PREVIEW : ออกไปท้าทายบนเส้นทางใหม่ก่อนใครกับ Honda CRF 300 L & CRF 300 Rally

โดย /
เค้าว่าเจอกล้องให้ยิ้มและหันมอง

ก่อนอื่นเลยต้องขอขอบคุณทาง Honda ด้วยนะครับ ที่ให้เกียรติกับเราได้มาร่วมขับขี่กับ Honda CRF 300 L และ CRF 300 Rally บนเส้นทางสนุกสนานสุดมันส์ของ โป่งดินดำ ที่จังหวัดชลบุรีในครั้งนี้ ซึ่งจริงๆแล้วเราเองเคยได้ขับขี่ CRF 250 L กันมาบ้างในระดับนึง แต่คราวนี้มาดูกันเลยดีกว่าว่า กับการปรับปรุงของ Honda ในปีนี้ ที่เขย่าออกมาจนเป็น CRF 300 L จะมีอะไรที่น่าสนใจกันบ้าง

CRF 250 L เปิดตัวครั้งแรกในช่วงปี 2012 โดยใช้พื้นฐานของเครื่องยนต์จาก CBR 250R นั่นแหล่ะครับ ก่อนที่จะปรับมาให้เหมาะสมกับการขับขี่ในแบบ Dual Purpose มากขึ้น ก่อนที่จะได้รับการปรับปรุงเพียงเล็กน้อยในช่วงปี 2017 พร้อมกับการเปิดตัว CRF 250 Rally ที่มาด้วยรูปลักษณ์ที่ได้แรงบันดาลใจจากตัวแข่ง CRF 450 Rally ย่อส่วนลงมา

และในปี 2020 นี้ก็จัดได้ว่าเป็นฤกษ์ดีเลยทีเดียวสำหรับ Honda ที่ได้ทำการปรับปรุง CRF 250 L ในหลายด้านด้วยกันจนออกมาเป็น CRF 300 L  และ CRF 300 Rally ที่เราจะได้มา “ยับ” กันในการขับขี่ครั้งนี้

ในแบบคลิปที่นี่เลย

ซึ่งคราวนี้จะขอแบบหัวข้อหลักในรีวิวนี้ไว้ตามนี้เลย

  1. รูปลักษณ์ทั่วไป
  2. รายละเอียดทางเทคนิคที่น่าสนใจ
  3. CRF 250 VS CRF 300
  4. การขับขี่ไปกับ CRF 300 Rally
  5. การขับขี่ไปกับ CRF 300 L
  6. ข้อดี/ข้อสังเกต/ข้อเสีย
  7. น่าจะเหมาะกับ / ไม่เหมาะกับ
  8. สรุป
  9. แถม

รูปลักษณ์ทั่วไป

[บน] CRF 300 Series ที่มากับ L และ Rally เพื่อรองรับการใช้งานที่แตกต่างกัน

[ล่างซ้าย] ไฟหน้าของ CRF 300 L ที่ปรับให้ดูโฉบเฉี่ยวมากขึ้น

[ล่างขวา] ชุดไฟหน้าของ CRF 300 Rally ที่มีเอกลักษณ์ในแบบของตัวเอง ยังคงสืบทอดมากจากตัวแข่งอย่าง CRF 450 Rally ไว้อย่างลงตัว

[บนซ้าย] ชุดปั๊มเบรคหลังที่ทาง Honda แจ้งว่าเป็นสเปคของการขับขี่ในแบบ Enduro

[บนขวา] การย้ายหม้อน้ำมาไว้ทางด้านขวาแทนจากด้านซ้าย ซึ่งลดการเสียหาย พร้อมทั้งช่วยจัดการน้ำหนักของตัวรถให้เหมาะสมขึ้นจากการรีดน้ำหนักลงถึง 5 kg ด้วยกัน

[ล่างซ้าย] ชุดปั๊มเบรคล่างจาก nissin  ที่ให้การเกลี่ยและคุมแรงเบรคได้ง่ายบนเส้นทางดิน

[ล่างขวา] ชุดอุปกรณ์ที่เข้าถึงได้ง่ายบริเวณท้ายรถ

รายละเอียดทางเทคนิคที่น่าสนใจ

จริงๆแล้วทั้ง  CRF 300 L และ CRF 300 Rally นั้นมีพื้นฐานของตัวรถเหมือนกันเลยหล่ะครับ ไม่ว่าจะเป็นเครื่องยนต์ เฟรม และอุปกรณ์พื้นฐานทั่วไป จะมีแตกต่างกันบ้างคือ CRF 300 Rally จะยกให้สูงขึ้น พร้อมด้วยขนาดถังน้ำมันที่ใหญ่ขึ้น

พร้อมให้ CRF 300 Rally รองรับการใช้งานในแบบการเดินทางที่ครอบคลุมมากขึ้นในแบบ Adventure ในขณะที่ CRF 300 L จะเหมาะกับการขับขี่ในแบบ Enduro ซะมากกว่า รายละเอียดจะมีอะไรที่แตกต่างกันบ้างเราสรุปกันมาง่ายๆตามตารางนี้เลย

CRF 250 VS CRF 300

ในส่วนของความแตกต่างบนพื้นฐานของตัวรถเดียวกันระหว่าง CRF 250 และ CRF 300 ก็จะสรุปได้ประมาณนี้เลย (อ้างจาก CRF 250 L และ CRF 300 L)

การขับขี่กับ CRF 300 Rally

ต้องบอกว่าจริงๆแล้วนี่เป็นครั้งแรกที่เราได้ขับขี่ CRF ตัว Rally กันหล่ะครับ บนรถที่พัฒนาเพื่อการเดินทางในแบบ Adventure ด้วยท่านั่งในการขับขี่ที่ใกล้เคียงกับ CRF 300 L แต่ความสูงของเบาะที่มากขึ้น ซึ่งสำหรับผู้ขับขี่ที่ความสูง 175 cm น้ำหนัก 65 kg ไม่มีปัญหาอะไรครับ ลงกลางเท้าได้ทั้งสองข้างสบายๆ 

ถังน้ำมันขนาด 12.8 L ขนาดใหญ่ กับน้ำหนักตัวรถที่เพิ่มจาก CRF 300 L มาเป็น 150 kg พร้อมความสูงเบาะที่สูงขึ้น ให้ความรู้สึกที่ค่อนข้างหนักพอสมควรเมื่อยกรถขึ้นตั้งตรง การส่งคันเร่งนุ่มขึ้นกว่า CRF 300 L ซึ่งมาจากภาระของตัวรถเองที่มากขึ้นไปด้วย การต่อเกียร์ในย่าน 1-2 ให้ระยะที่ค่อนข้างชิด แต่ยังคงไว้ซึ่งความนุ่มนวลของคันเร่ง ที่ทำให้การคุมคันเร่งยังทำได้ง่าย

การผ่านอุปสรรคต่างๆ ในสภาพการทดสอบการขับขี่ที่ต้องบอกว่าเป็นทางในแบบท่องเที่ยวทางดิน ทำได้ค่อนข้างดี ยางเดิมมาตรฐานติดรถมาตอบสนองกับการใช้งานทั่วไปได้ค่อนข้างดี แต่ถ้าเป็นทางดินเลนเลยนี่หล่ะก็ น่าจะต้องลุ้นกันนิดนึงหล่ะครับ 

ในย่านเกียร์ 2 ของ CRF 300 Rally ยังให้แรงบิดที่เชื่อถือได้ ส่งดันขึ้นเนินชันคันเร่งเดียวยังพอได้อยู่ แต่ถ้าในสภาพการเดินทางแบบ “เข้าป่า” หล่ะก็ ทดเสตอร์ช่วยซักนิดนึงน่าจะมีกำลังที่จัดจ้าน และส่งให้พ้นเนินชันได้ง่ายขึ้นพอสมควรเลยทีเดียว

ช่วงล่างของ CRF 300 Rally กับการปรับตั้งที่นุ่ม (เพื่อให้เข้าถึงผู้ขับขี่ที่มีทักษะหลากหลายได้ง่าย) ให้การรับแรงกระแทกในสภาพถนนต่างๆได้ค่อนข้างดี แต่อาการของตัวรถมีการดีด และยันที่ช่วงท้ายได้ ซึ่งตรงนี้แนะนำให้ใช้ท่ายืนในการขับขี่แทนหล่ะครับ ไม่งั้นบอกเลยว่า “มีจุก” แน่นอน การส่งคันเร่งให้รถลอยขึ้น มีอาการท้ายขวางนิดๆ ได้อยู่บ้าง 

ช่วงเบาะด้านหน้าที่ค่อนข้างชัน ถูกออกแบบเพื่อให้กระชับกับท่ายืน และช่วยดันไว้เมื่อขับขี่ไปเจออุปสรรคที่ต้องจัมพ์ ช่วยลดอาการกระแทกกับถังน้ำมันด้วยหล่ะครับ

ซึ่งการเลี้ยวในมุมแคบ หรือความเร็ว บนเส้นทางดิน อาการของรถจะออกได้ที่ช่วงท้ายที่นุ่มอาจจะมีอากรท้ายสับได้บ้างนิดหน่อย แต่ยังพอประคองตัวรถไปได้เรื่อยๆตามเส้นทางหล่ะครับ

ระบบเบรคที่ให้มาสำหรับการขับขี่ในแบบทางดินแบบนี้ “เหลือเฟือ” แล้วหล่ะครับ แม้ออกจะไหลไปนิดๆ บ้าง แต่ถือว่าให้ระยะการเกลี่ยน้ำหนักเบรคที่ค่อนข้างดี ซึ่งช่วยให้เราคุมแรงเบรคเมื่อลงทางชันได้ค่อนข้างง่ายเลยทีเดียว

การขับขี่กับ CRF 300 L

ในส่วนของ CRF 300 L ซึ่งจะเน้นไปที่การใช้งานในแบบ Enduro มากกว่านั้น อุปกรณ์พื้นฐานไม่แตกต่างกันครับ แต่ด้วยน้ำหนักของตัวรถที่เบากว่า คือที่ 138 kg (-12kg จาก CRF 300 L Rally และ -5kg จาก CRF 250 L ) …​ “เห็นผล” การยกรถขึ้นตั้งตรงทำได้แบบเบาแรงมากขึ้น การคุมอาการของรถในสภาวะต่างๆ ทำได้ง่ายขึ้น

สิ่งที่โดดเด่นขึ้นมาของ CRF 300 L คือเรื่องของแรงบิดที่ติดมือ และจัดจ้านขึ้น แต่ยังคงไว้ซึ่งความนุ่มของคันเร่งที่ทำให้เราคุมคันเร่งในระหว่างเลี้ยวโค้งได้ง่าย ยางมาตรฐานที่ติดมากับรถเป็นยางแบบกึ่งทางเรียบ / ทางดิน เพราะฉนั้น เปิดคันเร่งสักนิดนึง … พร้อมส่งให้ท้ายสไลด์ออกได้สวยๆเลยทีเดียว

การขับขี่ในท่านั่งกับ CRF 300 L ทำได้ค่อนข้างง่าย สำหรับผู้ขับขี่ที่มีความสูง 175 cm CRF 300 L ให้ท่านั่งที่เป็นมิตรกับผู้ขับขี่ที่มีสรีระหลากหลาย ช่วงขาที่กำลังดี ทำให้ไม่ต้องงอขามากเกินไป ในส่วนของท่ายืนขับขี่นั้น CRF 300 L ทำได้ดีมาก ให้ความรู้สึกที่ยึดเกาะไปกับช่วงล่างของร่างกายได้อย่างดีมาก จะมีติดขัดบ้างตรงตำแหน่งของแฮนด์ ที่บังคับให้ร่างกายเขยิบไปข้างหน้าบนถังเนี่ยแหล่ะครับ


แต่ถ้าสรีระที่ประมาณ 165-170 cm อาจจะรู้สึกพอดีกับช่วงแขน ซึ่งตรงนี้ก็ขึ้นอยู่กับสรีระของเพื่อนๆเองด้วยหล่ะน้า

ด้วยการปรับตั้งช่วงล่างที่นุ่มเกิน และให้การคืนตัวที่ค่อนข้างไว ทำให้จังหวะการจัมพ์ขึ้นเนินกระโดดมีอาการยันที่โช้คหลังได้เล็กน้อย ซึ่งต้องใช้การกดน้ำหนักตัวก่อนจังหวะเทคกระโดดเข้ามาช่วยซักหน่อย เพื่อช่วยลดอาการท้ายดีดให้เสียวเล่นนั่นแหล่ะครับ แต่ในจังหวะลง แม้ว่าผู้ขับขี่จะมีน้ำหนักเพียง 65 kg ก็มีอาการยัน และดีดท้ายได้บ้าง ซึ่งอาการท้ายขวางนิดๆ ยังมีอยู่เหมือนเดิมกับ CRF 300 L คันนี้

เบรคมาตรฐานติดรถ “พอ” กับการใช้งานทั่วไป หรือจะเป็นการท่องเที่ยวในแบบเข้าป่าแล้วหล่ะครับ ระยะการเกลี่ยน้ำหนักเบรคทำได้ค่อนข้างง่าย และยังให้การหยุดที่เชื่อถือได้บนทางดิน ถ้าได้ยางดินดีๆหน่อยหล่ะก็ แหล่มเลย

ข้อดี / ข้อสังเกต / ข้อเสีย

ข้อดี

  • เครื่องยนต์ที่มีความจุสูงขึ้น ให้การเดินคันเร่งที่แน่นขึ้น และส่งแรงบิดได้ดั่งใจ
  • น้ำหนักรถที่เบาลงจาก CRF 250 L ถึง 5 kg อาจจะดูไม่มาก แต่บอกเลยว่าแตกต่างจากเดิมเยอะ
  • ท่านั่งที่สบาย มาพร้อมท่ายืนขับขี่ที่ดี ซึ่งให้การยึดเกาะของรถ และขาของผู้ขับขี่ที่ดี ให้ความรู้สึกแน่นๆ ที่ช่วงขาเมื่อยืนขับขี่ ซึ่งทำให้รู้สึกมั่นใจได้มากขึ้น
  • ระบบคลัทช์แบบ Slip Assist ช่วยลดอาการท้ายส่าย หรือสไลด์ เมื่อลงเกียร์ต่อเนื่องหนักๆ ซึ่งทำให้ได้เสถียรภาพของการขับขี่ที่ดีขึ้นอย่างเห็นได้ชัด (เมื่อเทียบกับ CRF 250 L)

ข้อสังเกต /ข้อเสีย

  • ช่วงล่างเดิมๆ ที่ดีดไวไปซักหน่อย ทำให้อาการของตัวรถออกค่อนข้างมากไปซักนิดนึง ซึ่งตรงนี้ต้องลองหาทางปรับตั้ง หรือปรับแต่งให้เหมาะสมกับการใช้งานในรูปแบบต่างๆอีกทีหล่ะครับ
  • บน CRF 300 Rally ตำแหน่งแฮนด์ที่จะรู้สึกเหมือนดึงตัวไปข้างหน้า ให้ความรู้สึกที่แปลกนิดๆ สำหรับสรีระ 175 cm แต่ถ้าช่วงความสูงประมาณ 165-170 cm จะรู้สึกพอดีขึ้น ตรงนี้แล้วแต่สรีระหล่ะครับ แต่กับ CRF 300 L รู้สึกกำลังดีหล่ะครับ

น่าจะเหมาะกับ / ไม่เหมาะกับ

CRF 300 L 

  • น่าจะเหมาะกับเพื่อนๆที่ชอบการขับขี่ในแบบดันเนิน อัดเสตอร์หลังช่วยสักนิดนะ สนุกเลย
  • ส่วนการขับขี่ในแบบเซอร์กิต น่าจะต้องปรับตั้งช่วงล่างช่วยพอสมควรหล่ะครับ ถึงจะตอบสนองได้ดีมากขึ้น
  • ถ้าเข้าป่าเลยก็ไหวหล่ะ แต่ทั้งที่ก็ต้องอยู่ที่สรีระของผู้ขับขี่เองด้วยนะครับ

CRF 300 Rally

  • “สูงจัง” ถ้าสัดส่วนซัก 175 cm ขึ้นไปหล่ะก็สบาย แต่ถ้าอยู่ในช่วง 160-165 cm นี่น่าจะลำบากซักนิดหล่ะครับ แต่ถ้าทักษะดีๆหล่ะก็ CRF 300 Rally พร้อมขี่ลุยเข้าป่าได้แบบ มันส์มาก แน่นอน
  • เดินทางท่องเที่ยวในแบบที่ “ไม่ต้องกังวล” ว่าเส้นทางข้างหน้าจะเป็นอย่างไร เพราะ CRF 300 Rally มาแบบ “พร้อมรับ” กับสถานการณ์ต่างๆได้ทันที

สรุป

ด้วยราคาของ CRF 300 L และ CRF 300 Rally ที่เพิ่มขึ้นเล็กน้อยมาอยู่ที่ 145,800 บาท และ 172,200 บาท ที่มากับการปรับปรุงพื้นฐานของตัวรถที่เน้นไปที่เครื่องยนต์ที่ให้แรงบิดสูงขึ้น และน้ำหนักที่เบาลง ทำให้ CRF 300 L สามารถเข้าถึง และขับขี่ได้ง่ายขึ้นสำหรับผู้ขับขี่ที่มีพื้นฐานหลากหลาย การควบคุมบนตัวรถทำได้ง่าย และใช้เรี่ยวแรงในการขับขี่ที่น้อยลงพอสมควรเลยทีเดียว

ระบบเบรคมาตรฐาน เพียงพอสำหรับการใช้งานทั่วไป และยังคงพอสำหรับการขับขี่ในแบบท่องเที่ยวบนทางดิน ซึ่งมากับช่วงล่างที่นุ่ม และให้การตอบสนองที่กว้างสำหรับสภาพถนนที่แตกต่างกัน แต่ทั้งนี้อาการยวบ ย้วย และดีด ของช่วงท้ายยังมีให้รู้สึกได้อย่างชัดเจน 

ท่านั่ง และท่ายืนของการขับขี่เข้าถึงได้ง่ายด้วยสรีระของผู้ขับขี่ในย่าน 160-170 cm สำหรับ สรีระที่ 175 cm อาจจะรู้สึกว่าตำแหน่งแฮนด์ดึงให้ตัวไปข้างหน้าเยอะไปซักหน่อย แต่ตรงนี้ปรับแต่งนิดหน่อยก็จบหล่ะครับ

โดยรวมแล้วหากมองหารถสักคันนึงที่มีพื้นฐานของเครื่องยนต์ที่เพียงพอ ความสูงของตัวรถที่พร้อมฝ่าในอุปสรรคต่างๆ และมากับอะไหล่ที่สามารถใช้ทดแทนได้เยอะ และง่าย เพื่อการขับขี่ทั้งการใช้งานในชีวิตประจำวัน และการท่องเที่ยวในแบบทางดินแล้วหล่ะก็ CRF 300 จัดว่าเป็นตัวเลือกที่โดดเด่นขึ้นมาเลยทีเดียว … ปรับช่วงล่างซักหน่อยนะ สนุกแน่ !


Comments