Review : BMW R nineT กลมกล่อมด้วยอารมณ์ ควรค่ากับการครอบครอง

โดย /

“ทุกครั้งที่ผมได้ขับขี่รถรุ่นใหม่จาก BMW จะมีอารมณ์ตื่นเต้นในระบบใหม่ๆที่จะได้เรียนรู้อยู่เสมอ” แต่กับ BMW R nineT นั้นต้องบอกว่าไม่ได้คาดหวังว่าจะต้องมีอะไรมากมายเลยครับ … 

เพราะสิ่งที่ได้คือ “อารมณ์ที่ค้างคา และสัมผัสของความรู้สึกที่จะหลงเหลืออยู่ไปอีกนาน”

BMW R nineT นั้นเริ่มในปี 2014 แต่ต้องบอกว่านี่คือการรวมเอาองค์ความรู้ในการพัฒนารถ และการเอาเอกลักษณ์ของ Boxer Air/Oil-Cooled ในโอกาศครบรอบ 90 ปีของ BMW ที่เป็นประวัติศาสตร์ และความภูมิใจของ BMW มารังสรรค์เข้ากับการขับขี่ในยุคใหม่ เขย่ากันออกมาอย่างลงตัวเป็น BMW R nineT เนี่ยแหล่ะครับ

ซึ่งในปี 2021 นี่เองที่ BMW เติมของเป็น Riding Mode เข้าไปให้กับ R nineT คันนี้ นอกจากนั้นต้องบอกว่าแทบจะเหมือนเดิมเลยหล่ะครับ ซึ่งในคราวนี้ก็จะแบ่งออกเป็น 

  • BMW R nineT – Roadster
  • BMW R nineT – Urban G/S
  • BMW R nineT – Scrambler
  • BMW R nineT – Pure
  • BMW R nineT – Option 719

กับวันนี้ เราได้มีโอกาสใช้เวลาไปกับ BMW R nineT Roadster สีดำที่โดดเด่นจากสมัยของ BMW R 80 หรือเรียกได้ว่าตัวท๊อปของ R nineT นั่นแหล่ะครับ (Option719 เติมของแต่งเพิ่ม และงานสีให้แหล่มขึ้น) 

ดูกันแบบ คลิป MV กันได้เลย จะได้เห็นรายละเอียดของรถกันแบบชัดๆ บอกตรงๆว่าไม่รู้จะต้องพูดอะไรมากเลยครับ เพราะสิ่งที่โดดเด่นที่สุดของ BMW R nineT คันนี้คือ “อารมณ์” ตอนสตาร์ทเครื่องยนต์ และอารมณ์ตอนที่เปิดคันเร่งออกไปเนี่ยแหล่ะ … “เด็ด” 

อัตลักษณ์ที่ก้าวข้ามกาลเวลาอย่างลงตัว

สเปคพื้นฐานของตัวรถ

การผสานระบบในยุคใหม่

สัดส่วนคน และรถ

อารมณ์ของการขับขี่ที่กลมกล่อม

จุดที่ต้องกล่าวถึง

สรุป

อัตลักษณ์ที่ก้าวข้ามกาลเวลาอย่างลงตัว

เครื่องยนต์แบบ Boxer ที่เป็นตำนานของ BMW บรรจงวางมาอย่างสวยงามเหมือนงานศิลป์ที่สัมผัสได้ถึงอารมณ์ ซึ่ง R nineT มากับบล็อคเครื่องยนต์ระบายความร้อนด้วยอากาศ Air/Oil Cooled ที่ส่งถึงอารมณ์มาได้อย่างเต็มเปี่ยม

R nineT มากับ Tag ที่คอรถบอกชัดเจนว่านี่คืองานจากเยอรมัน พร้อมตรารหัสเครื่องยนต์ระบุอย่างชัดเจน ส่งกำลังด้วยเพลาขับ 

พร้อม Paralever ที่ช่วยรักษาเสถียรภาพของการส่งกำลังที่ทำให้ช่วงล่างตามติด และตอบสนองได้กับทุกการขับขี่ ถ่ายทอดแรงบิดผ่านล้อแบบซี่ลวดไม่ต้องใช้ยางใน ก่อนจะคายไอเสียผ่านท่อที่ออกแบบโดย Akrapovic มาให้จากโรงงาน

ปุ่ม Mode ที่ใช้เลือก Mode การขับขี่ได้เพิ่มเข้ามาแล้ว บนหน้าจอแบบ Analog ที่ซ่อน Function การแสดงผลของระบบต่างๆ ไว้อย่างลงตัว

ประกับไฟด้านซ้ายจะมากับ ปุ่มตัดระบบ Traction Control และการเข้าถึงเมนูปรับตั้งต่างๆ ที่ทำได้อย่างง่ายดาย และตรงไปตรงมา

ไฟเลี้ยวแบบ LED ทั้งคัน พร้อม Dynamic Headlight Pro ถูกซ่อนมาอย่างแนบเนียนภายใต้รูปลักษณ์ร่วมสมัยแบบนี้

ฝาครอบเครื่องยนต์ปรับใหม่นิดหน่อย และยังคงมี พอร์ต USB สำหรับชาร์จอุปกรณ์อยู่ที่บริเวณเหนือเครื่องยนต์ด้านซ้าย 

ตัวเครื่องยนต์ แสดงอัตลักษณ์ของความเป็น Boxer ให้เห็นอย่างชัดเจน ซ่อนด้วยเฟรมแบบท่อกลมขนาดเล็ก แบบ 4 ส่วน ที่สามารถถอดส่วนของคนซ้อนออกได้

สเปคพื้นฐานของตัวรถ

เอามาแบบสเปคเน้นๆ ที่น่าสนใจกันเลยดีกว่า

การผสานระบบในยุคใหม่

ดูภายนอกถ้าไม่ใช่แฟนพันธุ์แท้จริงๆ ต้องบอกว่าแยกไม่ออกเลยหล่ะครับ กับ R nineT 2021 และ 2014 แต่ต้องบอกว่าภายในนั้นมีการ “ปรับ และเพิ่ม” มาอีกพอสมควรเลยทีเดียว ไล่เรียงกันมาเลยดีกว่า 

สัดส่วนคน และรถ

ด้วยความสูงของผมที่ 163cm และน้ำหนักตัว 60 kg ลงปลายเท้าสบายๆได้ทั้งสองข้างเลยหล่ะครับ กับ R nineT คันนี้ ที่มากับเบาะสูงเพียง 802mm การยกรถขึ้นตั้งตรงทำได้ง่าย และสบายแรงมาก ด้วยการวางน้ำหนักของตัวรถที่ให้จุดศูนย์ถ่วงต่ำที่สุดเท่าที่เป็นไปได้กับเครื่องยนต์ Boxer 1170cc ที่โดดเด่นตัวนี้

อารมณ์ของการขับขี่ที่กลมกล่อม

จากภาพเหมือนรถจะดูใหญ่ แต่ทันทีที่ขึ้นไปคร่อมบน R nineT จะรู้สึกได้เลยว่ามิติรถลงตัว ทะมัดทะแมง และกระชับกับสรีระผมได้อย่างดีมาก รถน้ำหนักขนาด 221kg แต่ต้องบอกว่ายกขึ้นตั้งตรงได้ง่าย ไม่ต้องใช้ความพยายามอะไรเลยหล่ะครับ

“สตาร์ท” ทีหล่ะก็รู้เรื่อง เพราะอัตตลักษณ์ของ Boxer Air/Oil-Cooled จะส่งมาให้รู้สึกได้ผ่านอาการแกว่ง ที่ผมชอบเรียกว่าไกวเปล เป็นอารมณ์แปลกๆ ที่ตอนแรกก็สงสัยว่าอะไรเนี่ย !! แต่พอชินแล้ว ชอบ !

คลัชแบบน้ำมัน ที่สั่งงานไปที่คลัชแห้งของ R nineT คันนี้ให้อารมณ์การถ่ายกำลังที่ฉับไวจับเป็นมา และตอบสนองกับคันเร่งได้แบบทันที อาการช่วงดันคันเร่งจะให้อารมณ์ของความเป็น Roadster ที่ชัดเจน จังหวะพุ่งนี่บอกเลย สนุกมาก แต่อยากให้เนียนก็ไม่ยาก คันเร่งนุ่มมือ คลัชนุ่มมือ ไปหมดเลย สบายจัง

สำหรับการขับขี่ในเมือง ผมว่า Rain / Road ก็เหลือเฟือแล้วหล่ะครับ ขี่สบาย และสนุกได้เต็มที่ ส่วน Dynamic นี่เจอรถติดมันจะพร้อมพุ่งเยอะไปนิดส์ … นึง

ไฟหน้าแบบ DRL (Daytime Running Light) ที่ปรับตั้งเป็น Auto จะเปิด ปิด ไฟหน้าเองตามสภาพแสงของการขับขี่หล่ะครับ

ฐานล้อค่อนไปทางสั้นคือ 1482 mm กับองศาของคอหน้า และองศาแฮนด์ที่กว้างให้ท่านั่งที่รู้สึกเท่ !!! แบบที่ต้องลองมาคร่อมดูด้วยตัวเอง ซึ่งเมื่อรวมกันแล้วทำให้การพลิก หรือเลี้ยวรถไปมาต่างๆ ทำได้ง่าย เบาแรง และคล่องตัวเลยทีเดียว ไม่ได้รู้สึกว่าเป็นภาระอะไรเลย

ลองของเบาๆกับการเลี้ยวและกระแทกคันเร่งออก ระบบ Traction Control ของรถจะทอนกำลังลงได้อย่างละเอียดมาก แต่อาการกระด้างที่รู้สึกออกมานั้นผมว่ามาจากนิสัยของเครื่องยนต์เองมากกว่า และด้วยท่านั่งหลังเกือบตรง แฮนด์กว้างแบบนี้ทำให้การคุมอาการของรถนั้นง่ายมาก ไม่ได้รู้สึกเสียวอะไรมากมายหล่ะครับ กลับกันคือรู้สึกมั่นใจกับรถมากขึ้นไปอีกขั้น 

ด้วยความเป็นเครื่องยนต์ Air Cooled ที่จะส่งอาการแกว่งให้รู้สึกได้ชัดเวลาที่เรากระแทกคันเร่ง (ซึ่งผมชอบนะ รู้สึกรถมีอารมณ์ ความรู้สึกดี) ทำให้เมื่อยกคันเร่ง เบรคทันที ก็จะรู้สึกได้ถึงจังหวะการทำงานของ MSR (Engine Drag Torque Control) ได้อย่างชัดเจนเช่นกัน

เมื่อ ยกคันเร่งเร็วๆ หรือเบรคกระทันหันทันที MSR จะทำงานโดยการตัดแรงฉุดของเครื่องยนต์ทิ้ง เพื่อให้ใช้ “เบรค” หยุดรถได้แบบ 100% ซึ่งเป็นวิธีการคิดในยุคใหม่จากสรรถนะของเบรคที่ดีขึ้นในปัจจุบัน (ก็มีมากว่า 10 ปีแล้วอ่ะเนาะ) ซึ่งทันทีที่ MSR ทำงานจะรู้สึกได้ว่าเหมือนรถจะลอยๆนิดนึง รอบเครื่องยนต์ที่ดึงรถหายไป … แต่เบรคอยู่นะ ระยะเบรคกดเต็มได้เลย ใช้ ABS Pro ให้เต็มที่ ปลอดภัยขึ้นเยอะจริงๆ

จุดที่ต้องกล่าวถึง

ข้อดี

  • ระบบความปลอดภัยมาครบแล้ว เติมมาให้เต็มเลยกับ R nineT 2021 นี้ ทั้ง ABS Pro, Engine Brake Control, Engine Drag Torque Control
  • ภายใต้การเบรคหนักๆ ระยะของคันเบรคหน้าจะ “สู้มือ” มากขึ้น ซึ่งทำให้เราใช้น้ำหนักเบรคหน้าได้หนักมาก ซึ่งในรุ่นก่อนหน้านั้นระยะเบรคจะจมหายไปหล่ะครับ ตรงนี้มาจากระบบ ABS Pro เองด้วยที่ปรับแรงดันที่ก้านเบรคให้เราใช้น้ำหนักเบรคได้หนักขึ้นอีก
  • Riding Mode ที่ให้การตอบสนองของเครื่องยนต์ที่เปลี่ยนไปอย่างชัดเจน
  • ใช้งานง่าย เข้าถึงได้ง่าย ไม่ต้องเรียนรู้การปรับตั้งอะไรมากมายแบบ R 1250 GS หล่ะครับ 

ข้อสังเกต

  • ยกคันเร่งเร็วๆ ถอนเกียร์แรงๆ หรือเบรคกระทันหัน จะมีความรู้สึกเหมือนรถลอยๆ (กำคลัช) ให้เองซึ่งมาจากระบบ Engine Drag Torque Control “ปกติ” นะครับ กดเบรคต่อได้เลย เอาอยู่แน่นอน

 

สรุป

“เรียบง่าย” แต่คงไว้ซึ่งความโดดเด่นที่สะกดทุกสายตาบนท้องถนนให้ต้องหันกลับมามองเนี่ยแหล่ะครับ คือ BMW R nineT

รูปลักษณ์ที่ดูใหญ่ แต่เมื่อขับขี่แล้วกระทัดรัด คล่องตัวด้วยการวางน้ำหนักของตัวรถที่ดี กับขุมพลังของ Boxer ที่ระบายความร้อนด้วยอากาศ และน้ำมัน ที่ยังคงซึ่งอารมณ์ความดิบของเครื่องยนต์ ที่ถ่ายทอดให้รู้สึกได้ทุกครั้งที่สตาร์ท หรือกระแทกคันเร่งออกไป

ระบบไฟฟ้าในสมัยใหม่ถูกบรรจงแต่งเติม เสริมเข้ามาอย่างลงตัวอาการกระชากท้ายส่ายจากการลดเกียร์แรงๆ หรือหน้าสะบัดจากการกระแทกคันเร่งเต็ม แบบที่เคยเจอได้ในรุ่น 2014 ที่ผมเคยขับขี่มานั้น … ตอนนี้หายไปหมดแล้ว กลายเป็นความรู้สึกที่ ยิ่งขี่ ก็ยิ่งมั่นใจ ยิ่งอยากขี่ต่อไปอีกเรื่อยๆ

บางครั้งเราจะเคยได้ยินคำว่า “เมื่อขี่ไปจนถึงจุดนึง … ปลายทางของการขับขี่ของเรามักจะย้อนกลับมาที่จุดเริ่มต้น” ซึ่ง BMW R nineT คือรถที่ผสานจุดเริ่มต้นของ BMW พร้อมด้วยประวัติศาสตร์กว่า 90 ปี มาผสานเอาไว้อย่างเรียบง่าย และลงตัว

Comments