Review : มาขี่ BMW S 1000 RR ให้ช้าลง ก่อนก้าวต่อไปให้เร็วขึ้นกับ California Superbike School Level 1

โดย / / 1,023 views

หากเพื่อนๆที่หมั่นค้นคว้าหาเทคนิค หรือชอบที่จะดูคลิปต่างๆในการขับขี่ หาการฝึก หากลเม็ดเคล็ดลับ ในการเอาตัวรอดต่างๆบนรถมอเตอร์ไซค์อยู่เรื่อยๆหล่ะก็ ผมเชื่อเลยว่าจะต้องมีคลิปที่หลายๆคน ต้องเคยผ่านตามากันอย่างแน่นอน ไม่ว่าจะเป็น การบลิปคันเร่งมันๆ หรือจะการใช้เทคนิคหักรถไปด้านตรงข้าม (counter steering) หรือจะเป็นการใช้สายตากำหนดจุดหมายในโค้ง

ซึ่งในคลิปเหล่านั้น ผมเชื่อเลยว่า จะต้องคุ้นหน้าคุ้นตากับคุณลุงคนนึง ที่ดูสูงวัย มาคอยยืนบอกเล่าถึงเทคนิคต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นการเลี้ยว การบลิปคันเร่ง การเบรคต่างๆ และคนๆนั้นก็คือ Keith Code ผู้ก่อตั้งโรงเรียนสอนขับขี่รถมอเตอร์ไซค์ขนาดใหญ่ที่ชื่อว่า California Superbike School รวมไปถึงผู้เขียน “คัมภีร์” ที่ชื่อว่า Twist of The Wrist (การสะบัดของข้อมือ) ที่นับได้ว่าเป็นหนังสือที่บอกเล่าถึง “ทุกอย่าง” ที่เกี่ยวกับการขับขี่ในสนามทางเรียบ ที่ผมเองก็เคยอ่านในช่วงก่อนที่จะเริ่มหัดขับขี่มอเตอร์ไซค์

Keith Code เป็นอดีตนักแข่งมอเตอร์ไซค์ทางเรียบผู้เริ่มต้นก่อตั้ง California Superbike School ตั้งแต่ปี คศ 1980 หรือกว่า 40 ปีมาแล้ว มีผลงานในการปั้นนักแข่ง ขึ้นสู่สังเวียน AMA มากมาย 1 ในนั้นคือ Wayne Rainey และในปัจจุบันก็มีสาขากระจายออกไปทั่วกว่า 15 ประเทศ และทำการสอนบนสนามแข่งถึง 90 สนามทั่วโลก พร้อมด้วยกลุ่มนักเรียนที่ผ่านการฝึกมาจากที่นี่กว่า 150,000 คน

ในครั้งนี้เองที่ผมต้องขอขอบคุณทาง BMW Motorrad Thailand ที่ให้เกียรติกับผมได้มา “เรียน” อย่างเข้าถึงไปบน BMW S 1000 RR กับทีมงานผู้ฝึกสอนจาก California Superbike School ที่มี “ลูกชาย” ของลุง Keith Code นั่นคือ Dylan Code มาบรรยายกันต่อหน้า จากที่ผมเคยได้แต่นั่งดูคลิปต่างๆเพื่อเอามาฝึกฝนเอง … คราวนี้แหล่ะ … สอนจริง ขี่จริง ดุจริง ไล่จริง ของจริง !!!

California Superbike School นั้นจะแบ่งหลักสูตรออกเป็น 4 Level โดยจะเพิ่มความเข้มข้น และเนื้อหาของแต่หล่ะหลักสูตรไปอย่างเป็นขั้นเป็นตอน สำหรับ Level 1-3 นั้นจะเป็น การเพิ่มเทคนิค และแก้ไขนิสัยติดตัว ก่อนที่จะไปเป็น Level 4 ที่บอกเลยว่า “แล้วแต่เป้าหมายของผู้ขับขี่ แต่ละคน”

เพื่อให้กระชับแบบเน้นๆ คราวนี้ผมจะขอแบ่งหัวข้อที่จะพูดถึงประสบการณ์กับ Level 1 ในครั้งนี้ตามนี้เลย

  • การเรียนการสอนเป็นยังไง
  • แบบฝึกหัดที่ 1
  • แบบฝึกหัดที่ 2
  • แบบฝึกหัดที่ 3
  • แบบฝึกหัดที่ 4
  • แบบฝึกหัดที่ 5
  • การเรียนในครั้งนี้ น่าจะเหมาะกับ / ไม่เหมาะกับ ใคร?
  • สรุป

การเรียนการสอนเป็นยังไง

บอกง่ายๆเลยครับ “ไม่มีเวลาให้แม้กระทั่งเดินถ่ายรูป” เต็มที่คือเดินไปเข้าห้องน้ำแบบเร็วๆ เพราะการเรียนในระดับ Level 1 กับ California Superbike School นั้นจะเข้มข้นมาก เรียกได้ว่าชุดขับขี่ไม่ต้องถอด หมวก ถุงมือ ถือติดตัวตลอดเวลา และจะแบ่งการขับขี่ออกเป็น 5 ช่วงด้วยกันตามแบบฝึกหัด โดยแต่ละแบบฝึกหัดนั้นจะประกอบไปด้วย

  • เข้าห้องเรียนนั่งฟังทฤษฎี ประมาณ 20 นาที
  • ลงสนามขับขี่ประมาณ 30 นาที
  • ขึ้นจากสนามมาเพื่อสรุปการขับขี่ 10 นาที

แบบนี้แหล่ะครับ วนกันแบบนี้เลย 2 แบบฝึกหัดช่วงเช้า พักทานข้าวกลุ่มละไม่ถึง 1 ชั่วโมง แล้วก็ต่อเลยอีก 3 แบบฝึกหัด เอาเป็นว่าเต็มๆ รีดกันให้หมด เค้นให้จบ ได้ทักษะ ได้มุมมองใหม่ๆกับการขับขี่ติดตัวกันไปอย่างแน่นอน

จำนวนของผู้ฝึกสอน (ครูฝึก) สำหรับในการเรียน Level 1 ครั้งนี้นั้นจะอยู่ที่ 1:3 (ครูฝึก 1 และนักเรียน 3) หรือถ้าใครแววมาหล่ะก็อาจจะมีการปรับเป็น 1:2 หรือ 1:1 ตามสมควร ซึ่งลักษณะการขับขี่นั้นจะมีการแบ่งกลุ่มละไม่เกิน 15 คน และให้ขับขี่กันแบบ “แซงโลด” ซึ่ง Dylan Code ให้เหตุผลว่า เพราะทักษะของแต่ละคนไม่เท่ากัน การขับขี่ในครั้งนี้จึงอนุญาตให้แซงได้ตามสะดวก แต่ต้องทำอย่างปลอดภัย และเว้นระยะอย่างน้อย 2 เมตรเท่านั้น (แต่ถ้าใครโชว์พาวหล่ะก็ โดนเรียกไปปรับทัศนคติเลยจ้า…)

เทปในมือนั่นก็คือ … บันทึกช้อปปิ้ง ! … ที่จะติดบนตัวรถแบ่งตามสีของแต่ละกลุ่ม ซึ่งครูฝึกที่ดักรอตามจุดต่างๆ ก็จะจดเบอร์ และมาร์คจุดที่แต่ละคน “ทำได้ดี” หรือ “ต้องแก้ไข”

ในระหว่างนั้นครูฝึกแต่ละคน ก็จะไปดักรอตามขอบสนาม ตามตำแหน่งโค้งเด็ดๆต่างๆ คอยชอปปิ้ง จิ้มเลือก (เหยื่อ – -) ที่จะพาไปเทรนต่อตามระดับของนักเรียนแต่ละคน ตามความเหมาะสมของทักษะ ซึ่งทำให้เราทุกคนมั่นใจได้เลยว่า … ได้ของไปต่อยอดแน่นอน

ในระหว่างการขับขี่ เมื่อเราโดนล็อคเป้าจากครูฝึกแล้วหล่ะก็ … บันเทิง … เพราะเค้าจะขึ้นมาขี่นำให้เราทำตาม คอยช่วยชี้เป้าต่างๆ จุดยกคันเร่ง จุดเบรค จุดเริ่มเลี้ยวรถ จุดเดินคันเร่ง ตำแหน่งคันเร่งต่างๆ ก่อนจะลงมาขี่ตามสังเกตุการณ์ และสลับแซง สลับตาม กันไปมา จนกว่าเราจะทำได้เป๊ะนั่นแหล่ะครับ ถึงจะปล่อยให้เดินต่อไปด้วยตัวเองได้

Christian … ครูฝึกของผมเอง !! เรียกว่ายืนคู่กันนี่อารมณ์แบบ พ่อกะลูก เพราะเฮียแกสูงซะราวๆ 190 cm … แต่ขี่อย่างพริ้วเลยหล่ะครับบอกเลย

หลังจากนั้นก็จะลงมา “เข้าพิท” นั่งสรุปโดยจะมีการถามว่า ตรงไหนที่เราคิดว่ายังทำไม่ดี ยังมีอาการเหวอ หรือยังพัฒนาได้อีก พร้อมทั้งเชคลิสต์ ที่ครูฝึกเขียนไว้บนถังน้ำมันว่าใครต้องแก้อะไร มาประกอบกับคำบอกเล่า พร้อมชี้ปัญหา และแนวทางในการลงไปแก้ไขในรอบถัดไป … ส่วนผมนั้นนะเหรอ … ขอแก้ทั้งสนามเลยได้มั้ย ~~

แบบฝึกหัดที่ 1 – ฝ่าความเหวอ ทะลุความกลัว กับการ “ห้ามใช้เบรค” เพราะสิ่งเดียวที่ทำได้คือ “คันเร่งเท่านั้น”

“รอบแรกคงให้ขี่สบายๆมั้ง” … ใครบางคนกล่าวไว้ ซึ่งก็จริงครับขี่สบายๆ เพราะ Dylan Code พูดง่ายๆเลยว่าใช้เกียร์ 4 เกียร์เดียวนะทุกคน … “แต่ห้ามเบรค” … ก่อนจะอธิบายต่อว่า จะขี่กันยังไงก็ได้ ใครจะมาทางตรงเท่าไหร่จะบิดไปเท่าไหร่ก็ได้ เอาที่พวกนายสบายใจเลยจ้า แต่ก็แค่ห้ามเบรคแค่นั้นเอง (แต่ถ้าอันตรายก็เบรคได้น้า) หลังจากนั้นให้เปิดคันเร่งออกจากโค้งอย่างนิ่มนวลก่อนจะส่งรถออกแบบ “คันเร่งเต็ม” ออกจากโค้งต่อไป

ยกตัวอย่างกันง่ายๆเลย เพราะเราจะต้องเห็น หรือบางคนก็เป็นกับตัวเอง กับการวิ่งทางตรงมาอย่างเร็ว ก่อนที่จะเบรคหน้าทิ่ม แล้วคลานเข้าโค้งไปช้าๆ ซึ่งการทำแบบนี้นั้น “ไม่มีผลดีอะไรเลย”​ นอกจากตัวเลขความเร็วทางตรงที่ไว้คุยเท่านั้น นอกจากนั้นยัง อันตราย เพราะเป็นการทำให้รถเสียการยึดเกาะกับถนน (traction) จากการเบรคไปซะอย่างนั้น

เพราะฉนั้น การฝึกในแบบฝึกหัดแรกนั้น จุดประสงค์หลักคือ เพื่อบังคับให้ทุกคน “ขี่ช้าลง” และใช้สติไปกับการประเมินความเร็วของโค้ง การหาจุดยกคันเร่ง การหาจุดเลี้ยวใหม่ หรือจะเรียกว่า Reset ตัวเองใหม่ เลยก็ว่าได้ แล้วมาเลี้ยวเข้าไปแบบ “ไหล” ให้มากขึ้น

“เกียร์ 4 ไหลๆ เข้าโค้งในสนาม แบบไม่ค่อยมีเอนจิ้นในมือ มันก็จะเสียวๆหน่อยอะนะ”

ในส่วนของการออกจากโค้งนั้น สิ่งที่ทางครูฝึกจะเน้นย้ำเลยคือ “การใช้คันเร่งเดียว” นั่นคือการเดินคันเร่งแบบสม่ำเสมอ ณ จุดที่กำหนด ให้ล้อหลังของรถถ่ายเทแรงเสียดทาน และการยึดเกาะอย่างต่อเนื่อง จนรถส่งออกจากโค้งแบบเต็มคันเร่ง ให้ได้ไลน์ของการขับขี่ที่เป๊ะที่สุด

สำหรับแบบฝึกหัดนี้ผมเองก็ต้องตั้งสติใหม่ reset ตัวเองใหม่เหมือนกัน มีต้องใช้เบรคหลังแต่งความเร็วไปบ้าง 2-3 ครั้ง ก่อนที่ครูฝึกจะขึ้นมานำ พร้อมทั้งบอกจุดเดินคันเร่ง และน้ำหนักตลอดโค้ง ที่ทำให้รู้เลยว่า … “จริงๆแล้ว รถอะทำได้ คนอ่ะกล้าพอที่จะไปรึเปล่าหล่ะ”

แบบฝึกหัดที่ 2 – ตามหาจุดเลี้ยวแบบ “ไร้เบรค” กับการส่งคันเร่งเดียว เพิ่มเติมคือใช้เกียร์ได้เกียร์นึง

“คราวนี้เราเพิ่มให้ใช้เกียร์ได้อีกเกียร์นะ คือเกียร์ 3” หลังสิ้นเสียงก็จะพบกับอาการ “ยิ้มมุมปาก” ของใครหลายๆคน เพราะการใช้เกียร์ 3 บนสนามบุรีรัมย์แห่งนี้นั้น “เข้าทางหลายๆคน” เลยทีเดียว

ด้วยการลดเกียร์เพิ่มได้ 1 เกียร์ ทำให้ BMW S 1000 RR นั้น มีแรงฉุดจากเครื่องยนต์เพื่อช่วยชะลอรถได้ดีขึ้น และเมื่อเพิ่มเติมกับการฝึกหาจุดยกในแบบฝึกหัดแรกนั้น ทำให้ เรา “กล้า” ที่จะลดระยะจุดยกคันเร่ง เขยิบเข้าไปใกล้โค้งขึ้นเรื่อยๆ ให้ได้เริ่ม “ปรับสภาพ” กับความเร็วได้มากขึ้น

สิ่งสำคัญสำหรับแบบฝึกหัดนี้คือ “การกำหนดจุดเลี้ยว”

ซึ่งในการขับขี่นั้นครูฝึกจะมีการแปะเทปกากบาทไว้บนพื้นสนามเลยหล่ะครับ โดยกำชับว่า “ตรงนี้คือจุดที่ทุกคนต้องเลี้ยว” ซึ่งไม่ใช่จุดที่ทำความเร็วได้สูงที่สุด แต่เป็นจุดที่เราคิดว่า … “เหมาะสม” ที่สุดกับการขับขี่ในแต่ละโค้ง

สิ่งสำคัญของการกำหนดจุดเลี้ยวในแบบฝึกหัดที่ 2 นั่นก็คือ การรวมเข้ากับการ “ไหล” เพื่อให้รถมีเสถียรภาพ และสามารถวาดวงเลี้ยวได้แบบ “ครบวง”หลังจากที่ผมได้ขับขี่แล้วก็ต้องบอกว่า … สนามช้างที่ไม่คุ้นเคย และไม่ค่อยจะมีโอกาสได้ขับขี่ กลับกลายเป็น “ง่าย” และการขับขี่ทำได้อย่างมั่นใจมากขึ้นเลยหล่ะครับ

 

แบบฝึกหัดที่ 3 – “Quick Turn” เลิกบ่นว่า รถหนักเลี้ยวไม่ได้กันดีกว่า

คราวนี้ฝึกกันที่ลานจอดรถก่อนเลย “ไร้เบรค”​ คือผมเนี่ยแหล่ะครับไม่ได้เบรค … ขึ้นจากสนาม เข้าห้อง ลงมาฝึกต่อ ก่อนจะเดินไปลงแทรคต่อเลย

หากใครเคยได้ยินคำว่า “Counter Steering” หรือการหักแฮนด์ในทิศตรงกันข้ามกับโค้ง (โค้งซ้าย หักแฮนด์ขวา โค้งขวา หักแฮนด์ซ้าย) แล้วหล่ะก็ …

Keith Code เนี่ยแหล่ะครับ คือคนที่พบลักษณะการขับขี่แบบนี้ตั้งแต่ในช่วงปี 1970 แต่พึ่งจะได้รับการยืนยันจาก “ฟิสิกส์” ในภายหลัง และ Keith Code คือคนที่เริ่มนำมาใช้ในการเรียนการสอนในช่วงตั้งแต่ปี 1980 ภายในโรงเรียน California Superbike School

แต่ในการเรียนครั้งนี้ ทั้ง Dylan Code และครูฝึกทุกคน ไม่มีใครใช้คำว่า Counter Steering เลย … ด้วยเหตุผลง่ายๆว่า ทุกคนทำอยู่แล้ว ถ้าไม่ทำแล้วคุณเลี้ยวรถกันอยู่ได้ยังไง ?

สำหรับในแบบฝึกหัดที่ 3 นั้นจะเป็นการฝึก “Quick Turn” หรือการเลี้ยวแบบ “รวดเร็ว” ซึ่งก็ใช้หลักการของ Counter Steering มารวมเข้ากับการใช้น้ำหนักที่สม่ำเสมอในการ “ดันแฮนด์” อยากให้รถเลี้ยวเร็วแค่ไหน ดันแฮนด์ให้หนักขึ้นเลยครับ แต่ทั้งนี้การใช้น้ำหนักในการดันนั้น “ต้องสม่ำเสมอ” และ “นุ่มนวล”

อธิบายด้วยคำพูดนั้นยากเลยทีเดียว ลองนึกสภาพเหมือนการออกแรงบีบลูกยาง ก็ได้ครับ แรกๆจะบีบง่าย แต่พอบีบไปเรื่อยๆจะต้องใช้แรงมากขึ้นเรื่อยๆ “ทีละนิด” การดันแฮนด์ก็จะใช้แรงในลักษณะเดียวกัน

ซึ่งความสำคัญของแบบฝึกหัดที่ 3 นี้ … ต้องใช้การ “ไหลให้เร็วขึ้น” “กำหนดจุดเลี้ยวที่แน่นอน” และ “พับรถไปเลย” !!!

 

แบบฝึกหัดที่ 4 – เหนื่อยกันรึยัง มามะ .. มาขี่แบบฟินๆ สบายๆ กันดีกว่า

เคยหรือไม่ กับการออกทริปไปพบปะกับเส้นทางโค้งต่อเนื่องที่สวยงาม ให้เราได้เลี้ยวต่อเนื่องชมวิวทิวทัศน์ แต่พอจอดรถเมื่อไหร่ “ปวดแขน” “ปวดข้อมือ” “ปวดหลัง” “เมื่อยขา” สุดแล้วแต่อาการทั้งหลายประดังประดาเข้ามา

อาการเมื่อยทั้งหลายนั่นแหล่ะครับ มาจากการที่ ผู้ขับขี่ “เกร็งร่างการช่วงบน” พอเริ่มเมื่อยแขน ก็พักที่ข้อมือ พอเมื่อยข้อมือ ก็ยกตัวแอ่น พอเมื่อยหลัง ก็ขยับขาหนีบเพิ่ม สุดท้ายกลายเป็น “เมื่อยทั้งตัว” …

สำหรับในแบบฝึกหัดที่ 4 นั้น จะเป็นการ “ตีปีก” … นั่นคือในระหว่างที่กำลังเข้าโค้งไปนั้น ให้ลองขยับข้อศอก ขึ้นลง “เบาๆ” ผ่อนคลายช่วงแขนให้มากที่สุด โดยไม่ให้นำ้หนักลงไปที่ข้อมือ ซึ่งการผ่อนคลายในลักษณะนี้นั้น นอกจากจะทำให้ร่างการลดอาการเมื่อยล้าไปแล้ว ยังทำให้ “ตัวรถสามารถรักษาอาการด้วยตัวเอง”

เคยสังเกตกันมั้ยว่า … ในการแข่งขันต่างๆ จะมีบางครั้งที่ นักแข่งหลุดกระเด็นไปจากตัวรถแล้ว แต่รถยังคงพุ่งตรงทะยานออกไปแบบ “ตรงดิ่ง” นั่นแหล่ะครับ คืออาการที่ตัวรถรักษาเสถียรภาพ

ในเมื่อรถสามารถรักษาเสถียรภาพได้ด้วยตัวเองแล้ว … แล้วเราจะเกร็งร่างการเพื่อไปบังคับเค้าทำไม ?

แบบฝึกหัดที่ 5 – เลี้ยวเร็วจนกลายเป็นเข้าแคบ … แต่บานโค้ง ตั้งสติหา “จุดมองใหม่” ก่อนเลย

ในที่สุดกับแบบฝึกหัดที่ 5 … กับคำกล่าวที่ว่า “จัดเต็ม” ใช้ได้ทุกเกียร์ ใช้เบรคได้ตามต้องการ ขี่กันตามความเร็วของตัวเองได้เลย … แต่ทั้งนี้จงใช้แบบฝึกหัดทั้ง 4 มารวมกัน แล้วมาฝึก “การมอง”

หลายๆคน จะต้องเคยได้ยินคำว่า “มองไปทางไหน รถไปทางนั้น” นั่นแหล่ะครับ คราวนี้เรามาฝึกการมองกันใหม่ กับการมองแบบ “2 ขั้นตอน”แทนที่จะมองไปที่ “Apex” หรือจุดยอดโค้ง แล้วรถพุ่งเข้าไปหา “Apex” นั้นจนกลายเป็นเข้าโค้ง “แคบเกินไป” และสุดท้ายก็ต้องไปบานออก

สำหรับในแบบฝึกหัดนี้ Dylan จะให้เราทุกคนปรับการมองใหม่เป็นแบบ Late Apex หรือการมองที่ยอดโค้งสุดท้ายก่อนออกจากโค้ง โดยให้แบ่งเป็นการมองแบบ 2 ขั้นตอนในการเข้าโค้ง นั่นคือ ให้เรากำหนดจุดที่จะเลี้ยวรถ เมื่อรถไหลเข้าไป “ก่อนจะถึงจุดเลี้ยว”

  • มองไปที่ “จุดที่ 1 กลางโค้ง” แต่ยังให้รถวิ่งตรงไปที่จุดเลี้ยว
  • เมื่อถึงจุดเลี้ยว จึงเริ่มต้นเลี้ยวไปที่ “จุดที่ 1 กลางโค้ง”
  • เมื่อรถเลี้ยวแล้ว จึงมอง “จุดที่ 2 จุดยอดโค้ง” เพื่อให้รถ “ไหล” เข้าไป ก่อนที่จะเดินคันเร่งออก

ซึ่งการมองในลักษณะนี้ เราจะคุ้นเคยกันมากกว่า กับคำว่า “เข้าให้กว้าง ออกให้แคบ” โดยใช้จุดยอดโค้งสุดท้ายก่อนหมดโค้งนั่นแหล่ะครับ เป็นจุดกำหนดเพื่อเปิดคันเร่งออกไป

การเรียนในครั้งนี้น่าจะเหมาะกับ / ไม่เหมาะกับใคร?

สำหรับการเรียนในครั้งนี้นั้น แม้ว่าจะทำบนสนามแข่งขันทางเรียบระดับโลกอย่างสนามบุรีรัมย์ แต่ก็ต้องบอกเลยว่า ทักษะที่ได้นั้น สามารถนำไปปรับใช้บนถนนได้จริง ไม่ว่าจะเป็นการประเมินความเร็วของโค้ง การประเมินจุดเลี้ยว การมองหาจุดเข้าโค้ง จุดมองระหว่างโค้ง และจุดมองในการออกจากโค้ง รวมไปถึงการใช้คันเร่งที่สม่ำเสมอ เพื่อให้รถมีเสถียรภาพในการขับขี่ … ซึ่งทั้งหมดนี้นั้นคือ “ความปลอดภัย”

ซึ่งผมเชื่อเลยว่า จะเป็นการเปลี่ยนทัศนคติให้กับใครหลายๆคนที่เคยทำความเร็วบนทางตรงแบบสุดไมล์ แต่แล้วก็ต้องมาเบรคตัวโก่ง ให้เพื่อนที่ตามหลังต้องเบรคหน้าทิ่ม ก่อนที่จะคลานเข้าโค้งไป ให้กลายเป็นมามีความสนุกกับการลดความเร็วในทางตรงลงซักหน่อยนึง แล้วมา “พารถ” เข้าโค้ง สัมผัสกับความสนุกของเส้นทางกันจริงๆ อย่างปลอดภัยมากขึ้นแทน

แต่ทั้งนี้ “เพื่อให้ได้ประสบการณ์ในการเรียนอย่างคุ้มค่า และมาตักตวงให้เต็มที่” การเรียนกับ California Superbike School Level 1 นั้น น่าจะเหมาะกับ

  • เพื่อนๆ ที่เคยเรียน หรือฝึกฝนทักษะบนสนามทางเรียบมาบ้างแล้ว
  • เพื่อนๆ ที่เตรียมตัวเพื่อเริ่มลงแข่งขัน แต่อยากมาลับคม ลับฝีมือ เตรียมความพร้อมให้มากขึ้น
  • เพื่อนๆ ที่ขับขี่สนามทางเรียบอยู่แล้ว (หรือกำลังแข่งขันอยู่) แต่ยังกดเวลาไม่ลงซักที หรือยังรู้สึกว่ารถมีอาการมากเกินไป หรือยังต้องใช้เบรคอย่างรุนแรงเพื่อประคองความเร็วของรถ

และการเรียนในคอร์สนี้น่าจะยังไม่เหมาะกับ

  • “มือใหม่” ที่ยังไม่เคยผ่านการเรียนการขับขี่เบื้องต้น หรือยังไม่มีประสบการณ์ในการขับขี่บนสนามทางเรียบมาก่อน คือ … ไหนๆก็ไหนๆ เก็บประสบการณ์มาซักนิดนึง แล้วค่อยมาเรียน “คุ้ม” กว่าเยอะครับ

สรุป

ในครั้งนี้ต้องขอขอบคุณ​ BMW Motorrad Thailand ที่ให้เกียรติกับผม ได้มากลับสู่จุดเริ่มต้นกับ California Superbike School ที่เริ่มก่อตั้งโดย Keith Code ผู้ที่เผยแพร่หนังสือ และคลิปวีดีโอตามสื่อต่างๆมากมาย ที่ผมเองก็เคยใช้เป็น “ตำรา” ในช่วงที่เริ่มต้นหัดขับขี่

ซึ่งการได้สัมผัสกับระบบการเรียนการสอน ที่มีการจัดการอย่างเข้มข้น และปล่อยให้เราทุกคนได้ทำการขับขี่กันอย่างเต็มที่ ไม่มีการบังคับในเรื่องของการขี่ตามไลน์ การคุมแถวของนักเรียน แต่ครูฝึกจะใช้วิธีการ “เลือกระดับ และแบ่งเกรด” ของนักเรียนออกตามความเหมาะสม และดึงออกไปเทรนตามระดับของตัวเอง

ซึ่งการเลือกนักเรียนตามระดับแบบนี้ทำให้คนที่มาเรียนสามารถแสดงทักษะที่มีติดตัวได้อย่างเต็มที่ (บนพื้นฐานความปลอดภัย) และมาต่อเติมยอดในส่วนที่ขาด พร้อมทั้งมาทะลายความกลัวที่หลายๆคน เคยมีในจิตใจทิ้งลงไปได้

นอกจากนั้นสนามบุรีรัมย์ ที่ใช้ในการเรียนครั้งนี้ ยังนับได้ว่าเป็นสนามที่มี “ความปลอดภัย” สูงมาก มีช่วงของ Run-off ที่กว้าง “เผื่อ” ให้ใครก็ตามที่ “พลาด”​ ยังสามารถประคองรถออกไปตั้งสติ ก่อนจะกลับมาฝึกกันต่อได้

ปิดท้ายการเรียนในวันนี้ด้วยคำถามที่ทั้ง Christian และ Dylan Code หันมาถามผม ด้วยคำพูดสั้นๆว่า “วันนี้คุณสนุกมั้ย?” …

ขอบคุณ

หมวกกันน็อคน้ำหนักเบา คุณภาพสูง ราคาย่อมเยา จาก Vemar Thailand 

https://www.facebook.com/Vemarthailand/

koala

Koala Rider – A Rider Super Market เกษตร-นวมินทร์

10550932_315231421970674_8310229622189082563_n

40 Garage ร้านคุณภาพสำหรับมอเตอร์ไซค์ของเพื่อนๆ
facebook : https://www.facebook.com/40garage

Comments