BMW S 1000 R – Sport จำแลงกายบนท้องถนน กับการเดินทางจริง

โดย / / 238 views

CoverPantip

โดยในครั้งนี้ต้องขอขอบคุณทาง BMW Motorrad Barcelona ที่ได้ให้โอกาสผมได้แซ่บบ บน BMW S 1000 R คันนี้ กับ Naked Bike ที่ได้ชื่อว่า ที่สุดบนท้องถนนคันนึง ให้ความสนุก และปลุกเร้าอารมณ์มันนสส์ ทุกครั้งที่ได้ขึ้นไปขับขี่

เช่นเคย ขอแบ่งออกเป็นหัวข้อย่อยๆดังนี้ และจะพยายามเขียนให้กระชับที่สุดนะครับ

  1. รูปลักษณ์ทั่วไป
  2. รายละเอียดทางเทคนิคที่น่าสนใจ
  3. สัดส่วนคน และรถ
  4. นิสัยรถ / เครื่องยนต์
  5. การขับขี่ในสภาพต่างๆ
  6. การเข้าโค้ง
  7. ข้อดี/ข้อเสียต่างๆ
  8. เทียบกันหล่ะระหว่าง S 1000 R และ S 1000 RR

โดยต้องขอขอบคุณเพื่อนๆหลายคน ที่มีพื้นฐานทักษะต่างๆกัน และความถนัดบนรถทางเรียบที่หลากหลาย ซึ่งได้ทดลอง และแลกเปลี่ยนข้อมูลกันในการขับขี่ S 1000 R ครั้งนี้ด้วยนะครับ พร้อมแล้ว มาเลย !
ปล. ควบทะยาน S 1000 R ไปกับ สรีระ 163 cm /65 kg ใครสูงกว่านี้บอกเลย ขี่ได้ครับ

 

รูปลักษณ์ทั่วไป

 

สำหรับเจ้า S 1000 R นี่จะเรียกว่ามันคือ S 1000 RR ที่โดนจับมาถอดชุดเดรสกลางคืนออก ใส่แต่บิกีนี่ให้เปลือยเปล่าเลยก็ว่าได้ แต่เดี๋ยวก่อน !!! ชิ้นพลาสติกเล็กๆที่ใส่มาด้านข้างไม่ใช่แค่เพื่อตกแต่ง แต่เค้าบอกว่ามันถูกคิดมาแล้วครับว่าต้องมี และต้องเป็นรูปทรงนี้เลยโดยหน้าที่หลักของแฟริ่งข้างมีอยู่สองส่วนด้วยกัน คือ

1) เพื่อจัดการกับอากาศให้ไหลเข้ามาช่วยระบายความร้อน และ

2) รีดลมไม่ให้โดนผู้ขับขี่ที่ความเร็วสูง
… ขนาดนั้น เลย เวอร์ไปป่าว … เดี๋ยวมาดูกัน

jpegs

  1. ปะกับไฟด้านซ้าย มีให้ครบๆ Pass / Hazard / Trip-Info / สวิชปิดเปิด ABS / ไฟเลี้ยว / แตรครับ
  2. ลูกกุญแจเรียบง่าย แบบ BMW
  3. ปะกับคันเร่ง มีปุ่ม Mode / Off run – start

 

jpegs1

  1. สายถักติดรถมาเลย
  2. กันสะบัดที่ติดมากับรถ
  3. มุมมองด้านโช็คหลัง

 

jpegs2

  1. ไฟท้ายทรงเดียวกับ S 1000 RR
  2. ปั๊มเบรคหลัง Brembo
  3. ช่องดักอากาศ
  4. ยางติดรถมาเป็น Pirelli Corsa ขนาด 190/55 นะครับ
  5. ปั๊มหน้า Brembo
  6. ท่อไอเสียบ้องโต (เดิมๆเสียงค่อนไปทางดังพอสมควรครับ)

 

รายละเอียดทางเทคนิคที่น่าสนใจ

เครื่องยนต์ 4 สูบเรียง In-line 4 วาล์วต่อสูบ เพลาราวลิ้นคู่ (overhead camshaft) ระบายความร้อนด้วยน้ำ และน้ำมัน
ความจุกระบอกสูบ 999 cc
แรงบิด / แรงม้า 112 Nm ที่ 9250 rpm / 160 hp ที่ 11000 rpm
อัตราส่วนกำลังอัด 12.0:1
ความเร็วสูงสุด >250 km/hr
อัตราสิ้นเปลือง ตามเสปค90 km/hr กินที่ 18.5 km/litre

120 km/hr กินที่ 17.8 km/litre
**ที่วัดได้ (ยังรันอิน)

ในเมืองประมาณ 14-16 km/litre

วิ่งออกทริปเดินทาง เร่งสลับเบรค ทั้งรถติดและวิ่งยาว 16-18 km/litre

ประเภทเชื่อเพลิง 95 RON
ระบบส่งกำลัง เกียร์ 6 speed พร้อม Clutch เปียกประกบแช่อิ่มในน้ำมันแบบ Slipper (anti-hopping) ส่งต่อด้วยโซ่ อัตราทดเสตอร์ที่ 17/45
เฟรม เฟรมอลูมิเนียม โดยใช้เครื่องยนต์ช่วยรับแรง
ระบบกันสะเทือน หน้าTelescopic หัวกลับ (USD) ขนาด 46 mm ปรับ Compression / rebound ได้
หลังโช็คหลังปรับ Rebound / damping
ล้อ หน้ากว้าง 3.5” ขนาด 17 นิ้ว พร้อมยางขนาด 120/70 ZR หลังกว้าง 6” ขนาด 17 นิ้ว ยางขนาด 190/55
ระยะฐานล้อ 1439 mm
เบรค หน้า จานคู่แบบ floating ขนาด 320 mm Race ABSหลัง จานเดี่ยวขนาด 265 mm  พร้อม Race ABS
ความสูงเบาะ 814 mm
น้ำหนักรวมของเหลว 207 kg
ขนาดถังน้ำมัน 17.5 ลิตร

 

สัดส่วนคน และรถ

DSC01949 DSC01951

สำหรับ S 1000 R ถ้าเทียบกับ Naked Bike ใน class 1000cc แล้ว ส่วนตัวผมรู้สึกว่า ท่านั่งจะกึ่งๆโดนบังคับให้ก้มลงมากกว่ารถ Naked bike ทั่วไปเล็กน้อย ระยะห่างระหว่างเบาะนั่ง กับแฮนด์จะค่อนข้างยาวนิดๆ ให้ช่วงท่านั่งที่พอๆกับ Sport ทีเดียว พักเท้าต่ำลงเล็กน้อย เอื้อให้นั่งได้สบายขึ้น ทั้งผู้ขับขี่ และคนซ้อน ขนาดถังน้ำมันค่อนข้างเพรียวบาง ทำให้การเกาะรถที่ความเร็วสูงๆ หรือการเบรคจิกหนักๆ ต้องออกแรงหนีบถังมากหน่อย แต่แลกกับความคล่องตัวในการพลิกรถเข้าโค้ง S ไปมา (ส่วนตัวผมชินกับรถที่ถังน้ำมันกว้างๆ แน่นๆมากกว่านะครับ ตรงนี้ก็แล้วแต่คนชอบด้วย)

สำหรับสัดส่วนผมที่ 163cm /65 kg เบาะนั่งถือได้ว่าไม่ได้สูงเกินไป ปลายๆเท้าสองข้างได้สบายๆ แต่ด้วยวงเลี้ยวค่อนขว้างกว้างถ้าเทียบกับ Naked bike ด้วยกันเวลาหักรถไปมาเวลารถติดๆ อาจจะต้องมีถอยๆช่วยบ้างนะครับ แต่ก็ไม่ได้ลำบากอะไร รถน้ำหนักค่อนข้างเบา ฝึกวิชาถอยหลังด้วยปลายเท้าไปด้วยในตัว แต่พอเริ่มคุ้นวงเลี้ยว และคิดซะว่ากำลังขี่สปอร์ต ก็เลือกช่องทางได้ง่ายขึ้นครับ !!!!

 

นิสัยรถ / เครื่องยนต์

DSC01844

จากการทดลองออกทริปจริง ขับขี่จริง กรุงเทพ-หัวหิน ระยะทางรวมราวๆ 500 กม. ทีย่านความเร็วเดินทาง 100-120 km/hr เร่งขึ้นแซงบ้างตามการจราจรต่างๆ ต้องบอกเลยว่า เป็นรถที่ “สั่งได้” อีกคันนึงเลยทีเดียว ทอร์คที่ให้มาตลอดช่วงทำให้การเร่งส่งไปยังตำแหน่งที่ต้องการทำได้ง่ายแทบทุกรอบของเครื่องยนต์ แทบทุกเกียร์ ทันทีที่ยกคันเร่งจะรู้สึกได้ถึงแรงฉุดจากเครื่องยนต์ (engine brake) ที่มาแน่นๆ สม่ำเสมอดี ในการเดินทางแทบไม่ต้องใช้เบรคเลยครับ บิดเป็นมา ยกเป็นเบรค

แฟริ่งชิ้นเล็กๆที่ให้มาหน่อยนึง ช่วยได้พอสมควรเลยครับ พลาสติกเล็กๆ ด้านข้าง ช่วยจัดการลมที่ปะทะช่วงขาได้พอสมควร เมื่อผสมกับทรงไฟหน้าที่แอบดูประหลาดๆ ทำให้ลมที่เข้ามาอัดตัวและช่วงคอไม่รุนแรงเกินไป ทำความเร็วยืนพื้น 100-120-140-160km/hr ได้แบบไม่ต้องออกแรง เย่อ! กับลมแบบ naked bike คันอื่นๆ

 DSC01802

หลังจากตัดแฟริ่งที่ไม่จำเป็นออกไป ก็มาถึงคราวแฮนด์ S 1000 R ถอดแฮนด์คลิ๊ปออก (จับโช็ค) แล้วมายัดแฮนด์บาร์เข้าไป ปรับท่านั่งจากก้มมุดลมใต้แฟริ่ง แหงนมองถนน มาเป็น นั่งค่อมหลังเล็กน้อย ไม่ต้องแหงนมองถนนแบบสปอร์ตหล่ะ มาฮุบกินลมชิวๆแทน

 

DSC01789

ถึงจะปรับลดแรงม้าลงจากตัว Sport “แต่” การปรับเพิ่มแรงบิดที่ต่อเนื่องขึ้นตลอดช่วงตั้งแต่ต้น กลาง มาต่อเนื่อง ผสมกับท่านั่งที่ค่อนข้างตรง ทำให้รู้สึก ตื้ด ! มากกว่าสปอร์ตซะอีก ไหลยาวๆ กันไปยัน 9000 rpm เลยทีเดียว ซึ่งสำหรับการขับขี่บนถนน เรียกได้ว่า อยากจะเร่งตอนไหนที่ย่านรอบไหน เปิดไปเลยครับ เร่งความเร็วขึ้นได้ทุกเกียร์ ทุกรอบ ฉีกออกได้ทันที แต่ที่สำคัญ อย่าเผลอกระแทกคันเร่งแรงไปหล่ะ รับรองมีเงิบ !

การขับขี่ตั้งแต่รอบต่ำ-กลาง ให้แรงบิดที่ดีตั้งแต่ต้นไหลยาวๆ ไปจนรอบกลาง-ปลาย ก็ยังให้ความรู้สึกติดมือได้ตลอดยัน 9000 rpm ที่จะเริ่มรู้สึกแผ่วลงเล็กๆ แต่คำว่าแผ่วสำหรับ S 1000 R ก็คือยังติดมือต่อเนื่องนะครับ แหม่ 1000cc 160bhp (118kW) ที่ 11000rpm กับแรงบิดสูงสุด 112 Nm ที่ 9250 rpm นี่นะ เหลือๆอยู่หล่ะครับกับทางเรียบในบ้านเราทุกเส้นทาง

 

การขับขี่ในสภาพต่างๆ

IMG_9626

การขับขี่บน S 1000 R ที่แบกน้ำหนักรถค่อนข้าง “เบา” มาเพียง 204 kg บนการวางบาล๊านซ์ของรถแบบ sport ทำให้การขับขี่ทำได้ง่าย ให้เสถียรภาพที่ความเร็วสูงได้ดี พลิกรถเข้า-ออก โค้งได้ว่องไว การปรับมุมโค้งต่างๆ ทำได้โดยง่าย กำลังของรถมาได้ทันใจสามารถสั่ง และเรียกได้ แต่เมื่อมีข้อดีที่เสถียรภาพบนความเร็วสูง ก็ต้องแลกมาด้วยวงเลี้ยวที่ค่อนขว้างกว้าง ถ้ามุดๆ ระหว่างรถติดๆ อาจมีติดขัดได้บ้างจากวงเลี้ยวที่ต้องให้ระยะเผื่อพอสมควร

การขับขี่ในสภาพรถติดๆ แบบแหง่กๆ ของกรุงเทพฯ !!! อาจจะด้วยผมไม่ชินรถเต็มที่ และอาจจะยังต้อนฝูงม้า 160 กว่าตัวได้ไม่อยู่มือ ผสมกับวงเลี้ยวของสปอร์ต บนร่าง naked ทำให้ออกอาการติดขัดบ้างเล็กน้อยเมื่อต้องหักแฮนด์สุดไปมาตามช่องว่างต่างๆ ตำแหน่งกระจกค่อนข้างจะพอดีกับกระจกรถยนต์ทั่วไป ทำให้มีจังหวะที่ต้องหยุดเพื่อหักแฮนด์โยกกระจกไปมาพอสมควร แต่บนการจราจรที่ติดแบบไหลๆ หน่อย ก็สบายดีครับ น้ำหนักรถเบาโยกไปมาคล่องตัว ใช้ทอร์คที่มีบิดส่ง ยกรอ ได้ง่ายๆเลย

 

การเข้าโค้ง

DSC02072

… สภาพถนนไม่อำนวย เบาๆ นะคร้าบ …

บนการขับขี่ทั่วไปปรับปลายเท้าให้ชี้ตรงหนีบถังพอเหมาะหน่อยก็พร้อมแล้วครับ รถน้ำหนักเบา บาล๊านซ์ดีๆ ทอร์คต่อเนื่อง พับโค้งไปมาได้ง่าย จัดท่าซักนิด Lean-in/with/out ซักหน่อย ก็พร้อมจะฟินไปบนทางโค้งขึ้นลงเขา หรือทางชันต่างๆได้โดยง่ายแล้วครับ ถึงมีคนซ้อนอยู่ก็สามารถไต่ขึ้นได้แบบสบายๆเลย ไม่มีอาการอื้อๆ หรือต้องคลอรอบช่วย เรียกว่าอยากไปไหนบิดไปเลย ชิวๆครับ

จัดท่า hang-on เล่นซักนิดก็ไม่ออกอาการขืนอะไร พักเท้าที่ให้มา แม้จะถูกปรับระดับลงต่ำกว่าใน Sport อย่าง S 1000 RR ก็ตาม แต่เมื่อได้ทดลองขับขี่แล้วบอกเลยว่า จัดท่า Racing แบบสนามได้ง่ายดายทีเดียว ท่านั่งช่วยให้สามารถขยับตัวเข้าออกได้คล่องตัว ปลายพักเท้าผู้ขับขี่มีส่วนที่แต่งออกเล็กน้อย (ชอบ!) ทำให้เวลาต้องการจะบิดปลายเท้าออกเพื่อ hang-on สามารถปรับปลายเท้าได้อย่างรวดเร็วโดยไม่มีอาการขัดขืนหรือฝืน เป็น Naked bike ที่ให้อารมณ์การจัดท่าแบบสนามดีมากคันนึงเลยครับ

พื้นฐานของช่วงล่างแบบเดิมๆ เซทมาสำหรับน้ำหนัก 85kg สำหรับผมที่น้ำหนัก 63kg ชอบอีกหล่ะ ความรู้สึกแน่นเวลาเบรคหน้าหนักๆ ความรู้สึกนิ่งเวลาพลิกโค้ง กระแทกคันเร่งส่งออก ทำให้เข้าออกโค้งได้มั่นใจ และกระชับขึ้นมากเลยทีเดียว กันสะบัดเดิมๆ ที่ให้มาพอเพียงกับการใช้งานเลยครับ กระแทกคันเร่งแรงๆ ล้อหน้าแทบไม่ออกอาการชก มีบ้างแต่น้อยมากครับ

 

ข้อดี / ข้อเสียต่างๆ

IMG_9681

ข้อดี

  • มันคือรถสปอร์ต !!! ที่ปรับมาให้ใช้งานได้จริง !!
  • ทอร์คดีมาก มาต่อเนื่อง ตลอดทุกช่วงรอบยัน 9000 rpm (ขับขี่ปกติก็ 5-7000 rpm ก็เร็วหล่ะครับ)
  • น้ำหนักเบา พลิกรถได้คล่องตัวดีมาก
  • กันสะบัดเดิมๆที่ติดมา รองรับการใช้งานทั่วไปได้ดีเลยครับ ลดอาการสะท้าน ชก สะบัด ที่อาจเกิดขึ้นได้ตามขอบถนน หรือถนนที่เป็นลอนๆ การเบรคหนักๆ การเร่งส่งแรง ได้ดีเลยทีเดียว
  • ให้ระบบมาครบถ้วนทั้ง ABS / ASC / Mode การขับขี่ที่เลือกได้ 2 โหมด คือ Road /Rain
  • Race ABS ของ BMW ทำงานได้นุ่มนวล และละเอียดมาก แทบไม่มีอาการสะท้าน ระยะเบรคดีมาก
  • ออกจะขี่สนุกกว่า S 1000 RR นิดหน่อย และสบายกว่าพอสมควร (ที่ความเร็วเดินทาง ใช้งานทั่วไปนะครับ)
  • คนซ้อนหล่ะ … เทียบกับรถ Sport และรถ Sport กึ่ง Touring แล้ว S 1000 R จะออกไปแนวตรงกลางๆ คือจะสปอร์ตเลยก็ไม่ใช่ มันสบายกว่านิดๆครับ น่าจะด้วยพักเท้าคนซ้อนที่ต่ำกว่า และท่านั่งของผู้ขับขี่ที่ค่อนข้างตรงกว่า ทำให้คนซ้อนรู้สึกสบายกว่า Sport แต่ก็ไม่ได้เท่าพวก Sport-Touring ซะทีเดียว การเร่งยาวๆ ถ้ามีคนซ้อนก็ตบๆให้เกาะนิดนึงนะครับ เผื่อเงิบ
  • ให้ของมาครบไม่แพ้ Sport ทั้ง Race-ABS / ASC (traction control) / Mode การขับขี่ / กันสะบัด / และพื้นฐานของช่วงล่างเดิมๆ ที่ดีมากคันนึง
  • สุดท้าย มันคือ BMW

ข้อเสีย

  • ความร้อน !!! อาจเพราะไม่มีแฟริ่งรีดแบบ S 1000 RR และด้วยการจัดการของลมที่เข้าไปช่วยระบายความร้อนให้เครื่องมากขึ้น เลยทำให้กลายเป็นไอร้อนระอุมาที่หน้าขาเต็มๆ
  • การขับขี่เวลารถติดๆ หากใส่กางเกงยีนส์ธรรมดา อาจต้องกางขานิดๆ เพราะความร้อนของเฟรมที่นาบขาแล้วรู้สึกได้ว่าเกือบสุก ^^’ แต่ถ้ายีนส์การ์ด หรือกางเกงขับขี่หนัง ช่วยได้เยอะครับไม่ร้อนวาบเกินไป แต่ก็กางนิดๆเพื่อสุขภาพที่ดี
  • การขับขี่ในสภาพการจราจรติดๆ แหง่กๆ ออกจะขัดๆซักนิด ด้วยตำแหน่งกระจก และแฮนด์ ที่พอดีกับกระจกรถยนต์ทั่วไป ปรับแต่งกระจกให้เล็กลงนิดหน่อย น่าจะช่วยให้ขี่ได้คล่องขึ้นพอสมควรครับ
  • วงเลี้ยวค่อนข้างกว้างถ้าเทียบกับรถ Naked ทั่วไป แต่ถือว่าปกติสำหรับ Sport นะครับ

 

น่าจะเหมาะ / ไม่เหมาะกับ

IMG_9539

น่าจะเหมาะกับ

  • ผู้ที่ขี่ สปอร์ต 600cc-1000cc มาก่อนแล้ว และอยากสบายขึ้น ช้าลง แต่ยังคงความสนุกไว้ S 1000 R ตอบโจทย์ได้เลยครับ
  • ขยับมาจาก 650 / 800 cc ได้สบายๆเลยครับ ออกไปทางขี่ง่ายขึ้นด้วยพื้นฐานของ S 1000 R ที่มาจาก Sport บาล๊านซ์ดีๆ น้ำหนักเบา แถมระบบต่างๆช่วยเหลือได้มากทีเดียว ถ้าเทียบกับ F800R ต้องปรับตัวนิดนึง เพราะ F800R จะมาแบบนุ่มๆสบายๆ เหมาะกับการเดินทางชิวๆ แต่ S 1000 R จะจี๊ดจ๊าดกว่า … เยอะ
  • เดิมๆ ครบๆ ABS / ASC (traction control) / กันสะบัด / Mode เอย พอเพียง ครบครัน กับการใช้งานทั่วไปเลยครับ

น่าจะไม่เหมาะกับ

  • เช่นเคยครับ ถ้ายังไม่มีพื้นฐาน รถที่ใช้คลัชมือ หรือไม่มีพื้นฐานรถใหญ่มาก่อน อย่าเพิ่งเลยครับ ถึง S 1000 R จะขี่ง่ายสำหรับคลาส 1000cc แต่การแก้อาการรถต้องอาศัยการฝึกฝนพอสมควรครับ ค่อยๆ ใจเย็นๆ ดีกว่า
  • เอามาเดินทางท่องเที่ยวยาวๆ …​จริงๆ ก็ทำได้ครับคล่องตัวด้วย แต่ด้วยสรีระรถ การเดินทางยาวๆ อาจจะไม่คล่องตัวมากนักครับ ดูรถที่เหมาะสมกับการใช้งานดีกว่า คือพื้นฐานรถเป็นรถที่เน้นการขับขี่สนุกๆ เดินทางระยะใกล้ กลาง สบายๆมากกว่าครับ (100-400 km) ระยะไกลๆ 400km+ นี่อาจจะไม่สบายตัวครับ

 

เทียบ S 1000 R / S 1000 RR

IMG_9533

bmw-s1000rr-2015-87

หากตัดในเรื่องของรูปลักษณ์ที่ดุดันที่มาพร้อมกับความเร็วบน S 1000 RR(sport) แล้ว บอกได้เลยว่า อย่าได้เผลอหล่ะครับสำหรับเจ้าหนู S 1000 R(naked) คันนี้ที่ให้สรีระดูเหมือนบอบบาง เล็กๆกระทัดรัด ที่อาจจะโดนตอนม้าไป 30 ตัว แต่สิ่งที่ได้กลับมาคือ “แรงบิด” ที่มากขึ้นทุกย่านการใช้งานบนถนน ออกจะมากเกินไปด้วยซ้ำ จนถึงกับมีคนบ่นว่า “ทอร์คแม่–!  จะเยอะไปไหนฟร่ะ”  

กับการตอบสนองของคันเร่งที่บิดสนุกติดมือไต่ความเร็วได้ดั่งใจ ลดเกียร์ลง Engine brake ได้นิ่มนวล เรียกว่าแทบลืมใช้เบรคกันไปเลยทีเดียวครับ สนุกกับการเล่นไปบนทอร์คที่มาหลากหลายในทุกรอบของการใช้งานบนถนน ซึ่ง S 1000 RR (sport) ก็สนุกนะ แต่ไปสนุกบนความเร็วสูงแล้วซะมากกว่า ซึ่งบนท้องถนนบ้านเราก็ไม่ได้เอื้อให้ได้ใช้ความเร็วที่สูงซะขนาดนั้นอย่างต่อเนื่องสิน้า

ถ้าไม่ติดกับรูปลักษณ์ของ Sport มามองที่อารมณ์ในการขับขี่ ต้องบอกเลยว่า S 1000 R เป็น Naked bike ที่ขี่ได้สนุกสนานมากที่สุดคันนึงเลยทีเดียวครับ จะว่ามันคือ รถสปอร์คที่จำแลงกายลงมาอยู่บนถนนเลยก็ว่าได้ ช่วงล่างต่างๆ เซทมาสำหรับถนนให้ความรู้สึกที่แน่น และตามติดถนนได้อย่างดี ไม่เหมือนอย่าง S 1000 RR ที่ออกอาการดีดๆบนถนนนิดหน่อย ซึ่งเหมาะกับสนาม หรือพื้นราบเรียบๆ มากกว่า

IMG_9547