[Review] Ducati Monster 797 การเดินทางสู่ความเรียบง่าย พร้อมให้เข้าถึง และขับขี่ได้ง่ายขึ้น

โดย / / 970 views

Ducati Monster นับได้ว่าเป็นรถในอีกซีรีย์นึงจากทาง Ducati ที่มีสายการผลิตมาอย่างยาวนาน เริ่มตั้งแต่ที่ Miguel Angel Galluzzi ได้ทำการออกแบบ และอวดโฉมเจ้าปีศาจ Monster ขึ้นเป็นครั้งแรกในปี 1993 สู่สายตาของทุกคน ด้วยจุดเริ่มต้นของคอนเซปต์ที่ชัดเจนว่า “ต้องการรถสักคันที่เต็มเปี่ยมด้วยเอกลักษณ์ของความเป็น Ducati แต่ต้องขับขี่ได้ง่าย และไม่ใช่รถสปอร์ต” หรือที่ผมนั้นเรียกว่านี่คือ “ตำราแห่ง Monster”

ด้วยเอกลักษณ์ที่ชัดเจน เด่นที่การขับขี่ Ducati Monster จึงได้เติบโตขึ้นมาอย่างต่อเนื่องผ่านกาลเวลาที่ยาวนานมาร่วม 25 ปี ผ่านการปรับปรุง การเพิ่มความจุ การแตกไลน์ของตัวรถอย่างต่อเนื่องจนนับได้ว่าเป็นซีรีย์ของรถจาก Ducati ที่มียอดขายสูงสุดทั่วโลกอยู่ในช่วงเวลานึงเลยทีเดียว

สำหรับในบ้านเรานั้นชื่อเสียงของ Monster ได้โด่งดังขึ้นมาจากการที่เป็นรถรุ่นแรกๆที่ เร่ิมต้นการประกอบในประเทศไทยอย่างเป็นทางการ ซึ่งทำให้ผู้ขับขี่ในบ้านเราเข้าถึงได้ง่ายขึ้นมาก นำมาโดย Monster 795 ในปี 2011 และตามมาอย่างต่อเนื่องอีกหลากหลายรุ่นไม่ว่าจะเป็น Monster 796, 821 และล่าสุดในปีนี้ได้แก่ Monster 797 ที่เราจะมาลุยกันในครั้งนี้

ซึ่งในครั้งนี้ผมต้องขอขอบคุณ Ducati Thailand ที่ให้เกียรติกับผมได้มาทำการขับขี่ Monster 797 ไปบนเส้นทางการเดินทางในบ้านเรา ให้ได้ออกมาสัมผัสกับเส้นทาง และความเพลิดเพลินไปกับ Monster 797 ที่ต้องนับได้ว่าเป็นรถในอีกยุคนึงของ Ducati ก็ว่าได้ กับการเดินทางในช่วงหน้าฝนที่นับได้ว่า “เปียก” กับสายฝนที่โปรยปรายอย่างต่อเนื่อง สลับกับแดดออก ร้อนจัด ไปมา ซึ่งบอกเลยว่า รถอะไหว แต่คนเนี่ยแหล่ะจะแย่ซะก่อน !

เพื่อความกระชับของเนื้อหา ผมจะขอแบ่งออกเป็นหัวข้อต่างๆที่จะพูดถึงตามนี้เลย

  • รูปลักษณ์ทั่วไป
  • รายละเอียดทางเทคนิคที่น่าสนใจ
  • สัดส่วนคน และรถ
  • การขับขี่ในสภาพถนนต่างๆ
  • อัตราสิ้นเปลือง
  • ข้อดี/ข้อสังเกต/ข้อเสีย
  • น่าจะเหมาะกับ / ไม่เหมาะกับ
  • สรุป

รูปลักษณ์ทั่วไป

Monster 797 ในปี 2017 นี้นับได้ว่าเป็นการถอดแบบมาจาก “ตำรา Monster” ของ Ducati ที่กลับมาสู่ รถสักคันนึงที่ทุกคนสามารถเข้าถึง และขับขี่ได้ง่ายขึ้น มาพร้อมกับการออกแบบใหม่ และปรับแต่งหลายๆส่วน ด้วยกัน ไม่ว่าจะเป็น

  • การเปลี่ยนมาใช้ถังน้ำมันแบบโลหะ (จากเดิมที่ใช้พลาสติกครอบอีกชั้นนึง)
  • ไฟหน้าทรงกลมที่ยังคงเหมือนเดิม และยกมาจาก Monster 1200
  • การออกแบบเฟรมแบบชิ้นเดียวต่อเนื่องยาวๆ สอดรับกับสวิงอาร์มแบบคู่ที่วางตำแหน่งของกันสะเทือนหลังไว้ด้านข้างอย่างลงตัว

ความสูงของเบาะนั่งผู้ขับขี่ยังคงเท่ากับ Monster 821 ด้วยความสูงที่ 805 mm แต่ที่ปรับไปคือ ตำแหน่งของพักเท้าที่ต่ำลง พร้อมด้วยแฮนด์บาร์ที่กว้างขึ้น ซึ่งทำให้ท่านั่งของผู้ขับขี่ “สบาย” และ “ควบคุม” ได้คล่องแคล่วมากขึ้น แต่จะขนาดไหนเดี๋ยวมาดูกัน

 

[บนซ้าย] ทรวดทรงของถังน้ำมันแบบโลหะที่ตัดการใช้พลาสติกครอบถังออก
[บนขวา] สำหรับ Monster 797 ถูกถอดหม้อน้ำออก แต่ยังคงไว้ซึ่งออยคูลเลอร์
[ล่างซ้าย] ตำแหน่งเบ้ากุญแจ ตรงช่วงคอหน้า กับตัวล็อคถังน้ำมัน
[ล่างขวา] จุดยึกโช้คหลังกับสวิงอาร์มที่เขยิบมาทางด้านข้างของตัวรถเพื่อให้สามารถวางตำแหน่งของเครื่องได้กระชับมากขึ้น

 

[บนซ้าย] ประกับไฟทางด้านซ้ายกับการควบคุมต่างๆไล่เรียงมากับสัญญาณไฟ pass (ไฟสูง) สวิทช์ปรับตำแหน่งไฟต่ำ-สูง ปุ่มเลือกเมนู ปุ่มสัญญาณไฟเลี้ยวพร้อมเข้าเมนูการตั้งค่า และสัญญาณแตร
[บนขวา] ปั๊มเบรคหลังจาก Brembo ที่จับคู่กับจานเบรคขนาด 245 mm พร้อม ABS จาก Bosch 9.1 MP
[ล่างซ้าย] ประกับไฟทางด้านซ้ายมาพร้อมสวิทช์ Run-off และสตาร์ทการทำงานเครื่องยนต์ ตามมาด้วยสัญญาณไฟ hazard (ไฟผ่าหมาก)
[ล่างขวา] ปั๊มเบรคหน้าจาก Brembo Monobloc M4.32 ที่ให้เสถียรภาพในการเบรคอย่างดี ผสานกับการทำงานของ ABS ที่ช่วยเสริมความปลอดภัยในการขับขี่ขึ้นอีกขึ้น

 

รายละเอียดทางเทคนิคที่น่าสนใจ

สำหรับ Monster 797 คันนี้ ไม่สามารถปรับระดับการทำงานของ ABS และไม่มี DTC (Ducati Traction Control) รวมไปถึงโหมดการขับขี่นะครับ นั่นก็คือเพียงแค่ขึ้นไปบิดกุญแจ สตาร์ท แล้วก็พร้อมจะออกไปได้เลย ไม่ต้องมาคอยปรับตั้งอะไรมากมาย ให้เราได้เข้าถึงการขับขี่จริงๆ ที่ไม่ต้องคอยพึ่งพาระบบ หรือคอยปรับตั้งการตอบสนองต่างๆแล้ว มาดูรายละเอียดทางเทคนิค กันเลยดีกว่า

สัดส่วนคน และรถ


Ducati Monster 797 มากับความสูงของเบาะที่ 805 mm ซึ่งสำหรับผมเองที่สัดส่วนความสูง 163 cm และน้ำหนักตัวที่ 67 kg สามารถลงได้ปลายเท้าสองข้าง ซึ่ง “สบายเลยทีเดียว” จากการที่น้ำหนักตัวรถรวมของเหลวที่เบาแค่เพียง 193 kg ทำให้การยกรถขึ้นตั้งตรง การยืนโยกรถหลบไปมาตามการจราจร ทำได้แบบ สบายๆ เลยหล่ะครับ

 


ส่วนสัดส่วน 180 cm ก็ “ตามนั้น” เต็มเท้า หย่อนๆ ชิวๆ และ Monster 797 ก็จะดูเล็กลงไปทันที !!

 

การขับขี่ในสภาพถนนต่างๆ (ในเมือง / การจราจรหนาแน่น)

“พริ้ว คล่องตัว ง่าย” คือคำจำกัดความง่ายๆของ Ducati Monster 797 คันนี้เลยก็ว่าได้ ด้วยการปรับแต่งที่แตกต่างไปจากรุ่นก่อนหน้าหลักๆคือ ตำแหน่งของพักเท้า และแฮนด์บาร์ ที่ทำให้ท่านั่งเป็นมิตรมากขึ้น และเอื้อให้สามารถใช้ร่างกายทั้งท่อนล่าง และท่อนบน ในการควบคุมอาการ และพาเค้าไปตามที่ต้องการได้อย่างง่ายดาย

การเดินคันเร่งที่รอบต่ำในสภาพการจราจรติดขัดทำได้ค่อนข้างง่าย อาการกระชากในช่วงเกียร์ต่ำแทบไม่มีจังหวะให้รำคาญใจ คือสามารถกรอคลัตช์เบาๆ ปล่อยให้รถไหลไปที่ความเร็วต่ำได้ง่าย การเปิด/ปิด คันเร่งในรอบต่ำทำได้นุ่มนวลมากจนบางทีผมเองยังลืมไปเลยว่านี่เรากำลังขับขี่ L-Twin อยู่นะเนี่ย !!

ซึ่งการเดินคันเร่งรอบต่ำๆของ 797 เป็นจุดนึงที่แตกต่างกับ Monster รุ่นก่อนๆ ที่ต้องเติมคันเร่งช่วยบ้างในบางจังหวะเพื่อลดอาการกระชากเบาๆในช่วงนี้

นุ่มนวลที่รอบต่ำ แต่ยังพร้อมส่งแรงบิดที่จัดจ้านออกมาได้ทันทีเหมือนกัน การเดินคันเร่งส่งเพื่อแซง หรือเพื่อหลบหลีกการจราจรต่างๆ บน 797 คันนี้ทำได้ง่าย และให้แรงบิดที่ “ควบคุมได้” ซึ่งก็ตรงตามตำราของ Monster รุ่นแรกเลยหล่ะครับ คือไม่ได้ต้องมีแรงบิดมหาศาลที่ใช้ไม่หมดจนต้องปั่นทิ้ง หรือต้องมาควบคุมด้วย DTC แต่ให้แรงบิดมากพอที่ผู้ขับขี่ที่แตกต่างประสบการณ์กันสามารถเข้าถึง และสามารถควบคุมได้ง่ายมากกว่า

ส่วน “ประเด็นร้อน” หลายคนอาจจะสงสัยว่า Monster 797 ไม่มีหม้อน้ำ จะมีปัญหาร้อนจนอาจจะโอเวอร์ฮีท หรืออาการแรงดันน้ำมันในถังที่สูงเกินไปแบบ 795 รึเปล่า?

เท่าที่ผมได้ขับขี่ในสภาพอากาศอบอ้าวหลังฝนตก ร้อนจัดๆ สตาร์ทเครื่องตลอดเวลาก็ยังไม่เจอปัญหาอะไร การระบายความร้อนของตัวรถที่ส่งมายังผู้ขับขี่ไม่ได้มากมายอะไร ซึ่งตรงนี้ผมเองก็ค่อนข้างแปลกใจเหมือนกัน เพราะคาดว่าต้องร้อนมากแน่นอน! แต่ทั้งนี้ก็ควรใส่ชุดป้องกันที่ครบถ้วนน้า ปลอดภัยกว่าเยอะบอกเลย (บอกตรงๆว่าตอนแรกยังคิดว่าจะมีฮีทแบบ 795 รึเปล่าน้า แต่เท่าที่ขับขี่ก็ยังไม่เจออาการอะไรนะครับ)

 

การขับขี่ในสภาพถนนต่างๆ (การเดินทาง)

บนถนนหนทางที่สวยงามของเส้นทางหลักสายตะวันออก เลียบชายฝั่งทะเลของบ้านเรา การที่ได้พา Monster 797 คันนี้ออกไปสัมผัสกับสายลม กับกลิ่นไอของทะเล นับได้ว่าเป็นความรื่นรมย์อย่างนึงสำหรับผมเลยทีเดียว

ด้วยการตอบสนองของแรงบิดที่ ควบคุมได้ง่าย ให้การส่งกำลังที่ต่อเนื่อง การเดินทางออกไปบนเส้นทางหลักยืนพื้นที่ความเร็ว 100-120 km/hr ทำได้แบบสบายๆ การตอบสนองของช่วงล่างบนสภาพเส้นทางหลัก ทำได้อย่างดี ให้การตอบสนองที่คม และตามติดกับผิวถนนได้เป็นอย่างดี

เบรคมาตรฐานติดรถจาก Brembo แบบ monobloc M4.32 ให้ระยะหยุดที่มั่นใจได้ ผสานกับการทำงานของ ABS จาก Bosch 9.1 MP ยิ่งทำให้การเบรคหนักๆ เพื่อลดความเร็วอย่างต่อเนื่องบนสภาพถนนลื่นๆ ทำได้อย่างง่ายดายมากขึ้น และยังช่วยรักษาเสถียรภาพของตัวรถให้ไม่เกิดอาการหลังลอยได้อีกขั้น

แม้จะไม่มีระบบ DTC (Ducati Traction Control) ติดตั้งมากับ Monster 797 แต่ด้วยท่านั่ง และแรงบิดที่ส่งออกมาอย่างนุ่มนวลในช่วงการเดินคันเร่ง ทำให้ผู้ขับขี่สามารถควบคุมน้ำหนักของคันเร่ง และแรงบิดได้ง่ายดายมาก ถ้าไม่จงใจกระแทกคันเร่งหนักจริงๆหล่ะก็แทบไม่มีอาการอะไรส่งมาเลยหล่ะครับ

โดยรวมแล้วในการออกไปสัมผัสกับประสบการ์ใหม่ Ducati Monster 797 เป็นรถคันนึงที่พร้อมให้ผู้ขับขี่ที่มีประสบการณ์ในการขับขี่ที่แตกต่างกัน สามารถเข้าถึง และขับขี่ทะยานออกไปสัมผัสกับกลิ่นอายของคำว่า Ducati ได้อย่างง่ายดาย และเชื่องมือมากขึ้น

อัตราสิ้นเปลือง

รวมระยะทางทั้งหมดที่จับอัตราการสิ้นเปลืองบน Monster 797 คันนี้ได้ที่ 455 km และใช้น้ำมันไปทั้งสิ้นที่ 27.18 litre ซึ่งทำให้อัตราสิ้นเปลืองเฉลี่ยจาก “ทุกการใช้งาน” อยู่ที่ 16.74 km/litre ซึ่งนับได้ว่าค่อนข้างประหยัด กับเครื่องยนต์ขนาดความจุ 803 cc ที่ระบายความร้อนด้วยอากาศบน Monster 797 คันนี้

 

ข้อดี / ข้อสังเกต / ข้อเสีย

ข้อดี

  • ท่านั่งที่ปรับใหม่ ซึ่งทำให้ผู้ขับขี่สามารถใช้ร่างกายทั้งท่อนล่าง และท่อนบน ช่วยในการควบคุมรถได้อย่างง่ายดายมากขึ้น
  • แรงบิด และการเดินคันเร่งที่นุ่มนวลขึ้น ยังคงให้การตอบสนองที่เหลือเฟือกับการใช้งานทั่วไป
  • Monster 797 เรียบง่ายขึ้น ด้วยตัดระบบไฟฟ้าบางส่วนออกเช่น DTC / Riding Mode ซึ่งทำให้ผู้ขับขี่ไม่ต้องคอยปรับตั้ง หรือเลือกการตอบสนองต่างๆของตัวรถ คือเพียงแค่ขึ้นไปคร่อม สตาร์ทแล้วก็ ไปกันได้เลย
  • ความร้อนของ Monster 797 ที่แม้จะไม่มีหม้อน้ำ แต่ก็ยังคงการทำงานของเครื่องยนต์ได้ดี ยังคงตอบสนองได้อย่างสม่ำเสมอ แม้จะขับขี่ฝ่าการจราจรในสภาพอากาศร้อนจัด ไม่เจออาการร้อนจะน็อค หรือโอเวอร์ฮีทอะไร แต่ทั้งนี้ก็ไม่ควรสตาร์ทเครื่องจอดเฉยๆนะครับ (แหม่รถมีหม้อน้ำยังไม่ควรสตาร์ทจอดเฉยๆเลย ฮ่าๆๆ)
  • มาพร้อม DMS (Ducati Multimedia System) ที่ต่อเชื่อมกับโทรศัพท์ได้ผ่าน bluetooth
  • พอร์ต usb สำหรับชาร์จอุปกรณ์ที่อยู่ใต้เบาะของผู้ขับขี่
  • ปะกับไฟซ้ายขวา เรียบง่ายจากการที่ตัดระบบต่างๆออก ทำให้ไม่ต้องใช้เวลาในการเรียนรู้อะไรมากมาย

ข้อสังเกต / ข้อเสีย

  • นิสัยของเครื่องยนต์แบบ L-Twin ยังคงมีอยู่เต็มๆ แต่อาการสะท้านที่เป็นลักษณะเฉพาะที่เคยมีน้อยลง นุ่มนวลขึ้น และให้จังหวะการทำงานที่ต่อเนื่องมากขึ้น
  • ตรงข้ามกับนุ่มนวลที่มากขึ้น คือ “ความดิบ อารมณ์กระชากหน้าหงาย ที่หายไป” ด้วยการที่มุ่งเน้นพัฒนาให้ Monster 797 เข้าถึง และขับขี่ได้ง่ายขึ้น ซึ่งถ้าถามหาในเรื่องของความดิบแล้วหล่ะก็คงต้องขยับไปเป็น Monster 1200 แล้วหล่ะครับ เต็มเปี่ยมแน่นอน บอกเลย
  • รถคันนี้ยังไม่ได้เข้าเซอร์วิสระยะรันอิน ซึ่งในช่วงท้ายของการขับขี่ตัวรถมีอาการหาเกียร์ว่างค่อนข้างยากนิดนึง ซึ่งหลังจากที่ส่งคืนเข้าไปเชคระยะแล้ว ก็ไม่มีอาการหายากอะไร หากใครหาเกียร์ว่างยาก ลองงัดขึ้นเกียร์ 2 แล้วใช้วิธีแตะลงเบาๆไป N แทนการงัดจาก 1 ไป N นะครับ (ผมว่าง่ายกว่านะ ^^)

 

น่าจะเหมาะกับ / ไม่เหมาะกับ


น่าจะเหมาะกับ

  • ผู้ขับขี่หน้าใหม่ที่เริ่มต้นอยากจะขับขี่มอเตอร์ไซค์ขนาดใหญ่ Monster 797 คันนี้น่าจะทำให้เข้าถึงอารมณ์ของ Ducati ได้อย่างง่ายดายเลยหล่ะครับ (แต่ก็ต้องมากับการเรียนการขับขี่ที่เหมาะสมด้วยน้า แม้ว่าจะขับขี่ได้ง่าย แต่ก็ยังคงพลังที่ล้นเหลืออยู่ดี)
  • ผู้ขับขี่หน้าเก่า ที่ต้องการรถสักคันนึงที่เรียบง่าย ไม่ต้องปรับตั้งอะไรมากมาย แค่สตาร์ทรถ แล้วก็ “ไปกันได้เลย” ไม่มีระบบอะไรซับซ้อนนัก

น่าจะไม่เหมาะกับ

  • ใฝ่หาอารมณ์ที่ดิบ เถื่อน ของ Monster รุ่นก่อนหน้า ด้วยการปรับให้ Monster 797 เข้าถึงได้ง่ายขึ้น ถ้ายังต้องการอารมณ์แบบนั้น Monster 1200 เลยครับ เกินพอแน่นอน
  • เดินทางไกลมากกว่า 400km ต่อวัน ถามว่าทำได้มั้ย ทำได้ครับ แต่ด้วยพื้นฐานของตัวรถที่เน้นการใช้งานที่คล่องตัว ในสภาพการจราจร และชานเมือง หรือการเดินทางระยะใกล้ๆ มากกว่า ด้วยการเดินทางระยะไกล ผู้ขับขี่จะเหนื่อยซักนิดน้า (เมื่อเทียบกับรถประเภท Touring อื่นๆ)

สรุป


นับได้ว่า Ducati พลิกโฉมหน้าของ Monster 797 ใหม่ โดยกลับไปยังจุดเริ่มต้นของ “ตำราแห่ง Monster” ที่มากับแนวคิดเริ่มต้นว่า “เต็มเปี่ยมด้วยเอกลักษณ์ของความเป็น Ducati แต่ต้องขับขี่ได้ง่าย และไม่ใช่รถสปอร์ต”

ซึ่ง Monster 797 คันนี้ก็นับได้ว่าเป็นรถในแบบ Naked คันนึงที่ “เรียบง่าย ควบคุม เข้าถึง และขับขี่ได้ง่าย” แรงบิดที่ส่งมาอย่างนุ่มนวลที่รอบต่ำ การเดินคันเร่งที่นุ่มนวล การส่งแรงบิดที่ต่อเนื่อง และคาดเดาได้ง่าย ทำให้ผู้ขับขี่มี “แรงบิด ที่พร้อมให้ใช้ในมือตลอดเวลา และใช้ได้จริง”

แต่ด้วยความนุ่มนวล ก็แลกกับ “ความดิบ อารมณ์กระชากหน้าหงาย” ที่เคยมีมาที่ลดน้อยลง ไม่ใช่ว่าไม่มีเลย ยังมีอยู่ แต่น้อยลงไปพอสมควรเลยทีเดียว

ระบบ DTC (Ducati Traction Control) และ Riding Mode หรือการตอบสนองของเครื่องยนต์ รวมไปถึงการปรับตั้งรายละเอียดต่างๆของการขับขี่ถูกถอดออกไป คงไว้เพียง ABS และ APTC Clutch (Slipper Clutch) ซึ่งสำหรับผมมองว่าแค่นี้ก็เพียงพอแล้วกับการใช้งานทั่วไป ไม่ต้องมาคอยปรับตั้งโหมดการขับขี่ หรือเลือกการตอบสนองที่แตกต่างกันของระบบไฟฟ้าต่างๆ ทำให้ Monster 797 น่าจะกลับมาเป็นรถที่ “เรียบง่าย” ที่สุดของ Ducati ในตอนนี้หล่ะครับ

หากต้องการรถสักคันนึงที่คล่องแคล่ว และยังคงโดดเด่นด้วยเอกลัษณ์ของ Ducati อย่างครบครัน พร้อมด้วยการขับขี่ที่ง่ายดาย เข้าถึงได้ง่ายกับผู้ขับขี่ต่างๆแล้วหล่ะก็ Monster 797 คันนี้นับได้ว่าเป็นตัวเลือกนึงที่น่าสนใจไม่น้อยเลยทีเดียว

Monster 797 มาพร้อมราคาจัดจําหน่ายเริ่มต้นที่ 409,900 บาท พร้อมด้วยตารางค่าบำรุงรักษาที่ปรับลดไปในช่วงต้นปีที่ผ่านมาอย่างเป็นทางการแล้ว ตามนี้เลย

 

หมวกกันน็อคน้ำหนักเบา คุณภาพสูง ราคาย่อมเยา จาก Vemar Thailand 

https://www.facebook.com/Vemarthailand/

koala

Koala Rider – A Rider Super Market เกษตร-นวมินทร์

10550932_315231421970674_8310229622189082563_n

40 Garage ร้านคุณภาพสำหรับมอเตอร์ไซค์ของเพื่อนๆ
facebook : https://www.facebook.com/40garage

Comments