โดยในครั้งนี้ต้องขอขอบคุณทาง BMW Motorrad Barcelona ที่ได้ให้โอกาสผมได้แซ่บบ บน BMW S 1000 R คันนี้ กับ Naked Bike ที่ได้ชื่อว่า ที่สุดบนท้องถนนคันนึง ให้ความสนุก และปลุกเร้าอารมณ์มันนสส์ ทุกครั้งที่ได้ขึ้นไปขับขี่
เช่นเคย ขอแบ่งออกเป็นหัวข้อย่อยๆดังนี้ และจะพยายามเขียนให้กระชับที่สุดนะครับ
- รูปลักษณ์ทั่วไป
- รายละเอียดทางเทคนิคที่น่าสนใจ
- สัดส่วนคน และรถ
- นิสัยรถ / เครื่องยนต์
- การขับขี่ในสภาพต่างๆ
- การเข้าโค้ง
- ข้อดี/ข้อเสียต่างๆ
- เทียบกันหล่ะระหว่าง S 1000 R และ S 1000 RR
โดยต้องขอขอบคุณเพื่อนๆหลายคน ที่มีพื้นฐานทักษะต่างๆกัน และความถนัดบนรถทางเรียบที่หลากหลาย ซึ่งได้ทดลอง และแลกเปลี่ยนข้อมูลกันในการขับขี่ S 1000 R ครั้งนี้ด้วยนะครับ พร้อมแล้ว มาเลย !
ปล. ควบทะยาน S 1000 R ไปกับ สรีระ 163 cm /65 kg ใครสูงกว่านี้บอกเลย ขี่ได้ครับ
รูปลักษณ์ทั่วไป
สำหรับเจ้า S 1000 R นี่จะเรียกว่ามันคือ S 1000 RR ที่โดนจับมาถอดชุดเดรสกลางคืนออก ใส่แต่บิกีนี่ให้เปลือยเปล่าเลยก็ว่าได้ แต่เดี๋ยวก่อน !!! ชิ้นพลาสติกเล็กๆที่ใส่มาด้านข้างไม่ใช่แค่เพื่อตกแต่ง แต่เค้าบอกว่ามันถูกคิดมาแล้วครับว่าต้องมี และต้องเป็นรูปทรงนี้เลยโดยหน้าที่หลักของแฟริ่งข้างมีอยู่สองส่วนด้วยกัน คือ
1) เพื่อจัดการกับอากาศให้ไหลเข้ามาช่วยระบายความร้อน และ
2) รีดลมไม่ให้โดนผู้ขับขี่ที่ความเร็วสูง
… ขนาดนั้น เลย เวอร์ไปป่าว … เดี๋ยวมาดูกัน
- ปะกับไฟด้านซ้าย มีให้ครบๆ Pass / Hazard / Trip-Info / สวิชปิดเปิด ABS / ไฟเลี้ยว / แตรครับ
- ลูกกุญแจเรียบง่าย แบบ BMW
- ปะกับคันเร่ง มีปุ่ม Mode / Off run – start
- สายถักติดรถมาเลย
- กันสะบัดที่ติดมากับรถ
- มุมมองด้านโช็คหลัง
- ไฟท้ายทรงเดียวกับ S 1000 RR
- ปั๊มเบรคหลัง Brembo
- ช่องดักอากาศ
- ยางติดรถมาเป็น Pirelli Corsa ขนาด 190/55 นะครับ
- ปั๊มหน้า Brembo
- ท่อไอเสียบ้องโต (เดิมๆเสียงค่อนไปทางดังพอสมควรครับ)
รายละเอียดทางเทคนิคที่น่าสนใจ
| เครื่องยนต์ | 4 สูบเรียง In-line 4 วาล์วต่อสูบ เพลาราวลิ้นคู่ (overhead camshaft) ระบายความร้อนด้วยน้ำ และน้ำมัน |
| ความจุกระบอกสูบ | 999 cc |
| แรงบิด / แรงม้า | 112 Nm ที่ 9250 rpm / 160 hp ที่ 11000 rpm |
| อัตราส่วนกำลังอัด | 12.0:1 |
| ความเร็วสูงสุด | >250 km/hr |
| อัตราสิ้นเปลือง | ตามเสปค90 km/hr กินที่ 18.5 km/litre
120 km/hr กินที่ 17.8 km/litre ในเมืองประมาณ 14-16 km/litre วิ่งออกทริปเดินทาง เร่งสลับเบรค ทั้งรถติดและวิ่งยาว 16-18 km/litre |
| ประเภทเชื่อเพลิง | 95 RON |
| ระบบส่งกำลัง | เกียร์ 6 speed พร้อม Clutch เปียกประกบแช่อิ่มในน้ำมันแบบ Slipper (anti-hopping) ส่งต่อด้วยโซ่ อัตราทดเสตอร์ที่ 17/45 |
| เฟรม | เฟรมอลูมิเนียม โดยใช้เครื่องยนต์ช่วยรับแรง |
| ระบบกันสะเทือน | หน้าTelescopic หัวกลับ (USD) ขนาด 46 mm ปรับ Compression / rebound ได้ หลังโช็คหลังปรับ Rebound / damping |
| ล้อ | หน้ากว้าง 3.5” ขนาด 17 นิ้ว พร้อมยางขนาด 120/70 ZR หลังกว้าง 6” ขนาด 17 นิ้ว ยางขนาด 190/55 |
| ระยะฐานล้อ | 1439 mm |
| เบรค | หน้า จานคู่แบบ floating ขนาด 320 mm Race ABSหลัง จานเดี่ยวขนาด 265 mm พร้อม Race ABS |
| ความสูงเบาะ | 814 mm |
| น้ำหนักรวมของเหลว | 207 kg |
| ขนาดถังน้ำมัน | 17.5 ลิตร |
สัดส่วนคน และรถ
สำหรับ S 1000 R ถ้าเทียบกับ Naked Bike ใน class 1000cc แล้ว ส่วนตัวผมรู้สึกว่า ท่านั่งจะกึ่งๆโดนบังคับให้ก้มลงมากกว่ารถ Naked bike ทั่วไปเล็กน้อย ระยะห่างระหว่างเบาะนั่ง กับแฮนด์จะค่อนข้างยาวนิดๆ ให้ช่วงท่านั่งที่พอๆกับ Sport ทีเดียว พักเท้าต่ำลงเล็กน้อย เอื้อให้นั่งได้สบายขึ้น ทั้งผู้ขับขี่ และคนซ้อน ขนาดถังน้ำมันค่อนข้างเพรียวบาง ทำให้การเกาะรถที่ความเร็วสูงๆ หรือการเบรคจิกหนักๆ ต้องออกแรงหนีบถังมากหน่อย แต่แลกกับความคล่องตัวในการพลิกรถเข้าโค้ง S ไปมา (ส่วนตัวผมชินกับรถที่ถังน้ำมันกว้างๆ แน่นๆมากกว่านะครับ ตรงนี้ก็แล้วแต่คนชอบด้วย)
สำหรับสัดส่วนผมที่ 163cm /65 kg เบาะนั่งถือได้ว่าไม่ได้สูงเกินไป ปลายๆเท้าสองข้างได้สบายๆ แต่ด้วยวงเลี้ยวค่อนขว้างกว้างถ้าเทียบกับ Naked bike ด้วยกันเวลาหักรถไปมาเวลารถติดๆ อาจจะต้องมีถอยๆช่วยบ้างนะครับ แต่ก็ไม่ได้ลำบากอะไร รถน้ำหนักค่อนข้างเบา ฝึกวิชาถอยหลังด้วยปลายเท้าไปด้วยในตัว แต่พอเริ่มคุ้นวงเลี้ยว และคิดซะว่ากำลังขี่สปอร์ต ก็เลือกช่องทางได้ง่ายขึ้นครับ !!!!
นิสัยรถ / เครื่องยนต์
จากการทดลองออกทริปจริง ขับขี่จริง กรุงเทพ-หัวหิน ระยะทางรวมราวๆ 500 กม. ทีย่านความเร็วเดินทาง 100-120 km/hr เร่งขึ้นแซงบ้างตามการจราจรต่างๆ ต้องบอกเลยว่า เป็นรถที่ “สั่งได้” อีกคันนึงเลยทีเดียว ทอร์คที่ให้มาตลอดช่วงทำให้การเร่งส่งไปยังตำแหน่งที่ต้องการทำได้ง่ายแทบทุกรอบของเครื่องยนต์ แทบทุกเกียร์ ทันทีที่ยกคันเร่งจะรู้สึกได้ถึงแรงฉุดจากเครื่องยนต์ (engine brake) ที่มาแน่นๆ สม่ำเสมอดี ในการเดินทางแทบไม่ต้องใช้เบรคเลยครับ บิดเป็นมา ยกเป็นเบรค
แฟริ่งชิ้นเล็กๆที่ให้มาหน่อยนึง ช่วยได้พอสมควรเลยครับ พลาสติกเล็กๆ ด้านข้าง ช่วยจัดการลมที่ปะทะช่วงขาได้พอสมควร เมื่อผสมกับทรงไฟหน้าที่แอบดูประหลาดๆ ทำให้ลมที่เข้ามาอัดตัวและช่วงคอไม่รุนแรงเกินไป ทำความเร็วยืนพื้น 100-120-140-160km/hr ได้แบบไม่ต้องออกแรง เย่อ! กับลมแบบ naked bike คันอื่นๆ
หลังจากตัดแฟริ่งที่ไม่จำเป็นออกไป ก็มาถึงคราวแฮนด์ S 1000 R ถอดแฮนด์คลิ๊ปออก (จับโช็ค) แล้วมายัดแฮนด์บาร์เข้าไป ปรับท่านั่งจากก้มมุดลมใต้แฟริ่ง แหงนมองถนน มาเป็น นั่งค่อมหลังเล็กน้อย ไม่ต้องแหงนมองถนนแบบสปอร์ตหล่ะ มาฮุบกินลมชิวๆแทน
ถึงจะปรับลดแรงม้าลงจากตัว Sport “แต่” การปรับเพิ่มแรงบิดที่ต่อเนื่องขึ้นตลอดช่วงตั้งแต่ต้น กลาง มาต่อเนื่อง ผสมกับท่านั่งที่ค่อนข้างตรง ทำให้รู้สึก ตื้ด ! มากกว่าสปอร์ตซะอีก ไหลยาวๆ กันไปยัน 9000 rpm เลยทีเดียว ซึ่งสำหรับการขับขี่บนถนน เรียกได้ว่า อยากจะเร่งตอนไหนที่ย่านรอบไหน เปิดไปเลยครับ เร่งความเร็วขึ้นได้ทุกเกียร์ ทุกรอบ ฉีกออกได้ทันที แต่ที่สำคัญ อย่าเผลอกระแทกคันเร่งแรงไปหล่ะ รับรองมีเงิบ !
การขับขี่ตั้งแต่รอบต่ำ-กลาง ให้แรงบิดที่ดีตั้งแต่ต้นไหลยาวๆ ไปจนรอบกลาง-ปลาย ก็ยังให้ความรู้สึกติดมือได้ตลอดยัน 9000 rpm ที่จะเริ่มรู้สึกแผ่วลงเล็กๆ แต่คำว่าแผ่วสำหรับ S 1000 R ก็คือยังติดมือต่อเนื่องนะครับ แหม่ 1000cc 160bhp (118kW) ที่ 11000rpm กับแรงบิดสูงสุด 112 Nm ที่ 9250 rpm นี่นะ เหลือๆอยู่หล่ะครับกับทางเรียบในบ้านเราทุกเส้นทาง
การขับขี่ในสภาพต่างๆ
การขับขี่บน S 1000 R ที่แบกน้ำหนักรถค่อนข้าง “เบา” มาเพียง 204 kg บนการวางบาล๊านซ์ของรถแบบ sport ทำให้การขับขี่ทำได้ง่าย ให้เสถียรภาพที่ความเร็วสูงได้ดี พลิกรถเข้า-ออก โค้งได้ว่องไว การปรับมุมโค้งต่างๆ ทำได้โดยง่าย กำลังของรถมาได้ทันใจสามารถสั่ง และเรียกได้ แต่เมื่อมีข้อดีที่เสถียรภาพบนความเร็วสูง ก็ต้องแลกมาด้วยวงเลี้ยวที่ค่อนขว้างกว้าง ถ้ามุดๆ ระหว่างรถติดๆ อาจมีติดขัดได้บ้างจากวงเลี้ยวที่ต้องให้ระยะเผื่อพอสมควร
การขับขี่ในสภาพรถติดๆ แบบแหง่กๆ ของกรุงเทพฯ !!! อาจจะด้วยผมไม่ชินรถเต็มที่ และอาจจะยังต้อนฝูงม้า 160 กว่าตัวได้ไม่อยู่มือ ผสมกับวงเลี้ยวของสปอร์ต บนร่าง naked ทำให้ออกอาการติดขัดบ้างเล็กน้อยเมื่อต้องหักแฮนด์สุดไปมาตามช่องว่างต่างๆ ตำแหน่งกระจกค่อนข้างจะพอดีกับกระจกรถยนต์ทั่วไป ทำให้มีจังหวะที่ต้องหยุดเพื่อหักแฮนด์โยกกระจกไปมาพอสมควร แต่บนการจราจรที่ติดแบบไหลๆ หน่อย ก็สบายดีครับ น้ำหนักรถเบาโยกไปมาคล่องตัว ใช้ทอร์คที่มีบิดส่ง ยกรอ ได้ง่ายๆเลย
การเข้าโค้ง
… สภาพถนนไม่อำนวย เบาๆ นะคร้าบ …
บนการขับขี่ทั่วไปปรับปลายเท้าให้ชี้ตรงหนีบถังพอเหมาะหน่อยก็พร้อมแล้วครับ รถน้ำหนักเบา บาล๊านซ์ดีๆ ทอร์คต่อเนื่อง พับโค้งไปมาได้ง่าย จัดท่าซักนิด Lean-in/with/out ซักหน่อย ก็พร้อมจะฟินไปบนทางโค้งขึ้นลงเขา หรือทางชันต่างๆได้โดยง่ายแล้วครับ ถึงมีคนซ้อนอยู่ก็สามารถไต่ขึ้นได้แบบสบายๆเลย ไม่มีอาการอื้อๆ หรือต้องคลอรอบช่วย เรียกว่าอยากไปไหนบิดไปเลย ชิวๆครับ
จัดท่า hang-on เล่นซักนิดก็ไม่ออกอาการขืนอะไร พักเท้าที่ให้มา แม้จะถูกปรับระดับลงต่ำกว่าใน Sport อย่าง S 1000 RR ก็ตาม แต่เมื่อได้ทดลองขับขี่แล้วบอกเลยว่า จัดท่า Racing แบบสนามได้ง่ายดายทีเดียว ท่านั่งช่วยให้สามารถขยับตัวเข้าออกได้คล่องตัว ปลายพักเท้าผู้ขับขี่มีส่วนที่แต่งออกเล็กน้อย (ชอบ!) ทำให้เวลาต้องการจะบิดปลายเท้าออกเพื่อ hang-on สามารถปรับปลายเท้าได้อย่างรวดเร็วโดยไม่มีอาการขัดขืนหรือฝืน เป็น Naked bike ที่ให้อารมณ์การจัดท่าแบบสนามดีมากคันนึงเลยครับ
พื้นฐานของช่วงล่างแบบเดิมๆ เซทมาสำหรับน้ำหนัก 85kg สำหรับผมที่น้ำหนัก 63kg ชอบอีกหล่ะ ความรู้สึกแน่นเวลาเบรคหน้าหนักๆ ความรู้สึกนิ่งเวลาพลิกโค้ง กระแทกคันเร่งส่งออก ทำให้เข้าออกโค้งได้มั่นใจ และกระชับขึ้นมากเลยทีเดียว กันสะบัดเดิมๆ ที่ให้มาพอเพียงกับการใช้งานเลยครับ กระแทกคันเร่งแรงๆ ล้อหน้าแทบไม่ออกอาการชก มีบ้างแต่น้อยมากครับ
ข้อดี / ข้อเสียต่างๆ
ข้อดี
- มันคือรถสปอร์ต !!! ที่ปรับมาให้ใช้งานได้จริง !!
- ทอร์คดีมาก มาต่อเนื่อง ตลอดทุกช่วงรอบยัน 9000 rpm (ขับขี่ปกติก็ 5-7000 rpm ก็เร็วหล่ะครับ)
- น้ำหนักเบา พลิกรถได้คล่องตัวดีมาก
- กันสะบัดเดิมๆที่ติดมา รองรับการใช้งานทั่วไปได้ดีเลยครับ ลดอาการสะท้าน ชก สะบัด ที่อาจเกิดขึ้นได้ตามขอบถนน หรือถนนที่เป็นลอนๆ การเบรคหนักๆ การเร่งส่งแรง ได้ดีเลยทีเดียว
- ให้ระบบมาครบถ้วนทั้ง ABS / ASC / Mode การขับขี่ที่เลือกได้ 2 โหมด คือ Road /Rain
- Race ABS ของ BMW ทำงานได้นุ่มนวล และละเอียดมาก แทบไม่มีอาการสะท้าน ระยะเบรคดีมาก
- ออกจะขี่สนุกกว่า S 1000 RR นิดหน่อย และสบายกว่าพอสมควร (ที่ความเร็วเดินทาง ใช้งานทั่วไปนะครับ)
- คนซ้อนหล่ะ … เทียบกับรถ Sport และรถ Sport กึ่ง Touring แล้ว S 1000 R จะออกไปแนวตรงกลางๆ คือจะสปอร์ตเลยก็ไม่ใช่ มันสบายกว่านิดๆครับ น่าจะด้วยพักเท้าคนซ้อนที่ต่ำกว่า และท่านั่งของผู้ขับขี่ที่ค่อนข้างตรงกว่า ทำให้คนซ้อนรู้สึกสบายกว่า Sport แต่ก็ไม่ได้เท่าพวก Sport-Touring ซะทีเดียว การเร่งยาวๆ ถ้ามีคนซ้อนก็ตบๆให้เกาะนิดนึงนะครับ เผื่อเงิบ
- ให้ของมาครบไม่แพ้ Sport ทั้ง Race-ABS / ASC (traction control) / Mode การขับขี่ / กันสะบัด / และพื้นฐานของช่วงล่างเดิมๆ ที่ดีมากคันนึง
- สุดท้าย มันคือ BMW
ข้อเสีย
- ความร้อน !!! อาจเพราะไม่มีแฟริ่งรีดแบบ S 1000 RR และด้วยการจัดการของลมที่เข้าไปช่วยระบายความร้อนให้เครื่องมากขึ้น เลยทำให้กลายเป็นไอร้อนระอุมาที่หน้าขาเต็มๆ
- การขับขี่เวลารถติดๆ หากใส่กางเกงยีนส์ธรรมดา อาจต้องกางขานิดๆ เพราะความร้อนของเฟรมที่นาบขาแล้วรู้สึกได้ว่าเกือบสุก ^^’ แต่ถ้ายีนส์การ์ด หรือกางเกงขับขี่หนัง ช่วยได้เยอะครับไม่ร้อนวาบเกินไป แต่ก็กางนิดๆเพื่อสุขภาพที่ดี
- การขับขี่ในสภาพการจราจรติดๆ แหง่กๆ ออกจะขัดๆซักนิด ด้วยตำแหน่งกระจก และแฮนด์ ที่พอดีกับกระจกรถยนต์ทั่วไป ปรับแต่งกระจกให้เล็กลงนิดหน่อย น่าจะช่วยให้ขี่ได้คล่องขึ้นพอสมควรครับ
- วงเลี้ยวค่อนข้างกว้างถ้าเทียบกับรถ Naked ทั่วไป แต่ถือว่าปกติสำหรับ Sport นะครับ
น่าจะเหมาะ / ไม่เหมาะกับ
น่าจะเหมาะกับ
- ผู้ที่ขี่ สปอร์ต 600cc-1000cc มาก่อนแล้ว และอยากสบายขึ้น ช้าลง แต่ยังคงความสนุกไว้ S 1000 R ตอบโจทย์ได้เลยครับ
- ขยับมาจาก 650 / 800 cc ได้สบายๆเลยครับ ออกไปทางขี่ง่ายขึ้นด้วยพื้นฐานของ S 1000 R ที่มาจาก Sport บาล๊านซ์ดีๆ น้ำหนักเบา แถมระบบต่างๆช่วยเหลือได้มากทีเดียว ถ้าเทียบกับ F800R ต้องปรับตัวนิดนึง เพราะ F800R จะมาแบบนุ่มๆสบายๆ เหมาะกับการเดินทางชิวๆ แต่ S 1000 R จะจี๊ดจ๊าดกว่า … เยอะ
- เดิมๆ ครบๆ ABS / ASC (traction control) / กันสะบัด / Mode เอย พอเพียง ครบครัน กับการใช้งานทั่วไปเลยครับ
น่าจะไม่เหมาะกับ
- เช่นเคยครับ ถ้ายังไม่มีพื้นฐาน รถที่ใช้คลัชมือ หรือไม่มีพื้นฐานรถใหญ่มาก่อน อย่าเพิ่งเลยครับ ถึง S 1000 R จะขี่ง่ายสำหรับคลาส 1000cc แต่การแก้อาการรถต้องอาศัยการฝึกฝนพอสมควรครับ ค่อยๆ ใจเย็นๆ ดีกว่า
- เอามาเดินทางท่องเที่ยวยาวๆ …จริงๆ ก็ทำได้ครับคล่องตัวด้วย แต่ด้วยสรีระรถ การเดินทางยาวๆ อาจจะไม่คล่องตัวมากนักครับ ดูรถที่เหมาะสมกับการใช้งานดีกว่า คือพื้นฐานรถเป็นรถที่เน้นการขับขี่สนุกๆ เดินทางระยะใกล้ กลาง สบายๆมากกว่าครับ (100-400 km) ระยะไกลๆ 400km+ นี่อาจจะไม่สบายตัวครับ
เทียบ S 1000 R / S 1000 RR
หากตัดในเรื่องของรูปลักษณ์ที่ดุดันที่มาพร้อมกับความเร็วบน S 1000 RR(sport) แล้ว บอกได้เลยว่า อย่าได้เผลอหล่ะครับสำหรับเจ้าหนู S 1000 R(naked) คันนี้ที่ให้สรีระดูเหมือนบอบบาง เล็กๆกระทัดรัด ที่อาจจะโดนตอนม้าไป 30 ตัว แต่สิ่งที่ได้กลับมาคือ “แรงบิด” ที่มากขึ้นทุกย่านการใช้งานบนถนน ออกจะมากเกินไปด้วยซ้ำ จนถึงกับมีคนบ่นว่า “ทอร์คแม่–! จะเยอะไปไหนฟร่ะ”
กับการตอบสนองของคันเร่งที่บิดสนุกติดมือไต่ความเร็วได้ดั่งใจ ลดเกียร์ลง Engine brake ได้นิ่มนวล เรียกว่าแทบลืมใช้เบรคกันไปเลยทีเดียวครับ สนุกกับการเล่นไปบนทอร์คที่มาหลากหลายในทุกรอบของการใช้งานบนถนน ซึ่ง S 1000 RR (sport) ก็สนุกนะ แต่ไปสนุกบนความเร็วสูงแล้วซะมากกว่า ซึ่งบนท้องถนนบ้านเราก็ไม่ได้เอื้อให้ได้ใช้ความเร็วที่สูงซะขนาดนั้นอย่างต่อเนื่องสิน้า
ถ้าไม่ติดกับรูปลักษณ์ของ Sport มามองที่อารมณ์ในการขับขี่ ต้องบอกเลยว่า S 1000 R เป็น Naked bike ที่ขี่ได้สนุกสนานมากที่สุดคันนึงเลยทีเดียวครับ จะว่ามันคือ รถสปอร์คที่จำแลงกายลงมาอยู่บนถนนเลยก็ว่าได้ ช่วงล่างต่างๆ เซทมาสำหรับถนนให้ความรู้สึกที่แน่น และตามติดถนนได้อย่างดี ไม่เหมือนอย่าง S 1000 RR ที่ออกอาการดีดๆบนถนนนิดหน่อย ซึ่งเหมาะกับสนาม หรือพื้นราบเรียบๆ มากกว่า















