“เจาะ” สนามบุรีรัมย์ รายละเอียดสนาม พร้อมแง่มุมของการขับขี่

โดย /

แกรนด์สแตนสำหรับผู้ชมคำนึงถึงทิศทางของแสงแดด ลม ทัศนวิสัย ทำให้เป็นเพียง สนามเดียวในโลกที่ผู้ชมสามารถมองเห็นการแข่งขันได้ทั่วทั้งสนาม

ข้อมูลทั่วไป

สนามบุรีรัมย์ อินเตอร์เนชั่นแนล เซอร์กิต (สนามช้างฯ) นับได้ว่าเป็นสนามในมาตรฐานของ FIA Grade1 และ FIM Grade A แห่งแรกของประเทศไทย ด้วยงบประมาณในการจัดสร้างกว่า 2,000 ล้านบาท และเปิดอย่างเป็นทางการไปในวันที่ 4 ตุลาคม 2014 ที่ผ่านมา ซึ่งก็ได้รับความไว้วางใจให้ร่วมจัดการแข่งขันมาแล้วหลากหลายรายการ สำหรับมอเตอร์ไซค์คงไม่พ้น World Superbike Championship (WSBK) ที่ได้จัดมาอย่างต่อเนื่องตั้งแต่ปี 2015, 2016 และ 2017

กับการออกแบบโดย Hermann Tilke ผู้ที่เป็นทั้ง วิศวกรฯ(CE), นักแข่งรถ, และนักออกแบบสนามแข่งขัน ที่นับได้ว่าผ่านการออกแบบสนามมาอย่างมากมายนับตั้งแต่เริ่มต้นโครงการทั้งสิ้น 28 สนาม ที่โดดเด่นเลยคือ

  • 1999 – Sepang Circuit, Malaysia
  • 2008 – Marina Bay Street Circuit, Singapore
  • 2008 – Valencia Street Circuit, Spain
  • 2009 – Yas Marina Circuit, UAE
  • 2010 – Atlanta Motorsports Park – USA
  • 2012 – Circuit of the Americas (COTA) – USA
  • 2014 – Buriram Circuit, Thailand

สำหรับ การเดินทางมายังสนามบุรีรัมย์จากกรุงเทพฯ ตั้งหลักจากวิภาวดีรังสิต-สระบุรี-โคราช-บุรีรัมย์ ระยะทางประมาณ 400 km ใช้เวลาในการขับรถประมาณ 6 ชม. หรือจะเดินทางโดยเครื่องบินจากดอนเมืองไปลงยังจังหวัดบุรีรัมย์ และต่อรถอีกเป็นระยะทางประมาณ 40 km ก็ใช้เวลาทั้งสิ้นประมาณ 2  ชม.

 

ผังสนามที่น่าสนใจ

สนามบุรีรัมย์ มีระยะทางทั้งสิ้น 4.554 กม. พร้อมด้วยโค้งทั้งหมด 12 โค้ง (ซ้าย 5 ขวา 7) โดยเรียกแต่ละโค้งว่า T1-T12 (Turn) มาพร้อมความกว้างของสนามมาตรฐานที่ 8 ม. ปูผิวสนามด้วยแอสฟัลท์ ที่มีอุณหภูมิของผิวสนามได้สูงถึง 50 c (จากการแข่งขัน WSBK 2017 ที่ผ่านมา) พร้อมความจุผู้ชมได้ทั้งสิ้น 100,000 คน

จัดได้ว่าสนามบุรีรัมย์เป็นสนามสมัยใหม่มีทางวิ่งความเร็วสูง ทำความเร็วได้กว่า 300 km/hr รวมถึงความเร็วในโค้งร่วม 200 km/hr

ความสำเร็จของนักแข่งไทย กับเวที WorldSSP

สนามบุรีรัมย์ฯ นับได้ว่าเป็นที่ที่นักแข่งไทยได้สร้างชื่อมาแล้วหลากหลายครั้ง ดังเช่น “ฟิล์ม” รัฐภาคย์ วิไลโรจน์ ผู้พาธงชาติไทยโบกสะบัดกับตำแหน่งแชมป์ในการแข่งขัน WSS 600 cc (2015) หรือ “ตั้น” เดชา ไกรศาสตร์ ที่คว้าอันดับ 2 ไปครองได้สำเร็จ (2017) ในการแข่งขันที่เพิ่งผ่านพ้นมา

โดยช่วงที่นักแข่งไทยทำผลงานได้ดีมักจะเป็นในช่วงโค้งต่อเนื่อง T5-T9 ที่เรียกได้ว่า “แม่นไลน์” กันทุกคน นักแข่งไทยจึงมักใช้ช่วงนี้ในการไล่เก็บเวลา และชิงจังหวะเพื่อหนีออกมาก่อนจะชิงโค้ง T12 (โค้งสุดท้าย) วิ่งออกทางตรงต่อไป

 

แล้วการขับขี่บนสนามแห่งนี้หล่ะ


ทีมงาน MotoNaked หลายๆท่าน มากับประสบการณ์การขับขี่ที่หลากหลาย เกือบครบทุกสนามในประเทศไทย รวมถึงสนามในต่างประเทศ และขับขี่บนเส้นทางต่างๆทั้งใน และนอกประเทศ ก็เคยได้มีโอกาสสัมผัสสนามนี้มาแล้วหลายครั้ง เรามาไล่เรียง สิ่งที่น่าสนใจกันเลยดีกว่า

โค้ง T1-T12

ดังที่กล่าวไว้ข้างต้น สนามบุรีรัมย์มีโค้งทั้งสิ้ง 12 โค้ง (T1-T12) แต่ละโค้งมีลักษณะอย่างไรกันบ้างมาดูกันเลย

  • T1 – ชิงโค้งแรกเพื่อหนีมหกรรมการรวมร่าง ด้วยโค้ง T1 ที่ค่อนข้างแคบ นักแข่งที่ออกตัวกันมาต่างต้องชิงไลน์เพื่อหาจังหวะในการเดินคันเร่งหนีออกจากกลุ่มในช่วงนี้ ก่อนที่จะส่งคันเร่งกันยาวๆ
  • T2 – จะเรียกว่าทางตรงก็ได้ แต่ใช้จังหวะนี้ในการไหลเพื่อชิงไลน์เข้าโค้ง T3 ได้อยู่
  • T3 – “จุดเสียบ” กับโค้งวัดใจ จะยกลึกเพื่อแซงชิงไลน์ใน หรือจะไหลออกไลน์นอกเพื่อส่งคันเร่งแซงตอนออกโค้ง นับได้ว่าเป็นโค้งนึงที่เป็นจุดแซง ของเหล่านักแข่งทั้งหลาย
  • T4 – โค้งความเร็วสูงที่ต้องคุมไลน์ให้ดีเพื่อรักษาตำแหน่ง และเตรียมตัวเข้าโค้งต่อเนื่อง
  • T5-T9 – โค้งต่อเนื่องที่ “ห้ามพลาด” เข้าผิดไลน์ ผลการแข่งขันพลิกได้เลยทีเดียว ซึ่งนักแข่งไทยทำความเร็วต่อเนื่อง และใช้จังหวะของโค้ง T5-T9 ในการไล่เก็บ ทำเวลาได้เป็นอย่างดี
  • T10-T11 – โค้ง S ที่ให้ได้ใช้ความคล่องตัวที่พร้อมส่งคันเร่งพุ่งตรงไปยังโค้งสุดท้าย
  • T12 – ชิงอันดับ วัดใจ โค้งนึงที่มีการ “รวมร่าง” “แหก” “กลิ้ง” กันอย่างมากมาย ด้วยโค้งหักศอกแคบ ที่ต้องลดความเร็วอย่างหนักก่อนจะพับชิงตำแหน่งเพื่อเข้าสู่เส้นชัย

โค้งน้อย?

จะบอกว่าน้อยหรือไม่นั้น คงต้องมาดู “สนาม 18 สนาม” ของการแข่งขัน MotoGP ในปัจจุบันนี้กันเลยดีกว่า ว่าแต่ละสนามมีรายละเอียดอย่างไรกันบ้าง

หากเทียบกับตารางข้างต้นแล้วหล่ะก็จะเห็นว่า จำนวนโค้งของสนามบุรีรัมย์ฯ ก็ค่อนข้างน้อยจริงๆ คือเพียง 12 โค้ง ซึ่งจำนวนโค้งเฉลี่ยทั้ง 18 สนามในปัจจุบันจะอยู่ที่ 15 โค้งด้วยกัน ในส่วนของความเร็วนั้นในช่วงทางตรงยาวๆ 1 กม. นั้นรองรับความเร็วได้ถึง 315 กม./ชม. พร้อมด้วยโค้งความเร็วสูงที่ 140-200 กม./ชม.

น่าเบื่อ?

ตรงนี้จริงๆแล้วก็ขึ้นอยู่กับความชอบของตัวนักแข่งแต่ละคนเองหล่ะครับ บางคนก็อาจจะชอบที่ใช้ความเร็วได้ต่อเนื่อง บางคนก็อาจจะชอบที่ได้ขับขี่บนสนามที่สลับซับซ้อน มีโค้งต่อเนื่อง …​เพราะฉนั้น “ก็อยู่ที่ความชอบของแต่ละคนเอง”

ห่างไกล?

ด้วยระยะทางประมาณ 400 กม. จากกรุงเทพฯ​ที่ต้องใช้เวลาในการเดินทางบนรถถึงประมาณ 6 ชม. หรือจะเป็นเครื่องบินก็ยังคงต้องนั่งรถต่ออีก 40 กม.ด้วยกัน ก็ค่อนข้างต้องใช้เวลาเดินทางในระดับนึงหล่ะครับ แต่ดีที่ตรงอยู่ใกล้กับตัวเมืองบุรีรัมย์ ซึ่งในช่วงนี้กำลังพัฒนาสิ่งอำนวยความสะดวกต่างๆ เพื่อรองรับการแข่งขันที่กำลังจะเกิดขึ้น …​เพียบ

ด้วยจำนวนโค้งน้อย ราบเรียบ ใช้ความเร็วได้สูง ทำให้หลายๆคน รวมไปถึงนักแข่งมากมาย ต่างพากันบอกว่า “สนามบุรีรัมย์ขี่ง่าย” ซึ่งบนความง่ายเนี่ยแหล่ะครับ “แล้วจะทำอย่างไรเพื่อให้ได้แชมป์?”

ว่าหล่ะก็ส่งท้าย ชวนมาซ้อนท้ายชมสนามแห่งนี้ในแบบ 360 องศากันเลย

Comments