
ในวันที่ 4 กรกฎาคม 2560 ที่ผ่านมา – เสียงโทรศัพท์ก็ดังขึ้นพร้อมกับเบอร์ที่ไม่คุ้นเคย ด้วยประโยคสนทนาสั้นๆที่สรุปง่ายๆว่า “สนใจไปขี่ Royal Enfield ที่ Leh มั้ยคะ” ซึ่งผมเองก็ตอบได้อย่างไม่ต้องลังเลเลยว่า “ไปครับ” …
หลังจากที่ไล่ค้นหาข้อมูลของการเดินทางที่อาจจะต้องประสบพบเจอที่ Leh แล้วก็ทำให้สรุปได้ว่า ปัญหาอย่างเดียวที่ผมต้องระวังให้มากที่สุดคือ “ความสูง” ด้วยสภาพพื้นที่ในช่วงเทือกเขา Himalaya ซึ่งมีความสูงตั้งแต่ 3000 m ขึ้นไปจนถึงจุดสูงสุดที่เราต้องเดินทางไปที่ 5360 m พร้อมแผนการเดินทางที่จะมีในช่วงวันที่ 5-15 สิงหาคม 2560 ซึ่งนั่นหมายความว่าผมจะเวลาตั้งสติก่อนการเดินทางสู่ถนนที่สูงที่สุดในโลกแห่งนี้ เพียง 1 เดือนเท่านั้น ! (โดยปกติแล้วสำหรับการ trekking ที่ความสูงมากกว่า 3000 m นั้นมักจะแนะนำให้เตรียมตัวอย่างน้อย 2-6 เดือนก่อนการเดินทาง)
ย่านความสูงมากกว่า 3000 m ที่ Leh จะเป็นย่านความสูงที่เริ่มมีผลต่อร่างกายเราๆที่อยู่ในพื้นราบอย่างประเทศไทยแล้วหล่ะครับ (ดอยอินทนนท์ที่สูงที่สุดในประเทศไทยมากับความสูง 2230m) ซึ่งบางคนก็ปรับตัวได้ บางคนก็ปรับตัวไม่ได้ จนเกิดอาการ “แพ้ความสูง” หรือ High Altitude Sickness หรือ Acute Mountain Sickness (AMS) ได้มากเลยทีเดียว
AMS (Acute Mountain Sickness) คืออะไร?
AMS คืออาการที่ร่างกายได้รับผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงความสูง และมักเกิดได้ในย่านความสูงของพื้นที่มากกว่า 2,500 m ขึ้นไป ซึ่งเกิดได้กับ “ทุกคน” “ทุกเพศ” “ทุกวัย” โดยความรุนแรงของอาการสามารถจำแนกได้ 3 ระดับแบบง่ายๆ ตามนี้

ในระดับที่ 3 หรือรุนแรงกว่านั้นอาจะมีอาการขาดเลือดตามผิวหนัง แน่นหน้าอก สับสน พูดจาวกวน อาการไอเป็นเลือด ตัวซีด เดินไม่ตรง น้ำท่วมปอดฯ ซึ่งหากเกิดอาการเหล่านี้หล่ะก็ ทางเดียวที่จะบรรเทาได้คือ การกลับสู่ความสูงปกติ
“สำหรับนักท่องเที่ยวที่มา Leh จะพบกับอาการ AMS แบบอ่อนๆได้ประมาณ 40% เช่นอาการเวียนหัว ปวดหัวเล็กน้อย นอนไม่ค่อยหลับ กระสับกระส่าย ทานอาหารได้น้อยลง แต่ภายหลังจาก 2-3 วันไปแล้วอาการจะดีขึ้นเรื่อยๆเอง และจะมีสัก 10% ที่ต้องเข้ารับการรักษาในโรงพยาบาล หรือถ้าอาการรุนแรงก็ต้องส่งกลับไปยังที่ต่ำ” – ข้อมูลจากแพทย์ท้องถิ่น
ซึ่งจากการอ่าน และหาข้อมูลที่เกี่ยวข้องกับอาการ AMS ทั้งหมด ทำให้ผมเองได้วิธีการเตรียมตัวสำหรับการขึ้นไปพิชิตถนนที่สูงที่สุดในโลกที่ความสูงกว่า 5,000 m ออกมา เลยถือโอกาสสรุปมาเป็นขั้นตอนง่ายๆ เผื่อว่าจะพอมีประโยชน์ให้ใครที่กำลังจะต้องเดินทางไม่ว่าจะเป็นขับขี่มอเตอร์ไซค์ หรือ trekking ก็ตามที่ความสูงขนาดนี้นำไปปรับใช้กันได้บ้างได้เป็น 6 หัวข้อง่ายๆตามนี้เลย
- วินัย วินัย และวินัย
- หาที่วัดอัตราการเต้นของหัวใจมาช่วยซะ
- ออกกำลังกายอย่างต่อเนื่อง
- อาหารอย่าให้ขาด
- ยา และอาหารเสริมจำเป็น?
- สิ่งที่ควรทำเมื่อเดินทางไปถึง Leh
ทั้งหมดเขียนจากการสอบถาม ค้นคว้า ทำจริง เดินทางจริง ของผมเอง มีอะไรผิดพลาด หรือมีอะไรเพิ่มเติม บอกกล่าวกันได้เลยน้า
วินัย วินัย วินัย

เพียงแค่นึกถึงความสนุกสนานของเส้นทางที่รออยู่ ถ้าหมดแรงแล้วจะมันส์ได้ยังไง
วินัย ในการเตรียมตัว และทำให้ได้ตามแผนที่วางไว้ คือส่ิงที่สำคัญที่สุดเลยหล่ะครับ รวมไปถึงนิสัยต่างๆไม่ว่าจะเป็นการดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ที่มากเกินไปซึ่งทำให้ร่างกายขาดน้ำ และส่งผลต่อการเตรียมตัว หรือจะเป็นการสูบบุหรี่ ที่ทำให้ปอดของเราทำหน้าที่ในการดูดซึมอ๊อกซิเจนได้แย่ลง ดังนั้นช่วงนี้น่าจะเป็นโอกาสที่ดีเลยหล่ะครับในการหยุดพักซักนิด ให้ร่างกายของเราได้ฟื้นฟูเต็มที่ พร้อมที่จะไปลุยกับความสูง ด้วยสภาพร่างกายที่พร้อมกับอากาศบางๆ กันอย่างเต็มที่ ทำให้ได้ตามแผนที่วางไว้แล้วไปลุยกันเลย
หาที่วัดอัตราการเต้นของหัวใจมาช่วยซะ

141 bpm กันการยืนเฉยๆ ที่ความสูงของ 5360 m ของ Khardungla ช่วงขับขี่ขึ้นมาขึ้นไปถึง 165 bpm
ทำไมถึงควรใช้ อย่างแรกเลยคือสำหรับคนปกติ จะมีอัตราการเต้นของหัวใจที่ประมาณ 60-100 bpm (ครั้งต่อนาที) ซึ่งในการเดินทางขึ้นที่สูงนั้น หัวใจของเราจะต้องทำงานหนักขึ้น เต้นถี่ขึ้น เพื่อให้สามารถส่งอ๊อกซิเจนไปเลี้ยงส่วนต่างๆของร่างกายได้ตามความต้องการ ยิ่งใช้แรงแล้วหล่ะก็ บอกเลยยิ่งเยอะมาก
ยกตัวอย่างของผมเองเลยง่ายๆสำหรับอัตราการเต้นของหัวใจต่ำสุดหรือหลายคนอาจจะคุ้นกับคำว่า Resting Heart Rate (ต่ำในตาราง) ซึ่งก็คืออัตราการเต้นของหัวใจตอนที่เรานอนพัก สรุปเป็นตารางให้เห็นกันชัดๆได้เลย (ตัวเลขความสูงปัดกลมๆให้ง่ายนะครับ)

หรือถ้าดูเทียบกันให้เห็นชัดขึ้นระหว่าง อัตราการเต้นของหัวใจ กับ ความสูงที่เปลี่ยนแปลงไปก็จะได้ว่า

ข้อมูลทั้งหมดบันทึกจาก Garmin Fenix 5X
ซึ่งทั้งหมดนี้เห็นได้อย่างชัดเจนว่า ขนาดตอนที่เรานอนหัวใจดวงน้อยๆของเรายังต้องทำงานหนักขึ้นเพื่อส่งอ๊อกซิเจนไปเลี้ยงร่างกายให้เพียงพอ แล้วถ้าไม่ได้เตรียมตัวอะไรไปเลยหล่ะ … บอกเลยว่าผมคงเหนื่อยมากกว่านี้แน่นอน
หรือถ้าไม่อยากจะซื้อหล่ะก็ใช้วิธีนับอัตราการเต้นของหัวใจเอาแบบคร่าวๆ แล้วลองกะประมาณเทียบกับตารางข้างบนดูเอาเลยก็ได้ครับ อาจจะไม่ชัดเจน แต่น่าจะช่วยให้เห็นภาพได้หล่ะว่าถ้าเดินทางไปถึงแล้วจะต้องเจอกับอะไรบ้าง แถมด้วยวิธีการคำนวนช่วงของอัตราการเต้นของหัวใจแบบง่ายๆ
220 – [อายุ] = อัตราการเต้นของหัวใจสูงสุด
ยกตัวอย่างเช่น อายุ 30 ก็จะได้ 220-30 = 190 bpm เป็นอัตราการเต้นสูงสุดจากนั้นก็จะได้ว่า
- Zone 5 ช่วง 90-100% จะอยู่ในย่าน 171-190 bpm เป็นสุดปลายทางของหัวใจ
- Zone 4 ช่วง 80-90% จะอยู่ในย่าน 152-170 bpm เป็นช่วงพัฒนาศักยภาพของร่างกาย
- Zone 3 ช่วง 70-80% จะอยู่ในย่าน 133-151 bpm เป็นช่วงพัฒนาความอึด
- Zone 2 ช่วง 60-70% จะอยู่ในย่าน 114-132 bpm เป็นช่วงเบิร์นไขมัน
- Zone 1 ช่วง 50-60% จะอยู่ในย่าน 95 -113 bpm เป็นช่วงวอร์มร่างกาย หรือฟื้นฟูอาการบาดเจ็บ
ง่ายกว่านั้น จิ้มที่นี้เลยมีเครื่องคิดเลขให้เรียบร้อย
https://www.heartmonitors.com/blogs/news/38044801-heart-rate-training-zone-calculator
Tip : ถ้าไม่ใช้ที่วัดแบบติดตัว การวัด Resting Heart Rate ให้ทำตอนตื่นนอน ตอนนอนนิ่งๆเนี่ยแหล่ะครับ เพราะเพียงขยับตัวลุกขึ้นค่าก็เปลี่ยนแล้ว
ออกกำลังกายอย่างต่อเนื่อง

สำหรับผมด้วยระยะเวลาที่จำกัด ทำให้ต้องอัดตารางในการซ้อมแบบแน่นมาก ซึ่งทั้งหมดนี้ได้รับคำแนะนำจากเทรนเนอร์ และเพื่อนๆ แล้วนะครับว่า “ทำได้ แต่ถ้าเหนื่อยต้องพัก” โดยสรุปแล้วผมแพลนให้แต่ละอาทิตย์ต้องออกกำลังให้ได้ประมาณ 10 ชม. ต่ออาทิตย์ โดยเน้นที่การเพิ่มความอึดให้กับร่างกาย และเพิ่มสมรรถนะการทำงานของหัวใจเป็นหลักเลย
จากวิธีคำนวนอัตราการเต้นของหัวใจด้านบนทำให้ได้ว่า กิจกรรมที่ทำจะต้องเน้นให้มีอัตราการเต้นของหัวใจในย่าน Zone 3 เป็นหลัก ส่วน Zone1-2 ใช้เป็นช่วงวอร์มซะมากกว่า สรุปเป็นตารางง่ายๆตามนี้เลย

บอกตรงๆว่า วิ่งไม่ไหวหรอกครับ คนไม่เคยวิ่งมาก่อน ฮ่าๆๆ อาศัยเดินซะมากกว่า พอร่างกายเริ่มจะปรับตัวได้ก็ค่อยๆวิ่งให้เยอะขึ้นเรื่อยๆ สลับกับเดินพักแทน
ถ้าวันไหนเหนื่อยเกินไป หรือติดธุระ ผมจะลดเป็นการเดินเบาๆ ให้ได้ซัก 1 ชม. เป็นอย่างน้อยแทน สำคัญคือ “ข้อ 1 – วินัย” เนี่ยแหล่ะครับ
ทำไมถึงเลือกว่ายน้ำ?
เพราะการว่ายน้ำเป็นการฝึกการหายใจให้ลึก เพิ่มความแข็งแรงให้กับกล้ามเนื้อกระบังลม และยังช่วยให้เราสามารถซ้อมการขาดอ๊อกซิเจนได้ เช่นการว่ายท่าฟรีสไตล์ที่ปกติอาจจะแกว่งแขน 2-4 ครั้งก็เพิ่มมาเป็น 4-6 ครั้งแทน ทำให้ร่างกายเราช่วยปรับให้คุ้นชินกับการใช้แรง พร้อมทั้งกำจัดคาร์บอนไดออกไซด์ออกจากร่างกาย อีกอย่างคือการว่ายน้ำไม่ค่อยมีอาการบาดเจ็บอะไรรุนแรง
ทำไมถึงเลือกวิ่ง?
เพราะการวิ่งนอกจากจะช่วยเสริมการออกกำลังกายแบบ Cardio ได้ดีขึ้นแล้ว ยังช่วยเสริมกล้ามเนื้อขาเตรียมพร้อมสำหรับการ “เดิน” หรือ “ยืน” เพื่อพาให้รถข้ามอุปสรรค หรือผ่านเส้นทางทุรกันดาร ได้ง่ายขึ้น ผ่อนแรงกระแทกที่ส่งมายังตัวผู้ขับขี่ได้เยอะเลยนะนั่น
Tip : เพื่อนๆบางคนอาจจะเคยเห็นหน้ากากสำหรับซ้อมความสูงในฟิตเนส (Elevation Training Mask) ซึ่งราคาเอาเรื่องเลยทีเดียว สำหรับผมใช้นี่เลยครับ “ผ้าบัฟชุบน้ำ” มาพับทบๆกันแล้วคาดจมูกตอนวิ่งแทน บอกเลย อึดอัดมาก
อาหารอย่าให้ขาด

เพราะเรากำลังออกกำลังกายอย่างหนัก (สำหรับผมนี่หนักแล้ว!!) รวมไปถึงเมื่อเดินทางไปถึง Leh แล้วร่างกายจะเผาพลาญพลังงานมากขึ้นอีก ทำให้อาหารที่ทานเข้าไปสำคัญมาก โดยผมเองใช้วิธี
- ทานอาหารให้ครบ 3 มื้อ
- เพิ่มมื้อย่อย ประเภทคาร์โบไฮเดรต เช่นข้าวขาว ขนมปัง หรือจะเป็นกล้วยก็ยิ่งดี ก่อนการออกกำลังกาย
- เพิ่มอาหารประเภทโปรตีนให้มากขึ้นหลังออกกำลังกาย จะเป็นอกไก่ หรือทูน่ากระป๋อง หรือจะใช้โปรตีนเวย์เสริมก็ได้
- ลดอาหารประเภทไขมัน ทอด ผัด ต่างๆลง
- ทานอาหารให้หลากหลายขึ้น เพิ่มผัก เพิ่มผลไม้ต่างๆ ให้หลากหลาย
สำหรับผม แอพในโทรศัพท์เนี่ยแหล่ะครับซิงค์กับที่วัดอัตราการเต้นของหัวใจ แล้วใช้ช่วยคุมอาหาร เพื่อประเมินแคลอรี่ที่เราต้องทานเพิ่มเข้าไปในแต่ละวัน โดยเป้าหมายหลักของผมคือ “ออกกำลังกายได้อย่างต่อเนื่อง ไม่เน้นการลดน้ำหนัก” อาหารที่ทานเข้าไปเนี่ยแหล่ะครับที่จะช่วยให้ร่างกายเราฟื้นฟู กลับมาพร้อมที่จะ “ออกไปลุย” ค้นหาเส้นทางใหม่ๆกันได้ทุกวันอย่างต่อเนื่อง หรือจะเรียกว่า “กินกันทั้งวัน!” เลยก็ว่าได้ เห็นภาพชัดๆเลยคือ
- ชีวิตประจำวันในวันพัก และวันทำงานปกติ ผมใช้พลังงานประมาณ 1800 cal
- ช่วงการเดินทางใน Leh อยู่ที่ 2500 – 3700 cal
- วันที่เดินทางไปยัง Tso Moriri และนอนที่ความสูง 4450 m ใช้พลังงานสูงสุดที่ 3700 cal
ยา และอาหารเสริมจำเป็น?

อาหารเสริมที่ผมใช้ในช่วง 1 เดือนของการเตรียมตัว … บอกเลยว่า เพียบ … ไม่เคยทานเยอะขนาดนี้มาก่อน ซึ่งหลักๆจะเป็นวิตามินทั่วไปเนี่ยแหล่ะครับ ได้แก่
- วิตามิน C ขนาด 500 mg วันละ 1 ครั้ง ก่อนนอน
- Folic C (ยาเสริมธาตุเหล็ก) วันละ 1 ครั้ง ก่อนนอน
- วิตามิน B วันละ 1 เม็ด ช่วงเช้า
- วิตามิน E วันละ 1 เม็ด ช่วงเย็น
ซึ่งหลังจากที่ไปถึง Leh และสอบถามกับแพทย์ท้องถิ่นว่า พวกอาหารเสริมที่ทานๆมาเนี่ยพอจะช่วยได้มั้ย คำตอบที่ได้กลับมาชัดเจนเลยครับว่า … “อาหารเสริมก็ไม่ค่อยจำเป็นหรอกนะนาย แต่ Diamox อ่ะช่วยได้นะ!!!” (แป่วววว) แต่เอานะ ทานไปแล้วก็ทานต่อไปจนจบทริปหล่ะกันงั้น ฮ่าๆๆ
Tip : Diamox นั้นเป็นชื่อทางการค้าของตัวยา Acetazolamide ซึ่ง “ช่วยให้ร่างกายปรับตัวเข้ากับความสูงได้เร็วขึ้น” และช่วยบรรเทาอาการได้บ้างในระยะเริ่มต้นของอาการ AMS แต่ถ้าถึงขั้นรุนแรงแล้วหล่ะก็ คำแนะนำที่ดีที่สุดคือ กลับไปสู่จุดเริ่มต้น บินกลับสู่ Dehli หรือพื้นที่ต่ำได้เลย ซึ่งยานี้ควรทานล่วงหน้า 2 วันก่อนการเดินทาง และทานต่อเนื่องในขณะที่อยู่บนที่สูงสักระยะนึง ทั้งหมดนี้ปรึกษาเภสัชกรได้เลยครับ
สิ่งที่ควรทำเมื่อเดินทางไปถึง Leh

เริ่มต้นเลยคือการก้าวออกจากเครื่องที่สนามบิน Leh เนี่ยแหล่ะครับ กับความสูงของสนามบินที่บันทึกไว้ที่ 3161 m สิ่งแรกเลยคือ .. ใจเย็นๆ เดินให้ช้าลง หายใจเข้าออกให้ลึกขึ้น หรือจะเรียกว่า วิถี Slow-life กันได้เลยทีเดียว หลังจากนั้นเข้าที่พักซะก่อนเลยพร้อมด้วย
- ดื่มน้ำให้เยอะขึ้น จากปกติบนที่ราบประมาณ 2-2.5 ลิตรต่อวัน ขยับไปเลยครับที่ 3.5-4 ลิตรต่อวัน (มีคนแนะนำให้ดื่มน้ำยี่ห้อ Kinley) แต่ไม่ใช่ดื่มรวดเดียวนะครับ จิบไปเรื่อยๆทีละนิด
- วิถี Slow-life ในช่วงเช้าถึงบ่าย นอนพักสัก 1-2 ชั่วโมงก็ช่วยได้ดี พักเลยครับ พักให้เต็มที่ ให้ร่างกายค่อยๆปรับตัวเข้ากับความสูง และอ๊อกซิเจนที่บางเบา
- ถ้ามีที่วัดอ๊อกซิเจนในเลือด (บางโรงแรมอาจจะมี ต้องลองสอบถามดู) ก็ใช้ซะ! ซึ่งแพทย์ท้องถิ่นแนะนำว่า
- ถ้าต่ำกว่า 60 mm Hg ไปนอนสูดเพิ่มจากแทงค์เลยจ้า
- ค่าปกติที่ร่างกายยังรับได้คือประมาณ 70 mm Hg ขึ้นไป
- ถ้าหายใจลึกๆยาวๆ ซัก 3-4 ครั้งแล้ว ควรได้มากกว่า 80 mm Hg
- ในช่วงเย็น ออกไปเดินเล่นสักนิด เดินช้าๆ ให้ร่างกายค่อยๆคุ้นเคยกับอากาศบางๆ
- หากรู้สึกไม่อยากอาหาร (ผลจากอาการเหนื่อยของการเดินทาง รวมไปถึงความสูงของพื้นที่) ให้ทานช็อคโกแลต ขนมปัง (ทาเนย โรยน้ำตาลเนี่ยแหล่ะครับ) หรือแป้งขาวที่ให้คาร์โบไฮเดรต รวมไปถึงนมทั้งหลาย (นมที่นี่อร่อยมาก!) แบ่งมื้อเล็กๆ ย่อยๆ ลงแทน สำหรับการเดินทางครั้งนี้ ทานให้เกินไว้ก่อน ดีกว่าขาดแล้วอ่อนเพลีย เพราะที่นี่หัวใจดวงน้อยๆต้องเต้นบ่อยขึ้น เผาผลาญพลังงานมากขึ้นกว่าบ้านเราเยอะ
- งดแอลกอฮอล์ งดเครื่องดื่มชูกำลัง งดคาเฟอีน ในวันแรกๆ เพราะที่สูงแบบนี้ หัวใจทำงานหนักอยู่แล้ว อย่าเพิ่งไปกระตุ้นอะไรเลยครับ ถ้าง่วง นอนโลด!
- ไม่ควรสูบบุหรี่ในวันแรกๆ เพราะจะไปขัดขวางการแลกเปลี่ยนอ๊อกซิเจนของปอด

วันนี้มีการแข่งขัน MotoGP พอดี นอนพักสบายๆ กันเลยดีกว่า
ทั้งหมดนี้เป็นคำแนะนำจากแพทย์ท้องถิ่นที่ “ยืนยัน” ว่าในวันแรกทุกคนจง Slow-life ซะ !! ไม่งั้นบอกเลยถ้าอาการหนักส่งกลับโลด ส่วนของผมนั้นวัดได้ที่ 80-95 mmHg แพทย์หันมามองแล้วส่ายหน้าไม่เป็นไรหรอกไปเดินเล่นเถอะไป!
สรุปที่ทำมาทั้งหมดได้อะไรบ้าง?

แม้ว่าจะไม่มีข้อมูลทางการแพทย์ที่ช่วยสนับสนุนว่าการออกกำลังกายในลักษณะเสริมความอึด (Endurance) จะมีผลกับอาการ AMS ก็ตาม แต่ผลจากการออกกำลังกายอย่างต่อเนื่องในช่วงเวลาประมาณ 3 อาทิตย์ ก่อนการเดินทางสู่ Leh ของผมเอง พอจะสรุปออกมาได้ว่า
- อัตราการเต้นของหัวใจในช่วงพัก (Resting Heart Rate) ของผมต่ำลงคืออยู่ที่ 51 bpm ก่อนการเดินทาง ซึ่งทำให้การขึ้นที่สูงกว่า 3,000 m นั้นมีช่วง Resting HR เฉลี่ยที่ประมาณ 70 bpm หากไม่ได้ออกกำลังเลยหล่ะก็คงจะขึ้นไปอยู่ที่ราวๆ 85 bpm ซึ่งน่าจะทำให้นอนไม่หลับ กระสับกระส่าย มากกว่านี้เลยหล่ะ
- ปรับตัวกับความสูงได้ไว และง่ายขึ้น คือเพียง 2-3 คืนที่ความสูงมากกว่า 3,000 m ก็นอนหลับได้สนิทขึ้น นอนแล้วรู้สึกเต็มอิ่มขึ้น หายใจโล่ง และเต็มปอดมากขึ้น
- ฟื้นตัว และหายล้าไวขึ้น ปกติการขับขี่กระแทกๆ แบบนี้ขาผมต้องมีล้าไป 2-3 วันหล่ะ แต่จากการที่ได้ซ้อมวิ่งมาก่อนกลับรู้สึกปกติ เหมือนยังพร้อมที่จะไปต่อได้อีก
- อาการปวดหลังที่เป็นมาเรื่อยๆ จากชีวิตประจำวันที่นั่งทำงานทั้งวัน น้อยลง จนแทบจะปกติแล้วหล่ะครับ
- ค่าอ๊อกซิเจนในเลือดที่ย่าน 80-95 mmHg บนความสูง 3250 m และ 75-85 mmHg บนความสูง 4450 m ซึ่งเรียกว่าแทบจะปกติ ไม่ต่างจากพื้นราบ
- ในช่วง 3 วันสุดท้ายที่ Leh ร่างกายรู้สึกปกติมาก แต่ทั้งนี้อาการเหนื่อยง่ายจากอ๊อกซิเจนบางๆยังมีอยู่
อาการ AMS นั้นเกิดได้กับ “ทุกคน” อยู่ที่ร่างกายของคนนั้นปรับตัวเข้ากับความสูงได้เร็วแค่ไหน ซึ่งรวมไปถึงความสามารถในการ ขับคาร์บอนไดอ๊อกไซด์, ดูดซึมอ๊อกซิเจนในเลือด, การใช้อ๊อกซิเจนของกล้ามเนื้อ, ความทนทานของกล้ามเนื้อในสภาพอ๊อกซิเจนน้อย เป็นหลัก และ “ผลลัพธ์ของการเดินทางทั้งหมดนี้มาจากการทดลองด้วยร่างกายของผมเอง ซึ่งแทบไม่มีอาการอะไรของ AMS ในระหว่างการเดินทางมาก่อกวนหรือทำให้หมดสนุก”
ขอบคุณ

fēnix® 5X
ตามติดทุกกิจกรรมสำหรับชีวิตที่ไม่หยุดนิ่งด้วย Garmin Fenix 5x

ภาพประกอบบทความ ถ่ายโดย Samsung Galaxy S8
หมวกกันน็อคน้ำหนักเบา คุณภาพสูง ราคาย่อมเยา จาก Vemar Thailand
https://www.facebook.com/Vemarthailand/

Koala Rider – A Rider Super Market เกษตร-นวมินทร์



Comments