Preview : รีวิว Ducati Panigale V4S บนสนามเซปังฯ “นิยามของโลกใหม่” ที่ใครๆ ก็สนุกได้กับคอร์ส DRE

โดย / / 940 views

Ducati Panigale V4 + สนามเซปังฯ + DRE = ความสนุกที่ทุกคนสัมผัสได้ ของความลงตัวกับทายาทสายตรงจากตัวแข่ง MotoGP

นับว่าเป็นอีกครั้งนึงในประวัติศาสตร์ของ Ducati กับการสร้างเสียงฮือฮาด้วยการเปิดตัวรถ Panigale V4 ภายในงาน EICMA 2017 ที่ผ่านมา โดดเด่นด้วยการนำเอาพื้นฐานเครื่องยนต์แบบ V พร้อมลูกสูบ 4 ลูก ที่ใช้ในตัวแข่ง MotoGP อย่าง Desmosedici GP มาพัฒนาให้เป็นเครื่องยนต์ที่บรรจุใน Panigale V4S คันนี้ พร้อมด้วยระบบเทคโนโลยี ที่คงต้องเรียกว่า “ก้าวล้ำไปอีกขั้นนึง”

สำหรับการขับขี่ในครั้งนี้ นับได้ว่าเป็นครั้งแรกที่ผมได้ออกมาร่วมขับขี่บนสนามทางเรียบในต่างประเทศอย่างเซปังฯ ซึ่งต้องขอขอบคุณทาง Ducati Thailand ที่ให้เกียรติกับผมได้มาร่วมเปิดประสบการณ์ สัมผัสกับการเดินทางใหม่ๆด้วยนะครับ

“พี่เล็ก ศักดา พรรณยืนยง – Chief DRE Instructor Thailand ที่คอยแนะนำการขับขี่ในช่วงแรกให้ผม”

การขับขี่ในครั้งนี้เป็นการจัดในรูปแบบของ DRE (Ducati Riding Experience) ซึ่งบอกเลยว่าผู้ฝึกสอนที่มาจากทั่วโลกนั้น แต่ละคนมีดีกรีระดับ “แชมป์” แบบยาวเหยียด พร้อมพกประสบการณ์ติดตัวกันมาแบบ “ล้น” การขับขี่ในครั้งนี้จะมีทั้งหมด 5 session ครั้งละประมาณ 20 นาที พร้อมด้วยการแบ่งกลุ่มตามทักษะการขับขี่ของเพื่อนๆ แต่ละคน เพราะฉนั้นบอกเลยว่า ทุกคนจะได้ “สุด” กันแน่นอน

ในการพรีวิวครั้งนี้จึงจะขอเน้นไปที่ “การขับขี่ในสนามทางเรียบ” เป็นหลักเลยนะครับซึ่งจะยังไม่ครอบคลุมไปถึงการใช้งานในชีวิตประจำวัน หรืออัตราสิ้นเปลือง หรือจะเป็นการใช้งานต่างๆของตัวรถมากนัก แต่มาเน้นกันที่ “อารมณ์” และ “สมรรถนะ” แบบจัดเต็มกันเลย

  1. รูปลักษณ์ทั่วไป
  2. รายละเอียดทางเทคนิคที่น่าสนใจ
  3. สัดส่วนคน และรถ
  4. การขับขี่บนสนามทางเรียบ
  5. ข้อดี/ข้อสังเกต/ข้อเสีย
  6. น่าจะเหมาะกับ / ไม่เหมาะกับ
  7. สรุป

รูปลักษณ์ทั่วไป

มองจากด้านบนจะเห็นได้ชัดถึงความอวบ และกว้างขึ้นของช่วงถัง(น้ำมัน) ที่รองรับกับสรีระของผู้ขับขี่ได้ดีขึ้น กระชับ และเพิ่มความมั่นใจในการเบรค หรือการเลี้ยวในสนามทางเรียบได้เป็นอย่างดี

[บนขวา] ลายเส้นที่ดูโค้งมนมากขึ้น แต่ยังคงไว้ซึ่งเส้นสายของไฟท้ายที่เต็มไปด้วยกลิ่นอายของ Panigale [ล่างขวา] ชุดไฟหน้าที่รวมเอาฟังก์ชั่นของ ไฟสูงไว้ทางตาซ้าย ไฟต่ำไว้ที่ตาขวา และไฟ Daytime ไว้ที่คิ้ว ของดวงตาทั้งสอง

 

ถัง(น้ำมัน) แท้จริงแล้วตำแหน่งด้านบนจะเป็นอุปกรณ์ไฟฟ้า และระบบต่างๆ ส่วนตัวน้ำมันนั้นจะถูกไหลไปเก็บไว้ในถังที่อยู่ “ใต้ผู้ขับขี่” อีกทีนึง ซึ่งเป็นการออกแบบเดียวกับ “ตัวแข่ง” MotoGP ทั้งหลายเลยหล่ะครับ เพื่อให้ได้เสถียรภาพของรถที่ดีขึ้น จุดศูนย์ถ่วงของรถรวมเป็นหนึ่งเดียวมากขึ้น ซึ่ง.. ช่วยลดภาระการปรับตั้งช่วงล่าง และเซทติ่งช่วงล่างให้สามารถทำได้ง่ายขึ้น

นอกจากนั้นการออกแบบเครื่องยนต์ที่มีมิติเล็กลง และใช้เป็นส่วนนึงของการรับแรงของตัวรถ ทำให้สามารถออกแบบเฟรมให้เบา และสามารถเพิ่มความยาวของสวิงอาร์มหลังให้ยาวขึ้นได้อีกจนได้สัดส่วนเดียวกับตัวแข่ง MotoGP

 

[บนซ้าย] ชิ้นแฟริ่งเล็กๆที่ซ้อนกันสองชั้นบริเวณด้านข้าง ที่เพิ่มเติมขึ้นมาจากการทดสอบในอุโมงค์ลม ซึ่งทำให้การระบายความร้อนของตัวรถโดยรวม “ดีขึ้นอย่างเห็นได้ชัด” ลมร้อนจากหม้อน้ำ และเครื่องยนต์ จะถูกรีดออกไปทางด้านข้างเกือบหมดเลยทีเดียว

[ล่างซ้าย] ชุดประกับทางด้านซ้ายที่เข้าถึงการใช้งานทั้งหมดได้ด้วยปุ่มหลัก 2 ปุ่มใหญ่ ที่ประกอบไปด้วย ปุ่มเลือกโหมดการปรับตั้ง และปุ่มเลือกการตั้งค่าต่างๆ นอกจากนั้นก็จะเป็นสัญญาณไฟ hazard (ไฟผ่าหมาก), ปุ่มควบคุม Daytime running light และ ปุ่มสัญญาณไฟเลี้ยว

[บนขวา] กับมุมมองจากผู้ขับขี่ที่อัดเแน่น และยังคงไว้ซึ่งความหรูหราเช่นเดิม

[ล่างขวา] หน้าจอสีที่แสดงผลได้อย่างชัดเจนทั้งกลางแดดจ้า และตอนกลางคืน ซึ่งยังทำงานได้อย่างปกติ แม้ว่าจะผ่านช่วงการขับขี่แบบ “เต็มเหนี่ยว” อย่างต่อเนื่องบนสนามเซปังฯ แห่งนี้ ร่วม 3 ชั่วโมงก็ตาม

 

รายละเอียดทางเทคนิคที่น่าสนใจ

การออกแบบทั้งหมดของ Panigale นั้นเรียกได้ว่า “คิดใหม่ ทำใหม่” ถึงแม้ว่าจะยังใช้เครื่องยนต์ช่วยในการรับแรง แต่ด้วยการออกแบบเครื่องยนต์แบบ V4 แบบ 4 สูบ มาแทนที่ L-Twin แบบ 2 สูบนั้นกลับทำให้ขนาดของเครื่องยนต์มีมิติรวมที่ “เล็กลง”

สำหรับในบ้านเรานั้นมาครบครับทั้ง Panigale V4 และ V4S รวมไปถึงรุ่นพิเศษที่ “จัดเต็ม” เพียง 1500 คันอย่าง Panigale V4 Speciale เอากันแบบคร่าวๆตามตารางสรุปกันง่ายๆเลยดีกว่ากับสองรุ่นหลักอย่าง V4 และ V4S

กับการออกแบบใหม่ที่ทำให้สวิงอาร์มยืดยาวขึ้นทำให้การกระจายน้ำหนักของ Panigale V4S คันนี้ “พิเศษ” ขึ้นอีกขั้น คือ

  • Panigale V4S น้ำหนักที่กระจายล้อหน้า/ล้อหลัง อยู่ที่ 54.5% / 45.5 %
  • 1299 Panigale S น้ำหนักที่กระจายล้อหน้า/ล้อหลัง อยู่ที่ 53% / 47 %
  • 1098 S น้ำหนักที่กระจายล้อหน้า/ล้อหลัง อยู่ที่ 50% / 50%

ในส่วนของระบบไฟฟ้าคือบอกได้เลยว่า “มาเต็ม” ไม่ว่าจะเป็นอะไรก็ตามที่มีในรถที่ขายอยู่ตอนนี้ (หรือถ้ายังไม่มีก็พัฒนาร่วมกันใหม่) เพื่อให้ได้ความลงตัวของระบบที่ลงตัวที่สุดเพื่อ Panigale V4 คันนี้ไล่เรียงกันมาเลยกับ

  • DTC Evo (Ducati Traction Control) ที่มีการยอมให้ล้อหลัง “ปั่นทิ้ง” ออกจากโค้ง สำหรับการทำงานในระดับ 1-2 โดยทำงานร่วมกับ “องศา” การเอียงของรถ ที่จะคอยคุมระดับของการปั่นล้อหลังออกให้โดยอัตโนมัติ
  • DWC Evo (Ducati Wheelie Control) ที่จะคอยช่วยพาให้ล้อหน้าลงพื้นอย่างนิ่มนวล
  • DSC (Ducati Slide Control) ให้การเปิดคันเร่ง “ในโค้ง” ที่เต็มเปี่ยมมากขึ้น
  • Cornering ABS Evo จาก Bosch ที่ตั้งค่าได้ 3 ระดับ (1 – ทำงานแต่ล้อหน้าสำหรับการขับขี่บนสนาม , 2 – ยอมให้ล้อหลังสไลด์เข้าโค้งได้ด้วยการเบรคหลัง, 3 – ทำงานเต็มระบบหน้า-หลัง เพื่อความปลอดภัยสูงสุด
  • EBC Evo (Engine Brake Control) ที่ทำงานหนักเบาตาม “องศา” การเอียงของรถ
  • DPL (Ducati Power Lunch) กับการส่งทะยานออกตัวจากกริดสตาร์ทด้วยการช่วยล็อครอบออกตัว
  • DQS Evo (Ducati Quick Shift up/down) พร้อมบลิปเปอร์ ที่ให้ทำการที่ “เนียน” มาก

ซึ่งการตั้งค่าทั้งหมดจะแปรตามโหมดการขับขี่ที่ผู้ขับขี่ต้องการอีกขั้นนึง เอาตารางสรุปการปรับตั้งไปเสพย์กันอีกอันนึงเลย

สำหรับการส่งกำลังในแบบ High / Med นั้นจะยังคงให้ “ม้ามาเต็ม” แต่จะปรับที่การตอบสนองของคันเร่งให้นุ่มนวล หรือจัดเต็ม นะครับ ไม่มีการทอนแรงม้าใน mode ทั้ง 3 โหมดนี้

ยังไม่หมดแค่นั้น เพราะ Ducati ยังมีอุปกรณ์ที่ร่วมกันพัฒนากับแบรนด์ต่างๆขึ้นมาใหม่เพื่อความ “ล้ำ” ไปอีกขั้นไม่ว่าจะเป็น

  • ปั๊มเบรคล่างจาก Brembo รุ่น M4.30 Stylema โดยมีการปรับเพื่อให้
    • ปรับแต่งเส้นสายให้สามารถระบายความร้อนกับผ้าเบรคได้ดีขึ้น
    • ลดขนาดให้เล็กลง พร้อมทั้งลดน้ำหนักของตัวปั๊มให้เล็กลงไปอีก
    • ออกแบบให้มีพื้นที่สำหรับน้ำมันเบรคน้อยลง เพื่อให้การตอบสนองของการเบรคดีขึ้น
  • ระบบกันสะเทือนไฟฟ้าจาก Ohlins พร้อมระบบ Smart EC 2.0 (ในรุ่น V4S) ที่ทำงานร่วมกันกับระบบของรถ “ทั้งคัน” ที่ไม่เพียงให้ผู้ขับขี่ปรับระดับการตั้งค่าต่างๆได้ง่าย เพียงปลายนิ้วสัมผัส แต่ยังเรียนรู้ และปรับตั้งค่าให้ตามความเหมาะสมของแต่ละโค้ง !!! เช่น
    • ในช่วงไล่น้ำหนักเบรค ไม่ว่าจะเบา คลอ หรือรุนแรง กันสะเทือนจะทำการปรับตั้งค่าของโช้คหน้าให้แน่นขึ้น และทำการยืดระยะของโช้คหลังให้เหมาะสม ตามน้ำหนักของแรงเบรค เพื่อให้ได้เสถียรภาพของการเบรคที่ “เต็มที่”
    • ในช่วงที่กำลังเลี้ยวเข้าโค้ง ก็เช่นกัน จะทำการคลายการปรับตั้งของโช้คหน้า และปรับโช้คหลังให้รองรับการเลี้ยว
    • ส่วนการส่งคันเร่งแบบ “เต็ม” ออกจากโค้ง ระบบไฟฟ้าก็จะทำการปรับตั้งโช้คหลังให้พร้อมรับพลังของแรงม้ากว่า 200 ตัวให้ลงที่พื้นแทรคได้อย่างเต็มเปี่ยม

พร้อมด้วยการทำงานที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม ที่จะทำการตัดการทำงานของลูกสูบออก 2 สูบ เมื่อรถหยุดนิ่ง และอุณหภูมิเครื่องยนต์มากกว่า 80 c เพื่อช่วยลดการปล่อยมลพิษ ลดการสึกหรอโดยรวมลง และทำให้ความร้อนน้อยลงขณะจอด ถ้าตอนจอดแล้วสงสัยว่าเสียงเครื่องยนต์แปลกๆ ก็ไม่ต้องแปลกใจไปกันนะครับ

 

สัดส่วนคน และรถ

สัมผัสแรกกับความรู้สึกที่ได้ขึ้นไปคร่อมบน Panigale V4S นั้นคงต้องบอกตำแหน่งเบาะค่อนข้างต่ำกว่าที่คาดไว้ สำหรับผู้ขับขี่ที่ยังคงสัดส่วนที่ 163 cm แบกน้ำหนักมาที่ 63 kg กับเบาะสูงที่ 830 mm ยังขึ้นไปบนรถได้ค่อนข้างสบายๆ ความกว้างของเบาะรู้สึกกว้างกว่า 959 / 1299 Panigale พอสมควร ซึ่งทำให้การนั่งบน Panigale V4S นั้นให้ความรู้สึก “สบาย” ขึ้น

การออกแบบถัง(น้ำมัน)ใหม่ที่ให้ “โหนก” และ “อวบ” มากขึ้น ไม่ว่าจะเป็น โหนกช่วงปีกถังที่เข้าล็อคกับตำแหน่งแขนได้พอดี หรือความอวบของช่วงขาที่ให้ผู้ขับขี่รู้สึกกระชับใช้ช่วงขาในการขับขี่ได้มากขึ้น รวมเข้ากับตำแหน่งแฮนด์ที่กางออกเล็กน้อยยัง “เอื้อ” ให้ท่านั่งในการขับขี่นั้นลงตัว และทำได้อย่างคล่องแคล่ว และใช้ร่างกายส่วนบนช่วยในการขับขี่ได้ง่ายขึ้น ไม่รู้สึกหวิวๆแบบรุ่นก่อนหน้าแล้ว

ซึ่งการจัดท่าทางในการขับขี่ใหม่นี้ ทำให้ผู้ขับขี่ที่มีความสูงในช่วงย่าน 163 cm อย่างผมไปจนถึงความสูงร่วม 180 cm ที่ดูแตกต่างกัน แต่ดันกลับพูดเป็นเสียงเดียวกันว่า “พอดี” และสบาย สำหรับการขับขี่ทั่วไป ได้อย่างน่าแปลกใจ

 

การขับขี่บนสนามทางเรียบ #1 – ช่วงเวลาของการปรับตัว?!

ใครบอกไม่มีเบาะคนซ้อน?!! ก็ไม่มีจริงๆนั่นแหล่ะ เพราะภาพนี้เป็นความพอดีของช่างภาพที่ซ้อนรถสองคันเข้าอย่างพอดิบพอดีเลยทีเดียว

“ง่าย และปรับตัวได้ไวมาก” คือความรู้สึกแรกที่สัมผัสได้กับ Panigale V4S คันนี้ในโหมด Sport เพราะเพียงเข้าเกียร์ 1 งัดขึ้นเกียร์ 2 แบบไม่ต้องใช้คลัทช์ ก่อนจะออกจากพิทไปเพื่อสัมผัสกับโค้งแรกของสนามเซปังแห่งนี้ ก็รู้สึกได้ถึงเสถียรภาพที่ “ดีมาก” และเพียงการเลี้ยวในโค้งครั้งที่ 2 เท่านั้นก็ เซนเซอร์ที่เข่าก็ลงไปแตะสนามแล้ว … “เดี๋ยวนะ” ความรู้สึกที่เอียงรถลงไปเมื่อกี้มันคืออะไร?

เพราะเพียงเริ่มต้นแบบช้าๆ ก็สัมผัสได้ว่า Panigale V4S คันนี้ “ขี่ง่าย” และให้เสถียรภาพของรถที่ “นิ่งมาก” ยิ่งผสานกับระบบไฟฟ้าที่เข้ามาแบบเต็มที่ ทำให้ผมเองที่ไม่ได้เป็นนักแข่งอะไรก็ยังรู้สึกว่ารถพร้อมที่จะเลี้ยว และยังเลี้ยวได้อีกจนเกิน “จุดเสียว” ของผมไปได้แบบที่รถไม่ได้ออกอาการอะไรให้เสียวเล่น

อาการของรถที่เคยรู้สึกเบาจนหวิว ความรู้สึกโล่งที่ช่วงขาที่เคยมีกับ Panigale รุ่นก่อนหน้า ถูกแทนด้วยความรู้สึกที่มั่นใจ และเป็นหนึ่งเดียวกับรถได้ “ง่ายขึ้น”

การวางตำแหน่งแฮนด์เอื้อให้ใช้ร่างกายส่วนบนในการคุมรถในโค้ง ช่วงโหนกของถังที่รับกับท่อนแขน ขนาดของถังที่อวบขึ้นให้ใช้ขาด้านนอกล็อกตัวได้อย่างพอดี เบาะนั่งที่มีความฝืดกำลังดีกับชุดหนังที่ไม่ทำให้ตัวลื่นไถล รวมไปถึงพักเท้าที่มีการเว้าหลบเล็กน้อยทำให้สามารถบิดส้นเท้าไปพักเพื่อให้กดพักเท้าด้านในได้อย่างมั่นคง … ทั้งหมดนี้ทำให้ การจัดท่าทางในการขับขี่แบบสนามทำได้อย่างแทบจะพอดิบพอดีกับสรีระของผม

ด้วยระดับความสูงต่ำของโค้งต่างๆ รวมไปถึงโค้งหลอก โค้งเปิดวาร์ป (ถนนหาย ก่อนจะโผล่มาใหม่ ) และการขับขี่บนสนามครั้งนี้เป็นครั้งแรก … session แรกบนรถที่ขับขี่สบายๆแบบนี้ งั้นตั้งสติใหม่จำทางก่อนดีกว่า

โหมดที่แนะนำ

Sport – สำหรับช่วงแรกของการขับขี่

การขับขี่บนสนามทางเรียบ #2 – มาเริ่มเล่นกันสักนิด

1 – “ลองใช้เบรคหลังสไลด์เข้าโค้งดูสิ ง่ายมากเลยนะ” – Alessandro Valia มือทดสอบรถดีกรีแชมป์ยาวเหยียด ที่เพิ่งคว้าแชมป์รายการ Chinese Superbike Championship 2018 ในช่วงเดือนมิถุนายนที่ผ่านของ Ducati ทั้ง 2 Race กล่าวไว้

หรือจะเป็น “2 – ลองออกโค้งแล้วยกรถเปิดคันเร่งให้ล้อหลังสไลด์ออกจากโค้งสิเดี๋ยวรถจะช่วยคุมอาการให้เอง (powerslide) หรือ 3 – จะลองเบรคหน้าในโค้งแรงๆดูก็ได้นะ” – กับคำกล่าวของหัวหน้าผู้ฝึกสอนอย่าง Dario Marchetti …

เดี๋ยวๆ ง่าย?? พวกพี่เข้าใจอะไรผิดกันรึเปล่า … คือทั้งหมดที่พูดมานี่คือสิ่งที่หลายๆคน “หลอน” กันมาเยอะแล้ว

เพราะ 3 อาการนี้คือ “จุดหลัก” ที่ระบบไฟฟ้าต่างๆของ Panigale V4S เข้ามาช่วยเหลือ โดยมีจุดประสงค์ให้ผู้ขับขี่ที่มีความสามารถที่หลากหลาย อย่างเช่นมือใหม่ที่เพิ่งขับขี่คลาส 1000cc+ สามารถเข้าถึงความสนุกของรถได้มากขึ้น โดยที่ยังคงความปลอดภัยให้อย่างครบครัน หรือจะเป็นมือกลางๆที่มีประสบการณ์มาบ้างให้ได้เค้นสมรรถนะ และต่อยอดประสบการณ์ ส่วนมือชั้นระดับนักแข่งทั้งหลายหน่ะเหรอครับ … ถ้าเทียบกับ 1199 / 1299 Panigale แล้วมาขับขี่ไปกับ Panigale V4S หล่ะก็ “เวลาลด” แน่นอน

ส่วนผมนั่นหน่ะเหรอครับ … แค่ powerslide ออกจากโค้งแบบเบาๆ ก็เสียวแล้ว แต่เดี๋ยวก่อน เพราะในโค้งหักศอกของสนามแห่งนี้ เพียงยกรถขึ้น และกระแทกคันเร่งส่งออก รถก็เริ่มที่จะสไลด์ออกข้างไป แต่สิ่งที่น่าแปลกใจคือ อาการปัดท้ายที่เคยเสียวกลับรู้สึกเฉยๆ และยังคงส่งคันเร่งให้ทะยานออกไปกับรถได้อย่างมั่นคง จนรู้สึก “สนุก”

หรือจะเป็นช่วงเวลาที่จำเป็นต้องใช้เบรคในโค้ง Conering ABS Evo ที่ได้รับการทดสอบจาก Valia ในการพัฒนาร่วมกับ Bosch ก็ช่วยรักษาอาการรถให้ได้เป็นอย่างดี จากที่เราเคยเรียนรู้กันมาว่า การเบรคหน้าในโค้งนั้นหากตกใจทำอย่างรุนแรง “พับ ไม่ก็บานพุ่งออกไปแน่” แต่กับ Panigale V4S เบรคได้เลยครับ อาการล้อหน้าพับมีน้อยมากจนแทบไม่รู้สึกอะไรเลย เสถียรภาพทั้งหมดของรถยังคง “มั่นคง” อยู่เหมือนเดิม

 

การขับขี่บนสนามทางเรียบ #3 – เร่งให้สุด!

สำหรับการขับขี่ในครั้งนี้จะทำในรูปแบบของ DRE โดยมีการแบ่งออกด้วยกัน 6 กลุ่ม เอาเป็นง่ายๆดีกว่าว่า 1-6 (ช้า-เร็ว) สำหรับสนามที่ยังไม่เคยขี่แบบนี้ขอลองจากช้าๆที่กลุ่ม 3 ชมวิว ชมทาง หาตำแหน่งกันก่อนดีกว่า ก่อนที่จะเขยิบไปกลุ่ม 4 ที่เร็วขึ้นอีกนิดนึง … ส่วนกลุ่ม 5 กับ 6 นั้น ให้พี่ๆเค้าไปค้นหาตัวตนกันเถอะครับ … เพราะแต่ละคนนั้นดีกรีระดับอดีตนักแข่ง หรือมือทดสอบที่ “เร็ว” กันทั้งนั้นเลย ดูแล้วคันไม้คันมือจริงๆแหม่ !

ความเร็วสูงสุดที่ผมทำได้ในช่วงทางตรง ของกลุ่ม 4 เพื่อไล่ Simon Kwan ผู้ฝึกสอนในช่วงบ่ายของผมนั้นขึ้นไปได้ถึงประมาณ 270 km/hr “บนเกียร์ 5” ก่อนที่จะใช้เบรคหลัง-หน้า จาก Brembo (เบรคหน้า M4.30 Stylema) ให้สุด พร้อมกับการลดเกียร์ต่อเนื่องยาวๆ จาก 5-2 โดยไม่ต้องใช้คลัทช์ เพื่อลดความเร็วให้เหลือประมาณ 80 km/hr นั้น ด้วยระยะเบรคที่ประมาณ 250 เมตรนั้น ต้องบอกเลยว่า … ชิวมาก …

แม้ว่าเบรคมาตรฐานจะเป็น M4.30 Stylema ที่ดูเล็ก บาง เบา แต่เมื่อผสานกับการวางน้ำหนักตัวของ Panigale V4S ที่ทิ้งน้ำหนักลงที่ล้อหน้าสูงถึง 54.5 % ให้การถ่ายน้ำหนักลงที่เบรคหน้าได้ไวมั่นคง ซึ่งช่วยผ่อนแรงในการใช้นิ้วเบรคลงไปได้อีก เรียกว่าเบรคหนักกันได้เลย ไม่มีมานั่งนิ้วล็อคกันแน่นอน !

การลดความเร็วอย่างรุนแรงโดยตัวรถแทบไม่ออกอาการนั้น คงต้องบอกมีส่วนหลักมาจากระบบไฟฟ้าที่อัดแน่น ไล่เรียงกันมาไม่ว่าจะเป็น ABS Evo ที่ทำงานอย่างละเอียดมาก พร้อมด้วยโช้คไฟฟ้า Ohlins ที่ปรับตั้ง compression /rebound damping ให้ทั้งหน้า-หลัง “ก่อนเข้าโค้ง” “ระหว่างเข้าโค้ง” และ “หลังออกจากโค้ง” ที่ทำให้การเบรคอย่างหนักมีอาการส่ายตูดของล้อหลัง “น้อยมาก” การส่งคันเร่งในโค้งเนียน และเต็มคันเร่งออกจากโค้งมั่นคง

การพับรถในช่วงโค้ง 1-2 ของสนามแห่งนี้เป็นโค้ง S หักศอกความเร็วค่อนข้างต่ำ ที่ Panigale V4S คันนี้ทำได้อย่างโดดเด่นมาก คือเรียกว่า “บันเทิง” กับการพับรถไปมาเลยหล่ะครับ พลิกรถไปมาได้แบบ “ง่ายดายมาก” ซึ่งน่าจะมีส่วนหลักๆมาจาก “1 ในท่าไม้ตาย” คือ Counter Rotaing Crankshaft หรือการหมุนเพลาข้อเหวี่ยงในทิศตรงข้ามกับล้อ ที่ทำให้ลด แรงเฉื่อย ของเครื่องยนต์แบบ 4 สูบลง ซึ่งเบาแรงของผู้ขับขี่ได้มากเลยทีเดียว

ส่วนความเร็วสูงสุดที่พี่ๆ กลุ่ม 5 (กลายเป็นกลุ่มที่ขี่เร็วสุดในสนาม) นั่นหน่ะเหรอครับ … หน้าจอแสดงผลจะแสดงเป็น “—” เพราะนั่นคือทะลุ 299 km/hr ไปแล้ว (แต่รอบยังเหลือ) ส่วนผมแม้จะเป็นบนสนามเกิน 250km/hr ก็หมด..ใจ.. แล้ว (คือถ้าไม่เหลือบมองคงไม่รู้สึกอะไรหล่ะครับ) ส่วนบนถนนเรามาขี่ชิวๆ หล่อๆกันเถอะน้า

 

ข้อดี/ข้อสังเกต/ข้อเสีย

ถ้าตอนขี่รู้ว่าเหลือระยะให้เอียงรถได้อีกเยอะขนาดนี้หล่ะก็นะ อยากจะเอียงรถลงไปลองสัมผัสประสบการณ์ศอกเช็ดพื้นบ้างจริงๆ … ว่าไปนั่น ปั่ดโถ่ว !!!

การขับขี่ในครั้งนี้ค่อนข้างจะหนักหน่วงกับรถเลยทีเดียว เพราะตัวรถที่ขับขี่จะสลับกันขี่ และถูกใช้งานแบบ “ไม่พัก” กันยาวๆร่วม สองชั่วโมงครึ่ง จะมีจอดก็คือเติมน้ำมัน แล้วสลับคนขี่ เรียกได้ว่าแทบจะเข้าขั้นเกือบแข่ง Endurance บนรถแสตนด์ดาร์ดจากโรงงานแล้วหล่ะ เพราะฉนั้นรถ “ร้อนจัด” แทบจะตลอดเวลาแน่นอน

ข้อดี

  • ระบบไฟฟ้าเพียบจัดเต็ม ที่ทำให้ผู้ขับขี่ที่มาจากพื้นฐานการขับขี่ที่หลากหลายสามารถ “เข้าถึงความสนุก”​ ของ Panigale V4S ได้ง่ายขึ้น
  • สรีระท่านั่งของตัวรถที่ลงตัวมากขึ้น ทำให้ผู้ขับขี่ที่สัดส่วนแตกต่างกันตั้งแต่ 163 – 185 cm ยังคงนั่งขับขี่ และรู้สึกสบายไปด้วยกันได้
  • ตำแหน่งของพักเท้าที่ให้การวางเท้าสำหรับการขับขี่บนสนามได้ “พอดี” ช่วงส้นเท้าสามารถวางแปะกับพักเท้าได้อย่างลงตัว เรียกว่าไม่ต้องไปหาพักเท้าแต่งอะไรมาใส่แล้วหล่ะครับ ของเดิม ดีอยู่แล้ว แต่ถ้าไม่สุดก็มีให้เลือกใช้ได้จาก Ducati Performance ที่จะเพิ่มการปรับระดับได้มากขึ้น
  • Quick Shift เนียนมาก การต่อเกียร์ขึ้น-ลง “ในโค้ง” ทำได้อย่างนิ่มนวล ตัวรถไม่มีการเสียอาการอะไรให้ตกใจเล่น
  • น้ำหนักตัวรถที่เบาอยู่แล้ว แต่ด้วยการจัดการท่านั่ง การวางน้ำหนักที่ดีมาก ยิ่งทำให้การขับขี่รู้สึกเบาแรงของผู้ขับขี่ไปได้เยอะมาก คือรู้สึกได้เลยว่าต่อให้ขี่เต็มแรงต่อเนื่องสักครึ่งชั่วโมงก็ยังรู้สึกไหว
  • ความร้อนลดน้อยลงอย่างชัดเจนด้วยการออกแบบแฟริ่งชิ้นเล็กๆซ่อนไว้ด้านใน เพื่อ “รีดลมร้อน” ออกจากช่วงล่างของผู้ขับขี่
  • Panigale V4S เป็นรถ Sport คันแรกจาก Ducati ที่ทำให้ผมรู้สึก “สงบมากขณะลีน” เพราะในช่วที่กำลังเอียงรถจนสุด (ลิมิตของผม) ตัวรถนิ่งไม่เสียอาการอะไร แม้จะมีการ “ปีนคลื่น apex” ขณะเอียงรถ ก็ยังรู้สึกมั่นใจ ซึ่งน่าจะมีส่วนมากจากการออกแบบเฟรม และเครื่องยนต์ ให้ช่วยซับแรงในขณะเลี้ยวรถนั่นแหล่ะครับ
  • เกือบลืมกันสะบัดไฟฟ้าที่ติดตั้งมา … เพราะแม้จะส่งคันเร่งเต็มแล้ว อาการหน้าส่ายแรงๆ แทบไม่มี คือถามว่าส่ายมั้ย มีอยู่แล้วครับ พลังมหาศาลขนาดนี้ แต่ไม่ได้ส่ายรุนแรงอะไรถึงขนาดที่กันสะบัดไฟฟ้าจะทำงานไม่ทัน (แต่ถ้าใช้เพื่อการแข่งขัน คงต้องปรับตั้งสักนิดน้า)
  • สุ้มเสียง !!! ช่วงบลิปคันเร่งเบาๆในรอบเดินเบา หรือจะเป็นจังหวะที่แผดเสียงออกไปในย่านรอบสูงบนท่อเดิมๆเนี่ยแหล่ะครับ “เด็ด” เสียงที่แผดออกมา ไม่ได้ลั่นอะไร แต่รู้สึก เร้าอารมณ์ได้ทุกครั้งที่เดินคันเร่งออกไปจริงๆ

ข้อสังเกต / ข้อเสีย

  • “ประเด็นร้อน” ความร้อนของตัวรถกับการขับขี่บนสนามไม่รู้สึกอะไรครับ แต่ถ้าเจออากาศร้อนจัดๆ รถติดๆของบ้านเราแล้วหล่ะก็​ “น่าจะ” เอาเรื่องเลยเหมือนกัน ความร้อนที่รู้สึกได้ “น่าจะ” แผ่ออกมาจากบริเวณ “กลุ่มของท่อไอเสีย” ใต้น่องทางด้านขวา แต่ไม่ได้มากมายขนาดรับไม่ได้นะครับ แหม่ … เครื่องยนต์ V4 4 สูบขนาด 1103 cc ปกติแล้วหล่ะครับ
  • สำหรับสรีระผมที่ 163 cm ตำแหน่งของพักเท้ารู้สึกต่ำ และคันเกียร์สูงไปนิดนึง ทำให้การช้อนเท้าเพื่องัดเกียร์ในโค้งต่อเนื่องของสนามแห่งนี้อาจจะมีติดขัดได้บ้าง แต่บนการใช้งานปกติบนท้องถนน “สบาย”
  • ถ้าขี่ในสนามมาจอด แล้วเจอกลิ่นไหม้ยาง พร้อมควันอ่อนๆ ลอยขึ้นมา “อย่าตกใจ” เพราะนั่นคือขี้ยางที่กระเด็นไปโดนแถวปลายท่อไอเสียครับโผม! คือผมหน่ะตกใจไปแล้ว จอดปุ๊ปควันขึ้นนึกว่างานงอกซะแล้ว … แหม่!
  • ขาตั้งอยู่ไหน! … รอบแรกนี่ควานหาขาตั้งไม่เจอ! อาศัยดับเครื่องแล้วสไลด์ตัวรถจากรถมาส่องเลยครับ อ๋อ มีเดือยเล็กๆตรงนี้นี่เอง ซึ่งเท่าที่ลองผมว่าการเตะขาตั้งตอนนั่งบนรถให้ใช้บริเวณด้านในของเท้ายันลงไปใต้แฟร่ิงน่าจะง่ายสุดหล่ะครับ เดี๋ยวเจอเดือย และพอถึงจุดนึงเค้าจะกางออกมาได้เองหล่ะ แต่สำหรับผมโดดลงมาแล้วเตะเอาดีกว่า สบายใจดี
  • อารมณ์ในแบบ L-Twin ของตัวรถเปลี่ยนไปอย่างชัดเจน กลายเป็นความนิ่มนวลที่ส่งออกมาอย่างต่อเนื่อง (แต่บิดทะลุย่าน 200 km/hr ไปแบบไม่รู้ตัวเลยทีเดียว)
  • ตำแหน่งของคันเกียร์ สำหรับสรีระผมรู้สึกว่าจะสูงไปนิดนึง เพราะการงัดเกียร์ขึ้นในโค้งต้องเขยิบเท้าเยอะไปหน่อย ซึ่งอาจจะมีส่วนทำให้ “เตะว่าว” ไปสองครั้ง ตรงนี้คงต้องลองใหม่หล่ะครับ หรือจะทำเป็นเกียร์กลับ (Reverse Shift Pattern) ก็น่าจะง่ายกว่าสำหรับสัดส่วน 163 cm ของผมหล่ะเนี่ย
  • แม้จะขี่อย่างต่อเนื่อง “ร้อนจัด” แต่ Panigale V4S จอยังสว่างชัดเจนอยู่น้า

น่าจะเหมาะกับ / ไม่เหมาะกับ

น่าจะเหมาะกับ

  • “สายหล่อ” จัดไป คือผมว่าหล่อแน่ๆหล่ะกับ Panigale V4S
  • “สายสนาม” ที่มีพื้นฐานการขับขี่อยู่แล้ว อยากให้ได้ลอง Panigale V4S จริงๆ ระบบต่างๆที่เข้ามาช่วยให้เรารู้สึกมั่นใจ และปลอดภัยกับตัวรถขึ้นเยอะมากเลยทีเดียว

น่าจะไม่เหมาะกับ

  • “มือใหม่” แม้ว่าระบบต่างๆ ของ Panigale V4S จะช่วยให้ผู้ขับขี่ที่แตกต่างประสบการณ์สามารถสนุกกับเค้าได้ แต่ “อันตราย” ยังคงมาเต็ม ด้วยพลังที่ล้นๆ แบบนี้ อย่าเพิ่งเลยครับ
  • “สายเดินทาง สายชิว” คือเดินทางอ่ะได้ ท่านั่งอ่ะสบาย ช่วงล่างปรับตั้งกับถนนได้ง่าย แต่แบบนะ จะเหนื่อยกว่ารถสำหรับเดินทางสักนิดหล่ะครับ

สรุป

“Peacefully calm at Lean” หรือความเงียบสงบที่ไร้สิ่งรบกวนใดๆในขณะเอียงรถ น่าจะเป็นคำจัดกัดความง่ายๆ ที่ผมสรุปได้จาก Panigale V4S คันนี้

Panigale V4S จัดได้ว่าเป็นรถคันนึงที่ทำให้ผม “นิสัยเสีย” เพราะการขับขี่ที่ทำได้ง่ายจนแปลกใจ เพียงขึ้นไปคร่อม และยกรถขึ้นตั้งตรง ก่อนที่จะออกไปลองเลี้ยวช้าๆ ชมวิวสนาม ก็รู้สึกได้ถึงความ “คล่อง” และ “มั่นคง” ในโค้งได้ทันที ซึ่งทำให้แม้กระทั่งผมเองที่เพิ่งได้ขับขี่บนสนามแห่งนี้ ก็ใช้ความเร็วได้ดั่งใจ และรู้สึกอยากจะเปิดคันเร่งออกไปอีกอยู่ตลอดเวลา

 

หลังจากขับขี่กับ Simon Kwan ครูฝึกในช่วงบ่ายของผมเพียง 1 session Simon ก็เดินมาบอกว่า รอบหน้าจะพาวิ่งลิ่วหล่ะนะ… จัดมา สิครัช แหม่! … แล้วก็พาลิ่วไหลเข้าโค้งความเร็วสูงไปที่ความเร็วในย่าน 200km/hr+ สัมผัสทางตรงไปถึง 270km/hr ก่อนจะจิกเบรคแบบเต็มเหนี่ยวไปจุ่มลึก หรือจะเป็นการ “พับสุด” ในช่วงโค้งสุดท้ายให้ปลายเท้าสะกิดพื้นเบาๆ Panigale V4S ก็ยัง “นิ่ง”

ระบบไฟฟ้าต่างๆที่พัฒนาให้เหนือขึ้นไปอีกขั้นทำให้การเข้าถึง Panigale V4S คันนี้ทำได้ง่ายขึ้น และเอื้อให้ผู้ขับขี่ที่แตกต่างประสบการณ์กัน สามารถสัมผัสถึงความสนุกของการขับขี่ได้ง่าย … ในแบบที่ผม “เสียดาย” เพราะ 5 session ที่ได้ขับขี่นั้น “ไม่พอ” … อยากจะขอลงไปขี่เพิ่มจริงๆ กำลังสนุกเลยทีเดียว

สำหรับผมคงต้องบอกว่า Panigale V4S นั้นมาพร้อม “ท่าไม้ตายแบบคอมโบ” ที่ทำให้การขับขี่โดดเด่นได้ขนาดนี้ น่าจะมาจากปัจจัยหลายๆอย่างด้วยกัน ไล่เรียงมากับเลยกับ

  1. การหมุนเพลาข้อเหวี่ยงกลับหลัง Counter Rotaing Crankshaft (ตรงข้ามกับการหมุนของล้อ) ที่ทำให้ Panigale V4S “พับไว” “เลี้ยวง่าย” “พลิกรถคล่อง”
  2. ความยาวสวิงอาร์มที่มากขึ้นที่ช่วยเพิ่ม “สเถียรภาพในโค้ง”
  3. ผสมเข้ากับการออกแบบเครื่องยนต์ให้ช่วยรับแรง เฟรมน้ำหนักเบา ที่ให้ตัวได้และช่วยทำหน้าที่เป็นระบบกันสะเทือนในขณะ เอียงรถ
  4. สรีระที่อวบอิ่มมากขึ้นของช่วงถังน้ำมัน และโหนกที่รองรับกับท่อนแขนอย่างพอดี ผสานกับพักเท้าที่ทำให้การวางเท้าทำได้อย่างลงตัว
  5. ช่วงแฮนด์ที่กว้าง ซึ่งช่วยผ่อนแรงของผู้ขับขี่ และใช้แรงไม่มากเกินไปในการคุมอาการของรถในขณะเลี้ยว หรือส่งคันเร่งเต็มๆ

โดยรวมแล้วนับได้ว่า Ducati พัฒนา Panigale V4S คันนี้ออกมาได้แบบ “เหนือความคาดหมาย” มาก ลบภาพลักษณ์ของรถสปอร์ตจาก Ducati ที่ผมเคยรู้สึกว่า ขี่ยาก ต้องคุมอาการรถเยอะ เหนื่อย ร้อน ออกไป ให้กลายเป็นรถในยุคใหม่ของ Ducati ที่พร้อมให้ทุกคนได้ลองสัมผัสดูสักครั้ง กับราคาของ Panigale V4 ในแต่ละรุ่น

  • Ducati Panigale V4 ราคาที่ 969,000 บาท
  • Ducati Panigale V4S ราคาที่ 1,169,000 บาท
  • Ducati Panigale V4 Speciale ที่มีเพียง 1,500 คัน
    • ราคา 2,850,000 บาท
    • ราคา 2,999,000 บาท สำหรับการอัพเกรดล้อเป็น Magnesium Alloy

 

ขอบคุณ

หมวกกันน็อคน้ำหนักเบา คุณภาพสูง ราคาย่อมเยา จาก Vemar Thailand 

https://www.facebook.com/Vemarthailand/

koala

Koala Rider – A Rider Super Market เกษตร-นวมินทร์

10550932_315231421970674_8310229622189082563_n

40 Garage ร้านคุณภาพสำหรับมอเตอร์ไซค์ของเพื่อนๆ
facebook : https://www.facebook.com/40garage

Comments