
ย้อนไปสมัย 10 กว่าปีก่อนหน้านี้ คงจะไม่มีใครไม่รู้จักวงร็อคหัวมันอย่างวง Potato ที่ออกเพลงเพราะๆ มาเอาใจเเฟนๆ ได้อย่างต่อเนื่อง ไม่ว่าจะเป็นเพลง “ไม่ให้เธอไป” หรืออีกหนึ่งซิงเกิ้ลฮิตอย่าง “กล้าพอไหม” ที่เรียกได้ว่าเป็นเพลงที่ทำให้วง Potato กลับมาเป็นศิลปินเบอร์ต้นๆของประเทศได้อย่างไม่น่าสงสัย
เเต่สำหรับสมัยนั้น สมาชิกในวงที่ได้รับความสนใจเป็นพิเศษจากสาวๆ คงจะเป็นใครไปไม่ได้ นอกจากมือกีตาร์หนุ่มหล่ออย่าง “โน๊ต โปเตโต้” ที่กลายมาเป็นขวัญใจไม่เเพ้นักร้องนำอย่าง ปั๊ป โปเตโต้ กันเลยทีเดียว เเละในปัจจุบันก็ยังมีอีกหลายเรื่องที่คนทั่วไปอย่างเราๆ ยังไม่ค่อยรู้เกี่ยวกับ โน๊ต โปเตโต้ ว่าหลังจากที่เเยกทางกับวงเเละเค้าไปทำอะไร เเละใครจะรู้ล่ะครับว่าเห็นมาดนิ่งๆเเบบนี้ พี่เเกก็เป็น Biker ตัวยงอีกด้วย

ซึ่งวันนี้ทางทีมงาน MotoNaked.com ได้รับโอกาสนัดสัมภาษณ์กับอดีตมือกีต้าร์วงโปเตโต้ที่ร้าน Buddy Boys ย่านถนนสาย 1 ตัดใหม่ฝั่งธน พอทีมงานเดินทางมาถึงก็รู้สึกได้ถึงความชิลล์ เหมาะสำหรับการนัดพูดคุยสังสรรค์กับเเบบ Biker อย่ารอช้าไปเลยครับ เราไปรู้จักกับคุณโน๊ต กันไปพร้อมๆ กันเลยดีกว่าครับ ว่าเค้าหายไปไหนมา เเละตอนนี้เค้าทำอะไรอยู่?
“สวัสดีครับ ผมชื่อโน้ต อดีตมือกีต้าร์ โปเตโต้ ตอนนี้อยู่ 2 วง “R9” กับ “The 10th Saturday” ทำกับบ๋อมโปเตโต้ กับ วินโปเตโต้ ตอนนี้นอกจากเล่นดนตรีก็มีทำร้านอาหารครับ แล้วก็เสื้อผ้า แต่เสื้อผ้าก็น้อยลงแล้ว เมื่อ 3-4 ปีที่แล้วร้านใหญ่อยู่ แต่เราทำหลายอย่างเลยไม่มีเวลาดูแล หลัก ๆเลยก็เลยมาทำ Production House รับทำ MV โฆษณาภาพนิ่ง อะไรงี้ครับ ก็เริ่มทำกับเพื่อนๆ สักครึ่งปีได้ ชื่อบริษัท NMN ย่อมาจาก “นวลไม่นอน” ชื่อมาจากช่างภาพ ที่อยู่ A day แล้วทีนี้ เวลาทำงานกันไม่ค่อยได้นอน ตัดต่อกัน 3-4 วันไม่ค่อนนอน ก็เลยคิดขำๆ มาว่า นวลไม่นอน ก็เลยเป็น MNN

ต่อมาทางเราก็ได้ยิงคำถามเข้าเรื่องกันเลย กับจุดเริ่มต้นสำหรับเส้นทางสิงห์นักบิดของคุณโน๊ต ว่ามีที่มาที่ไปอย่างไร เพราะหลายๆ คนอาจจะไม่ได้เริ่มจากความชอบก็ได้
“จุดเริ่มต้นของ มอเตอร์ไซค์ คือ ตอนนั้นเรียนแล้วเริ่มขี่จริงจังก็ตอนเข้ามหาลัยปี 1 ขี่เวสป้า คือ เมื่อก่อนผมอยู่ต่างจังหวัดสมัยก่อนอยู่ระยอง แล้วพ่อเห็นมอเตอร์ไซค์โดนสิบล้อชนบ่อยมาก เพราะต่างจังหวัดมันเปลี่ยว พ่อก็เลยห้ามขี่มอเตอร์ไซค์เด็ดขาด จนย้ายกลับมาอยู่กรุงเทพฯ ที่เคยขี่มาก็มี Vespa, Ducati ซึ่งช่วงตอนขับดู Ducati นี่ซื้อ 2 คันมี Triumph Street Triple พอเริ่มขี่รถใหญ่ก็เริ่มถูกใจ ก็เลยไปซื้อ Ducati รุ่น 748 สายสปอร์ต อยากลองขี่สนามดู แต่ไม่รุ่ง เพราะว่า สนามบ้านเรากับรถ cc แบบนี้ไม่ค่อยเหมาะกัน ก็เลยพักรถสปอร์ตไว้ แล้วก็กลับมาขับ Naked เหมือนเดิม
ก็เลยไปซื้อ Monster S4RS มา พอจากนั้นก็ไปขี่ สปอร์ตคลาสสิค ตอนนั้น Ducati ทำ GT1000 เเละ Sport 1000 ออกมาก็เลยซื้อมาทั้ง 3 คันเลย แต่ผมซื้อทีละคันนะ ผมเลยซื้อ GT1000 มาก่อน มันเป็นครัชเปียกนะ ปกติมันต้องเป็นครัชแห้ง ก็เลยไปเอา Sport 1000 Monoposto มาสักพักหนึ่งก็ขาย แล้วก็มีรุ่นพี่ขาย Paul Smart แล้วพอขี่ Paul Smart ระหว่างนั้นก็มีคลาสสิคด้วยแล้วจริงๆ เราก็ชอบคลาสสิคมาก่อน ก็จะมีพวก BMW R27 สูบเดียว 250 cc แล้วก็มา BMW 50/2 500 cc แล้วก็จบแค่นี้ เราก็ขี่สลับๆ แต่ไม่ค่อยออกจังหวัดหรอก แต่ถ้าออกต่างจังหวัด ก็จะใช้ Ducati ตลอด

หลังจาก Ducati นั้น มีอยู่ช่วงหนึ่งสำหรับเรา มอเตอร์ไซค์ สำหรับเรามันเป็นเหมือนเพื่อนนะ ช่วงนั้นมีรุ่นน้องอยู่เชียงใหม่ อยู่ต่างจังหวัดกันแล้วมันมากรุงเทพบ่อย แล้วมันขี่สายทัวร์ริ่งกันหมดเลย พวก Road Glide เป็นฮาเล่ไปแล้ว โดยส่วนตัวก็ไม่เคยคิดว่าตัวเองจะไปขี่ฮาเล่ ก็ตอนนั้นไปเขาใหญ่ แล้วมีรุ่นพี่มี Road King เอามาฝากจอดไว้ ปกติไปเขาใหญ่เราขี่ Ducati ตลอด เราก็ขี่อยากสบายๆ ขี่ดู Ducati แล้วเหนื่อย แล้วเพื่อนขี่ฮาเล่หมด เราก็เลยลองเอารถรุ่นพี่ไป เพิ่งรู้ว่ามันสบาย คือในชีวิต เคยขี่แต่รถลำบากไง พอขี่ฮาเล่ รู้งี้ขี่นานแล้ว มันก็มีปัญหา เรื่องหนัก เรื่องความสนุกมันน้อยลง
ความสนุกของการได้ขี่ Duacti
ตอนเราขี่ Ducati มันก็มีเเรงบิดเยอะ เเต่ฮาเล่มันก็มีเเรงบิดใกล้เคียงกันนะ แต่มันไม่กระโชกโฮกฮากเหมือนดูครัชตี้ แล้วช่วงนั้นอยู่กับเพื่อนที่เป็นฮาเล่หมด ก็ทนแรงเสียดทานไม่ไหว ก็ขาย Ducati มาซื้อฮาเล่ คันแรกก็เลยเริ่มซื้อ Road King Classic ปี 2007 เจอปัญหาละเพื่อนๆกลับต่างจังหวัดหมด ขี่ในกรุงเทพก็ขี่ไม่ค่อยสะดวก แต่ตอนนั้นก็มีความรูสึกชอบฮาเล่แล้วนะ ก็เลยเอาเล็กๆ ละกัน ช่วงนั้น 48 ออกพอดี ก็ซื้อมาแต่งยับเลยพอแต่งมาถึงจุดหนึ่ง ก็อยากไปสาย Custom ละ ช่วงนั้นได้ไปเมกาพอดี ไปดูงานรถแหละ ก็ไปที่เวกัส ก็ไปเจอ Zero ที่เค้าทำมาโชว์ เหมือนเป็นรถคัสตอมโอเว่อร์สเปคเค้า ใช้ชื่อว่า ซุปเปอร์ฟาส มั้ง คือสมัยก่อน Zero ยังไม่มีเหมือนทุกวันนี้ คัสตมบิ้วที่เป็นคันๆ Protection Line ก็มีน้อยมาก เหมือนไปตัดสูทอะ ต้องไปรอไว้เลย เราก็ให้รุ่นพี่เราถามว่าเค้าขายป่าว”

จนได้ Zero ครอบครอง
จนวันสุดท้ายเค้าขายอ่ะเรา ก็ให้เค้าจัดการซื้อแล้วส่งกลับมา เราก็เลยมี Zero ขี่จริงๆเราว่าเราขี่รถ Zero แท้ น่าจะเป็นคันแรกของประเทศไทยเลยนะ ขี่อยู่นานเลยอ้ะ พอขี่ Zero แล้วเราก็ชอบนะ ขี่แล้วทรมานนะ แต่มันเท่อ่ะ ไม่ซ้ำใคร รถมันขี่ง่าย แต่มันขี่แล้วเปลืองร่างกาย แต่คนชอบคิดว่ามันขี่ยาก แต่เราว่าตั้งแต่เราขี่มามันขี่ง่ายนะ เพราะรถมันบาง เตี้ย
คือจริงๆ แล้วสำหรับเราเองอ่ะที่เราชอบรถวิลเทจ ไม่ได้มาจากกระแส ที่ช่วงนี้ต้องยอมรับว่าหลายๆ ค่ายรถ 4-5 ปีมานี้ หลายๆ ค่ายรถ มันเอาตัวที่ประสบความสำเร็จเก่าๆ มาทำใหม่ซึ่งเป็นเพราะว่าจริงเก่าจริงๆ มันมีข้อจำกัด สมรรถนะ เรื่องของการทำเวลาการขี่ มันอาจจะไม่ได้ดีเท่ารถใหม่ แต่ไอ้ความไม่ดีของมัน ความไม่สมบูรณ์ของมัน ทำให้มีเสน่ห์ คือขี่ไปซ่อมไปคือทำให้เราต้องเรียนรู้มันไงว่ารถแต่ละคันต้องดูเเลยังไง คือเดี๋ยวนี้ขึ้นขี่สตาร์ทบิด ตบเกียร์ ไปได้เลย รถบางอย่าง อย่างรถเก่า รถคาร์บูอย่างนี้ ต้องรู้ว่าออกประมาณไหน ปล่อยคลัตช์ เลี้ยงคลัตช์ยังไง อย่างนี้มันจะมีเสน่ห์ของมัน”

สไตล์รถ บ่งบอกไลฟ์สไตล์ของตัวเอง
“เพราะจริงๆ เราเริ่มรถจากเวสป้าไงชอบความคลาสสิคอยู่แล้ว แล้วอยู่อย่างนึ่งรถมันคลาสสิคเราชอบแต่งตัวชอบแฟชั่นก็ไปได้ ไปได้ดี ถามว่าฮาเล่ไปได้มั้ยก็ไปได้ คือรถพวกนี้มันอิสระในการแต่งตัว คือจริงๆ ก็ไม่ได้แบ่งแยกอย่างนี้ ถ้าเราแต่งตัววิลเทจแล้วไปขี่สปอร์ตอ่ะ มันไม่เข้ากัน เพราะสมัยเราขี่สปอร์ตอ่ะเราก็ต้องเปลี่ยนรองเท้า เสื้อผ้า แต่นี่เต็มที่มันใส่ยีนส์ใส่เสื้อยืดได้ แต่หมวกกันน็อคอ่ะมันก็ต้องเป็นอีกฟิวหนึ่ง มันไปใส่หมวกครึ่งใบขี่สปอร์ตก็ไม่ได้ มันจะไปกันเป็นชุดไง เราก็เลยว่าสไตน์เราเอียงๆ มาทางนี้ แต่เราไม่แอนตี้รถอะไรเลย เพราะเราก็ชอบ แล้วแต่ละรถมันจะมีเสน่ห์ของมันอยู่แล้ว”

จากเรื่องมอเตอร์ไซค์นั้น ก็มาถึงเรื่องของร้านเบอเกอร์สุดเเนวของคุณโน๊ตกันบ้าง ว่ามันมีจุดเริ่มต้นได้อย่างไร กับคาเเรคเตอร์อดีตมือกีต้าร์วงดัง กับลุคสุดเเนวจนผสมผสานออกมาเป็น Buddy Boys ทุกวันนี้
“จริงๆแล้วเริ่มต้นเมื่อสัก 3 ปีที่แล้วที่ บัดดี้บอย เปิดครั้งแรกอ่ะ เราทำบัดดี้บอย ย้อนกลับไปยุค 1950 เราทำเเบบในหนัง Diner คือเราอินกับรถ ย้อนไปดูหนัง Diner มันเป็นเหมือนร้านที่ขายแฮมเบอร์เกอร์ ขายอาหารฟาสต์ฟู้ดต่างๆ ที่อยู่ริมถนนไฮเวย์ แล้วหน้าร้านมีที่จอดรถ ก็จะมีรถแบบพวก รถบรรทุก รถเมกัน เหมือนในหนังมาจอดเรียงๆ กันแล้วลงมาซื้ออาหาร เราก็ชอบ เราเห็นในหนังมาตั้งแต่เด็กๆ แล้วเมืองไทยยังไม่มี แล้วเราก็ชอบ ชอบความเป็นเมกัน ก็เลยทำเป็นเเนว Diner ก็เน้นขายแฮมเบอร์เกอร์

จนมีปัญหาย้ายที่ย้ายทางมาหมดสัญญา จังหวะที่พอดีที่นี่เป็นบ้าน แต่ยังคง Concept เป็นเมกัน แต่ Concept ก็เปลี่ยนไปแล้ว เราไม่ใช่ Diner เราจะไปทางเมกันที่เป็นแคลิฟอร์เนีย ที่เป็นร้านค่อนข้างวอมหน่อย ไม่จี๊ดจ๊าดเหมือนที่แล้ว ด้วยสถานที่ ที่เป็นริมถนนด้วย แล้วก็มีส่วน Outdoor เป็นจริงเป็นจังกว่าครั้งที่แล้ว ก็เลยดูแบบกลางคืนก็นั่งชิวได้ ก็หลักๆ เลยยังเป็นร้านอาหารแบบเมกัน ก็มีขายแอลกอฮอล์แต่ไม่เน้น คือเรามีหมดอ่ะ กาแฟ คือใครอยากมากินมาชิวมาได้หมด มาจัดกลุ่ม แต่เราก็ไม่ได้บอกว่าเป็นร้านเหล้า หรือร้านอาหารอย่างเดียว หรือเราเป็นร้านกาแฟอะไรอย่างนั้น คือ บาลานซ์ทุกอย่างให้มันโอเค ไม่ได้เน้นอะไร เราเป็นนักดนตรีด้วย ศุกร์ เสาร์ อาทิตย์ เล่น อะคูสติก เหมือนเล่นหน้าบ้านอ่ะ
อัพเดทผลงานล่าสุด
ตอนนี้หลักๆเลยก็มีวง The 10th Saturday เพิ่งมีปล่อย MV ออกไป แต่ว่าวงนี้มีเป็นเพลงสากลทั้งหมด ค่อนข้างอินดี้นิดหนึ่ง สมาชิก ก็จะมีคุ้นหน้าคุ้นตากัน ก็จะมีบ๋อม โปเตโต้เก่าตีกลอง ฝ้าย วงซุปเปอร์ซับ เล่นเบส นักร้องก็น้องเบลที่เป็นดีเจ อยู่ เวอจิ้นฮิต ก็จะเป็นวงที่เหมือนเป็นอีกแนวทางที่เราอยากทำ แล้วตอนนี้เหมือนธุรกิจดนตรีมันไร้ขอบเขตไปแล้วมันมีช่องทาง เลยรู้สึกว่าเราอยากทำอะไรที่มันใหม่ๆ แล้วตอนนี้กำลังจะทำซิงเกิ้ลใหม่อยู่ แล้วตอนนี้ค่อนข้างจะแน่ใจว่าจะกลับไปอยู่กับ ฟองเบียร์ เหมือนเดิม ทำ Production House ร่วมกันทำ MV ถ้าสนใจก็ดูไอจีผมเลยก็ได้ครับ note_buddyboys ผมจะอัพเดตทุกอย่างลง ไอจีส่วนตัวผลงานผมช่วงนี้ คุณโน๊ต กล่าวทิ้งท้าย
สุดท้ายนี้ทางทีมงานก็หวังว่าเพื่อนๆเเละเเฟนๆของคุณโน๊ต อดีตมือกีต้าร์วงโปเตโต้ คงจะได้อัพเดทเกี่ยวกับทั้งเรื่องมอเตอร์ไซค์เเละเรื่องธุรกิจของคุณโน๊ตได้ไม่มากก็น้อย เเละหวังว่าบทสัมภาษณ์นี้จะช่วยให้เพื่อนๆกล้าทำในสิ่งที่เป็นตัวตนของตัวเองอย่างคุณโน๊ตครับ


Comments