PREVIEW : Ducati Panigale V2 ความลงตัวอย่างสมบูรณ์แบบของ “รถ และ คน”

โดย /
“โค้งกันตอนไหนทำไมผมเจอแต่ทางตรง”

รูปเปิดโดย #HiroMotoPic ช่างภาพผู้ไม่มีอะไรดี นอกจากหน้าตา

ก่อนอื่นเลยต้องขอขอบคุณทาง Ducati ประเทศไทยด้วยนะครับที่ให้โอกาสกับผมได้เข้าร่วมกิจกรรม DRE (Ducati Riding Experience) ในครั้งนี้ซึ่งจัดขึ้นบนสนามบุรีรัมย์ ให้ได้สุดไปกับ 1 session เบาๆ (เหรอ) ไปกับ Ducati Panigale V2 คันนี้

Ducati Panigale V2 จัดได้ว่าเป็นรถ Sport ในคลาสกลาง Middleweight (ซึ่งจริงๆก็ไม่ได้ถือว่ากลางขนาดนั้น จะเรียกว่า สุดของกลางก็ว่าได้) แต่ยังคงถือว่าเป็นรุ่นเริ่มต้นสำหรับรถ Sport ของ ​Ducati ซึ่งเป็นการพัฒนาต่อยอดไล่เรียงกันขึ้นมาเรื่อยๆไล่กันมาตั้งแต่ Ducati 748, 749, 848, 899, 959 มาเรื่อยๆ จนเป็น V2 คันนี้เนี่ยแหล่ะครับ

ซึ่งในกิจกรรม DRE จะมีการให้เลือกกลุ่มการขับขี่ตามระดับความเหมาะสมของผู้ขับขี่เอง ซึ่งผมโดยเลือกให้เป็นการขับขี่ภายใต้การสังเกตุจากผู้ฝึกสอนอย่าง Carlos Bulto อดีตนักแข่งชาวสเปนผู้ผันตัวมารับตำแหน่ง DRE Chief instructor & Technical Manager Asia ผู้อยู่เบื้องหลังการทดสอบรถของ Ducati ในประเทศไทย

ขี่กับ Carlos Bulto จาก Ducati Riding Experience ก็กลายเป็น Ducati Racing Experience ไปทันที 

แหม่ … Carlos Bulto กับ Panigale V4S ที่ขี่ตาม และสลับมาขี่นำ คอยกวักมือให้ผมกับ Panigale V2 ตามอยู่ประมาณ 3-4 รอบก่อนจะหมด session กลายเป็น Racing Experience ก็ตอนนี้แหล่ะครับ

เช่นเคยนะครับ ขอแบ่งหัวข้อในการรีวิวครั้งนี้ให้กระชับที่สุดตามนี้เลย

  • รูปลักษณ์ทั่วไป
  • รายละเอียดทางเทคนิค – สเปคของตัวรถที่น่าสนใจ 
  • รายละเอียดทางเทคนิค – มาย่อยเรื่อง “ระบบ” กัน
  • การขับขี่บนสนามบุรีรัมย์
  • ข้อดี / ข้อสังเกต / ข้อเสีย
  • น่าจะเหมาะกับ
  • สรุป
ในแบบคลิปแนะนำสั้นๆ ที่นี่เลย

รูปลักษณ์ทั่วไป

(รูปแทนกับการขับขี่ของ Alessadro Valia “1:48 บน Jerez ช้ากว่า MotoGP ประมาณ 10วินาที”)

หน้าจอแบบ TFT ขนาด 4.3” ที่ให้การแสดงผลการของข้อมูลการขับขี่ รวมถึงค่าของระบบต่างๆที่กำลังใช้งานอยู่อย่างครบครัน 

หน้าจอในแบบ Race Mode ของ Panigale V2 ที่ผมรู้สึกชอบเลยหล่ะครับ เพราะบอกข้อมูลที่ครบ และไม่ต้องทำอะไรเพิ่มแล้ว การตัดเวลาต่อรอบในสนามทำได้ด้วยการใช้ Lap Timer และตัดเวลาด้วยสวิทช์สัญญาณไฟสูง

[บนซ้าย] ในส่วนของประกับไฟทางซ้าย และขวาให้การควบคุมที่เข้าถึงได้ง่าย และตรงไปตรงมามากขึ้น การเปลี่ยนโหมดและตั้งค่าต่างๆในระหว่างการขับขี่ให้เข้าใจได้ง่ายขึ้น (เมื่อเทียบกับ Ducati 959)

พร้อมด้วยการออกแบบแฟริ่ง และรูปลักษณ์โดยรวมที่คล้ายไปกับ Panigale V4S ให้ความรู้สึกที่กลมกลืนไปด้วยกันได้อย่างดี ด้วยการออกแบบที่เรียกว่า “Double Faring” หรือการซ้อนของชิ้นส่วนต่างๆ ที่ให้มิติ และสัดส่วนที่ลงตัว ประสานกับบังลมหน้าที่ค่อนข้างสูง พร้อมกับแอร์โรว์ไดนามิกส์ที่ดี ให้การรีด และเก็บลมบนย่านความเร็วสูงได้ดีเลยหล่ะครับเนี่ย

[บนขวา] ปลายท่อไอเสียขนาดเล็กที่โผล่ออกมาใต้รถ ซึ่งส่วนที่เหลือของท่อจะถูกวนขดอยู่ด้านล่าง เพื่อช่วยในเรื่องของน้ำหนัก และขนาดที่กระทัดรัดซ่อนภายใต้ตัวรถอย่างลงตัว

[ล่างซ้าย] เบาะนั่งคนซ้อนแบบสองตอน ที่ค่อนข้างสบายเลยหล่ะครับ (สำหรับรถในแบบ Sport)

[ล่างขวา] ล้อหลังมาแบบแขนเดี่ยว (Single side swingarm) โชว์ลวดลายของวงล้อแบบเต็มๆ นอกจากนั้นยังทำให้สามารถเซอร์วิส ล้อ และยางได้ง่าย (บนอุปกรณ์ที่เหมาะสม)

รายละเอียดทางเทคนิค – สเปคของตัวรถที่น่าสนใจ 

รายละเอียดทางเทคนิค – มาย่อยเรื่อง “ระบบ” กัน

ระบบไฟฟ้าของ Ducati Panigale V2 นั้น แทบจะเรียกว่ายกมาจาก Panigale V4 รุ่นก่อนหน้าได้เลย จัดมาให้ครบ และครอบคลุมในทุกการขับขี่ พร้อมปรับปรุงขึ้นด้วยคำว่า “EVO 2” ซึ่งสำหรับผม DTC EVO 2 ที่พัฒนามาใหม่เอี่ยม คือสิ่งที่ลงตัวที่สุดใน Panigale V2 คันนี้ (ระบบเดียวกับ Panigale V4 2020 และ Streetfighter V4)

ซึ่งระบบที่มีคำว่า EVO / EVO 2 จะมีการใช้ข้อมูลจาก Inertial Measurement Unit แบบ 6 แกน (6D IMU) ที่จะ “รู้” ทุกอาการของรถในทุกองศา (เอียงซ้าย-ขวา, เฉียงซ้าย-ขวา, ยกหน้า-หลัง) มาร่วมในการคำนวณ และปรับระบบของตัวรถให้เหมาะสมใน “สถานการณ์นั้นๆ”

  • Riding Modes – โหมดการขับขี่ 3 โหมด Street, Sport, Race ซึ่ง Race จะมีคาแรคเตอร์ของรถที่แตกต่างออกไปจาก Street อย่างชัดเจน การตอบสนองของคันเร่งจะเปลี่ยนไปอย่างเห็นได้ชัด
  • Power Modes – ปรับแต่งย่านกำลังของเครื่องยนต์ในแต่ละโหมดเพื่อความเหมาะสมในการแต่งระบบต่างๆ
  • ABS Bosch Cornering EVO – กับระบบเบรค ABS อิสระ ที่ช่วยรักษาอาการเบรคของรถ “ในโค้ง” ให้ไม่เสียอาการ พร้อมด้วยการเกลี่ยน้ำหนักเบรคที่ทำได้ง่าย และปลอดภัยมากขึ้น
  • Ducati Traction Control (DTC) EVO 2 – คอนโทรลการปั่นทิ้งของล้อหลัง ที่ทำงานร่วมกันการจับองศาของตัวรถ เพื่อการทอนกำลังที่ “สม่ำเสมอ” และ “นุ่มนวล” ที่สุด
  • Ducati Wheelie Control (DWC) EVO – ลดอาการยกล้อหน้าเมื่อเปิดคันเร่งออกเต็ม
  • Engine Brake Control (EBC) EVO – เลือกแรงฉุดของเครื่องยนต์ให้มาก-น้อย ตามสภาพการใช้งาน
  • Ducati Quick Shift (DQS) up/down EVO 2 – ให้การต่อเกียร์ที่นุ่มนวล และต่อเนื่อง ทั้งการขึ้น และลงเกียร์

นอกจากนั้น ยังมีอุปกรณ์เสริมที่ให้เลือกได้เพิ่มตามความเหมาะสมของการใช้งานอีก ไม่ว่าจะเป็น

  • Ducati Multimedia System (DMS) – สำหรับสายเดินทาง เพื่อการเชื่อมต่อกับโทรศัพท์ ระบบนำทาง และการเชื่อมต่อ Bluetooth กับหมวกกันน็อค สำหรับทั้งคนขี่ และคนซ้อน
  • Ducati Data Analyzer (DDA+) with GPS – สำหรับสายสนามที่จะสามารถดาวน์โหลดข้อมูลการขับขี่เพื่อการวิเคราะห์ต่อได้แบบ “ครบ” ไม่ว่าจะเป็น แผนที่, ความเร็ว, รอบเครื่องยนต์, ตำแหน่งเกียร์, ตำแหน่งคันเร่ง, การทำงานของระบบไฟฟ้าต่างๆ, อุณหภูมิน้ำหล่อเย็น

การขับขี่บนสนามบุรีรัมย์ – เปิดคันเร่ง

Panigale V2 คือรถคันแรก ที่ผมได้ขับขี่ในกิจกรรมนี้ และเพียงแค่ออกไปขี่วอร์มเพียง 1 รอบ กับ Sport Mode ในหัวก็มีคำว่า “Man & Machine” ลอยเข้ามาทันที เพราะ Panigale V2 คันนี้ผมแทบไม่ต้องปรับตัวอะไรเลย

ความรู้สึกที่นั่งอยู่บนรถ คือ “ความลงตัว” กับสรีระของผมที่ 163 cm น้ำหนัก 60 kg ตัวรถให้ความรู้สึกที่กระชับ ช่วงแขนลงตัวพอดี แฮนด์ที่ค่อนข้างกว้าง ให้การควบคุมที่คล่อง ประสานกับมิติแคบๆของตัวรถ ทำให้ “พลิกรถเข้าโค้งต่อเนื่องได้ง่ายมาก”

หลังจากเปิดคันเร่งส่งให้รถทะยานออกมากับทางตรงยาวๆ 1 กม. ของบุรีรัมย์ ผมก็มีเวลาพอที่จะกดปรับโหมดการขับขี่ไปที่ Race Mode ก่อนที่จะ ปิดคันเร่งเพื่อทำการเปลี่ยนโหมด ก่อนเข้าโค้ง 3 ซึ่งทำให้คาแรคเตอร์ของรถ “เปลี่ยนไป” ทันที เสียงแผดคำรามของเครื่องยนต์ขณะที่ส่งออกจากโค้ง 3 เปลี่ยนไป การตอบสนองเครื่องยนต์มาแบบเต็มทันทีที่รถขึ้นตั้งตรงได้

ก่อนที่จะทะยานออกจากโค้ง 3 ไปด้วยอาการล้อหลังที่ “สปิน” และ “สไลด์” ออกนิดๆ ซึ่งตรงนี้ที่ DTC EVO 2 เข้ามาทำงาน และคุมอาการปั่นของล้อหลังให้ผมได้แบบ “ลงตัวมาก” ตัวรถที่ขวางออกไป ไม่มีอาการสะบัด หรือส่ายอะไร กลับกันผมเองยังคงเดินคันเร่งเต็มออกไป และรู้สึกได้ถึงการควบคุมที่ทำได้อย่าง “เหลือเชื่อมาก”

การขับขี่บนสนามบุรีรัมย์ – เบรค

ค่าเซตติ้งมาตรฐานสำหรับช่วงล่างของ Panigale V2 จัดได้ว่า “พอดี” กับการขับขี่ในระดับผมแล้วหล่ะครับและ หลังจากที่ปรับตัวอยู่ 2-3 รอบ ผมก็ลองเล่นกับตัวจับเวลารอบไปเรื่อยๆ

“ยิ่งขี่ ยิ่งรู้สึกว่าคุมได้ ยิ่งมั่นใจ ยิ่งกล้าเอียงรถ และเพิ่มความเร็วไปเรื่อยๆเอง”

หลังจากนั้นเวลาต่อรอบของผมก็ค่อยๆ ทะยอยลดลงมาเรื่อยๆตั้งแต่ 1:55, 1:53, 1:51 จนมาถึงช่วงที่เริ่มขี่ตาม Carlos ก็ลงมาอยู่ที่ 1:49 กับ Panigale V2 เดิมๆคันนี้ที่เพียงแค่ “ถอดกระจก และท้ายออกเท่านั้น” ด้วยช่วงล่างมาตรฐาน เดิมๆ และเบรคเดิมๆเนี่ยแหล่ะครับ

ปั๊มเบรคบนเป็น Brembo OEM กับ ปั๊มเบรคล่างจาก Brembo Monobloc M4.32 ให้พลังการเบรคที่ “อยู่” เลยหล่ะครับ สุดทางตรงผมทำความเร็วขึ้นไปถึงประมาณ 240 km/hr ตามหน้าจอแสดงผล ก่อนที่จะกดเบรคพร้อมไล่เกียร์ลงอย่างนุ่มนวลด้วย Ducati Quickshift EVO 2 จนลดลงมาเหลือประมาณ 80 km/hr ในระยะทาง 200 m ได้แบบสบายมาก

ค่ากลางของโรงงานกับช่วงล่างของ Panigale V2 ออกมาในทางรถสมัยใหม่ที่เซตติ้งมาทางนุ่ม และหนืด เพื่อการขับขี่ในสนามทางเรียบที่ใช้ความเร็วได้อย่างเต็มที่ ช่วงสุดทางตรง ก่อนจะเข้าโค้งขวา ผมขยับตัวใช้ท่อนขาหนีบข้างซ้ายกดถังน้ำมันไว้ “ก่อน” ที่จะยกตัวขึ้น พร้อมกดเบรคหน้าแบบเต็มแรง เพื่อช่วยลดอาการไถลไปบนถังน้ำมัน 

โช้คหน้าที่ยุบลงในระยะที่เหมาะสม และที่สำคัญคือ ABS Cornering EVO ที่คุมอาการลอยของล้อหลัง ตัวรถไม่ออกอาการส่ายอะไร และผมเองยังคงแรงเบรคต่อในโค้งได้ง่ายมาก (เมื่อเทียบกับรถที่ไม่มี ABS Cornering)

ในส่วนของโช้คหลังมาตรฐานออกจะแข็งไปสักนิดสำหรับน้ำหนักตัวผมที่ 60 kg (รวมอุปกรณ์ก็ไม่ถึง 70kg) ถ้าคลายให้นิ่มสักนิดนะ บอกเลย “มันส์แน่”

การขับขี่บนสนามบุรีรัมย์ = ความลงตัว

ความยาวถังน้ำมันที่ค่อนข้างสั้น (เมื่อเทียบกับ Panigale V4S) ทำให้ช่วงแขนของผมสามารถโอบไปกับรถ และจัดร่างกายท่อนบนมาช่วยในการขับขี่ได้ง่ายมาก

“V2 ไม่ค่อยแรง” คือความรู้สึกที่ผมได้ยินบางคนพูดถึง ซึ่งก็จริงหล่ะครับถ้าเทียบกับรุ่นพี่อย่าง Panigale V4S แต่สิ่งที่ผมอยากจะบอกเลยคือ

สำหรับผม Panigale V2 คือรถ Sport ที่ลงตัวที่สุดจาก Ducati ที่ผมเคยได้ขับขี่มา

ซึ่งจริงที่ถ้าเทียบกับรถ Sport ในคลาส 1,000 cc ปกติแล้ว Panigale V2 กับม้า 155 ตัว และแรงบิดที่ 102 Nm อาจจะรู้สึกว่าแรงน้อยกว่า แต่ก็ถือว่าเยอะกว่ารถในคลาส  Middleweight ทั่วไปพอสมควร (600-800cc)

แต่ในความที่บอกว่าแรงน้อย แต่มากับระบบไฟฟ้าที่อัดแน่น กลับทำให้ผมเองรู้สึกมั่นใจกับรถขึ้นในทุกๆรอบของการขับขี่ และกล้าที่จะใช้ม้าทั้ง 155 ตัวนั้นอย่างเต็มที่ ซึ่งตรงนี้แหล่ะครับที่ทำให้เดินคันเร่งส่งรถออกจากโค้งได้เต็มที่มากกว่า Panigale V4S ซะอีก 

(Panigale V4S ผมกลับทำเวลาต่อรอบได้ที่ 1:48 ซึ่งเร็วกว่า V2 เพียง 1 วินาทีนิดๆเท่านั้นเอง)

ข้อดี / ข้อสังเกต

มีคนบอกว่า เจอช่างภาพ ให้ยิ้ม และมองกล้องด้วย … ครับ!

ข้อดี

  • โหมดการขับขี่ และการปรับตั้งระบบต่างๆ เข้าถึงได้ง่าย ปรับตั้งในขณะขับขี่ได้ง่าย (เมื่อปลอดภัยนะครับ)
  • แรงบิด แรงม้า ที่เข้าถึงได้ง่ายตั้งแต่รอบต่ำ และมีระบบ DTC EVO 2 ที่เข้ามาช่วยควบคุม และทอนแรงบิดที่ลงล้อไอ้อย่างเหมาะสมกับสภาพพื้นผิวของการขับขี่
  • Ducati Quickshift up/down EVO 2 ที่ให้การตอบสนองที่ดีขึ้น (เมื่อเทียบกับ Ducati 959) ตำแหน่งคันเกียร์ที่เหมาะกับสรีระของผมให้ตำแหน่งการเตะเกียร์ที่พอดีมาก (กับสัดส่วน 163 cm น้ำหนัก 60 kg)
  • แฮนด์ที่กว้าง ประสานกับช่วงถังน้ำมันที่แคบกระชับ แต่ใช้ช่วงขาหนีบยึดเกาะถังได้อย่างดี ท่านั่งที่ค่อนข้างกระชับ ทำให้การขับขี่ไปกับ Panigale V2 คันนี้ทำได้อย่างคล่องตัวมาก การพลิกรถไปมาตามโค้งต่อเนื่องช่วง sector 3 ของบุรีรัมย์ (โค้งต่อเนื่อง) ทำได้โดยไม่ต้องใช้แรงอะไรในการพลิกรถไปมา
  • เบรคติดรถกับ Brembo ทั้งระบบ รวมกับ ABS Cornering EVO จัดว่าพอ และลงตัวแล้วกับ Panigale V2 คันนี้ น้ำหนักเบรคสามารถกด และเกลี่ยเบรคเข้าโค้ง (Trail brake) ได้ง่าย ให้การตอบสนองที่รู้สึกถึงการควบคุมแรงเบรคได้ดั่งใจ

ข้อสังเกต

  • ทรวดทรงของถังน้ำมันที่ลาดเอียง เล็ก และกระชับ ที่ทำให้พลิกรถได้อย่างคล่องตัว แต่ถ้า “นั่งบนเบาะ” และ “เบรคหนัก” สำหรับการขับขี่บนท้องถนน ภาระของน้ำหนักตัวน่าจะมาลงที่ช่วงแขนค่อนข้างเยอะ เมื่อยได้เลยนะ ดีที่เบาะติดรถให้เนื้อสัมผัสที่มีแรงเสียดทานดี แต่ถ้าเพิ่ม Grip ที่ถังน้ำมันซักหน่อยน่าจะช่วยลดภาระของแขนลงได้อีก
  • แรงบิดที่มาตั้งแต่รอบต่ำ การส่งคันเร่งออกโค้งแรงๆ ทำให้ช่วงหน้าของรถมีอาการได้บ้างเล็กน้อย ซึ่งกันสะบัดมาตรฐานที่ติดตั้งมาให้ก็ให้การรองรับ และช่วยซับแรงตรงนี้ได้ค่อนข้างดี แต่มีอาการนะบอกเลย
  • นอกจากนั้นก็จะเป็นเรื่องของรูปลักษณ์เล็กๆน้อยๆ ที่แบบ แหม่ขัดใจผมเองหล่ะครับ เช่นวงล้อ หรือสีของอุปกรณ์นิดๆหน่อย (ไม่มีผลต่อการขับขี่ แค่มีผลต่อจิตใจบางๆ)

น่าจะเหมาะกับ

V2 Gangster

น่าจะเหมาะกับ

  • มิติรถที่กระทัดรัด ท่านั่งค่อนข้างกระชับ และไม่ต้องก้มมากเกินไป ค่อนข้างสบาย ให้ทัศนวิสัยที่ค่อนข้างดี ซึ่งพอจะใช้งานบนท้องถนนได้อย่างไม่ลำบากมากเกินไปหล่ะครับ
  • ขับขี่ในสนามหล่ะ ? สำหรับผมมองว่า Ducati Panigale V2 เป็นรถที่เหมาะมากที่จะขับขี่ในสนาม ให้แรงบิดที่สนุก รอบไม่จัดจนเกินไป พลิกรถได้ง่าย แรงที่พอและให้เราควบคุมได้ง่ายกับระบบความปลอดภัยต่างๆ ที่จัดได้ว่ามาเต็ม แต่ถ้าถึงขั้นแข่งขันนี่น่าจะต้องปรับพอสมควรเลยหล่ะครับ เพราะผมเองก็ไม่แน่ใจว่า Panigale V2 จะตกอยู่ที่รุ่นไหนกันแน่
  • รถคันที่ 2-3 สำหรับชาว Ducatista ที่อยากขับขี่ในสนามทางเรียบ หรือรายการ Track day ต่างๆ บอกเลยว่า Panigale V2 เหมาะมาก ที่จะใช้พัฒนาทักษะในการต่อยอดไปยัง Panigale V4

น่าจะไม่เหมาะกับ

  • “มือใหม่” จริงๆผมมองว่า 50/50 หล่ะครับ ระบบต่างๆค่อนข้างช่วยให้ขับขี่ได้อย่างปลอดภัย แต่สำหรับมือใหม่ที่ยังไม่มีประสบการณ์กับรถขนาดใหญ่ แนะนำให้ปรึกษาทางศูนย์บริการ เพื่อเข้าร่วมกิจกรรม DRE เลยครับ มีทั้งแบบ Private course ที่สนามพีระฯ หรือจะ Track day ที่ทาง Ducati มีแผนที่จะจัดขึ้นเรื่อยๆในประเทศไทย (และนอกประเทศด้วยนะ!)

สรุป

หากใครก็ตามที่กำลังหารถ Sport ที่ใช้งานได้บนท้องถนน และพร้อมจะลงมาตามหา Best Lap Time บนสนามหล่ะก็ Ducati Panigale V2 คันนี้ เหมาะมาก 

มิติของรถที่กระทัดรัด ช่วงแฮนด์ น้ำหนักตัวรถเบาๆ ให้การวางน้ำหนักที่ที พร้อมสรีระของตัวรถที่กระชับ ให้การขับขี่ที่คล่องแคล่ว ง่าย และไม่เป็นภาระอะไรมากเกินไปแบบรถ Sport ในคลาส 1,000 cc ออกจะคล่องตัวกว่าเพื่อนๆในคลาส Middleweight (600-800cc) ซะด้วยซ้ำ

ท่านั่งที่ไม่ต้องก้มมากเกินไป ทำให้ได้ทัศนวิสัยในการขับขี่ที่ค่อนข้างดี ความร้อนของตัวรถ “จัดว่าค่อนข้างร้อน” (แต่ก็ถือว่าเย็นแล้ว) ซึ่งแฟริ่งของ Panigale V2 ช่วยรีดลมร้อนออกได้ค่อนข้างดีหล่ะครับ ซึ่งการใช้งานบนท้องถนนน่าจะทำได้ดีเลย

ระบบเบรค ช่วงล่างมาตรฐานของตัวรถให้การตอบสนองที่ดีพอ และครอบคลุมกับการใช้งานแล้วหล่ะครับ ส่วนถ้าจะปรับเปลี่ยนเพื่อความสวยงาม …​อันนี้ก็แล้วแต่เลย แต่อาจจะต้องเน้นให้ดีขึ้นไปด้วย เพราะของเดิมที่ติดมาก็จัดว่า “แหล่มมาก” แล้วกับ Brembo monobloc M4.32 

ระบบไฟฟ้าที่เข้ามาช่วยเหลือการขับขี่ “EVO” & “EVO 2” ที่ได้รับการพัฒนามาอีกขั้น สำหรับผม รู้สึกได้ถึงความลงตัวกับ Panigale V2 คันนี้ เหมือนกับว่าระบบทั้งหลาย พัฒนาขึ้นมา เพื่อใช้กับ V2 เลยก็ว่าได้ โดยเฉพาะ DTC EVO 2 ที่ทำให้ผมกล้าจะ “เดินคันเร่งออกโค้งเต็ม” และในหลายจังหวะที่ล้อหลังเกิดอาการสปิน (Powerslide) การทอนกำลังลงที่สม่ำเสมอ ทำให้ผมรู้สึกดีที่จะยังคงเดินคันเร่งต่อไป … เรื่อยๆ

การใช้ 6D IMU ที่ทำให้รถรู้ตำแหน่ง และอาการของตัวเอง ทำให้การตอบสนองของ ABS Cornering EVO ในขณะที่ผมกำลังเบรค และเลี้ยวไปพร้อมๆกัน ทำได้อย่างปลอดภัยมากขึ้น Slipper Clutch ที่ติดตั้งมาลดแรงกระชาก และเมื่อรวมเข้ากับ ABS EVO ที่ช่วยประคองล้อหลัง ทำให้ ผมเองก็มั่นใจที่จะลดระยะเบรคให้สั้นลงได้เรื่อยๆ อย่างน่าประหลาดใจ

พักเท้าที่ยกสูงมาจากโรงงาน (เมื่อเทียบกับรถ Sport ในคลาส middleweight) พร้อมด้วยแฮนด์ที่กว้าง และมิติรถที่กระชับ ทำให้การเอียงลงเข้าโค้งของผม รู้สึกได้เลยว่าลึกมาก … ในช่วงโค้ง 9 ของบุรีรัมย์ที่ผมกำลังจะส่งคันเร่งออก รู้สึกเลยว่า ไม่เคยเอาศอกเข้าใกล้พื้นสนามมากขนาดนี้ จนต้องเก็บศอกเข้ามาเพราะความเสียวว่าจะทำให้รถเสียอาการนั่นแหล่ะครับ

โดยรวมแล้วนับว่า Ducati Panigale V2 พัฒนารถใน Sport รุ่นเริ่มต้นของตัวเองออกมาได้อย่างลงตัว และพร้อมที่จะเชื้อเชิญให้เพื่อนๆ ที่ชอบในการขับขี่ในสนามให้มาลองสัมผัสสักครั้งนึง แล้วจะรู้ว่าทำไมผมถึงบอกว่า 

“Panigale V2  คือรถ Sport ที่ลงตัวที่สุดของ Ducati ที่ผมเคยได้ขับขี่มา” 

เติมด้วย DDA+ (Ducati Data Analyser with GPS) หล่ะก็ กับข้อมูลในการขับขี่บนสนามทั้งหมดก็จะถูก “เก็บ” มาเพื่อพัฒนาต่อยอดการขับขี่ขึ้นได้อีกขั้น

ขอบคุณ

ชุดแข่งที่ดีที่สุด ตอบสนองกับทุกการขับขี่
10550932_315231421970674_8310229622189082563_n


Comments