Preview : MV Agusta F3 800 งานศิลป์ ที่มากับอารมณ์ พร้อมพริ้วไหวในทุกรูปแบบ

โดย /

หากจะกล่าวถึงมอเตอร์ไซค์สักแบรนด์นึงที่มาพร้อมด้วยการออกแบบอย่างลงตัวในทุกมิติของตัวรถ ที่ทำให้แทบทุกคนต่างต้องมนต์สะกดในรูปลักษณ์ที่โดดเด่นแล้วหล่ะก็ ต้องมี MV Agusta ขึ้นมาเป็นอันดับต้นๆอย่างแน่นอน

MV Agusta นับได้ว่าเป็นอีกแบรนด์นึงที่มีต้นกำเนิดตั้งแต่ปีค.ศ. 1945 จากประเทศอิตาลี ที่ในทุกวันนี้ขึ้นชื่อในเรื่องของการออกแบบตัวรถที่งดงามอย่างลงตัวในทุกมิติของตัวรถ ซึ่ง MV Agusta ก็มีอายุอานามของแบรนด์มาร่วม 70 กว่าปีแล้วทีเดียว กับจุดกำเนิดที่มาจากความหลงใหลในเครื่องจักร และมอเตอร์ไซค์เพื่อการแข่งขัน และยังคว้าชัยได้ตั้งแต่ครั้งแรกที่ลงแข่งในปี 1948 โดยฝีมือของ Franco Bertoni ในศึก Isle of Man TT

พร้อมด้วยการทะยอยบันทึกสถิติมาอย่างต่อเนื่อง ผ่านการขับขี่จากนักแข่งที่ขึ้นชื่อว่าเป็น “ตำนาน” มาอย่างมากมาย ไม่ว่าจะเป็น Mike Hailwood หรือจะเป็น Giacomo Agostini ผู้ครองบัลลังค์ของแชมป์ในระดับ Grand Prix 122 ครั้ง (Valentino Rossi รั้งอันดับ 2 ด้วยสถิติ 114 ครั้ง) (ในเดือน พ.ค. 2017)

และในครั้งนี้ต้องขอขอบคุณทาง Motorcycle Kingdom นำทีมมาโดยพี่ดอม เหตระกูล ที่ให้เกียรติกับผมได้มาทำการขับขี่บน MV Agusta F3 800 รถสปอร์ตในพิกัดกลางจากทาง MV Agusta คันนี้ บนสนามขับขี่ทางเรียบ พีระ เซอร์กิต พัทยา ซึ่งเป็นสนามนึงที่ทำความเร็วได้ค่อนข้างสูง ให้ได้ขี่กันแบบเต็มเหนี่ยว (แต่ผมนี่แบบ เสียวเบาๆ)

MV Agusta F3 800 เปิดตัวขึ้นครั้งแรกในช่วงปี 2013 ที่เป็นการพัฒนาโดยใช้พื้นฐานร่วมกับ F3 675 เพิ่มเติมขึ้นคือความจุของเครื่องยนต์จาก 675 cc มาเป็น 798 cc ซึ่งทำให้มีแรงบิดเพิ่มขึ้นอีก 8.4 Nm พร้อมด้วยแรงม้าอีก 20 hp ซุกซ่อนไว้ในตัวรถที่กระทัดรัดให้พร้อมทะยานได้ตลอดเวลา ด้วยขุมพลังในแบบ 3 สูบ ที่โดดเด่น และเต็มเปี่ยมด้วยคาแรคเตอร์ของ MV Agusta อันเป็นเอกลักษณ์

ในการพรีวิวครั้งนี้จะขอเน้นไปที่ “การขับขี่ในสนามทางเรียบ” เป็นหลักเลยนะครับ หัวข้อตามนี้เลย

  • รูปลักษณ์ทั่วไป
  • รายละเอียดทางเทคนิคที่น่าสนใจ
  • สัดส่วนคน และรถ
  • การขับขี่บนสนามทางเรียบ
  • ข้อดี/ข้อสังเกต/ข้อเสีย
  • น่าจะเหมาะกับ / ไม่เหมาะกับ
  • สรุป

รูปลักษณ์ทั่วไป

ทรวดทรงของมุมมองจากผู้ขับขี่ กับทรงถังน้ำมันที่โหนกนูนออกด้านบน เพื่อให้ช่วงขากระชับ และเอื้อให้สามารถใช้ร่างกายช่วงล่างในการช่วยบังคับรถให้พลิกไปมาได้อย่างคล่องแคล่ว ตามมาด้วยส่วนของไฟท้ายที่เป็นเอกลักษณ์ของ F3 800 [ล่างซ้าย]

 

[บนซ้าย] หน้าจอของตัวรถ ที่ช่างน่าเสียดายที่ผมไม่ได้มีเวลาเล่นแบบเต็มๆ ซึ่งหน้าจอนี้หลักๆเลยจะแสดงข้อมูลครบไม่ว่าจะเป็น มาตรความเร็ว, มาตรวัดรอบ, ไฟบอกตำแหน่งเกียร์, ระดับการทำงานของ Traction control, ระดับการทำงานของ ABS, ระดับน้ำมันเชื้อเพลิง, โหมดการขับขี่ (engine map) และข้อมูลอื่นๆ ที่สามารถเข้าถึงได้ด้วยการใช้สวิทช์นุ่มมือ บนประกับไฟทางด้านซ้าย ไฟเตือนระยะเข้าเซอร์วิส พร้อมด้วยการจับเวลาการขับขี่ต่อรอบบนสนามทางเรียบ

[ล่างซ้าย] พลังที่ล้นเหลือ มากับแรงเบรคที่อัดแน่นด้วยจานเบรคหน้าคู่ขนาด 320 mm พร้อมคาลิปเปอร์เบรคจาก Brembo แบบ Monobloc [ล่างขวา] ผสานกับการควบคุม และรองรับการใช้งานที่มุ่งเน้นไปบนทางเรียบด้วยกันสะเทือนหลังจาก Sachs และหน้าจาก Marzocchi

 

[บนซ้าย] ประกับไฟทางด้านซ้ายที่มากับการควบคุมครบครัน ด้วยสวิทช์แบบนุ่มๆมือ เข้าถึงการแสดงผลต่างๆของตัวรถ ได้ค่อนข้างง่าย และเรียนรู้ได้ค่อนข้างไว [บนขวา] ส่วนประกับไฟทางด้านขวามากับ สวิทช์ off-run, สวิทช์สตาร์ทการทำงานของเครื่องยนต์ ซึ่งใช้ในการเลือกโหมดการขับขี่ (engine map) เมื่อสตาร์ทเครื่องยนต์แล้ว

[ล่างซ้าย] เพิ่มเกียร์ได้อย่างรวดเร็ว แบบไม่ต้องใช้คลัตช์ด้วย Quick shifter จาก MV Agusta ที่ติดตั้งมาให้เป็นมาตรฐานสำหรับ F3 800 คันนี้ [ล่างขวา] คายไอเสียด้วยท่อไอเสียออก 3 ท่อที่เป็นเอกลักษณ์สำหรับเครื่องยนต์ในแบบ 3 สูบของ MV Agusta

 

รายละเอียดทางเทคนิคที่น่าสนใจ

สวิงอาร์มหลังแบบแขนเดี่ยว ที่อวดวงล้อเต็มๆ รับกับปลายท่อไอเสีย 3 ใบที่โดดเด่นของ F3 800 ซุกซ่อนหม้อพักใบใหญ่ไว้ใต้ท้องรถแบบเนียนๆ

MV Agusta F3 800 มีการใช้เครื่องยนต์ที่มีการหมุนของเพลาข้อเหวี่ยงในทิศทางตรงกันข้ามกับล้อ (Counter Rotating Crankshaft) ที่เริ่มต้นใช้มาตั้งแต่ F3 675 โดยจุดเด่นที่ทาง MV Agusta เลือกใช้การหมุนแบบนี้คือ เพื่อช่วยลดแรงเฉื่อยของตัวรถ ที่เกิดจากการหมุนในทิศทางเดียวกับของเครื่องยนต์ และล้อ แล้วมีผลอย่างไร เดี๋ยวรู้กัน !

สำหรับ Counter Rotating Crankshaft “เท่าที่ผมทราบ” จะมีใช้กันในตัวแข่ง MotoGP เป็นหลัก ในส่วนของรถที่ผลิตขายทั่วไปจะใช้ เพลาข้อเหวี่ยงที่หมุนตามทิศทางของล้อนะครับ

ในส่วนของระบบไฟฟ้าของตัวรถคันนี้เองก็มาพร้อมกับระบบความปลอดภัย และระบบไฟฟ้าที่เข้ามาช่วยผู้ขับขี่แบบครบๆ ตามนี้เลย แต่ทั้งนี้ต้องบอกก่อนว่าในเวลาจำกัด ผมเองได้เล่นแค่ Engine map (โหมดการขับขี่) normal, sport หล่ะครับหลักๆเลย สำหรับการพรีวิวครั้งนี้

 

สัดส่วนคน และรถ

สำหรับผมเองที่สัดส่วนคงเดิมไม่เปลี่ยนแปลงที่ 163 cm พร้อมด้วยการแบกน้ำหนักที่ 67 kg ลงปลายเท้าได้ข้างนึง !!! แม้ว่า MV Agusta F3 800 จะมีเบาะนั่งที่ความสูง 805 mm แต่ด้วยปีกเบาะที่ค่อนข้างกว้าง ทำให้ต้องกางขาออกไปอีก จากที่ปลายเท้าอยู่แล้ว เลยยิ่ง … บัลเล่ต์ เข้าไปอีก เอ้าเฮ …

แต่ทั้งนี้ยังดีที่น้ำหนักตัวรถไม่ค่อยหนักมาก คือรวมของเหลวแล้วน่าจะประมาณ 195 kg พร้อมด้วยเครื่องยนต์ในแบบ 3 สูบ ของ MV Agusta ที่มีมิติเล็ก รวมไปถึงการจัดวางน้ำหนักรวมของรถที่ดีมาก การยกรถขึ้นตั้งตรงจึงยังทำได้ง่ายๆ ไม่ได้รู้สึกว่ารถหนัก หรือเป็นภาระอะไร ในการตั้งรถตรง

ส่วนสัดส่วนที่ 180 cm น้ำหนัก 76 kg … เต็มขาอีกแระ … no comment !!!!

 

การขับขี่บนสนามทางเรียบ #1

ความรู้สึกแรกที่ได้ขึ้นไปคร่อมอยู่บน MV Agusta F3 800 คันนี้นั่นคือ น้ำหนักของตัวรถที่เบามาก การตั้งรถตรงทำได้โดยง่าย โดยแทบไม่เป็นภาระอะไรกับผมเลย และต้องบอกตรงๆว่าตอนแรกสุดก่อนที่จะเริ่มมาอ่านรายละเอียดของตัวรถ ผมเองคาดว่า F3 800 น่าจะมีน้ำหนักราวๆ 175-180 kg เท่านั่นเอง แต่ในความเป็นจริง น้ำหนักของตัวรถรวมของเหลวนั้นน่าจะอยู่ที่ประมาณ 195 kg เลยทีเดียว

เมื่อเริ่มเคลื่อนที่ออกไปช้าๆ มิติต่างๆ การควบคุม ท่านั่งบน F3 800 ให้ความรู้สึกที่กระทัดรัด พอดิบพอดีไปหมด ช่วงท่านั่ง ทั้งในท่าเตรียมเบรค การจัดท่าทางในการเลี้ยว การหมอบในช่วงทางตรง ทำได้อย่างลงตัว และรองรับกับสรีระของผู้ขับขี่ทั้งสองคนที่มีสัดส่วนระหว่าง 163 cm – 180 cm ได้ค่อนข้างดี

กำลังของเครื่องยนต์ในแบบ 3 สูบของ MV Agusta F3 800 คันนี้ให้อารมณ์ที่ดุดัน เร้าใจ ทุกครั้งที่รีดคันเร่งส่งออกไปในช่วงรอบต่ำ-กลาง จะสัมผัสได้ถึงคาแรคเตอร์ที่โดดเด่นของขุมพลังที่พร้อมจะถ่ายแรงบิดออกมามากมาย พาให้ตัวรถ และผู้ขับขี่ทะยานออกจากโค้งได้อย่างรวดเร็ว ให้ความรู้สึกที่ตัวรถพร้อมจะทะยานออกจากโค้งได้ตลอดเวลา รอบของเครื่องยนต์กวาดขึ้นได้ไว จนไปถึงช่วงตัดรอบที่ 13,500 rpm ได้แบบ “ไม่รู้ตัว”

และสิ่งนึงที่ทำให้แปลกใจได้มากกับ F3 800 คันนี้คือ ผมเองปรับตัวเข้าหารถได้ง่าย และเร็วมาก เพียงแค่ 1-2 รอบของสนาม ก็รู้สึกมั่นใจที่จะลองเพิ่มความเร็วขึ้นเรื่อยๆ บีบไลน์ให้แคบลง ทำความเร็วมากขึ้นเรื่อยๆอย่างต่อเนื่อง จนผมเองเนี่ยแหล่ะครับไม่ไหวหล่ะ ช่วงบ่ายของวันนี้อากาศร้อนมากมายเหลือเกิน เดี๋ยวจะพลาดแล้วจะไม่สนุกเอา

 

การขับขี่บนสนามทางเรียบ #2

การจัดท่าทางในการขับขี่บน F3 800 คันนี้ทำได้อย่างคล่องแคล่วมากคือเพียงแค่ขยับตัวนิดหน่อย ก็ลงตัวพอดิบพอดี การพลิกรถเข้าโค้ง S คือความสนุกอย่างนึงบน F3 800 คันนี้ ตัวรถเค้าพร้อมที่จะเลี้ยว และตอบสนองกับการควบคุมของผู้ขับขี่ได้อย่างคล่องแคล่ว ว่องไวมาก ซึ่งสำหรับผมเอง MV Agusta F3 800 เป็นรถสปอร์ตในพิกัดกลางคันนึงที่พลิกรถได้ไวมากที่สุดเลยทีเดียว ซึ่งไม่มั่นใจว่าตรงนี้มีส่วนมาจากการวางเพลาข้อเหวี่ยงให้หมุนในทิศทางตรงกันข้ามหรือไม่นะครับ แต่น่าจะมีแหล่ะบอกเลย !

คันเร่งไฟฟ้าบน F3 800 คันนี้ค่อนข้างจะมีระยะฟรีที่น้อยไปสักนิด และนุ่มมือมาก แทบไม่มีอาการรั้งของสายคันเร่งอะไร การเปิดคันเร่งตั้งแต่ 0%-100% ทำได้โดยแทบไม่มีอาการหนืดอะไรมาหน่วงให้รู้สึกเลย เรียกได้ว่า นี่เราเปิดคันเร่งสุดไปตั้งแต่เมื่อไหร่กันเนี่ย ซึ่งตรงนี้ต้องปรับตัวสักนิดนะครับ น้ำหนักมือจะกะยากกว่ารถที่ใช้คันเร่งแบบสาย หรือคันเร่งไฟฟ้าอื่นๆ ที่มีอาการหนืดๆ ได้นิดๆ

การต่อเกียร์ขึ้นของ Quick Shifter ทำงานได้ค่อนข้างดี คือยังมีรอยต่อของการส่งกำลังได้ มีอาการที่ผมเรียกว่า เด้ง เบาๆ ได้นิดหน่อย สุ้มเสียงของเครื่องยนต์ในจังหวะเปลี่ยนเกียร์รอบสูง … มันส์ มาก !

ช่วงล่างมาตรฐานจากโรงงานให้การตอบสนองกับการขับขี่บนทางเรียบได้ค่อนข้างดี สำหรับน้ำหนักตัวของผมที่ 67 kg อาจจะดีดช่วงท้ายมากไปสักนิดหน่อย ซึ่งส่งมาถึงช่วงหน้าได้บ้าง แต่ถ้าผู้ขับขี่ที่น้ำหนักสักประมาณ 80 kg น่าจะพอดีเลยหล่ะครับ แต่ทั้งนี้ช่วงล่างของ F3 800 คันนี้ก็ยังให้ความรู้สึกที่มั่นใจในการจงใจกระแทกคันเร่งออกโค้งเต็มๆได้โดยตัวรถไม่ได้เสียอาการอะไร ส่วนโช้คหน้าให้การตอบสนองที่ดี การเบรคหนักๆ การพับรถ ทำได้อย่างมั่นใจ

แต่ทั้งนี้ด้วยขุมพลังล้นๆ ของ F3 800 การกระแทกคันเร่งออกโค้งแรงๆ หรือเร่งรถเร็วๆ มีอาการหน้าส่ายเบาๆได้บ้าง ซึ่งก็ไม่ได้หนักมากมาย ตรงนี้ไม่ได้แตกต่างจากรถสปอร์ตจากค่ายอื่นๆ ที่มีอาการนี้ได้เรื่อยๆ

เบรคมาตรฐานติดรถให้น้ำหนักเบรคที่แม่นยำ ประสานการทำงานร่วมกับ ABS ที่ปรับระดับได้ทำให้ผู้ขับขี่สามารถเลือกการตอบสนองที่เหมาะสมกับสภาพพื้นผิวได้เองอีกขั้นนึง ซึ่งตรงนี้น่าจะตอบสนองกับทักษะที่หลากหลาย เพื่อช่วยเสริมความปลอดภัยในการขับขี่ได้มากเลยทีเดียว

 

ข้อดี/ข้อสังเกต/ข้อเสีย

ในการขับขี่ครั้งนี้ช่างสั้นเหลือเกิน เพราะยังอยากที่จะ “สัมผัส” กับ MV Agusta F3 800 คันนี้ให้มาก และนานขึ้นอีกสักนิดนึง เพราะด้วยเวลาที่จำกัดมาก ผมเองมีโอกาสได้ขับขี่เพียงไม่ถึง 20 นาที แต่พยายามที่จะลองให้ครบในหลากหลายรูปแบบของเค้าแล้วหล่ะครับ แต่เอาให้พอสรุปออกมาเท่าที่ผมเองพอจะสัมผัสได้ในช่วงเวลาสั้นๆก่อนกันเลยดีกว่า ไว้ถ้าได้มีโอกาสขับขี่กับแบบเต็มๆ เดี๋ยวเรามารีวิวกันอีกที เอาให้ครบบนถนนของบ้านเรา

ข้อดี

  • จากที่ตั้งใจว่าจะขับขี่แบบสบายๆ แต่พอทะยานออกไปได้สักรอบเท่านั้น …​”ติดลม” … ตัวรถให้ความรู้สึกที่สนุกสนานทุกครั้งที่พับรถเข้าไปในโค้ง และทะยานออกมา
  • F3 800 เป็นรถที่คล่องแคล่ว พลิกรถไปมาได้ง่าย และว่องไวมาก
  • แม้ว่าจะมากับน้ำหนักตัวรถร่วมๆ 195 kg แต่การยกรถตั้งตรงทำได้ง่าย และไม่ได้เป็นภาระอะไรกับผู้ขับขี่มากมาย
  • พลังที่มากมาย หยุดด้วยเบรคมาตรฐานติดรถที่เชื่อถือได้ การจิกเบรคหนักๆในการลดความเร็ว หรือจะเป็นการกรอเบรคเข้าโค้ง ทำได้โดยตัวรถไม่มีเสียอาการอะไรมากมายให้ต้องตกใจ ผสานกับ ABS มาตรฐานที่ทำงานได้ละเอียดทำให้ตัวรถไม่เสียอาการ และผู้ขับขี่ยังควบคุมต่อไปได้
  • Quick Shifter ให้การต่อเกียร์ที่ต่อเนื่อง และอารมณ์ช่วงต่อเกียร์ที่สนุกสนาน แม้จะยังคงมีอาการเด้งได้บ้างนิดๆ
  • Slipper Clutch ทำงานได้ดี การจงใจลดเกียร์หนักๆจาก 6>2 ทำได้สบายๆ ไม่มีอาการล็อค หรือส่ายอะไรให้เสียวเล่น
  • อารมณ์ที่ถ่ายทอดมาให้ความรู้สึกที่ เร้าใจได้ทุกครั้งที่เปิดคันเร่งทะยานออกไป
  • กระจกมองข้างพร้อมไฟเลี้ยว และที่ยึดป้ายทะเบียน พร้อมให้ถอดได้ง่ายๆ แล้วกระโดดมาโลดแล่นกันบนสนามได้เลย
  • MV Agusta F3 800 คันนี้นับได้ว่าเป็นงานศิลป์งามๆ ที่ไม่ใช่เพียงโดดเด่นบนท้องถนน แต่พร้อมที่จะส่งความสนุกสนานให้กับผู้ขับขี่ได้ทุกครั้งที่เดินคันเร่งออกไป

ข้อสังเกต / ข้อเสีย

  • คันเร่งไฟฟ้า ที่แทบไม่รู้สึกถึงแรงหนืด ที่ต้องปรับตัวกันสักนิด เพราะการขับขี่บนถนนของบ้านเราอาจจะไม่ได้เอื้อให้เราเปิดคันเร่งได้แบบนี้ หรือการกระแทกหลุมบ่อบนถนนอาจจะทำให้น้ำหนักมือเปลี่ยนได้ง่าย จนอาจจะเปิด-ปิด คันเร่งได้โดยไม่ตั้งใจ
  • “อากาศร้อน รถร้อน สตาร์ทยาก” ด้วยสภาพอากาศของวันที่ผมขับขี่ F3 800 คันนี้ อุณหภูมิน่าจะอยู่ที่ช่วงราวๆ 35-36 c และแทบไม่มีลมเลย ถ้ารถขับขี่มาร้อนจัดๆ แบบการขับขี่ในสนาม อาจจะสตาร์ทยากเลยหล่ะครับ แต่พอเครื่องเย็นแล้วไม่มีอาการอะไร
  • อาการสั่นของเครื่องยนต์ และตัวรถ มีในช่วงรอบต่ำ-กลาง แต่ไม่ได้หนักหนาอะไร ตรงนี้แล้วแต่คนชอบหล่ะครับ สำหรับผมกลับรู้สึกว่า “สนุก” จังหวะของการทำงานของเครื่องยนต์ น้ำหนักของการส่งคันเร่งต่างๆ มีคาแรคเตอร์ของตัวรถที่เป็นเอกลักษณ์มาก

น่าจะเหมาะกับ / ไม่เหมาะกับ

เขยิบสักนิด ให้ลงได้เต็มเท้าสบายกว่าจริงๆน้า

น่าจะเหมาะกับ

  • เพื่อนๆที่มีทักษะในการขับขี่รถสปอร์ตอยู่แล้ว แต่อยากได้รถสักคันนึงที่ให้ความรู้สึกที่ท้าทาย พร้อมที่จะสนุก และส่งต่ออารมณ์ที่มีเอกล้กษณ์จาก MV Agusta
  • ชอบการขับขี่ฝึกซ้อมในสนามทางเรียบ หรือลงแข่งขันในรายการ Track day
  • ชอบในรูปลักษณ์ที่โดดเด่น ที่ทำให้แม้กระทั่งผมเองก็ต้องหันไปมองทุกครั้งที่เห็นบนท้องถนน

น่าจะไม่เหมาะกับ

  • มือใหม่ ยังไม่แนะนำครับกับ F3 800 คันนี้ ด้วยท่านั่งในแบบสปอร์ต การขับขี่ใช้งานทั่วไปอาจจะลำบากไปสักนิดนึง และพลังที่ล้นๆ ของ F3 800 ออกจะอันตรายเกินไปสำหรับคนที่ยังไม่คุ้นเคย จะเครียด และพาลจะทำให้รู้สึกเหนื่อยกับการขับขี่มากเกินไป
  • ชอบท่องเที่ยว คือถามว่าตัวรถทำได้มั้ย ทำได้ครับ แต่ด้วยอาการของรถสปอร์ตทางเรียบผู้ขับขี่เองเนี่ยแหล่ะครับที่จะเหนื่อยกว่าที่ควร

สรุป

เห็นแบบนี้ แต่การเตะขาตั้งของตัวรถง่ายมาก แม้จะเป็นสรีระแบบผมที่ 163 cm ก็ตาม

ครั้งนี้นับได้ว่าเป็นครั้งนึงที่ผมเองแอบรู้สึกกดดันเล็กๆ เมื่อได้มาขับขี่ F3 800 คันนี้ เพราะนับได้ว่าเป็นครั้งแรกที่ได้สัมผัสกับ MV Agusta ซึ่งทำให้ผมเองออกแนวกังวลว่า อาจจะปรับตัวเข้าหารถ และขับขี่ไม่ได้อย่างที่ตัวรถเค้าออกแบบมาให้ทำได้ เพราะในครั้งนี้มีเวลาจำกัดมากจริงๆ … แต่เมื่อได้ขับขี่สักรอบเท่านั้นแหล่ะครับ เริ่มยิ้มออกหล่ะ

MV Agusta F3 800 เป็นรถสปอร์ตพิกัดกลางที่มากับฐานล้อสั้นๆเพียง 1380 mm พร้อมด้วยขุมพลังแบบ 3 สูบน้ำหนักเบา (ประมาณ 52 kg) ที่มีมิติเล็กๆกับเพลาข้อเหวี่ยงที่หมุนกลับทิศทางกัน รวมไปถึงการออกแบบของมุมล้อ และรายละเอียดต่างๆของตัวรถ ที่ทำให้โดยรวมแล้ว F3 800 เป็นรถคันนึงที่พร้อมเลี้ยว และขับขี่ได้อย่างคล่องแคล่วมาก การพลิกรถต่อเนื่องทำได้แบบง่ายดาย ตอบสนองได้คม และฉับไวกับความต้องการของผู้ขับขี่

แม้ว่า F3 800 จะเปิดตัวมาตั้งแต่ช่วงปี 2013 โดยใช้พื้นฐานของตัวรถที่พัฒนาต่อยอดมาจาก F3 675 เพิ่มเติมด้วยความจุของเครื่องยนต์ทำให้มีแรงบิด และแรงม้าที่มากขึ้น แต่ระบบไฟฟ้า และการขับขี่ยังคงไม่น้อยหน้ารถสปอร์ตในพิกัดกลางใหม่ๆเลยหล่ะครับ MV Agusta F3 800 ยังคงพร้อมส่งต่ออารมณ์ และความสนุกในการขับขี่ให้กับผู้ขับขี่ได้ทุกครั้งที่เปิดคันเร่งทะยานออกไป

คันเร่งไฟฟ้านุ่มมือ ซึ่งการเปิดคันเร่งทั้งหมดจะถูกควบคุมด้วยระบบอิเล็คทรอนิกส์ที่เลือกการตอบสนองของตัวรถให้เรา สำหรับการขับขี่บนสนามที่มีการยึดเกาะดีๆ ไม่มีปัญหาอะไรครับสบายๆเลย เปิดคันเร่งสบาย ง่าย แต่ถ้าขับขี่บนถนนอาจจะต้องระวังการคุมคันเร่งสักนิดนึง ปรับ Traction control เพิ่มขึ้นไว้ก่อนเลยครับ ถ้ายังไม่คุ้นเคยกับน้ำหนักของคันเร่งบน MV Agusta F3 800 คันนี้

ระบบไฟฟ้าที่ให้มาแบบครบครันไม่ว่าจะเป็น Quick shifter หรือคันเร่งไฟฟ้า ทำให้การขับขี่ไปบน F3 800 คันนี้สนุกสนานมากขึ้น และยังคงปลอดภัยด้วย Traction control และ ABS ที่เป็นอุปกรณ์มาตรฐาน ทำงานร่วมกันกับช่วงล่างที่ปรับตั้งมาอย่างเหมาะสมกับทางเรียบ และหยุดรถได้อย่างมั่นใจด้วยเบรคมาตรฐานที่ให้ระยะเบรค และการควบคุมน้ำหนักเบรคที่ทำได้ง่าย

แต่ด้วยอากาศที่ร้อนจัดๆ ในวันที่ผมทำการขับขี่ถ้าเครื่องยนต์ร้อนจัดๆ แบบที่เราขับขี่กันบนสนามทางเรียบที่ใช้รอบต่อเนื่องตลอดเวลา แล้วดับเครื่องไปแล้วหล่ะก็ แอบสตาร์ทยากเลยทีเดียว รอสักพักให้อุณหภูมิของตัวรถลดลงสักเล็กน้อยก็สตาร์ทได้ปกติ ทั้งนี้ถ้าสตาร์ทติดแล้วขี่ออกไปแล้วไม่มีอาการดับวูบอะไรแล้วหล่ะครับ ซึ่งตรงนี้คงต้องดูว่าทาง Motorcycle Kingdom จะมีแนวทางในการปรับแต่ง แก้ไขอะไรให้กับผู้ขับขี่ได้บ้าง

MV Agusta F3 800 เปิดราคาทางการในบ้านเราที่ 999,000 บาท โดยมีศูนย์บริการอยู่ที่ Motorcycle Kingdom RCA ถนนพระราม 9 แวะเวียนไปชมกันได้เลยกับมอเตอร์ไซค์แบรนด์นึงที่ผมคงต้องบอกว่า MV Agusta F3 800 คือ “งานศิลป์ ที่พร้อมส่งมอบอารมณ์ให้สัมผัสได้ทุกครั้งที่ขับขี่”

 

สนใจข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับรถ MV Agusta ติดต่อได้ที่นี่เลย

หมวกกันน็อคน้ำหนักเบา คุณภาพสูง ราคาย่อมเยา จาก Vemar Thailand 

https://www.facebook.com/Vemarthailand/

koala

Koala Rider – A Rider Super Market เกษตร-นวมินทร์

10550932_315231421970674_8310229622189082563_n

40 Garage ร้านคุณภาพสำหรับมอเตอร์ไซค์ของเพื่อนๆ

facebook : https://www.facebook.com/40garage

Comments