Review : BMW S1000 R – SPORT จำแลงกายบนท้องถนน กับการเดินทางจริง

โดย / / 6,873 views

s1000rCover

ที่สุดของ Naked คันนึง กับ BMW S1000 R … Street version ของ Sport ตัวแรง S1000 RR

(หมายเหตุ : BMW S1000 R คันที่เราได้รับเป็นตัวนำเข้าจากต่างประเทศ สเปคต่างๆ จะต่างจากตัวประกอบไทย)

ภายหลังจากความสำเร็จบน S1000 RR และจากที่นิสัยของรถ Sport ทั่วไป ที่มักจะให้แรงบิดที่ต่อเนื่องบนรอบสูง และให้แรงม้ามาที่รอบสูงเพื่อการเล่นกับความเร็วในสนามบนรอบสูงอย่างต่อเนื่อง กระนั้นเลยหากเอาการขับขี่รอบสูงแบบสนามมาขี่บนถนนคงอันตรายมิใช่น้อย (อันตรายมากเลยหล่ะ)

ทำให้ทาง BMW จับ Sport 1000cc ตัวแรงมาปรับแต่งองค์ทรงเครื่องเล็กน้อย ปรับแต่งเครื่องยนต์นิดหน่อยให้เหมาะสมกับการใช้งานบนถนนมากขึ้นอย่างลงตัว จนกลายมาเป็น S1000 R Naked ซึ่งมีพื้นฐานแทบทั้งหมดยกมาจาก S1000 RR

ทั้งนี้เพื่อให้ผู้ขับขี่สามารถใช้งาน และเข้าถึงความสนุกได้ในความเร็วที่หลากหลายขึ้น ทำให้พื้นฐานของเครื่องยนต์ถูกปรับทอนให้แรงม้าน้อยลงจาก 190 ตัว ลงมาเหลือ 160 ตัว แต่สิ่งที่ได้มาคือ “แรงบิด” มหาศาลที่มาตลอดช่วงตั้งแต่วินาทีที่เปิดคันเร่งบนรอบต่ำๆ 2-3000rpm ไปจน 9,000 rpm เลยทีเดียว และนี่คือกำลังที่จะมาเป็นพื้นฐานบน S1000 R Naked ตัวนี้

1_s1000r

นอกจากนั้นยังมีการปรับแต่งให้ช่วงล่างของ S1000 R ให้สามารถตามติดกับการใช้งานบนถนนได้ดีขึ้นไปอีก ไม่ออกอาการแข็ง ดีด แบบรถสปอร์ตทั่วไปที่ขับขี่บนถนนบ้านเรา และเช่นเคยกับ BMW ที่พร้อมจะให้ระบบต่างๆ ที่ให้มาเอื้อให้ผู้ขับขี่เผชิญกับสภาพถนนต่างๆได้แบบ “จัดเต็ม” โดยไม่ต้องพะวงกับสภาพถนนมากเกินไป เรียกได้ว่าสนใจกับการขับขี่ สนุกกับแรงบิดที่ให้มา ..​จบ ..

2_s1000r

แม้จะเจอกับสภาพอากาศร้อน สลับฝนก็ตาม BMW S1000 R คันนี้พร้อมจะทอนแรงม้าลงได้เพียงปลายนิ้ว จาก Mode Road ไป Rain เพื่อความมั่นใจในการขับขี่กลางสายฝนได้เป็นอย่างดี พร้อมด้วย Race ABS ที่ให้ความรู้สึกที่นุ่ม และทำงานได้ละเอียดที่สุดตัวนึงเลยทีเดียว

เต็มๆ กับตัวช่วยที่ให้มาครบครันสำหรับตัวนำเข้า ตามนี้เลยครับ

  1. ABS – Anti Brake Locking system (Race ABS)
  2. ASC – Automatic Stability Control (หรือ Traction Control นั่นเอง)
  3. Steering Damper หรือ กันสะบัดติดมาให้พร้อม
  4. Mode การขับขี่หลัก 2 mode คือ Rain / Road

รายละเอียดทางเทคนิคที่น่าสนใจสรุปง่ายๆใน 1 ตาราง

เครื่องยนต์ 4 สูบเรียง In-line 4 วาล์วต่อสูบ เพลาราวลิ้นคู่ (overhead camshaft) ระบายความร้อนด้วยน้ำ และน้ำมัน
ความจุกระบอกสูบ 999 cc
แรงบิด / แรงม้า 112 Nm ที่ 9250 rpm / 160 hp ที่ 11000 rpm
อัตราส่วนกำลังอัด 12.0:1
ความเร็วสูงสุด >250 km/hr
อัตราสิ้นเปลือง ตามเสปค

90 km/hr กินที่ 18.5 km/litre

120 km/hr กินที่ 17.8 km/litre
**ที่วัดได้ (ยังรันอิน)

ในเมืองประมาณ 14-16 km/litre

วิ่งออกทริปเดินทาง เร่งสลับเบรค ทั้งรถติดและวิ่งยาว 16-18 km/litre

ประเภทเชื่อเพลิง 95
ระบบส่งกำลัง เกียร์ 6 speed พร้อม Clutch เปียกประกบแช่อิ่มในน้ำมันแบบ Slipper (anti-hopping) ส่งต่อด้วยโซ่ อัตราทดเสตอร์ที่ 17/45
เฟรม เฟรมอลูมิเนียม โดยใช้เครื่องยนต์ช่วยรับแรง
ระบบกันสะเทือน หน้า

Telescopic หัวกลับ (USD) ขนาด 46 mm ปรับ Compression / rebound ได้
หลัง

โช็คหลังปรับ Rebound / damping

ล้อ หน้ากว้าง 3.5” ขนาด 17 นิ้ว พร้อมยางขนาด 120/70 ZR

หลังกว้าง 6” ขนาด 17 นิ้ว ยางขนาด 190/55

ระยะฐานล้อ 1439 mm
เบรค หน้า จานคู่แบบ floating ขนาด 320 mm Race ABS

หลัง จานเดี่ยวขนาด 265 mm  พร้อม Race ABS

ความสูงเบาะ 814 mm
น้ำหนักรวมของเหลว 207 kg
ขนาดถังน้ำมัน 17.5 ลิตร

3_s1000r

แฮนด์บาร์ถูกจับมาแทนที่ แฮนด์คลิป (จับโช็ค) พร้อมคลัชแบบสาย และโช็คหน้าที่ปรับได้ครบครัน ผสานกับแผงหน้าปัทม์ ที่ยกมาคล้ายกับ S1000 RR  พร้อม Shift Light บอกอุณหภูมิ บอกเกียร์ และข้อมูลการขับขี่อย่างครบถ้วน

4_s1000r

ปะกับไฟทางซ้าย มีให้ครบสำหรับตัวที่ขายในไทย คือ ปุ่ม Trip/Info, ไฟ pass, ไฟ Hazard, สวิทช์ไฟเลี้ยว , แตร และสวิทช์ควบคุม Race ABS / ASC (traction control)

5_s1000r

ปะกับคันเร่ง มาพร้อม Mode ในการขับขี่ Rain/ Road และปุ่ม Run-off ที่รวมกับสวิทช์สตาร์ทในตัว

6_s1000r

กันสะบัดเดิมๆ ติดมาให้จากโรงงาน ใช้งานได้จริงบนการขับขี่บนถนน สายเบรคเป็นสายถักปลอกใสโชว์กันชัดๆ พร้อมหัวแยก

7_s1000r

ปั๊มเบรคติดรถหน้าหลังเป็น Brembo พร้อม BMW Race ABS แยกอิสระ และ ASC (Traction Control) ที่ทำงานได้ไวและละเอียดดีมากครับ

8_s1000r-2

สำหรับ S1000 R คิดง่ายๆได้เลยครับว่ามันคือ S1000 RR Sport ที่จำแลงกายลงมาบนถนนดีๆ นั่นเอง โดยจากการทดลองขับขี่แล้ว แรงบิด ที่ปรับแต่งมาให้ตั้งแต่รอบต่ำๆ ทำให้สามารถเข้าถึงความสนุกได้ง่ายขึ้น ออกจะสนุกมากกว่า S1000 RR ซะด้วยซ้ำไปเลยทีเดียว เรียกได้ว่า “บิดเป็นพุ่ง ยกเป็นหยุด” เลยก็ว่าได้ แรงฉุดหรือ engine brake จากเครื่องยนต์ มาหนักหน่วง แต่นิ่มนวลต่อเนื่อง ไม่ออกอาการกระชากให้หน้าทิ่มเล่นอย่างที่คิดไว้

9_s1000r-2

10_s1000r

11_s1000r

แฟริ่งทั้งหมดที่ไม่จำเป็นกับการใช้งานบนถนน หรือบนความเร็วสูง ถูกตัดออก และลดเหลือแค่เท่าที่จำเป็นเท่านั้น ซึ่งทาง BMW บอกมาเลยครับว่าชิ้นที่มีคือ มีเพราะต้องมีเท่านั้น พลาสติกชิ้นเล็กๆด้านข้างทั้งสองด้าน จะมีรูปทรงแตกต่างกันเล็กน้อย

  1. โดยทางด้านขวาจะมีครีบมากกว่า และจัดการกับอากาศที่จะเข้าสู่เครื่องยนต์ พร้อมทั้งรีดให้ลมเข้าไปช่วยระบายความร้อนออกจากรถ
  2. นอกจากนั้น ทั้งสองชิ้น ยังมีส่วนช่วยในการรีดให้ลมเข้ามาปะทะช่วงขาของผู้ขับขี่น้อยลง
  3. ชิ้นไฟหน้าที่อาจจะดูแปลกตา ผสมกับแฟริ่งเล็กๆทั้งสองข้าง จะช่วยจัดการให้ลมเข้ามาปะทะช่วงอกน้อยลงไหลขึ้นผ่านหมวกมากขึ้นแทน

แม้กระทั่งการขับขี่ทำความเร็วขึ้นไปในย่านความเร็วสูง แฟริ่งชิ้นเล็กๆ และทรงไฟหน้าของ BMW S1000 R ก็ช่วยรีดลมออกได้ทำให้ผู้ขับขี่ไม่ต้องออกแรง เกร็งตัว เพื่อ เย่อกับลมที่เข้ามาอัดช่วงตัวมากเกินไป

12_s1000r

มาดูสัดส่วน คนกับรถซักนิดนะครับ บนความสูง 163 cm น้ำหนัก 65 kg เมื่อคร่อมกลางรถพอดี ปลายเท้าแตะๆพื้นได้พอสมควรบน Racing Boots ถ้าเป็นรองเท้า Touring ก็จะลงได้เยอะขึ้นอีกนิดนึง ซึ่งก็ถือว่าไม่ได้สูงเกินไปครับ สำหรับสัดส่วนใครก็ตามที่สูงกว่านี้ ขี่ได้ครับ ง่ายเลยด้วย ถ้าสูงราวๆ 175cm จะวางได้พอดีๆสองข้าง ระยะเบาะกับแฮนด์บาร์ ออกไปทางยืดยาวกว่า naked bike ค่ายอื่นเล็กน้อย ท่านั่งก้มกว่านิดหน่อย แต่บอกเลยว่าดีครับ ท่านั่งที่เหมือนโดนบังคับให้ก้มนิดๆ ช่วยให้ตอนกระแทกคันเร่งไม่ออกอาการหน้าหงายเงิบ และให้แฟริ่งเล็กๆ ที่ติดมาช่วยทำหน้าที่รีดลมให้ได้อย่างดี

13_s1000r

แต่ปกติเวลาจอดรอ ก็เขยิบก้นมาวางเท้าข้างใดข้างนึงเต็มๆสบายกว่านะครับ จะได้ไม่ต้องเขย่งตลอดเวลา เล่นบัลเล่ต์นานๆ มันเมื่อย !

 

14_s1000r

น้ำหนักของรถที่ราวๆ 204kg บาล๊านซ์ของรถแบบสปอร์ต แม้ถังน้ำมันออกจะดูเพรียวบางไปสักนิด แต่ก็ช่วยให้สามารถพลิกรถไปมาที่ความเร็วเดินทางได้อย่างง่ายดาย
วงเลี้ยวและการควบคุมรถให้อารมณ์ของรถสปอร์ตดีๆ นี่เอง เสถียรภาพในการขับขี่บนความเร็วเดินทาง 100-120km/hr ทำได้ดีมาก เทียบกับรถ naked bike ทั่วไปที่มักไม่ติดกันสะบัดมาให้ เมื่อกระแทกคันเร่งแรงๆ ไล่รอบต่อเนื่อง ไล่เกียร์ไปเรื่อยๆ หน้าจะสะบัดๆ ตลอดเวลาที่เราเร่งออกไป ซึ่งอาการนั้นจะหมดไป บน S1000 R คันนี้  กันสะบัดเดิมๆ ที่ติดรถมา ช่วยรักษาบาล๊านซ์ของแฮนด์บาร์ได้อย่างดี แทบไม่มีอาการสะบัดมารบกวนช่วงเวลาเร่งสับเกียร์ต่อเนื่องยาวๆ มารบกวนเวลาสนุกกับการขับขี่

15_s1000r

ทอร์คที่มาอย่างต่อเนื่องตั้งแต่รอบต่ำ จนไปสุดที่ราวๆ 112 Nm ที่ 9250 rpm ทำให้การขับขี่ “สนุก” ได้ทุกรอบเกียร์ บิดได้ติดมือ ลดความเร็วโดยการลดเกียร์ช่วยชะลอได้อย่างดี และลดน้ำหนักการเบรคได้เยอะพอสมควร ถ้าใครชอบเล่นกับแรงบิด กับจังหวะการเปลี่ยนเกียร์ บอกได้เลยครับว่า สนุกจริง และเช่นเคยกับ Gear box ของ BMW ที่นิ่มนวล และเข้าเกียร์ได้แบบนุ่มๆ ไม่ออกอาการกร๊อก แกร๊ก ให้รำคาญเล่น ไม่ต้องออกแรงงัดยาวๆ แค่ยกคันเร่งนิด คลัชหน่อย แตะเกียร์นิดนึง ก็พร้อมจะทะยานต่อไปได้ทันที !

การขับขี่บนสภาพการจราจรของกรุงเทพ ทำได้โอเค แต่ควรเผื่อระยะวงเลี้ยวแบบรถสปอร์ตทั่วไปเลยครับ เผื่อระยะแฮนด์ และกระจก มากกว่าสปอร์ตนิดนึง เพราะตำแหน่งของ กระจก จ๊ะเอ๋ กระจกรถยนต์พอดีเลย ที่แคบๆ อาจจะต้องโยกช่วยนิดนึงนะครับ แต่ก็ไม่ได้ลำบากอะไร ไปได้คล่องตัวดี ประมาณถ้า เพื่อนๆผ่านไปได้ S1000 R ก็ตามติดได้หล่ะ

การจัดท่าทางในการขับขี่ต่างๆ Lean in/with/out ทำได้ง่ายด้วยท่านั่งที่หลังค่อนข้างตรงเอื้อให้ใช้ร่างกายส่วนบนช่วยในการเข้าโค้งแคบๆ หรือโค้งความเร็วสูงได้เป็นอย่างดี หรือใครอยากจะ Hang-on เล่นซักนิด S1000 R ก็ตอบสนองได้แบบไม่มีขัดขืน พักเท้าผู้ขับขี่ให้ความรู้สึกที่ดีเวลาจิกเท้าเข้าโค้ง บิดปลายเท้าไปมาได้คล่องตัวดี ทำให้ S1000 R เป็น Naked Bike คันนึงที่ให้อารมณ์การขับขี่บนถนน และสามารถลงไปร่อนกับสปอร์ตในสนามบ้านเราได้เลย ด้วยแรงบิดที่มาไว มาเร็ว ด้วยระบบต่างๆที่เข้ามาช่วย ดีไม่ดี มีแซง !

ช่วงล่างให้ความรู้สึกที่ตามติดถนนได้ดีกว่า Sport แต่ยังคงไว้ซึ่งความรู้สึกหนักแน่น การจิกเบรคหนักๆ พับเข้าโค้ง ส่งคันเร่งออก ทำได้อย่างมั่นใจ ไม่ออกอาการย้วย หรือดีดให้เหวอเล่น (บนการขับขี่ถนนทั่วไปนะครับ) แต่ถ้าเอาไปลงสนาม เซทเพิ่มนิดหน่อย น่าจะพอเลย

16_s1000r

สรุปง่ายๆซักนิด กับข้อดีของ S1000 R คันนี้

  • มันคือรถสปอร์ต จำแลงกาย ที่แลกแรงม้า มาเป็นแรงบิด ทำให้ขับขี่ได้สนุก เข้าถึง และใช้งานได้จริง
  • น้ำหนักเบาะ พลิกรถได้คล่องตัวดี
  • ของติดรถครบครัน ถึงพื้นผิวถนนจะแย่ S1000 R ก็พร้อมจะให้ผ่านไปได้โดยผู้ขับขี่ไม่ต้องพะวงกับสภาพถนนมากเกินไป
  • คนซ้อนให้อารมณ์กึ่งๆ Sport แต่ก็ยังคงความสบายของ Sport Touring ไว้ ท่านั่งช่วยให้ไม่หงายเงิบ (แต่ตบบอกคนซ้อนนิดนึงก็ดี) แม้เบาะคนซ้อนจะแยกตอนกัน แต่ตำแหน่งคนซ้อนอยู่ใกล้กับผู้ขับขี่ ช่วยให้การเบรคหนักๆ คนซ้อนไม่ออกอาการไหลตกมากระแทกผู้ขับขี่ให้เสียสมาธิเล่น (พาลให้จุกซะอีก)

17_s1000r

ข้อเสียหลักๆ ที่พอจะรู้สึกได้ก็พอมีบ้างครับแต่ไม่ได้เยอะมากมายอะไร

  • ความร้อน ที่ระอุแผ่ออกมาถ้าขับขี่ความเร็วต่ำ หรือสภาพการจราจรติดขัดหนักๆนี่ ร้อนพอสมควรเลยครับ ไล่มาจากเครื่องยนต์ ถึงเฟรม ถึงถังน้ำมันส่วนล่างๆ ที่ติดเฟรม เลยทีเดียว แต่ถ้าใส่กางเกงสำหรับขับขี่โดยเฉพาะ ช่วยได้เยอะครับ ไม่ว่าจะเป็นยีนส์เสริมเคฟล่าห์ หรือ ชุดหนังก็ตาม เท่ห์ และปลอดภัยไปด้วย กางเกงขาสั้นนี่อย่าเลยครับ อันตราย
  • การขับขี่ในสภาพการจราจรติดขัดในบ้านเรา ออกจะขัดๆซักนิด ด้วยตำแหน่งกระจก และแฮนด์ ที่พอดีกับกระจกรถยนต์ทั่วไปโยกช่วยเล็กน้อย
  • วงเลี้ยวค่อนข้างกว้างถ้าเทียบกับรถ Naked ทั่วไป แต่ถือว่าปกติสำหรับ Sport

เทียบ S1000 R / S1000 RR

18_s1000r 19_s1000r

หากตัดในเรื่องของรูปลักษณ์ที่ดุดันที่มาพร้อมกับความเร็วที่จัดจ้านบนฉลาม S1000 RR(sport) แล้ว บอกได้เลยว่า อย่าได้เผลอคิดว่า  S1000 R(naked) คันนี้จะไม่ดุดันเท่า แม้สรีระดูเหมือนบอบบาง เล็กๆกระทัดรัด ตอนม้าไป 30 ตัว แต่สิ่งที่ได้กลับมาคือ “แรงบิด” ที่มากขึ้นทุกย่านการใช้งานบนถนน พร้อมจะพาทั้งผู้ขับขี่ และคนซ้อน ไปด้วยกันได้แบบไม่ต้องลุ้นอะไร ส่งขึ้นได้ทุกเกียร์ ทุกรอบ

การตอบสนองของคันเร่งที่บิดสนุกติดมือไต่ความเร็วได้ดั่งใจ ลดเกียร์ลง Engine brake ได้นิ่มนวล ช่วยให้สนุกกับการเล่นกับรถไปบนทอร์คที่มาหลากหลายในทุกรอบของการใช้งานบนถนน ซึ่ง S1000 RR (sport) ก็สนุกนะ แต่ไปสนุกบนความเร็วสูงแล้วซะมากกว่า ซึ่งบนท้องถนนบ้านเราก็ไม่ได้เอื้อให้ได้ใช้ความเร็วที่สูงขนาดนั้น (160-180+) ตรงนี้ถือว่า S1000 R ทำมาได้ตอบโจทย์กับการใช้งานบนถนนจริงครับ

ถ้าไม่ติดกับรูปลักษณ์ของ Sport มามองที่อารมณ์ในการขับขี่ ต้องบอกเลยว่า S1000 R เป็น Naked bike ที่ขี่ได้สนุกสนานมากที่สุดคันนึงเลยทีเดียวครับ จะว่ามันคือ รถสปอร์คที่จำแลงกายลงมาอยู่บนถนนเลยก็ว่าได้ ช่วงล่างต่างๆ เซทมาสำหรับถนนให้ความรู้สึกที่แน่น และตามติดถนนได้อย่างดี ไม่เหมือนอย่าง S1000 RR ที่ออกอาการดีดๆบนถนนนิดหน่อย ซึ่งเหมาะกับสนาม หรือพื้นราบเรียบๆ มากกว่า

สุดท้ายนี้ก็ต้องขอขอบคุณทาง BKK Motorcycle ที่ให้ทางเรา MotoNaked ได้มีโอกาสสัมผัส S1000 R แบบเต็มๆ บนการเดินทางจริงด้วยนะครับ

 

Comments