อย่างง่ายดาย

“ยังไงก็มีอาการบอกเลย ผมน้ำท่วมปอดนอนโรงพยาบาลมาแล้ว”

– คำขู่จาก พี่ป๊อป Thaisuperbike ผู้เผชิญ 3 วัน 2 คืนในโรงพยาบาลจากอาการ AMS

ซึ่งอาการ AMS นั้นมีได้หลากหลาย และสามารถแบ่งได้เป็น 3 ระดับแบบง่ายๆ

บน Khardungla ที่ความสูงกว่า 5360 เมตร เพียง “ยืนเฉยๆ เดินช้าๆ” หัวใจผมก็ขึ้นไปถึง 141 bpm แล้วหล่ะครับ !! ส่วนระหว่างการขับขี่ขึ้นมานั้นมีช่วงที่ Peak ขึ้นไปสูงถึง 165 bpm เลยทีเดียว

ซึ่งหลักๆเลยที่จะทำให้เรารู้สึกได้คือ “หัวใจ” เนี่ยแหล่ะครับ หัวใจที่เต้นเร็วขึ้น ถี่ขึ้น บนย่านความสูงขนาดนี้ เพื่อสู้กับปริมาณอ๊อกซิเจนที่บางเบา ส่งให้ไปเลี้ยงร่างกายอย่างทั่วถึง เต้นถี่ขึ้นขนาดไหน “ทดสอบ” มาให้แล้ว

(เส้นสีน้ำเงิน) ด้านซ้ายเป็นอัตราการเต้นของหัวใจ (Resting Heart Rate) ส่วน (เส้นสีแดง) ด้านขวาเป็นความสูงของพื้นที่ที่ผมนอนค้างในแต่ละคืน

การเตรียมตัวก่อนการเดินทางของผมง่ายๆเลยครับ ออกกำลังกายเข้าไปเลย โดยเน้นที่การ Cardio บริหารให้เต็มที่ ซึ่งผมเลือกการว่ายน้ำ เพื่อเพิ่มสมรรถนะของกระบังลมในการหายใจ พร้อมด้วยยืดระยะการว่ายต่อการหายใจ 1 ครั้งให้นานขึ้นไปอีก ตามด้วยการเดิน/วิ่ง เบาๆ เพื่อเตรียมให้ขา และร่างกายพร้อมกับการเดินทางในครั้งนี้ ซึ่งทำให้ Resting Heart Rate ของผมลดจาก 65 มาเหลือ 51 ก่อนการเดินทาง

 

Tip: แบบเต็มๆกับการเตรียมตัว “1 เดือน” ก่อนการเดินทางของผมดูได้ที่นี่เลย

Tip: Resting Heart Rate หรืออัตราการเต้นของหัวใจที่ต้องพาเลือดไปเลี้ยงร่างกายในช่วงพัก (ง่ายๆคือตอนนอน)

อุปกรณ์ที่มีติดตัวไว้ไม่เสียหาย พร้อมออกทริป

ในการเดินทางครั้งนี้ต้องขอบคุณทาง Royal Enfield India เลยหล่ะครับ ที่มีการจัดการเตรียมความพร้อมให้เป็นอย่างดี ทั้งในเรื่องของรถ Bullet 500 ที่เราขับขี่กัน รถเซอร์วิสที่ช่วยขนสัมภาระ พร้อมช่างชำนาญการที่คอยบำรุงรักษารถให้เรา รวมไปถึงแพทย์ท้องถิ่นที่คอยบำรุงรักษาคนให้พร้อมไปต่อ

แต่อย่างไรก็ตาม ด้วยสภาพเส้นทางนั้น รถ ช่าง และแพทย์ อาจจะมาช้ากว่าเรา 3-5 ชั่วโมง หรืออาจจะมาไม่ถึงในวันนั้นเลยก็ได้

ซึ่งจากประสบการณ์ของผม และเพื่อนๆที่ร่วมเดินทางไปด้วยกัน ทำให้สรุปออกมาได้เลยว่า อุปกรณ์ที่เราควรเตรียมไปติดตัวกับการเดินทางด้วยมอเตอร์ไซค์ในครั้งนี้นั้นควรมี

  • อุปกรณ์เซอร์วิสเบื้องต้น – ประกอบด้วย เคเบิ้ลไทร์ (อย่างดี เท่านั้น!!), เชือกรัดของสำรอง 2 เส้น, เทปพันสายไฟ, มีดพับ หรือคีมเครื่องมือดีๆซักอัน, ไฟฉาย
  • เครื่องมือสื่อสาร &นำทาง – ซิมการ์ดท้องถิ่นซักอัน (แนะนำของ Airtel) แม้ว่าจะไม่มีอินเตอร์เน็ต แต่ส่วนใหญ่สามารถใช้โทรหากันได้ พร้อมด้วย GPS พกพาสักอันนึงก็ดี หรือจะใช้แผนที่แบบ offline ในโทรศัพท์ช่วย หรือจะใช้นาฬิกาแบบที่มี GPS บอกอย่าง Garmin ก็โอเค หรือจะใช้แผนที่กระดาษเตรียมไว้สักนิดก็ไม่เสียหาย
  • Leh อากาศเปลี่ยนแปลงบ่อย – เลือกชุด Touring ดีๆสักชุดนึงที่พร้อมกับสภาพอากาศร้อนแห้ง หนาวเย็น ฝนตก รวมไปถึงการขับขี่ข้ามน้ำ สบายกว่าจริงๆ พร้อมถุงมือสำรองสักคู่นึง ก็น่าจะเพียงพอแล้วหล่ะครับ
  • เสบียง & ชุดยา – ด้วยพื้นที่สูงที่ทำให้ร่างกายของเราต้องทำงานหนักขึ้น หัวใจที่เต้นถี่ขึ้น เร็วขึ้น พลังงานในร่างกายเราถูกเบิร์นออกอย่างไวเลยหล่ะครับ ขนม ช็อคโกแลต ผลไม้ตากแห้งต่างๆ เป็นแหล่งพลังงานอย่างดีเลยทีเดียว รวมไปถึงยาพื้นฐานทั่วไป และสำคัญอีกอย่างคือ “น้ำดื่ม” สำหรับผมติดตัวไว้เลยอย่างน้อย 2 ลิตร กำลังพอดีๆ โดยแบ่งเป็น 1 ลิตรสำหรับการขับขี่ในแต่ละช่วง และอีก 1 ลิตร สำรองเผื่อติดขัดอะไร (ได้ใช้ด้วยหล่ะเนี่ย)

ทั้งหมดนี้นอกเหนือไปจากของใช้ค้างคืนที่ควรมีติดไว้บ้างซัก 1 คืนนะครับ

Day 1 – พักให้เต็ม ปรับตัวให้พร้อมลุย

วันแรกของการเดินทาง หลังจากที่พักในตัวเมือง Dehli ไปแล้วเราก็ออกเดินทางกันตั้งแต่เช้าตรู่เพื่อขึ้นเครื่องภายในประเทศจาก Dehli มุ่งสู่ Leh “พร้อมจะลุยกันมานานแล้ว”

 

สนามบินในตัวเมือง Leh นั้นเรียกได้ว่า “สูงปรี๊ด” เพราะทันทีย่างก้าวออกมาจากเครื่องบินสิ่งแรกที่สัมผัสได้เลยคือ “อากาศบาง” ที่ทำให้ผมต้องหายใจให้ลึกขึ้น ยาวขึ้น และเริ่มต้นการใช้ชีวิตแบบ “Slow-life” อย่างเป็นทางการ ด้วยการ เดินให้ช้าลง จิบน้ำทีละนิดๆทั้งวันให้มากขึ้น จากปกติที่ 1.5-2 ลิตร เขยิบไปเป็น 3-4 ลิตร เพื่อช่วยให้ร่างกายปรับตัวกับความสูงได้เร็วขึ้น

เพราะเพียงเดินขึ้นบันได 3 ชั้นของที่พักก็ “หอบ” แล้ว

ในวันแรกที่ Leh นั้นสิ่งที่ควรทำมีไม่มากหรอกครับ นอกจากนอนพักในช่วงเช้า เคลื่อนไหวให้ช้าลง และเดินช้าๆ ในช่วงเย็นซักนิด จะเดินไปทอดน่องเที่ยวเล่นในเมือง Leh ชมวิถีชีวิตของผู้คน จิบชา Cinnamon (อบเชย) บางๆ หรือจะเป็นชา Masala สักแก้ว ให้ร่างกายอบอุ่นขึ้นก็ได้ แต่สำคัญคือ “Slow life” ซะ

แอลกอฮอล์ &บุหรี่ “งดซะ” ให้ปอด ให้ร่างกายของเราได้ทำหน้าที่อย่างดีที่สุดสำหรับการปรับตัวก่อนเลยดีกว่า ถ้ารู้สึกไม่อยากอาหาร ก็พยายามทานพวกช็อคโกแลต หรือจะเป็นโอวัลติน ขนมปัง นม ทีละนิดๆ ให้ร่างกายมีพลังงานให้เต็มที่

ความสูงสนามบิน 3161 เมตร … เรียกได้ว่าถ้าลืมตัวมีใจหวิวๆ หอบได้เหมือนกันนะเนี่ย

สำหรับผมอาศัยที่วัดอัตราการเต้นของหัวใจนี่แหล่ะครับ คอยสังเกตกิจกรรม และอาการของตัวเองไปเรื่อยๆ ว่าเรากำลังทำอะไรที่ฝืนตัวเองไปรึเปล่า วันนี้ “พักผ่อน” ให้เต็มที่ นอนให้เต็มอิ่มกันได้เลย

วันแรกก็เริ่มรู้สึกแล้วสินะว่า “อย่าไป Leh” เพราะเพียงมาถึงก็ต้องเอาชนะความสูงแบบต่ำๆของที่นี่ให้ได้ซะก่อนเลย

 

พิกัดของที่พักในคืนนี้ The Kaal – 34.15261525,77.56566541 ความสูง 3232 m

พิกัดของตัวเมือง (ตลาด) – 34.16436098,77.58550521 ความสูง 3356 m

ระยะทางในวันนี้ – 0 km

ย่านความสูง – 3000-3250 m

Day 2 – เริ่มต้นการเดินทาง กับเส้นทางรอบตัวเมือง ที่ “เปิด” โลกใหม่ให้กับเรา

วันที่สอง ซึ่งจริงๆก็นับได้ว่าเป็นวันแรกของการขับขี่ กับการที่ต้องนอนบนความสูงมากกว่า 3,000 m เป็นครั้งแรกของผม ที่ทำให้เข้าใจแล้วว่าทำไม ทีมงานถึงย้ำให้นอนกลางวันกันด้วยนะตั้งแต่เมื่อวาน เพราะการนอนในย่านความสูงนี้หลายๆคนมีอาการ นอนไม่หลับ กระสับกระส่าย รวมถึงตื่นในเวลากลางคืน (บางคนตื่นตี 3 นอนไม่หลับ แล้วก็เดินโซซัดโซเซ) ส่วนผมเองนั้นตี 5 เลยครับ ตาสว่างใสกิ๊งเลยทีเดียวเชียว!

ในวันแรกนี้เป็นการขับขี่ระยะทางสั้นใน Leh กับครั้งแรกของผมบน Royal Enfield Bullet 500 เพื่อให้เราทุกคนได้ทำการปรับตัวเข้าหารถ ตรวจสอบสภาพ การใช้งาน เบรค ช่วงล่าง ยาง ต่างๆ บนเส้นทางของตัวเมืองที่ส่วนใหญ่เป็นทางราดยาง พร้อมหลุมบ่อ ให้ได้ทำความคุ้นเคยกันก่อน

ซึ่งเส้นทางการเดินทางของเราในวันนี้มีเป้าหมายอยู่ที่ 2 แห่งด้วยกันคือ

  • สามแยกแม่น้ำ – ที่เป็นจุดรวมของแม่น้ำ 2 สาย คือ Indus และ Zanskar ที่กว้างใหญ่ ซึ่งในช่วงนี้น้ำค่อนข้างสงบ มีแพยางพร้อมให้เล่นล่องแก่งกันได้ แต่บอกเลยว่า “น้ำเย็นเฉียบ”
  • วัด Spituk Gompa – ซึ่งเป็นวัดที่รวมเอาศาสนาฮินดู ผสมผสานกับศาสนาพุทธ ภายในวัดเดียวกัน ได้อย่างลงตัว ไม่มีความขัดแย้งใดๆ ตั้งอยู่บนเนินเขาที่ให้เรามองเห็นเมือง และวิวที่กว้างใหญ่ในแบบที่ “รอบตัว”

หลังจากนั้นก็กลับเข้าที่พักเป็นการเสร็จสิ้นการวอร์มแบบเบาๆ ในวันนี้ซึ่งทำให้ผมเริ่มรู้สึกได้อีกแล้วว่า

“อย่าไป Leh เพราะภาพเบื้องหน้าของธรรมชาติที่เห็นทำให้ผมเริ่มรู้สึกตัวเล็กลงเรื่อยๆ” (แหม่ตัวแค่นี้ยังจะเล็กไปไหนอีก!)

 

Tip: “มาอินเดีย บีบแตรตลอดเวลา?” คือจริงๆการบีบแตรที่นี่นับว่าเป็น “เรื่องปกติ” และที่สำคัญยังช่วยเพิ่มความปลอดภัยได้มากเลยทีเดียว ตามจุดอับสายตาต่างๆ จะมีป้าย หรือคำเตือนเลยว่า “จงบีบแตรซะ”

Tip: “คนอินเดียขับรถนึกจะออกก็ออก” สำหรับเราๆที่ขับขี่กันในเมืองอย่างกรุงเทพนั่นเหรอครับ … สบาย … รัวแตรเป็นจังหวะเรียกได้ว่าเปิดทางได้อย่างดี แต่ทั้งนี้ถ้ามีรถมาข้างหลังบีบแตรใส่เรา ก็จงหลบให้ด้วยนะครับ แบ่งปันกันไป สำคัญตรงที่ แม้จะบีบแตรกันรัวเป็นจังหวะแบบที่บ้านเราจะเรียกว่า “หาเรื่องเหรอฟร่ะ” แต่ๆๆ ทุกคนที่นี่บีบแตรไป ยิ้มแย้มไป พร้อมโบกมือทักทายกันสนุกสนานเลยหล่ะ

Tip: “บีบแตรทุกครั้งที่จะแซง” และกว่า 90% ของรถบนท้องถนนก็จะพร้อมใจกัน “หลบ” ให้กับคันหลังทันที

Tip: “ถ้าบีบแตร แล้วคันหน้าเปิดสัญญาณไฟเลี้ยวขวาค้าง” นั่นคือให้เราไปได้เลย ข้างหน้าโล่ง ยาวไปเลย ซึ่งจะตรงข้ามกับบ้านเราที่จะเปิดไฟเลี้ยวซ้าย ทำเอาผมสับสนอยู่สักพักเลยทีเดียวเหมือนกัน

 

เส้นทางวันนี้ Leh – Confluence of Indus, Zanskar – Spituk Gompa – Leh

พิกัดของสามแยก Indus, Zanskar 34.16575514,77.33333297 ความสูง 3002 m

พิกัดของวัด Spituk Gompa 34.1256852,77.52648395 ความสูง 3152m (ก่อนเดินขึ้น)

ระยะทางในวันนี้ – ประมาณ 90 km

ย่านความสูง – 3000 – 3350 m

Day 3 – Khardungla ปีนป่ายขึ้นสู่ถนนที่สูงที่สุดในโลกที่ 5360 m

วันที่สาม วันนี้นับได้ว่าเป็นจุดหมายของหลายๆคนในทริปนี้เลยทีเดียว เพราะแม้ว่าทุกคนในทริปที่มารวมตัวกันจาก 11 ประเทศ จะมีประสบการณ์การขับขี่มอเตอร์ไซค์ที่หลากหลายมาแล้วทั่วโลกก็ตาม แต่นี่คือ “ครั้งแรก” ของเราทุกคน ที่จะได้ปีนขึ้นสู่ถนนที่ได้ชื่อว่า “สูงที่สุดในโลก” Khardungla Pass แห่งนี้

 

ซึ่งเราจะใช้เวลาในการขับขี่เพื่อขึ้นสู่จุดยอดที่ความสูง 5360 m ในเวลาประมาณ 2 ชั่วโมง และจะมีเวลาบนนั้นเพียงแค่ “15 นาที” เท่านั้น นั่นหมายความว่า การไต่ความสูง 2000 m ขึ้นลงในวันนี้จะทำในเวลาทั้งหมดประมาณ 4 ชั่วโมง

เส้นทางในการขับขี่ขึ้น Khardungla ช่วงแรกเป็นถนนราดยางมะตอย (หลุมบ่อเพียบ) สลับกับทางทราย ทางดิน ก่อนที่จะเป็นทางแบบ Off-Road ยาวๆไปอีกประมาณ 15 km ถามว่ายากมั้ย ก็ไม่มากเท่าไหร่ ขี่กันไปได้เรื่อยๆ สบายๆ ซึ่งระหว่างทางก็อาจจะมีทางหิน ทางดินโคลน สลับกับช่วงของการระเบิดหิน เพื่อเคลียร์หินที่อาจจะถล่มกันบ้างเรื่อยๆ … แค่นั้นเอง … ชิวๆ

จริงๆแล้วแผนการแรกเลยคือการข้าม Khardungla เพื่อมุ่งหน้าไปยัง Nubra Valley จุดหมายที่ผมเอง “อยากไปมาก” ด้วยคำบอกเล่าถึงเส้นทางที่ “สนุกสนาน” แต่ด้วยสภาพอากาศเปลี่ยนแปลงบ่อยของดินแดนแห่งนี้ ทำให้ลำน้ำที่เราต้องข้ามระหว่างทาง มีความเชี่ยวกราด และระดับน้ำที่ลึกเกินที่ทางทีมงานประเมินแล้วว่า ความเสี่ยงสูงเกินไป ทำให้ต้องล้มเลิก และกลับมาที่ Leh แทน … เสียดายยิ่งนัก ขอซ่อมซักรอบเถอะน้า !

“อย่าไป Leh” เพราะสภาพเส้นทางที่เปลี่ยนแปลงได้ตลอดเวลาจนเราอาจพลาด และเป็นเหตุให้ …ว้าวุ่น จนต้องหาเรื่องกลับมาซ้ำ !

เส้นทางวันนี้ Leh – Khardungla – Nubra Valley (FAIL!) – กลับสู่ Leh แทน

Khardungla พิกัด 34.27730159,77.60526722 ความสูง 5360 m

ระยะทางในวันนี้ – ประมาณ 80 km

ย่านความสูง – 3000 – 5360 m

Day 4 – มุ่งสู่ Pangong Tso ฝ่าเส้นทาง Chang la ข้ามลำน้ำแบบไม่มีจบสิ้น ออกตามหาพื้นที่ต้องสาป กับทะเลสาบน้ำเค็ม ที่สูงที่สุดในโลก

 

วันนี้เป็นวันที่เพื่อนๆร่วมทริปหลายๆคน มีอาการ “หวั่นไหว” เพราะ 2 วันที่ผ่านมาของการขับขี่เพียงแค่เดินทางกันวันละ 80-90 km ก็ทำเอาหลายๆคนเริ่มมีอาการ “ล้า” จากเส้นทางกันได้บ้างแล้ว และวันนี้จะเป็นวันที่เราต้องขับขี่ระยะทางทั้งสิ้นประมาณ​ 170 km

 

ซึ่งระยะทางที่เพิ่มขึ้นมาจากการที่เราไม่สามารถข้าม Khardungla เพื่อไปยัง Nubra Valley ได้ตามแผนที่วางไว้เมื่อวาน

ส่วนสภาพเส้นทางนั้นนะเหรอ สบายๆ (ตลอด) ไม่ว่าจะเป็นทางลาดยาง (หลุม บ่อน้ำ พัง) ยาวๆ ก่อนที่จะต้องฝ่าเส้นทางในแบบ off-road รวมไปถึง no-road ที่ให้เราทุกคนให้ได้สัมผัสความเย็บเฉียบของน้ำในทะเลสาบ อย่างทั่วถึง บางคนก็พารถลงไปแช่น้ำเล่นกันเลยจ้า (ในช่วงที่ผมเดินทางจัดว่าเป็นหน้าร้อน อุณหภูมิน้ำจะอุ่นๆอยู่ที่ประมาณ 2 c .. คือนี่อุ่นแล้วเหรอ?)

 

ระหว่างทางของการเดินทางเราต้องวิ่งฝ่าอีกเส้นทางนึงที่นับได้ว่าสูงเป็นอันดับ 2 นั่นคือ Chang La และบนนี้อากาศค่อนข้างแปรปรวน หิมะตกได้เรื่อยๆ พร้อมด้วยน้ำแข็งเกาะบนผิวถนนบ้างเล็กน้อย ซึ่งก็ทำให้ต้องใช้ความระมัดระวังในการขับขี่มากขึ้น

Pangong Tso จัดได้ว่าเป็นหนึ่งในทะเลสาบ “น้ำเค็ม” ขนาดใหญ่พื้นที่กว่า 700 ตร.กม. บนความสูง 4250 m ซึ่งทอดตัวข้าม 2 ประเทศ คือจีน และอินเดีย แม้ว่าจะเป็นทะเลสาบน้ำเค็มที่ได้รับการเติมน้ำจากหิมะจากเทือกเขา แต่ในหน้าหนาวนั้น ทะเลสาบ ที่ต้องคำสาป แห่งนี้จะ “กลายเป็นน้ำแข็ง” ทั้งหมดทั่วทุกอนูทำให้ ในทะเลสาบแห่งนี้มีการเติบโตของพืชน้ำ และสัตว์ที่น้อยมาก จน “ไม่มีปลาอยู่อาศัย” จะมีพบได้บ้างคือกุ้ง หรือหอยตัวเล็กๆ เพียงเล็กน้อยเท่านั้น

 

นี่ขี่แบบท่ายืนแล้วนะเนี่ยเรียกได้ว่าถ้านั่งขี่คง …

บนพื้นที่ขนาดกว้างใหญ่ไพศาล พร้อมด้วยเส้นทางที่ก่อนเข้าไปยัง Pangong Tso เต็มไปด้วยดินทราย ดินเลน และการข้ามน้ำแบบต่อเนื่องของเส้นทาง ก็ทำให้หลายๆคน ทิ้งรถ หรือทำรถดับกลางน้ำ … ผมเองก็เช่นกัน (ฮ่าๆๆๆ) แหม่ ยืนรอเลือกเหยื่อกันเลยทีเดียว ภาพที่ทุกคนยืนชี้ทางส่งให้ผมวิ่งเข้าร่องน้ำลึก

“ทั้งที่เอะใจแต่ก็เชื่อใจ … ทำไมถึงทำกันได้~~” ทั้งๆที่พ้นแอ่งน้ำแล้ว เหลืออีกเพียง 3-4 เมตรเท่านั้น Royal Enfield Bullet 500 คู่ใจในทริปนี้ ก็ดับซะอย่างนั้น ยังดีนะที่เป็นน้ำไหลเอื่อยๆ ไม่แรงมาก!!! แต่ทุกคนที่ปลายฝั่งก็พร้อมใจกันที่จะวิ่งลงมาในน้ำที่เย็นเฉียบ คอยช่วยเหลือกันเสมอ

นี่ผมมาทำอะไรที่นี่เนี่ย!!! บอกแล้วไงว่า “อย่าไป Leh” เลย เพราะคนที่เพิ่งจะเจอหน้ากัน ก็พร้อมจะวิ่งมาช่วยเหลือทุกคนที่มีปัญหาเสมอ … (พร้อมเสียง “หัวเราะ” … โดยเฉพาะจากพี่เก่ง … อย่างดังบอกเลย!)

Royal Enfield Bullet 500 แสดงศักยภาพของการขับขี่ที่ผมต้องเรียกได้ว่า “อึด ถึก ทน” เพราะแม้จะลุยน้ำระดับเอว จนดับ เพียงแค่ลากขึ้นบนบก ย้ำคันสตาร์ทเท้าซ้ำๆกันสักพัก บิดกุญแจ ก็สตาร์ทติด พร้อมให้ไปต่อแล้ว !

กับที่พักในคืนนี้ Pangong Sarai มันก็จะมืดๆหน่อย ^^

Tip : ถ้า Royal Enfield Bullet 500 ดับกลางน้ำ สิ่งที่ทำกันคือ ปิดกุญแจ เข้าเกียร์ว่าง แล้วช่วยกันลากขึ้นมาจากน้ำก่อน จากนั้นขึ้นขาตั้งคู่แล้วย้ำคันสตาร์ทเท้าสัก 4-5 ที ก่อนจะเปิดกุญแจ แล้วสตาร์ทเท้าใหม่ … ชึ่งเดียวติด !

เส้นทางวันนี้ Leh – Chang La – Tangtse – Pangong Tso

Pangong Tso แวะทานข้าวเที่ยง พิกัด 33.95480904,78.43277145 ความสูง 4142 m

พิกัดที่พัก Pangong Sarai 33.861037,78.52851776 ความสูง 4137 m

ระยะทางในวันนี้ – 170 km

ย่านความสูง – 3000 – 4150 m

Day 5 – กลับสู่ Leh เตรียมมุ่งหน้าสู่เส้นทางใหม่

ผ่านช่วงการนอนบนความสูงกว่า 4,000 m กันมา ในวันนี้เองที่หลายๆคน ตื่นกลางดึก และนอนไม่หลับ ซึ่งผมเองจากการที่เข้านอนตั้งแต่ 3-4 ทุ่ม ก็ทำให้ตื่นมาในช่วงตี 4 แบบ “ตาสว่าง” ไหนๆก็ไหน ประชดด้วยการออกไปเดินเล่นริมน้ำดูพระอาทิตย์ขึ้นซะเลย แล้วก็มาเจอเฮีย Justin Reiter แชมป์สโนว์บอร์ดจากอเมริกา ที่ตื่นพร้อมกันเพื่อมาจัดฉากถ่ายรูป!

ช่วงเวลาของเดือนสิงหาคม พระอาทิตย์ที่นี่ขึ้นประมาณตี 5:15 นาที แต่แสงจะเริ่มมาตั้งแต่ประมาณตี 4:45 แล้วหล่ะครับ ถ้าใครอยากถ่ายพระอาทิตย์ขึ้นก็ประมาณนี้เลย

ประมาณ 9 โมงเช้า เราก็เริ่มเดินทางกลับสู่ Leh ด้วยเส้นทางเดิมผ่าน Chang La ที่ให้ได้ กระเด้งกระดอน ฝ่าสายน้ำ ฝ่าดินทรายเช่นเดิม แต่ขากลับรู้สึกได้เลยว่า “ชิวแล้วหล่ะ” เริ่มเฉยชากับสภาพเส้นทางแล้วสินะเนี่ย… แต่ก็มีรถของเพื่อนร่วมทางที่ต้องคอยช่วยกันดึง ลาก มาเรื่อยๆ ด้วยสภาพของ ฝุ่นทราย หิน ของเส้นทางที่ตัดผ่านช่องเขาแคบ สลับกับลำน้ำที่ตัดผ่านเรื่อยๆ รวมไปถึงช่วงถนนที่มีน้ำท่วมเป็นระยะกว่า 100 m ให้เราได้ “ลุยเล่น” กันอีกแล้ว … บอกเลยว่าชุด Touring ที่เตรียมมาได้ใช้กันแบบเต็มที่แน่นอน

“อย่าไป Leh” ถ้าเพียงแค่ต้องการนั่งหลับบนรถสบายๆ แล้วถึงที่หมาย เพราะแท้จริงแล้วบรรยากาศของเส้นทางเนี่ยแหล่ะครับ … คือเป้าหมายที่แท้จริง

เส้นทางวันนี้ Pangong Tso – Tangtse – Chang La – Leh

ระยะทางในวันนี้ – 170 km

ย่านความสูง – 3000 – 4150 m

Day 6 – Tso Moriri ทะเลสาบแห่งขุนเขา

Tso Moriri เป็นอีกหนึ่งในทะเลสาบปิดของ Ladakh ที่ได้รับการคุ้มครองอย่างแน่นหนาจากหน่วยพิทักษ์อุทยาน เส้นทางที่ต้องเดินทางผ่านนั้น ต้องผ่านจุดตรวจ และพื้นที่ทางทหาร ที่มีการตรวจตราอย่างเข้มงวด ถึงแม้ว่าน้ำในทะเลสาบแห่งนี้จะมีสภาพความเป็นด่างสูงมาก (Alkaline) ก็ยังมีทุ่งหญ้าเติบโตได้โดยรอบ พร้อมด้วยนกหลากหลายสายพันธุ์ ทำให้เป็นพื้นที่อนุรักษ์ และควบคุมอย่างเข้มงวดมาก

 

สำหรับเส้นทางในการขับขี่มายัง Tso Moriri นั้นบอกเลยว่า “มัน Rock มาก !” เพราะเราจะต้องขับขี่ Royal Enfield Bullet 500 ฝ่าดินทรายที่เต็มไปด้วยก้อนหินลอยเป็นระยะทางประมาณ 50 km ด้วยกัน .. ฝุ่นทรายที่คละคลุ้งจากคันหน้า ที่ทำให้ระยะการมองเห็นเหลือไม่เกิน 20-30 m และการหายใจที่ยากลำบากมากขึ้น ทำให้ “แบ่งกลุ่ม” ทิ้งระยะกันพอสมควร

ซึ่งในคืนนี้เราจะมาพักกันในหมู่บ้านที่ชื่อว่า Korzok ที่มีประชากรรายรอบอยู่ที่ประมาณ​ 1,300 คน มีพื้นเพจากชนเผ่าเร่ร่อน ที่เริ่มตั้งถิ่นฐานกันที่ริมทะเลสาบแห่งนี้

พื้นที่แห่งนี้นับได้ว่าเป็นพื้นที่สำคัญในการผลิตผ้าจากขนสัตว์ (แพะ) ที่เรียกขานกันว่า Pashmina ที่เริ่มมีบันทึกการใช้ตั้งแต่ในช่วงปีค.ศ. 1100 ก็แค่เกือบๆพันปีเท่านั้นแหล่ะครับ!! (Pashmina หมายความว่า ทองคำนุ่ม – Soft Gold) หรือที่เราน่าจะคุ้นมากกว่ากับคำว่า “ผ้าแคชเมียร์” ซึ่งแท้จริงแล้ว “แตกต่าง” จาก Pashmina เพราะแพะที่อาศัยในพื้นที่นี้จะมีขนที่นุ่มนวล เบา ให้ความอบอุ่นได้เป็นอย่างดี และด้วยความบางเบาของเส้นใยนี้เองที่ทำให้ Pashmina ทั้งหมดต้อง “ทำด้วยมือ” เท่านั้น

ค่ำคืนที่มืดมิด ไร้ซึ่งสิ่งรบกวนจากโลกสมัยใหม่ พร้อมกับช้างให้ตื่นตาตื่นใจ …

 

Tip: Cashmere จะมีขนาดของเส้นใยที่ประมาณ 15-19 microns ในขณะที่ Pashmina จะมีขนาดเส้นใยประมาณ 12-15 microns ซึ่งทำให้ผลิตภัณท์ที่ได้มีความบางเบา นุ่ม และยังสามารถให้ความอบอุ่นที่ดีมากอย่างเหลือเชื่อ

Tip ด้วยสภาพ Rock มาก ทำให้มีหลายคันทีเดียวที่ สปริงขาตั้งข้าง กระเด็นกระดอนหายไป “เคเบิ้ลไทร์” จัดไปสิครับ! หรือบางคันอยากนอนเล่น พุ่งลงข้างทาง พาให้คันเกียร์ คันเบรค งอพับ แฮนด์คด ก็ช่วยกันยก ลาก ทุบ ดัด … แล้วก็ไปต่อ !

เส้นทางวันนี้ Leh – Tso Moriri

Tso Moriri พิกัดที่พัก Nomadic Camp- 32.97230221,78.26529139 ความสูงในคืนนี้ 4450 m

ระยะทางในวันนี้ – ประมาณ 220 km

ย่านความสูง – 3000 – 4550 m

Day 7 – กางเต็นท์ที่ Tso Kar โอบล้อมด้วยทุ่งหญ้า และขุนเขาแห่งดินทราย ห่มด้วยหมู่ดาวบนฟากฟ้า

วันนี้เป็นการเดินทางระยะทางไม่ไกลมากคือเพียงประมาณ 110 km เพื่อมุ่งไปยัง Tso Kar ทะเลสาบอีกแห่งนึง ซึ่งเป้าหมายของเราในวันนี้นั้นไม่ใช่ทะเลสาบ แต่คือการมา “สัมผัส” กับบรรยากาศแบบเต็มเปี่ยมด้วยการนอนในเต็นท์ กลางท้องทุ่งของดินทราย ที่ความสูงกว่า 4500 m

ซึ่งนับได้ว่านี่เป็นการนอน ที่ถูกโอบล้อมด้วยทุ่งหญ้า ของขุนเขาแห่งดินทราย และห่มด้วยหมู่ดาวบนฟากฟ้า อย่างแท้จริง

เส้นทางในการขับขี่วันนี้ สำหรับผมบอกเลยว่า … “เฉยชา” … คือก็ต้องวิ่งผ่านเส้นทาง “Rock มาก” แบบเดิมร่วม 50 km แต่เริ่มไม่รู้สึกรู้สาอะไรแล้วหล่ะครับ … จะไปไหนก็ไป !!!

แต่แล้ว … การจะออกไปยังที่พักกางเต็นท์นั้นเราจะต้องทำการขับขี่ ทุ่งหญ้าดินทรายในแบบ “No-Road” เรียกได้ว่าแทบจะ ฟรีรันกันเลยทีเดียว แตกฮือ ขี่กันตามอัธยาศัย ปลายทางคือ ฝุ่นคลุ้งๆ ของคันนำข้างหน้า ปั่นทรายให้ดิ้นเล่น เพลิน ! ด้วยอาการของรถที่แม้จะดิ้นๆได้ตลอดเวลา แต่ช่วงท่านั่ง และตำแหน่งแฮนด์ที่คุมง่าย แม้จะ จ๊ะเอ๋ กับหลุมทรายบ้าง ก็ก้มตัวลง โยกตัวไปข้างหน้าซักนิดนึง ปล่อยให้ล้อหลังปั่น … แล้วไปต่อกันเลย

ในสภาพฝุ่นทรายที่คละคลุ้ง ซิปขนาดใหญ่ ตามช่องต่างๆ ของชุดขับขี่ที่ผมเตรียมไปยังคงทำงานได้อย่างดี ไม่ได้มีปัญหาติดขัดอะไรให้รำคาญใจ และแม้จะเปิดช่องอากาศทั้งหมดซึ่งผมคาดไว้เลยว่า ข้างใน “เละแน่นอน” แต่เปล่าเลย …​เพราะแม้ว่าอากาศจะสามารถไหลเข้ามาในตัวผมได้เต็มที่ แต่ทรายเข้าไม่ได้นาจา ส่วนฝุ่นอ่ะมาเต็ม

ช้าง!!! ที่เรียกว่ามากันทั้งโขลงทอดตัวยาวข้ามฟากฟ้า … เป็นทางช้างเผือกที่สวยที่สุดที่ผมเคยเห็นมาเลยหล่ะครับ ห้อมล้อมด้วยดาว ที่ไม่มีคำบรรยายถึงจำนวนที่มากมายมหาศาล ใจจริงแล้วอยากจะนอนดูนานๆ แต่อากาศที่ 2-3c พร้อมลมแรงๆนี่ทำเอาเพลีย จนต้องกลับไปมุดอยู่ในเต็นท์เลยทีเดียว

“อย่าไป Leh” ถ้าไม่อยากต้องนอนตาค้าง เพราะหมู่ดาว และทางช้างเผือกที่กว้างใหญ่ ซึ่งไม่สามารถบรรยายได้ด้วย คำพูด, ภาพ, คลิป นอกจากต้องเห็นด้วยตัวเอง

เส้นทางวันนี้ Tso Moriri – Tso Kar

Tso Kar – Pastureland Deluxe Camp พิกัดที่พัก – 33.35969525,77.95914698 ความสูง 4520 m

ระยะทางในวันนี้ – ประมาณ 110 km

ย่านความสูง – 3800 – 5200 m

Day 8 – กลับสู่ Leh เตรียมจากลากับดินแดนที่ต้องมนต์แห่งนี้

เช้านี้ตื่นมาในเต็นท์ ที่สองเรานอนคู่กันอย่างอบอุ่นกับพี่เก่ง Motocross แต่ผมเองเต็มไปด้วยความรู้สึกที่ “ใจหาย” แบบแปลกๆ เพราะนี้จะเป็นวันสุดท้ายแล้วที่เราจะได้ควบไปกับ Royal Enfield Bullet 500 ที่ใช้ชีวิตคู่กันมาตลอดการเดินทางเปิดโลกในครั้งนี้

 

กับค่ำคืนที่ผ่านมาที่นอนบนย่านความสูงกว่า 4520 m ที่ทำให้หลายๆคนเดินออกมาบ่นว่า นอนไม่หลับกันทั้งคืนเลย พร้อมกับส่ายหัว ง่วง หาว กันอยู่เรื่อยๆ (ส่วนผมนั้นได้เครื่องดื่มเบาๆไปก่อนนอน หลับสบาย ตื่นสายเลยทีเดียว เดินเมาขี้ตาออกมา เจอเพื่อนๆแต่งตัวกันแล้ว เดี๋ยวนะข้าวเช้าหล่ะ!!)

การเดินทางในวันนี้ที่เราจะทำการขับขี่ไปเรื่อยๆ ผ่านเส้นทางทุ่งทะเลทราย ให้เราได้เล่นสนุก และปลดปล่อย “ความเป็นเด็ก” ในตัวของหลายๆคนอย่างเต็มที่ มุ่งหน้ากลับสู่ที่พักในตัวเมือง Leh เพื่อเข้าสู่คืนสุดท้ายกับดินแดนที่ต้องมนต์แห่งนี้

“อย่าไป Leh” … เพราะความรู้สึกใจหายที่ต้องจากลา ทำเอาใจหวิวๆไปเหมือนกัน

เส้นทางวันนี้ Tso Kar – Leh เข้าที่พักที่เดิมที่ The Kaal

ระยะทางในวันนี้ – ประมาณ 120 km

ย่านความสูง – 3000 – 5200 m

Day 9.0 – บินจาก Leh – Dehli – Chennai กับการเก็บ Quest ที่ยังไม่สิ้นสุด

Yak ME!

ในวันนี้เป็นวันสุดท้ายที่เราต้องจากลาจาก Leh เพื่อต่อเครื่องที่ Dehli มายัง Chennai เพื่อเข้าชมโรงงาน Royal Enfield ในตัวเมืองซึ่งก็ต้องบอกว่า … การผจญภัยยังไม่สิ้นสุด !!! เพราะมากับ Quest ที่ให้เราได้ “เก็บเลเวล” กันอย่างต่อเนื่อง เพียบ!

กับการเริ่มต้นออกจากที่พักใน Leh ในเวลาประมาณตี 5 เพื่อขึ้นเครื่องบินไป Dehli ก่อนจะพัก 2 ชั่วโมงครึ่ง เพื่อต่อไปยัง Chennai ที่เราทั้งหลายต่างก็พูดเป็นเสียงเดียวกันว่า เดี๋ยวไปหาอะไรกินกันที่นั่นเลยหล่ะกัน สบายๆ เวลาเหลือเยอะ .. รึเปล่า?

 

Quest ที่ 1 – เริ่มต้นการผจญภัยกันตั้งแต่เหล่าคณะ ที่ต้องจัดการสัมภาระกันใหม่ที่สนามบิน Leh เนื่องจากทางสนามบินยกการรักษาความปลอดภัยขึ้น ทำให้ผู้โดยสารทุกคน “ห้ามถือกระเป๋าขึ้นเครื่อง” จะถือได้เพียงกระเป๋ากล้องเท่านั้น สัมภาระอื่นๆ ห้าม!!! งานมากันยกใหญ่หล่ะทีนี้ ส่วนผมเองก็ต้องไล่เก็บของใหม่เพื่อจัดให้ลงตัวที่สุด .. ฮึ้บ! ทำให้หลายๆคนมีจุดพลาดต่อเนื่องกัน ที่ต้องบอกว่า งานมากันหล่ะทีนี้ กับการจัดสัมภาระใหม่ที่แสนสนุกสนาน ปนตื่นเต้น

Quest ที่ 2 – หลังจากฝ่าด่านการตรวจที่ Leh เราก็มาถึง Dehli ก่อนจะพบว่ารถที่เตรียมไว้ไม่เพียงพอ จากการที่ทีมงานจัดรถขนาด 6 ที่นั่งไว้ แต่ได้รถที่มี 4 ที่นั่งมาแทน ทำให้ต้องแบ่งกลุ่มเป็น 2 กลุ่มทะยอยเดินทางไป และล่าช้าในการย้าย Terminal ไปอีกราวๆ 40 นาที !!

Quest ที่ 3 – ผมเองเป็นกลุ่มที่ 2 ที่เดินทางไปถึงอีก Terminal เพื่อพบกว่า …​กลุ่มแรกยัง Checkin ไม่เรียบร้อย ซึ่งสนามบินระหว่างเมืองใน India นั้นปกติจะให้น้ำหนักเพียง 15 kg และแม้ว่าเราจะซื้อน้ำหนักมาล่วงหน้าแล้วก็ตาม ทางเคาร์เตอร์กลับบอกว่า “ไม่มีน้ำหนักซื้อมานาจา”… กว่าจะเคลียร์กันได้เรียบร้อยก็อีกร่วมๆ 30 นาที รวมๆแล้ว ตอนนี้ใช้เวลานับตั้งแต่ลงแตะ Dehli กันไปแล้วเกือบ 2 ชั่วโมง เดินกึ่งวิ่งกันหล่ะทีนี้ กับการวางแผนที่จะเดินชิวๆ กลายเป็นเร่ง !

Quest ที่ 4 – เชิญลงจากเครื่อง … เมื่อหนึ่งในเพื่อนๆของเราที่เดินทางมาด้วยกัน โดนเชิญลงจากเครื่องที่ Dehli เนื่องจากสัมภาระมีปัญหา??!! และไม่สามารถโหลดขึ้นเครื่องมาได้ ทำให้ทางสายการบินต้องเชิญลงจากเครื่อง .. งงกันยกใหญ่เลยทีเดียว แต่ทั้งนี้ทางพนักงานแจ้งว่า หลังจากเราเคลียร์ปัญหาสัมภาระแล้ว เพื่อนนายจะตามไปไฟลท์ถัดไปนาจา สบายใจได้ … ก็โล่งอกกันแล้วในระดับนึง แต่แล้วก็ตามมาติดๆกับ

Quest ที่ 5 – กระเป๋า 3 ใบมาไม่ถึง !!! เนื่องจากทั้ง 3 คน ลืมแบตเตอรี่อุปกรณ์ติดในกระเป๋า ซึ่งค้างมาตั้งแต่ที่เราฝ่า Quest ที่ 1 ในสนามบินที่ Leh จนถึง Quest ที่ 5 นี่แหล่ะครับ แถมระดับความยากไปอีกขั้น เมื่อมีการสลับ Tag กระเป๋า … ทำให้ต้องประสานงานกันอย่างวุ่นวายเลยทีเดียว ซึ่งท้ายที่สุดก็มีสัมภาระ 1 ใบที่ตกค้าง และต้องทำการส่งกลับให้ไปยังประเทศปลายทางภายหลังอีกที (Tag ผิดอีกต่างหาก ยาว!)

Quest ที่ 6 – มีคนตกเครื่องบินขากลับบ้าน !!! ตามแผนการเดินทางของเรานั้น หลังจากเสร็จสิ้นการเข้าชมโรงงานใน Chennai แล้วจะเข้าพักในโรงแรม ก่อนจะทะยอยกลับตามไฟล์ทของตัวเอง ซึ่งไฟล์ทของผมนั้นจะเป็นการเดินทางในช่วงตี 1 ของคืนนั้น .. ส่วนคนที่ตกเครื่องนั้น ไฟล์ทตี 4 !! และแม้จะเผื่อเวลาไว้แล้วอย่างดี แต่ก็ยังผ่านด่านการตรวจแบบ non-stop ไปไม่ถึงฝั่งเส้นชัย ทำให้ต้องนอนค้างที่ Chennai ต่ออีก 1 วัน กับ 1 คืน เพื่อรอไฟล์ทต่อไป

 

เรียกได้ว่า ทุกคนพูดเป็นเสียงเดียวกันว่า …​การผจญภัยของพวกเรา ยังไม่สิ้นสุดจนกว่าจะกลับกันถึงบ้านเลยสินะ !!!

Tip: … ใจเย็นๆ … ทุกอย่างมีทางออก

Day 9.1 – Chennai กับจุดกำเนิดของ Royal Enfield Bullet 500 ที่ฝ่าฟันอุปสรรคมาด้วยกัน

Royal Enfield นับได้ว่าเป็นแบรนด์ที่คว้าอันดับ 1 ในการขยายตัวของตลาดอย่างต่อเนื่อง ซึ่งก็คือยังคงเติบโตขึ้นกว่า 50% จากปีที่แล้ว ด้วยการเป็นแบรนด์ที่ทำยอดขายในตลาดอินเดียเป็นอันดับ 1 พร้อมด้วยการส่งออกไปยังกว่า 50 ประเทศทั่วโลก

ซึ่งโรงงานที่ผมได้มีโอกาสไปเยี่ยมเยียนในครั้งนี้อยู่ในเมือง Chennai ที่ต้องนั่งรถออกไปจากตัวเมืองเป็นระยะทางประมาณ 40 กม. ใช้เวลาในการเดินทางร่วม 1 ชั่วโมงในช่วงเวลาไม่เร่งด่วน ก่อนที่จะเข้าไปถึง

สำหรับโรงงานใน Chennai แห่งนี้ผลิตพาร์ทต่างๆของตัวรถ “เกือบทั้งหมด” ไล่เรียงมาตั้งแต่ โรงงานในส่วนของการผลิตเครื่องยนต์ที่สุดอึด และทน ที่เราเพิ่งจะใช้ขับขี่กันมาแบบเต็มสมรรถนะบนพื้นที่ที่อากาศเบาบางอย่าง Leh ด้วยชิ้นส่วนของเครื่องยนต์เพียงประมาณ 300 ชิ้น (สำหรับเครื่องขนาด 350cc) ที่ทำให้การบำรุงรักษาทำได้โดยง่าย และมีราคาที่ต่ำสำหรับรถในตลาดอินเดีย

หรือจะเป็นงานประกอบช่วงล่างที่ซับแรงได้เป็นอย่างดีกับสภาพถนนหิน ดิน ทรายต่างๆ ชุดเกียร์ที่ทนต่อการส่งแรงบิดที่หนักหน่วงในรอบต่ำ ระบบส่งกำลัง เฟรม ถังน้ำมัน เรียกง่ายๆว่า “เกือบทั้งคัน” จะถูกผลิตขึ้นมาในโรงงานแห่งนี้ (จะมีบางส่วนที่นำเข้ามาจากภายนอก เช่นล้อ ยาง น็อต และ วัสดุประกอบอื่นๆ)

รวมไปถึงงานสีเองก็เช่นกัน รถที่ออกจากโรงงาน Royal Enfield แห่งนี้ “ทุกคัน” จะได้รับการเพนท์ลวดลายในแบบฉบับที่ผมเรียกว่า งานฝีมือแบบ Limited เส้นสีทองบนถังน้ำมันเนี่ยแหล่ะครับ วาดด้วยมือ “ทุกคัน” ถ้าสังเกตที่ลายเส้นของรถแต่ละคัน จะเห็นได้ถึงลวดลายของปลายพู่กัน ที่เปรียบเสมือนลายเซนต์ ของจิตกรที่วาดลงบนถังน้ำมันทุกใบ

 

ในส่วนงานประกอบเครื่องยนต์ที่ทาง Royal Enfield จัดว่านี่คือ “หัวใจสำคัญ” ของรถทุกคันจะอยู่บนชั้นที่ 2 ของโรงงาน ซึ่งพนักงานประกอบเครื่องยนต์ภายในโรงงานแห่งนี้ ส่วนใหญ่เป็น ผู้หญิง โดยทางผู้จัดการโรงงานกล่าวกับเราว่า “เพราะผู้หญิง ละเอียด รอบคอบ ให้ความสำคัญกับชิ้นส่วนเล็กๆน้อยๆ มากกว่าผู้ชาย …​เยอะ !! พนักงานในไลน์ประกอบเครื่องยนต์ ระบบส่งกำลังต่างๆของเราส่วนใหญ่จึงเป็นผู้หญิงแหล่ะนาย”

สรุป …

สะเทือนกันจน ​“โคมไฟหน้าหลุด กระจกข้างหลุด!! ซึ่งจริงๆแล้วเป็นผลต่อเนื่องจากที่ผมเองลืมตัวเอารถไปทิ้งลงข้างทางรอบนึง … แหม่ เทปพันสายไฟที่พี่เก่ง เตรียมมา ก็ให้ผมได้ใช้ก็ตอนนี้หล่ะครับ จับยัด พันเทป … แล้วไปต่อ !”

 

Bullet 500 จาก Royal Enfield คันนี้ ผมเชื่อเลยว่า ทุกคนที่เคยได้ขับขี่จะต้องบอกว่า “สั่น สะเทือน กระแทก ทำความเร็วไม่ได้ หนัก ช่วงล่างยวบย้วยเกินไป”​ แต่หากได้ขับขี่ Royal Enfield บนเส้นทางที่ไปด้วยมนต์ตราที่ชื่อว่า Himalaya แห่งนี้แล้วหล่ะก็ “นี่แหล่ะ คือสิ่งที่ Royal Enfield ถูกสร้างมาให้ทำ” ทั้งความทน ความอึด น้ำหนักรถที่มาก กลายเป็นให้เสถียรภาพที่ดี ช่วงล่างยวบๆ กลายเป็นซับแรงบนถนนแบบนี้ได้แบบน่าทึ่ง

ส่วนเรื่องที่ว่ารถสั่น สะเทือนนั้น บอกเลยว่า … ชิว เพราะถนนที่นี่ทำให้ลืมเรื่องนั้นไปได้เลย!

อีกสิ่งนึงที่ Bullet 500 โดดเด่น นั่นก็คือ การทำความเร็วบนทางหินที่กระเด้งกระดอนอย่างต่อเนื่องได้ถึง 60-80 km/hr ในสภาพอากาศบางเบาที่ความสูง 3000 – 5300 m โดยที่ตัวรถยังคงให้เราควบคุมได้อย่างง่าย และรักษาอาการของรถ ที่เสียอาการจากสภาพเส้นทางได้ตลอดเวลา

ส่วนการขับขี่บนท้องถนนในบ้านเรานั้น Bullet 500 น่าจะเหมาะกับ

  • เพื่อนๆที่ ขับขี่ใช้งานทั่วไปในชีวิตประจำวัน ด้วยความเร็วไม่มาก แต่มีการจอด สลับออกตัวอยู่เรื่อยๆ ซึ่ง Bullet 500 ให้แรงบิดในการออกตัวที่ค่อนข้างดี
  • Royal Enfield Bullet 500 จัดได้ว่าเป็นรถที่มีคาแรคเตอร์ที่เป็นเอกลักษณ์ของตัวเอง จะว่าสั่นก็สั่น จะว่าสะท้านก็สะท้าน แต่จะว่าสนุกก็สนุก เป็นหลากหลายอารมณ์ที่คละเคล้ากันไปเนี่ยแหล่ะครับ
  • ใช้งานในแบบที่ไม่ต้องการการบำรุงรักษามากมายเกินไป ด้วยตัวรถที่ไม่มีระบบไฟฟ้าอะไรให้ต้องกังวล ลุยน้ำรอการระบาย ลุยฝาท่อ ลูกระนาดกันไปเลย

บทสรุปสุดท้ายผมคงบอกได้เพียงแค่ว่า

“อย่าไป Leh … เพราะคุณจะหลงไปกับมนต์สะกดของดินแดนแห่งนี้ แบบที่ผมหลงไปแล้ว”

คนท้องถิ่น ทุกคนที่เราได้พบป่ะ ได้พูดคุย ได้สัมผัส ต่างเป็นมิตร และให้การต้อนรับเหล่านักเดินทางทุกคน ด้วยสีหน้าที่ยิ้มแย้มอยู่ตลอดเวลา เด็กๆจะคอยวิ่งไล่พร้อมยื่นมือมา Hi 5!! กันตลอดทาง

การเดินทางด้วยมอเตอร์ไซค์ในพื้นที่แห่งนี้ทำให้ พวกเราได้เข้าถึงบรรยากาศที่แท้จริง ได้สัมผัสกับอากาศ ความสูง วิว สภาพภูมิประเทศที่เปลี่ยนแปลงไปตลอดเวลาได้แบบเต็มๆ มิตรภาพ และรอยยิ้ม ทั้งจากเพื่อนร่วมทาง คนท้องถิ่น เด็กๆ ทุกคนต่างอารมณ์ดี และยิ้มแย้มให้กับเราตลอดเวลา

พร้อมด้วยเส้นทางที่น่าทึ่ง กับสภาพถนนที่เปลี่ยนแปลงไปมาได้ ทั้งทางลาดยางเนียนสั้นๆ ก่อนจะสลับเป็นหินคลุก ดิน ทราย ข้ามลำน้ำ ไต่เนินดิน ปั่นล้อฝ่าบ่อทราย ทะยานไต่ความสูงเกินกว่า 5,000 เมตร ที่ใช่ว่าเพียงคิดจะมาก็มาได้ แต่ต้องเอาชนะร่างกาย เอาชนะเส้นทาง เพื่อขึ้นไปให้ถึงจุดนั้น

มิตรภาพที่ได้รับจากคนแปลกหน้าที่เพิ่งจะมารวมตัวกันจาก 11 ประเทศในครั้งนี้ กลับกลายเป็นพันธะของความผูกพันที่ทำให้ผมเชื่อว่า ทุกคนจะไม่มีวันลืมช่วงเวลาที่ใช้ร่วมกัน ทั้งทุกข์ สุข กิน ขี่ นอน สนุกสนาน เฮฮา กันตลอดระยะเวลา 9 วันของเดินทาง

 

“สำหรับผม รถทุกคัน ถูกสร้างมาเพื่อการใช้งานที่เหมาะสมกับตัวเค้าเอง รถที่ดี หรือไม่ดี ไม่ได้อยู่ที่ใครคนใดคนนึงจะตัดสิน แต่ตัวของคนขี่เองเนี่ยแหล่ะ … แค่ชอบ และมีความสุขไปด้วยกันก็พอแล้ว”

 

ครั้งนี้เป็นการเขียนบทความการเดินทางด้วยมอเตอร์ไซค์ที่ “ยาวที่สุด” ของผมเลยทีเดียว พยายามตัดให้สั้น และกระชับที่สุด ใครอ่านถึงตรงนี้ ขอบคุณมากนะครับที่ติดตามกัน …​ ว่าแล้วก็ขอกลับไปนั่งไล่ดูรูปสนุกๆ ของทริปนี้อีกครั้ง

ขอบคุณ พี่เก่ง Motocross (โดยเฉพาะ เทปพันสายไฟ และเคเบิ้ลไทร์!!) และ แอนนี่ (นาย) ปริศนา ที่ได้ใช้เวลาแบ่งปันประสบการณ์ดีๆ ตลอดการเดินทางให้ผมรวบรวมออกมาได้เป็นบทความชิ้นนี้ ตอนนี้ผมขอกลับไป … ฝันถึงความสนุกที่ผ่านมา อีกครั้ง

ขอบคุณภาพจาก Leonardo ชาวอิตาลีผู้ขับขี่เดินทางถ่ายภาพไปทั่วโลก พร้อมด้วยประวัติที่น่าทึ่ง, Dhruv ช่างภาพชาวอินเดียกับผลงานถ่ายภาพวิวที่สุดอลังการ, พี่เก่ง &แอนนี่ ที่คอยสลับกันบันทึกความทรงจำให้กัน และกันตลอดทาง, Sid กับ footage ร่วม 1 TB ที่ผมนั่งโหลดเป็นอาทิตย์, Adarsh &Arjay มาแชลประจำทริป, เพื่อนๆที่ร่วมเดินทางทุกคนที่คุยกันด้วยมอเตอร์ไซค์ Royal Enfield รวมไปถึงทีมงานทุกคนที่คอยประสานงานให้การเดินทางของพวกเราเป็นไปอย่างราบรื่น บนเส้นทางที่ไม่ราบเรียบของดินแดนต้องมนต์ที่ชื่อว่า Leh แห่งนี้

 

ขอบคุณ Royal Enfield กับ “9 วัน” “11 ประเทศ” “20 ชีวิต” บนเส้นทางแห่งมนต์ตรากับทริป Moto Himalaya 2017

ขอบคุณ

re_logo

fēnix® 5X

ตามติดทุกกิจกรรมสำหรับชีวิตที่ไม่หยุดนิ่งด้วย Garmin Fenix 5x

ภาพประกอบบทความ ถ่ายโดย Samsung Galaxy S8

หมวกกันน็อคน้ำหนักเบา คุณภาพสูง ราคาย่อมเยา จาก Vemar Thailand 

https://www.facebook.com/Vemarthailand/

koala

Koala Rider – A Rider Super Market เกษตร-นวมินทร์

Comments