Preview : MV Agusta “Brutale 800 Dragster RR” ดุดัน ปราดเปรียว โดดเด่น พร้อมสะกดทุกสายตา

โดย / / 724 views

หากจะกล่าวถึงมอเตอร์ไซค์สักแบรนด์นึงที่มาพร้อมด้วยการออกแบบอย่างลงตัวในแทบทุกมิติของตัวรถ ที่ทำให้แทบทุกคนต่างต้องมนต์สะกดในรูปลักษณ์ที่โดดเด่นแล้วหล่ะก็ ต้องมี MV Agusta ขึ้นมาเป็นอันดับต้นๆอย่างแน่นอน

MV Agusta นับได้ว่าเป็นอีกแบรนด์นึงที่มีต้นกำเนิดตั้งแต่ปีค.ศ. 1945 จากประเทศอิตาลี ที่ในทุกวันนี้ขึ้นชื่อในเรื่องของการออกแบบตัวรถที่งดงามอย่างลงตัวในทุกมิติของตัวรถ ซึ่ง MV Agusta ก็มีอายุอานามของแบรนด์มาร่วม 70 กว่าปีแล้วทีเดียว กับจุดกำเนิดที่มาจากความหลงใหลในเครื่องจักร และมอเตอร์ไซค์เพื่อการแข่งขัน และยังคว้าชัยได้ตั้งแต่ครั้งแรกที่ลงแข่งในปี 1948 โดยฝีมือของ Franco Bertoni ในศึก Isle of Man TT

พร้อมด้วยการทะยอยบันทึกสถิติมาอย่างต่อเนื่อง ผ่านการขับขี่จากนักแข่งที่ขึ้นชื่อว่าเป็น “ตำนาน” มาอย่างมากมาย ไม่ว่าจะเป็น Mike Hailwood หรือจะเป็น Giacomo Agostini ผู้ครองบัลลังค์ของแชมป์ในระดับ Grand Prix 122 ครั้ง (Valentino Rossi รั้งอันดับ 2 ด้วยสถิติ 114 ครั้ง) (ในเดือน พ.ค. 2017)

และในครั้งนี้ต้องขอขอบคุณทาง Motorcycle Kingdom นำทีมมาโดยพี่ดอม เหตระกูล ที่ให้เกียรติกับผมได้มาทำการขับขี่บน MV Agusta Brutale 800 Dragster RR รถ Naked ในพิกัดกลางจากทาง MV Agusta คันนี้ บนสนามขับขี่ทางเรียบ พีระ เซอร์กิต พัทยา ให้ได้ขับขี่แบบเต็มๆ แต่ด้วยระยะเวลาที่ค่อนข้างจำกัดทำให้อาจจะหลุดไปได้บ้างนะครับ ไว้เดี๋ยวถ้าได้โอกาสมารีวิวกันเต็มๆแล้วเดี๋ยวมาอัพเดตกัน

MV Agusta Brutale 800 Dragster RR เป็นรถปี 2015 ที่เปิดตัวขึ้นภายในงาน EICMA 2014 ประเทศอิตาลี ซึ่งนับได้ว่าเป็นจุดเด่นที่สุดของงานคันนึงเลยทีเดียว ด้วยรูปลักษณ์ที่โดดเด่น แฝงด้วยรายละเอียดของการออกแบบในทุกมุมมองของตัวรถ และสมรรถนะที่รีดเค้นแรงบิด และแรงม้าออกมาจากเครื่องยนต์ในพิกัด 800 cc อย่างเต็มเปี่ยม
ในการพรีวิวครั้งนี้จะขอเน้นไปที่ “การขับขี่ในสนามทางเรียบ” เป็นหลักเลยนะครับ หัวข้อตามนี้เลย

  • รูปลักษณ์ทั่วไป
  • รายละเอียดทางเทคนิคที่น่าสนใจ
  • สัดส่วนคน และรถ
  • การขับขี่บนสนามทางเรียบ
  • ข้อดี/ข้อสังเกต/ข้อเสีย
  • น่าจะเหมาะกับ / ไม่เหมาะกับ
  • สรุป

รูปลักษณ์ทั่วไป

 

ด้านข้างของตัวรถเต็มๆ ที่ให้ความรู้สึก อัดแน่น กระทัดรัด เส้นสายมิติต่างๆลงตัวสอดรับกับการออกแบบทั่วทั้งคัน พร้อมโดดเด่นด้วยล้อแบบซี่ลวดไม่ใช้ยางในซึ่งแปลกตาแต่ลงตัวกับตัวรถทั้งคัน

 

ช่วงท้ายโล่ง เปิดให้เห็นทรวดทรงของไฟท้ายที่เป็นเอกลักษณ์ซึ่งการวางไฟท้ายไว้ในตำแหน่งห่างแบบนี้ช่วยให้สามารถสังเกตเห็นได้ง่ายขึ้น ป้ายทะเบียนมาพร้อมกับกันดีดมาตรฐาน ที่วางตำแหน่งไฟเลี้ยวไว้ด้านข้างอย่างลงตัว

[ล่างซ้าย] ประกับไฟด้านซ้ายที่เรียบง่าย เข้าถึงการใช้งานได้ “ค่อนข้าง” ง่าย มากับสวิทช์ควบคุมหน้าจอ และตั้งค่าต่างๆแบบ “นุ่มมือ” ตามด้วยสัญญาณไฟสูง สัญญาณไฟเลี้ยว สัญญาณไฟ hazard (ผ่าหมาก) สัญญาณแตร

[ล่างขวา] ประกับไฟทางด้านขวาที่มากับสวิทช์ offrun และสตาร์ทการทำงานของเครื่องยนต์ ซึ่งสามารถใช้ในการเลือก Engine Map (หรือ โหมดการขับขี่) ได้

 

[บนซ้าย] กันสะบัดมาตรฐานจากโรงงานที่ปรับระดับการตอบสนองได้ 8 ระดับ เพื่อรองรับกับการส่งกำลังที่หนักหน่วง [ล่างซ้าย] พร้อมเปลี่ยนเกียร์อย่างต่อเนื่องด้วย Quick Shifter มาตรฐานที่ทำงานได้ทั้งการ เพิ่มเกียร์ และลดเกียร์
[บนขวา] ชัดๆกับกันดีดที่พร้อมติดตั้งป้ายทะเบียน พร้อมด้วยสัญญาณไฟเลี้ยวที่เป็นตัวของตัวเองมาก [ล่างขวา] รองรับสภาพผิวถนนด้วยกันสะเทือนหลังจาก Sachs ที่ปรับได้เต็มระบบ

 

รายละเอียดทางเทคนิคที่น่าสนใจ

 

“ล้อ” !!! ดึงดูดสายตาผมทุกครั้งที่ได้เห็นรูป และคราวนี้ตัวจริงแล้ว ซึ่งให้ความรู้สึกที่มีเอกลักษณ์ ด้วยล้อแบบซี่ลวด และท่อไอเสียแบบ 3 ท่อที่บ่งบอกว่านี่คือเครื่องยนต์แบบ 3 สูบจาก MV Agusta คันนี้ พร้อมด้วยเบาะผู้ขับขี่สั้นๆ กระทัดรัด ที่คนซ้อนน่าจะ “แนบชิด” ไปสักนิดหล่ะครับ

มาดูถึงรายละเอียดทางเทคนิคของ Dragster 800 RR คันนี้แบบเต็มๆกันเลยดีกว่า

ในส่วนของระบบไฟฟ้าของตัวรถคันนี้เองก็มาพร้อมกับระบบความปลอดภัย และระบบไฟฟ้าที่เข้ามาช่วยผู้ขับขี่แบบครบๆ ตามนี้เลย แต่ทั้งนี้ต้องบอกก่อนว่าในเวลาจำกัด ผมเองได้เล่นแค่ Engine map (โหมดการขับขี่) normal, sport หล่ะครับหลักๆเลย สำหรับการพรีวิวครั้งนี้

 

สัดส่วนคน และรถ

 


สำหรับผมเองด้วยสัดส่วนที่ 163 cm กับน้ำหนักที่ 67 kg พร้อมด้วยความยาวขาด้านใน (inseem) ประมาณ 700 mm บนเบาะนั่งที่มีความสูง 811 mm ของ Dragster 800 RR คันนี้ลงได้ปลายๆเท้าข้างนึง ด้วยที่ระยะของปีกเบาะช่วงก้นค่อนข้างกว้างหล่ะครับ “แต่”จะลงได้ปลายเท้า 2 ข้าง ถ้าขยับตัวไปชิดถังน้ำมัน ซึ่งบอกตรงๆว่า …. กลัวเป็นรอย !

ส่วนผู้ขับขี่ที่สัดส่วน 180 cm พร้อมน้ำหนัก 80 kg ลงได้แบบเต็มขาสบายๆ หย่อนๆ ตลอดเลย … แต่ Dragster 800 RR คันนี้ จะดูเล็กลงไปทันที บอกเลย !

นอกจากนั้น ยังโดดเด่นด้วยตำแหน่งของกระจกปลายแฮนด์ ที่ต้องเรียกว่า นี่คือ กระจกปลายแฮนด์จริงๆหล่ะครับ !

 

การขับขี่บนสนามทางเรียบ #1

 

ครั้งนี้นับได้ว่าเป็นครั้งแรกของผมที่ได้ทำการขับขี่กับรถจาก MV Agusta ซึ่งต้องบอกตามตรงว่า แม้จะรู้จักมานาน แต่ก็ได้แค่มอง และมักจะเห็นก็จากรูปถ่าย หรือภาพข่าวต่างๆ และผมเองก็ไม่ได้รู้ถึงข้อมูลของตัวรถ รวมไปถึง “ราคา” ก่อนที่จะทำการขับขี่ เรียกได้ว่าขี่กันสดๆ ไม่มีข้อมูลอะไรทั้งนั้น จัดเลย

เพียงครั้งแรกที่ขึ้นไปคร่อมอยู่บน MV Agusta Brutale 800 Dragster RR คันนี้สัมผัสแรกที่รู้สึกได้เลยคือ “คันเล็กมาก” ขนาดตัวรถ มิติรถต่างๆ ในมุมมองของผู้ขับขี่จะรู้สึกถึงความกระทัดรัดของตัวรถ ความกระชับของท่านั่งที่ให้ความรู้สึกเป็นหนึ่งเดียวกับรถ พร้อมด้วยการยกรถตั้งตรงที่ทำได้ง่ายมาก ที่ทำให้ผมเองคาดว่า Dragster 800 RR คันนี้น่าจะมีน้ำหนักเพียงราวๆ 170 – 180 kg (รวมของเหลว) แต่จริงๆแล้วนี่ 190kg เลยนะนั่น

การทำงานของครัช คันเร่ง ปั๊มเบรคบน และปั๊มเบรคหลัง ให้ความรู้สึกที่นุ่มนิ่ม ใช้งานได้ง่าย และผ่อนแรงผู้ขับขี่ได้มากเลยทีเดียว การเดินคันเร่งในรอบต่ำมีอาการสะดุดเด้งหน้าหลังได้เบาๆ ซึ่งถ้าเดินคันเร่งขึ้นไปแล้วไม่มีอะไรครับ ต่อกำลังได้สม่ำเสมอ และสนุกมาก

ถึงแม้ว่า Dragster 800 RR จะได้รับการปรับแต่งให้ได้ภาพลักษณ์ของ “Drag” ที่มีจุดเด่นที่ล้อแบบซี่ลวดที่ให้ตัวกับแรงบิดที่ส่งมาเต็มได้ดีกว่าล้อแมกซ์ (อัลลอยหล่อ) พร้อมด้วยยางหลังขนาด 200 mm พร้อมแก้มยางขนาด 50 mm ที่ทำให้ได้เสถียรภาพของทางตรงที่ดีขึ้น … “แต่” … ที่โดดเด่นจาก Dragster 800 RR คันนี้คือ การพลิกรถที่ “ง่ายมาก” พลิกรถได้ไว ง่าย และคล่องแคล่วมากจนผมเองยัง “ตกใจ” ไปสักพักเลยทีเดียว

เบาะขนาดกระทัดรัดที่ช่วยเสริมความคล่องแคล่วในช่วงเลี้ยวโค้งต่อเนื่องไวๆ แต่ก็แลกด้วยการที่ต้องถอยจนเกือบจะสุดเลยหล่ะครับ สำหรับผู้ขับขี่ที่สรีระ 180cm ในช่วงการทำความเร็วทางตรง ที่ต้อง “ก้ม & มุด & หมอบ” แนะนำให้ถอยไปนั่งเบาะคนซ้อนเลย จะได้ ท่าหมอบที่ลงตัวกว่า ส่วนสรีระผมเองก็ก้ำกึ่งๆแถวๆนั้นหล่ะครับ

 

การขับขี่บนสนามทางเรียบ #2

 

ความคล่องแคล่ว ปราดเปรียวที่โดดเด่น แต่ยังคงไว้ซึ่งเสถียรภาพของรถทั้งทางตรง และในโค้งที่ดี ทำให้รู้สึก “ของขึ้น” และ Dragster 800 RR ยังเป็นรถที่ผมเองปรับตัวได้ไวมาก เพียง 1-2 รอบสนามก็รู้สึกมั่นใจที่จะลองเดินคันเร่ง และไหลความเร็วมากขึ้นเรื่อยๆได้แบบไม่รู้ตัว

แรงบิดที่ส่งออกมาอย่างทรงพลัง ให้อารมณ์ที่ดุดัน และพร้อมที่จะทะยานออกจากโค้งได้อย่างว่องไว คันเร่งไฟฟ้าบน Dragster 800 RR คันนี้ให้สัมผัสที่นุ่มนิ่มเหมือนไม่ค่อยมีแรงต้านกับมือสักเท่าไหร่ แต่สำหรับผมกลับรู้สึกว่าคุมคันเร่งที่ได้ดั่งใจ และเดินคันเร่งได้ง่ายกว่าตัวสปอร์ตอย่าง F3 800 ซะอย่างนั้น

แรงบิดทรงพลังถูกคุมไว้อย่างเกือบจะหมดจดด้วย “กันสะบัด” ที่ปรับระดับได้ 8 ระดับ ซึ่งสำหรับผมในครั้งนี้รู้สึกว่าปรับตั้งไว้ที่ระดับ 6 จากอ่อน (1 – 8 / อ่อน – แข็ง) กำลังดี การจงใจไหลไปพบปะกับบัมพ์ของผิวสนามในโค้งก็ “เอาอยู่” สบายๆ ช่วงหน้าของตัวรถสั้นๆ บน Dragster 800 RR คันนี้ แทบไม่ออกอาการสะบัด หรือแกว่งอะไรเลยหล่ะครับ …​กันสะบัดมาตรฐาน เวิร์คเลย !

Quick Shifter ทำงานได้ทั้งขึ้นเกียร์ และลงเกียร์ ที่ส่ง “อารมณ์” ของตัวรถให้แบบเต็มเปี่ยม จังหวะสุ้มเสียงของตัวรถในขณะขึ้นเกียร์ “สนุก” แต่ทั้งนี้ยังมากับรอยต่อของการส่งกำลังหรือที่ผมเรียกว่า “เด้ง” ได้ตลอดนะครับ แต่ก็สนุกไปอีกแบบเลยทีเดียว ส่วนการลดเกียร์ให้รอยต่อที่นุ่มนวลกว่า กดเกียร์เข้าได้อย่างลงตัว ส่วนนึงน่าจะมาจาก Slipper Clutch ของ Dragster 800 RR คันนี้ด้วยหล่ะครับ เรียกได้ว่า “ขึ้นเกียร์พาเพลิน ลงเกียร์พาไหล” เลยก็ว่าได้

เบรคมาตรฐานติดรถบอกเลยว่า “พอ” ซึ่งตรงนี้น่าจะมีส่วนจากท่านั่งที่ค่อนข้างโน้มไปข้างหน้า และชิดกับช่วงหน้าของตัวรถ ทำให้การใช้เบรคหลัง-หน้า สามารถถ่ายน้ำหนักลงล้อหน้าได้ไว และลงได้แบบเต็มๆ ก่อนที่จะพับเข้าโค้งได้ โดยที่ตัวรถไม่มีอาการอะไรให้ตกกะใจเล่น

ช่วงล่างพร้อมการปรับตั้งมาตรฐานของ Dragster 800 RR สำหรับผมออกจะดีดท้ายไปสักเล็กน้อย (ด้วยน้ำหนักตัวผมเองที่ประมาณ 67 kg) แต่ไม่มีอาการอะไรส่ง หรือสะบัดมาที่ช่วงหน้าหล่ะครับ คือรู้สึกได้นะว่ามีดีดท้ายนิดๆ แต่คุมง่ายบอกเลย

 

ข้อดี/ข้อสังเกต/ข้อเสีย

 

ข้อดี

  • “ดุดัน” ด้วยแรงบิดที่ส่งออกมาเป็นลูกๆ ให้อารมณ์ที่คล้ายเครื่องยนต์ในแบบ L-Twin หรือ V-Twin แต่ส่งออกมาจากเครื่องยนต์แบบ 3 สูบ ที่หนักเพียง 52 kg จาก MV Agusta ที่มีคาแรคเตอร์โดดเด่นมาก
  • “ปราดเปรียว” ปรับตัวได้ไว พลิกรถเข้าโค้งต่อเนื่องได้อย่างสนุก บอกเลยว่าถ้าได้สนามแคบ โค้งต่อเนื่องเยอะๆนี่ สนุกมาก
  • ระบบไฟฟ้าครบครัน และพอกับการใช้งานที่ไม่ใช่แค่ให้ผมเองทำเวลาบนสนามได้ดีขึ้น แต่ยังคงความปลอดภัยในการขับขี่อย่างเต็มเปี่ยม
  • ช่วงล่างแน่น ให้การตอบสนองกับพื้นผิวทางเรียบดีมาก แม้จะมีอาการดีดเบาๆจากด้านท้ายได้บ้างเล็กน้อย ซึ่งมาจากน้ำหนักตัวของผมเอง
  • กันสะบัด 8 ระดับที่ใช้งานได้จริง และเข้าถึงการปรับตั้งได้ง่าย
  • ระบบเบรคเชื่อถือได้ พร้อมด้วย ABS ที่ทำงานได้อย่างละเอียด พร้อมกันการลอยของล้อหลัง
  • “MV Agusta” รูปลักษณ์ที่โดดเด่น สะกดสายตาคนที่พบเห็นได้อย่างแน่นอน

ข้อสังเกต / ข้อเสีย

  • “รถร้อน … สตาร์ทยาก!” ซึ่งตรงนี้น่าจะมีส่วนจากอากาศที่ร้อนจัดของวันนั้น ซึ่งน่าจะอยู่ที่ 35-36 c พร้อมลมนิ่งสนิท Dragster 800 RR คันนี้ถ้าขับขี่มาในสภาพที่ใช้รอบสูง ที่ทำให้เครื่องยนต์ร้อนจัดแบบนี้ “สตาร์ทติดยากเลยทีเดียว” แต่ใจเย็นๆ รอสักพักให้เค้าเย็นลงสักนิดก็สตาร์ทได้แล้ว ต้องเข้าใจเค้าสักนิดนึงว่าอาจจะไม่ชินกับอากาศของบ้านเราหล่ะครับ แต่ถ้าสตาร์ทติดแล้วขับขี่ไปเลยยาวๆ ไม่มีอาการดับอะไรแล้วหล่ะครับ
  • ทุกอย่างสวยลงตัวมาก แต่ถ้าก้มมองตรงหม้อพักนี่แบบ เอาเพลทอะไรปิดสักนิดน่าจะดีน้า
  • อาการ “สั่น” สำหรับผมไม่ได้รู้สึกว่าเป็นอาการที่สั่นจนรับไม่ได้ หรือน่ารำคาญอะไร แต่กลับกลายเป็น อารมณ์ และคาแรคเตอร์ของรถที่ “สนุก” ทุกครั้งที่กระแทกคันเร่งออกไปจะรู้สึกได้เหมือน Dragster 800 RR คันนี้จะกระโดด โจน ทะยานออกไปได้ทันทีอยู่เสมอ
  • กระจกมองข้างแบบนี้บอกเลยว่า “ชอบ” ให้ทัศนวิสัยที่ดี ระยะการมองเห็นกว้างๆ และ “แนว” มาก แต่ทั้งนี้สำหรับการใช้งานในสภาพการจราจรของบ้านเรา ติดขัดได้แน่นอนหล่ะครับ อาจจะต้องคอยหุบ คอยกางตลอดเวลาเลยทีเดียว

น่าจะเหมาะกับ / ไม่เหมาะกับ

 

น่าจะเหมาะกับ

  • เพื่อนๆที่ชอบใน ความโดดเด่นด้วยตัวตน และเอกลัษณ์ของการออกแบบ
  • มีทักษะในการขับขี่มอเตอร์ไซค์ขนาดใหญ่อยู่แล้ว
  • ต้องการรถสักคันนึงที่ขับขี่ได้อย่าง “สนุกสนาน” และพร้อมจะลงไป “Drag” ได้ทันที หรือจะลงมาบน Track ทางเรียบก็พร้อมจะทะยานไปได้เช่นกัน

น่าจะไม่เหมาะกับ

  • มือใหม่ ไม่แนะนำครับ แม้จะเป็นรถที่ปรับตัวได้ง่าย แต่แรงบิดที่ส่งมาอย่างหนักหน่วง พร้อมจะพุ่งทะยานได้ทันทีแบบนี้ ค่อนข้างอันตรายเลยหล่ะครับ เก็บทักษะมาเรื่อยๆ แล้วค่อยมาขี่อย่างเพลิดเพลินกันดีกว่า
  • สายเดินทางท่องเที่ยว ตัวรถหน่ะทำได้ครับ แต่ด้วยสรีระ และพื้นฐานของช่วงล่างที่เหมาะกับสภาพทางเรียบๆ ออกจะทำให้ผู้ขับขี่เหนื่อยเกินความจำเป็นเกินไป … Turismo Veloce โลด ฟินกว่าแน่นอน

 

สรุป

 

เป็นอีกครั้งนึงที่ค่อนข้าง “หนักใจ” ด้วยระยะเวลาที่จำกัดทำให้ผมเองมีโอกาสได้ขับขี่อยู่ประมาณ 20 นาทีเท่านั้นเองกับ MV Agusta Brutale 800 Dragster RR คันนี้ ซึ่งเพียงได้ขับขี่แค่ 1-2 รอบก็กลับกลายเป็นความรู้สึกที่ … “ยังอยากจะไปต่อ” “ยังอยากจะขึ้นไปควบอีก”

Dragster 800 RR มากับรูปลักษณ์ที่โดดเด่นด้วยล้อแบบซี่ลวดที่ไม่ใช้ยางใน และมิติเส้นสายการออกแบบของตัวรถที่ลงตัว พร้อมด้วยท่านั่งที่กระชับกับสรีระผมที่ 163 cm น้ำหนัก 67 kg อย่างพอดิบ พอดี และสัมผัสได้ถึง “อารมณ์” ทุกครั้งที่กระแทกคันเร่งให้ทะยานออกไป แต่ในช่วงทางตรงที่ต้องหมอบ มุด สำหรับผมเองต้องถอยก้นไปปีนแถวๆเบาะคนซ้อนเลยหล่ะครับ ถึงจะรู้สึกพอดีกับท่าหมอบทำความเร็ว

“ปราดเปรียว”​ พลิกรถเข้าโค้งต่อเนื่องได้ง่าย และไว โดยยังคงให้เสถียรภาพในทางโค้งที่ดี ซึ่งทำให้การปรับมุมรถง่าย และมั่นใจ ที่จะเดินคันเร่งส่งออกไปเรื่อยๆ ได้อย่างต่อเนื่อง ซึ่ง Dragster 800 RR คันนี้พร้อมจะส่งมอบอารมณ์สนุกสนาน ออกมาได้ทุกครั้งเลยทีเดียว

เบรค และช่วงล่างมาตรฐานทำงานได้อย่างดี ให้กำลังเบรคที่ลงตัวกับการซับแรงที่เกิดขึ้นในช่วงเบรคอย่างรุนแรงได้เป็นอย่างดี แม้จะมีอาการดีดที่ช่วงท้ายได้บ้าง แต่ไม่มีอาการอะไรส่งมาที่แฮนด์ หรือช่วงหน้าหล่ะครับ ซึ่งอาการดีดตรงนี้น่าจะมีส่วนจากน้ำหนักผมที่น้อยไปสักนิดที่ 67 kg เองด้วย

MV Agusta Brutale 800 Dragster RR มีราคาอยู่ที่ 1,050,000 บาท พร้อมศูนย์บริการมาตรฐานจาก Motorcycle Kingdom RCA ถนนพระราม 9 แวะไปชมงานศิลป์ ที่ส่งมอบอารมณ์ให้สัมผัสได้จริง กันได้เลย

สนใจข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับรถ MV Agusta ติดต่อได้ที่นี่เลย
 

หมวกกันน็อคน้ำหนักเบา คุณภาพสูง ราคาย่อมเยา จาก Vemar Thailand 

https://www.facebook.com/Vemarthailand/

koala

Koala Rider – A Rider Super Market เกษตร-นวมินทร์

10550932_315231421970674_8310229622189082563_n

40 Garage ร้านคุณภาพสำหรับมอเตอร์ไซค์ของเพื่อนๆ

facebook : https://www.facebook.com/40garage

Comments