การแข่งขันในช่วงครึ่งหลังของฤดูกาล 2017 ในศึกจักรยานยนต์ทางเรียบ MotoGP จะมีเหตุการณ์ผลิกล็อคชวนดราม่าเหมือนตอนครึ่งซีซั่นที่ผ่านมาหรือไม่? ก็ยังเป็นสิ่งทีชวนลุ้นให้ต้องติดตามกันต่อไป ซึ่งส่วนใหญ่ก็คงไม่แตกต่างจากการแข่งขันในหลายๆรายการ ที่มักจะได้ผลสรุปไม่ต่างจากจุดเริ่มต้นสักเท่าไรนัก
เพียงแค่ 5 คะแนนที่แตกต่างกันระหว่างผู้นำ Marc Márquez พลขับทีม Repsol Honda Team และอันดับ 2 Maverick Viñales Movistar จากสังกัด Yamaha MotoGP โดยมี Valentino Rossi ที่อยู่ในอันดับที่ 4 ตามหลัง Márquez อยู่เพียง 10 คะแนน ขณะที่ Andrea Dovizioso อันดับที่ 3 ก็ตามหลัง Viñales อยู่แค่คะแนนเดียว
หากดูจากข้อมูลดังกล่าวจะเห็นได้ว่า หาก Márquez พลาดจากการคว้าแชมป์ในรายการ Czech Grand Prix ที่ เบอร์โน ในวันอาทิตย์นี้ ก็จะมีโอกาสสูงมากที่เราจะได้เห็นการเปลี่ยนมือของตำแหน่งผู้นำซึ่งนับเป็นครั้งที่ 5 ของซีซั่นนี้ จึงไม่แปลกใจเลยที่เราจะได้เห็นการขับเคี่ยวที่ดุเดือดในศึก MotoGP สนามที่ 10
ปัจจัยอะไรบ้างที่จะทำให้เกิดเหตุการณ์แบบนี้ขึ้นได้ ก็ต้องพิจารณาจากหลายๆส่วนไม่ว่าจะเป็น ตัวนักแข่ง , การเปลี่ยนยาง , อุปสรรค์จากสภาพอากาศ และสภาพของพื้นสนามที่มีการเปลี่ยนแปลงไป ประกอบเรื่องประสิทธิภาพการทำงานของอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ในเครื่องยนต์ , กฏแบนการติดตั้งปีกที่เอามาใช้กันในฤดูกาลนี้ รวมถึงความสดของบรรดานักแข่งหน้าใหม่ ซึ่งปัจจัยทั้งหมดที่กล่าวมานับเป็นส่วนผสมที่พร้อมจะทำให้ความมันส์ระเบิดขึ้นได้ทุกเมื่อ
ในการแข่งขันสุดสัปดาห์นี้นับว่ามีโอกาสสูงมากที่เราจะได้เห็นบางเหตุการณ์เกิดขึ้นเหมือนเมื่อครั้งที่สนาม Mugello ซึ่งในครั้งนั้น Andrea Dovizioso คว้าแชมป์โดยมีเวลาต่างกันกับ Jack Miller ในอันดับที่ 15 เพียง 30.7 วินาทีเท่านั้น แถมใน 20 อันดับแรกของตารางยังมีเวลาห่างกันเพียง 50 วินาที
หากย้อนกลับไปในการแข่งขันปี 2015 ก็เคยเกิดเหตุการณ์ในทำนองนี้ขึ้นเช่นกัน โดยที่นักขับใน 8 อันดับแรกทำเวลาต่างกันเพียง 30 วินาที และเมื่อย้อนกลับไปในปี 2013 ก็เคยเกิดเหตุการณ์ที่นักขับในกลุ่มท็อปไฟว์เข้าเส้นชัยโดยมีเวลาต่างกันไม่ถึงครึ่งนาที ซึ่งช่องว่างของเวลาเหล่านี้นับเป็นส่วนสำคัญของการแข่งขันในยุคปัจจุบัน แต่ไม่ใช่สำหรับกฏการแข่งขันแบบเดิมอีกต่อไป
ณ จุดๆนี้ต้องยกเครดิตการเปลี่ยนแปลงสำคัญให้กับยาง Michelin ที่เข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของ MotoGP ในช่วง 2 ปีที่ผ่านมา ซึ่งถือว่าเป็นยางที่มีความเสถียรสูงมากและทำให้มีอัตราการเปลี่ยนยางน้อยลงเมื่อเทียบกับปี 2016
แต่นั้นก็ไม่ทำให้ Michelin พ้นจากการถูกวิพากษ์วิจารณ์ เมื่อมีนักแข่งจำนวนไม่น้อยแอบบ่นว่าตัวยางของค่ายเมืองน้ำหอมยังไม่ดีพอ และก็แน่นอนว่าทางผู้ผลิตยางก็ได้ออกมาปฏิเสธเป็นที่เรียบร้อย แถมยังยกเหตุผลอีกมากมายถึงความเป็นไปได้ที่จะทำยางมีการตอบสนองที่แตกต่างกันในแต่ละวัน
เป็นที่ทราบกันดีว่าทีมแข่งจะให้ความสำหรับกับยางในส่วนของล้อหลัง โดยจะเลือกใช้ยางแบบอ่อนสำหรับการแข่ง ขณะที่การเลือกยางสำหรับล้อหน้าจะไม่มีความซับซ้อนมากนักเพื่อที่จะได้ลดภาระด้านการเซ็ตอัพรถที่จะลงสนาม
สำหรับปีนี้ยางของ Michelin ได้ถูกนำไปใช้ในทุกรอบของการแข่ง ซึ่งนักขับส่วนใหญ่จะได้ใช้ยางสองประเภทสำหรับเลือกใช้ในล้อหน้าและล้อหลัง และก็มีบางครั้งที่มียางสำหรับล้อหน้าให้เลือกใช้ถึงสามประเภท ซึ่งเท่ากับว่าทีมแข่งจะต้องใช้เวลาในเซ็ตอัพที่มากขึ้น โดยทุ่มความสำคัญส่วนใหญ่ไปที่การเลือกชนิดของยางที่จะนำมาใช้ จนลดบทบาทในการเซ็ตอัพตัวรถและอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ไปซึ่งไม่ใช่เรื่องที่ดีสำหรับนักแข่งอย่างแน่นอน
อีกหนึ่งปัจจัยที่สำคัญคือสภาพอากาศ ที่มีสายฝนเป็นอุปสรรคกันเกือบทุกสุดสัปดาห์ ซึ่งนับเป็นการบ้านใหญ่ของทีมงานที่จะเลือกยางที่เหมาะสม โดยคัดเอาจากจำนวนยางที่มีให้เลือกใช้หลายประเภท
สำหรับทีมแข่งอย่าง Yamaha ก็นับว่าเป็นทีมที่คู่ควรต่อการจับตาดูผลงานในช่วงครึ่งหลัง ที่ถึงแม้ว่าศักยภาพของรถที่ใช้แข่งของแต่ละทีมส่วนใหญ่จะอยู่ในระดับที่ใกล้เคียงกัน แต่สำหรับ Yamaha ก็เหมือนที่จะยอมถอยหลังไปหนึ่งก้าวเพื่อที่จะได้ก้าวกระโดดแซงหน้าคู่แข่งด้วยแชสซีของปี 2017 ที่ไม่ได้ทิ้งห่างจากตัวโมเดลของปีก่อนมากนัก ซึ่งเท่ากับว่าการได้เห็นการขับเคี่ยวกันของ Yamaha YZR-M1 ในการแข่งขัน 4 รายการ โดยที่ในครึ่งปีที่ผ่านมามีนักขับจากทีมโรงงานของ Yamaha ที่ได้แชมป์ไปแล้ว 2 สนาม ขณะที่สองรุกกี้จาก Yamaha Tech3 อย่าง Johann Zarco และ Jonas Folger ก็ไม่ธรรมดาได้มีมีชื่อขึ้นโพเดี่ยมกับเค้าเหมือนกัน
ที่ผ่านมา Maverick Viñales สามารถคว้าแชมป์ไปแล้วถึง 3 สนามจากการแข่งขันทั้งหมด 9 รายการ แต่ก็มีอยู่บ่อยครั้งที่นักแข่งหนุ่มแดนกระทิงไม่สามารถรักษาผลงานให้อยู่กับร่องกับรอยได้ ขณะที่เพื่อนร่วมทีม Valentino Rossi เองก็คว้าแชมป์ไปแล้ว 1 สนาม แถมยังเกือบจะได้เป็นแชมป์ French Grand Prix ที่ เลอม็อง ถ้าไม่ดันไปพลาดล้มในรอบสุดท้ายของการแข่งขันเสียก่อน และด้วยความดื้อรั้นและความตั้งใจของจอมเก๋าวัย 38 ปี ก็น่าจะเป็นแรงพลักดันที่มีมากพอจะทำให้เขากระหายต่อชัยชนะ
สำหรับทางทีม Honda เองก็ต้องยอมรับความจริงที่ว่า ถึงแม้ทาง HRC จะมีการเปลี่ยน Firing order สำหรับตัว RC213V แต่รถของ Honda เองก็ยังเป็นรถมอเตอร์ไซค์ที่ขับขี่ได้ยาก ถึงแม้ว่าในการแข่งขันที่ผ่านมาสองนักแข่งจาก Repsol Honda Team ต่างได้ขึ้นยอดโพเดี้ยมกันมาแล้ว ขณะที่ Cal Crutchlow เองก็ได้ขึ้นโพเดี้ยมต้วยรถของ LCR
ส่วนหนึ่งปัญหาก็มาจากเรื่องของยางโดยเฉพาะยางหน้าของ Michelin ซึ่งถูกตั้งข้อสังเกตถึงความผิดปกติในตัวยางที่ได้ถูกดีไซน์มาเพื่อให้รองรับกับรถทุกคันที่ลงสนาม แต่หากมองจากมุมอื่นๆจะเห็นว่าฝั่ง Honda เองก็มีส่วนที่ทำให้เกิดปัญหาจากการที่ยังคงออกแบบตัวรถมาเพื่อรองรับกับยางของ Bridgestone โดยที่ยางหน้าจะมีความแข็งและมีความมั่นคงเมื่อเบรค ช่วยให้สามารถรักษาจังหวะการเข้าโค้งได้ดังใจต้องการ ซึ่งรูปแบบการขับดังกล่าวสูญเสียไปเมื่อทาง MotoGP นำยางของ Michelin เข้ามาใช้
ในช่วงพักเบรกที่ผ่านมาทาง Honda ได้จัดการทดสอบรถที่เบอร์โน ซึ่งในสุดสัปดาห์นี้เราคงได้เห็นกันว่าทางทีมที่ใช้แชสซีใหม่จะมีการพัฒนาไปมากแค่ไหน
ขณะที่ตัวนักแข่งของ Honda เองไม่ว่าจะเป็น Marc Márquez และ Cal Crutchlow ซึ่งมีชื่อทางด้านการใช้เบรกหน้าก็เคยพูดถึงปัญหาที่มาจากส่วนข้อต่อที่ทำให้รู้สึกว่ายางอ่อนตัวและยุบตัวลงไปอย่างรวดเร็วเมื่อได้รับความร้อนที่มาจากการเบรก
แต่ในทางกลับกันก็ดูเหมือนว่า Dani Pedrosa จาก Repsol Honda Team จะกลายเป็นนักแข่งที่ได้ประโยชน์จากยางของ Michelin โดยมีตัวชี้วัดเป็นผลงานการคว้าแชมป์รายการที่ Jerez และยังได้ขึ้นโพเดี้ยมอีก 4 สนาม ทำให้อยู่ในอันดับที่ 5 ของตารางคะแนน มีแต้มตามหลัง Márquez อยู่ 26 แต้ม แถมยังมีโอกาสที่จะทำผลงานได้ดีกว่านี้หากไม่พลาดวิ่งไม่จบการแข่งขัน (DNF) ในรายการที่ Argentina และ Mugello เสียก่อน ซึ่งในความเป็นจริงแล้วในฤดูกาลนี้ก็ยังไม่มีนักแข่งคนใดที่สามารถทำผลงานวิ่งได้จบ ครบทั้ง 9 สนาม ยกเว้นนักแข่งที่เป็นตัวแทนหรือที่ได้รับไวลด์การ์ดอย่าง Sylvain Guintoli ที่เข้ามาขับแทน Alex Rins รวมถึง Michele Pirro, Takuya Tsuda และ Mika Kallio
ขณะที่ทางฝั่งของ Ducati เองก็ผ่านทั้งมาทั้งดีและร้าย ไม่ว่าจะเป็นปัญหาของทีมที่มาจากกฏการห้ามใช้ชุดอุปกรณ์ปีก แต่ก็ยังได้ระบบ Anti-Wheelie เข้ามาทดแทน ขณะที่ Andrea Dovizioso เองก็คว้าแชมป์ไปแล้วสองรายการ โดยที่ Jorge Lorenzo และ Danilo Petrucci เองก็สามารถซิ่ง GP17 จนขึ้นโพเดี้ยมได้สำเร็จ ซึ่งแน่นอนว่าไฮไลท์ต้องยกให้กับ Dovizioso ที่สามารถพัฒนาตัวเองจนเป็นนักบิดความหวังที่จะคว้าแชมป์ให้กับทีมได้ในฤดูกาลนี้
ในการแข่งขันสนามแรกของฤดูกาล 2017 ที่ กาตาร์ ตัว Dovizioso สามารถซิ่งเข้าเส้นชัยเป็นอันดับที่ 2 ได้อย่างงดงาม และหลังจากผิดหวังจากการแข่งขันสนามที่ 2 บิดหนุ่มชาวอิตาเลี่ยนก็ยังคงรักษาผลงานด้วยการติดใน 6 อันดับแรกของการแข่งขันมาโดยตลอด ก่อนจะไปคว้าแชมป์ในสนามที่ 6 ที่มูเจลโล ต่อด้วยแชมป์สนามที่ 7 ที่บาร์เซโลนา และเพื่อที่จะรักษาโอกาสในการเป็นแชมป์เอาไว้ ในครึ่งหลังของซีซั่นตัวของ Dovizioso ก็ต้องรักษาความสม่ำเสมอของผลงานเอาไว้ให้ได้มากที่สุด
ขณะที่ทาง Jorge Lorenzo ที่เพิ่งย้ายมาเข้าร่วมทีม Ducati ในซีซั่นนี้ ก็มีผลงานครึ่งฤดูกาลที่ผ่านมาแบบลุ่มๆดอนๆ ซึ่งนับเป็นสัญญานเตือนให้เขารู้ตัวว่าต้องเปลี่ยนสไตล์การขับเสียใหม่ โดยในสมัยที่ยังสังกัด Yamaha ตัวของ Lorenzo จะใช้จังหวะการเบรคก่อนเข้าโค้ง และใช้ความสามารถที่มีอยู่ในการประคองความเร็วเอาไว้ก่อนจะบิดทำความเร็วทิ้งห่างคู่แข่งในจังหวะหลุดออกจากโค้ง แต่สำหรับ Desmosedici ของ Ducati สัญชาตญานการขี่แบบเดิมๆของเขาไม่สามารถนำมาใช้ได้อีกต่อไป
และอีกหนึ่งปัญหาใหญ่ของ Lorenzo คือการขับขี่ท่ามกลางสายฝนโดยมีตัวชี้วัดเป็นสถิติการคว้าชัยของเขาในสภาพแทร็กที่เปียก ซึ่งเป็นหนึ่งในอุปสรรคที่ทำให้เขามีผลงานที่ไม่สู้ดีนักทั้งในการแข่งขันที่ กาตาร์ และ แอสเซ่น รวมถึงผลงานในรอบ Qualify ในสนามอื่นๆ
ปัญหาเรื่องการปรับตัวใช้ว่าจะเกิดกับ Lorenzo เพียงคนเดียว เพราะกับ Andrea Iannone ที่เพิ่งเซ็นสัญญามาอยู่กับ Suzuki เองก็เหมือนจะต้องทุ่มเทความพยายามเพื่อปรับสไตล์ให้กับรถของสังกัดใหม่อย่าง Suzuki GSX-RR ไปพร้อมๆ กับการรักษาบรรยากาศในทีม หลังมีข่าวว่าตัวเขากำลังมีปัญหากับบรรดาทีมงาน เพราะดันไปออกปากบ่นว่ารถของทางทีมไม่ได้ผ่านการพัฒนามามากเท่าที่ควร
ขณะที่ Alex Rins นักบิดรุกกี้ของทาง Suzuki ก็โดนอาการบาดเจ็บเล่นงานจากอุบัติเหตในการทดสอบช่วงพรีซั่น จนทำให้ต้องถอนตัวจากการแข่งขันไปถึง 4 รายการ และจะกลับมาเริ่มต้นใหม่อีกครั้งในการแข่งขันที่เบอร์โนสุดสัปดาห์นี้
อีกหนึ่งสิ่งที่ต้องจับตาดูคือ RS-GP ของ Aleix Espargaro สังกัด Aprilia ที่ได้ใช้เครื่องยนต์ใหม่ตามโปรแกรมการลดน้ำหนักให้กับรถ ทว่าเครื่องยนต์ดังกล่าวยังคงมีข้อบงพร่องร้ายแรงด้านการออกแบบวาล์วควบคุมทิศทางลม (Pneumatic valves) ซึ่งเป็นส่วนที่ทำให้เครื่องยนต์เสียหาย จนทำให้อดีตนักแข่งของ Suzuki ต้องถอนตัวจากการแข่งขันไปหลายรายการในซีซั่นนี้ ซึ่งเป็นสภาพที่ไม่ต่างกันกับ Sam Lowes เพื่อนร่วมทีม ทำให้ต้องคอยดูกันว่าในช่วงพักครึ่งที่ผ่านมาทางทีมเองได้มีการลงมือแก้ปัญหาตรงจุดนี้ไปถึงไหนกันแล้ว
ด้านทีม Red Bull KTM Factory Racing เองก็ออกสตาร์ทครึ่งฤดูกาลแรกได้น่าผิดหวัง จากผลงานของ Pol Espargaro และ Bradley Smith ที่สามารถเก็บคะแนนได้เพียงไม่กี่สนาม ทำให้ยังไม่มีชื่อติดอยู่ในอันดับท็อปเทนตารางคะแนนรวมในตอนนี้
สำหรับการแข่งขันในครึ่งหลังต้องยอมรับว่า KTM ยังมองหาโอกาสลุ้นแชมป์ได้ลำบาก เนื่องจากยังมีภารกิจอีกมากให้ทำไม่ว่าจะเป็นปัญหาเกี่ยวกับตัวเครื่องยนต์ที่ทางนักขับอย่าง Espargaro เองก็เคยเอ่ยปากมาแล้ว ซึ่งกว่าจะได้เห็นการแก้ปัญหาส่วนนี้อย่างจริงจังก็คงต้องรอกันจนถึงฤดูกาล 2018 กันเลยทีเดียว
อย่างไรก็ตามสิ่งที่นับได้ว่าเป็นความสำเร็จของ KTM คือการใช้ประโยชน์จากแชสซีและชิ้นส่วนต่างๆ มาประกอบกับความสามารถจากอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ ซึ่งต้องยกความดีความชอบส่วนหนึ่งให้กับ Mika Kallio นักแข่งทดสอบของทีม และอีกหนึ่งความคืบหน้าที่น่าสนใจคือการรักษาสภาพของยาง ด้วยสาเหตุที่ว่าทาง KTM กำลังพยายามใช้โช้ค WP ที่เป็นของพวกเขาเองแทนที่จะใช้โช้คของ Öhlins ซึ่งเป็นมาตรฐานโรงงาน
ทั้งหมดนี้ก็คือเรื่องราวในช่วงครึ่งฤดูกาลแรกที่ผ่านมา ส่วนครึ่งหลังของปี 2017 ก็กำลังจะเปิดฉากกันในวันอาทิตย์นี้ที่ Brno ซึ่งเป็นหนึ่งในเก้าสนามที่เหลือในฤดูกาลนี้ ส่วนผลจะออกมาเป็นเช่นไรกันบ้างต้องติดตามกันต่อไป
Comments