[REVIEW] BMW R 1250 GS / GSA เหนือชั้นไปอีกขั้น กับทุกการขับขี่เดินทางจริง

โดย /

BMW R 1250 GS / GSA ยักษ์ใหญ่ที่แสนเชื่อง กับพลังที่ล้นเหลือ

<<<ยาวนะ ..​บอกเลย เตรียมเวลาไว้เลย 15 นาทีแบบเพลินๆ>>>

ในคราวนี้ต้องขอขอบคุณทาง BMW Motorrad ที่ให้เกียรติกับผมได้มีโอกาสขับขี่กับ ยักษ์ใหญ่ ใหม่เอี่ยม จาก BMW ในแบบที่ “ครบ”​ และครอบคลุม กับการใช้งานที่เราจะเจอกันได้ทั่วไป (เกินไปอีก) แล้วหล่ะครับ เพราะได้ทั้งขับขี่บนสนาม Enduro Park Thailand แห่งใหม่ รวมถึงออกไปบุกเข้าสวนบนเส้นทาง Off-Road ในระแวกใกล้เคียง ก่อนที่จะพาพี่ R 1250 GS / GSA  ทั้งสองคันออกมา เดินทาง ใช้งานกัน “จริง” ให้รู้กันแบบชัดๆไปเลยว่า … รูปลักษณ์ที่แทบไม่แตกต่างของ R 1200 GS / GSA กับเจ้า R 1250 GS /GSA นั้น จะซ่อนอะไรเอาไว้กันบ้าง

ร่วม 40 ปี ของการกำเนิด “GS” กับที่มาจากคำว่า Gelände-Strasse หรือ Off-Road ในภาษาเยอรมัน ที่ถือกำเนิดขึ้นตั้งแต่ปี 1980 บุกเบิกมากับ R80 G/S และกวาดยอดขายไปรวมๆก็ราวๆ 22,000 คัน ซึ่งจัดได้ว่าเยอะมากเลยทีเดียวในสมัยนั้น “GS” รหัสนี้ที่ดำเนินเรื่องราวมาจนกระทั่งในปี 2019 นี้ ทาง BMW ได้ทำการ “อัพไซร์ส”​ ภายในของ R 1200 GS พร้อมด้วยอัดแน่นด้วยระบบอีกมากมายโดยมีจุดมุ่งหมายหลักๆ คือ

  • เพิ่มความจุขึ้น เพื่อคงสมรรถนะของตัวรถไว้ และผ่านมาตรฐานไอเสียใหม่ (euro 5)
  • ได้แรงบิด และแรงม้า เพิ่มขึ้นมาอีกระดับนึง
  • เพิ่ม “ความล้ำ” ทั้งในเรื่องของ เครื่องยนต์, เทคโนโลยี และ ลูกเล่นใหม่ที่ผมเอง “รอมานาน”
  • ให้ผู้ขับขี่ที่มีทักษะที่หลากหลาย เข้าถึง ควบคุม สนุก และปลอดภัยกับการขับขี่ได้มากขึ้น

สำหรับการขับขี่จนออกมาเป็นรีวิวในครั้งนี้จะมาจาก 2 ส่วนหลักๆ ด้วยกันนะครับคือ

  • Enduro Park กับการขับขี่ในแบบ Off Road 90% กันเลยทีเดียว ทางดำนั่นนะเหรอ แค่ทางผ่าน
  • ใช้งานจริง เดินทางจริง กับระยะทางร่วม  500 km ให้รู้กันไปเลยว่า R 1250 GS / GSA นั้นจะ “สุด” ได้ถึงขนาดไหน

เพื่อความกระชับของเรื่องราว … ที่เรียกได้ว่า ยาวมาก … จะขอแบ่งออกเป็นหัวข้อใหญ่ๆ ตามนี้เลยนะครับ ซึ่งจะรวมการเปรียบเทียบให้เห็นกันว่า R 1250 GS / GSA ต่างอะไรกันบ้าง และคุ้มมั้ยกับการอัพมาจาก R 1200 GS พร้อมแล้วมากันเลย

  • รูปลักษณ์ทั่วไป
  • R 1250 GS /GSA แตกต่างอะไรจาก BMW R 1200 GS / GSA ผู้พี่กันบ้างหล่ะเนี่ย
  • รายละเอียดทางเทคนิค – สเปคของตัวรถที่น่าสนใจ (GS/GSA)
  • รายละเอียดทางเทคนิค – มาย่อยเรื่อง “ระบบ” กัน
  • รายละเอียดทางเทคนิค – ฟีเจอร์สุดแหล่มกับหน้าจอสุดแจ่ม
  • สัดส่วนคน และรถ
  • การขับขี่ในสภาพถนนต่างๆ #ฝ่าการจราจร
  • การขับขี่ในสภาพถนนต่างๆ #เดินทางไกล
  • การขับขี่ในสภาพถนนต่างๆ #โค้งเขาทางชัน
  • การขับขี่ในสภาพถนนต่างๆ #ทางดิน, ปั่นล้อตะกุยทาง
  • อัตราสิ้นเปลือง
  • ข้อดี / ข้อสังเกต / ข้อเสีย
  • น่าจะเหมาะกับ
  • สรุป

Review ทั้งหมดกับ BMW ครบทุกรุ่น จบที่สุดในที่เดียว

รูปลักษณ์ทั่วไป

“รูปบนซ้าย” กับประกับไฟทางด้านขวา ง่ายๆครับ ไม่มีอะไรซับซ้อน

  • สวิทช์ควบคุม Heat grip 2 ระดับ แสดงผลบนหน้าจอด้วยตัวเลข 1,2 (อุ่น, ร้อน)
  • สวิทช์เลือก Mode การขับขี่ ที่ทำได้โดย ปิดคันเร่ง กดเลือกโหมดที่ต้องการ กำคลัช จบ
  • Off-Run / Start การทำงานของเครื่องยนต์

“รูปล่างซ้าย” มากับประกับไฟซ้ายกับออฟชั่นจัดเต็มเช่นเคย มีการปรับสีของปุ่ม และการเข้าถึงเมนู เพียงเล็กน้อย เพื่อให้รับกับ หน้าจอใหม่ TFT ไฉไลมากขึ้น ไล่กันมาเลยจากบนลงล่างกับ

  • สวิทช์ไฟ pass (ดึงเข้า) หรือเปิดไฟสูง (ผลักออก)
  • สวิทช์ควบคุม Cruise Control ที่ใช้งานง่ายมาก
  • สวิทช์ปิด เปิด ระบบไฟหน้าอัตโนมัติ
  • ไฟ hazard หรือไฟผ่าหมากที่เราเรียกติดปาก
  • สวิทช์คุมการทำงานของ ABS Pro และ Damping Control (Dynamic ESA Next Gen)
  • สัญญาณไฟเลี้ยว
  • แตร
  • Dial ควบคุม GPS และใช้เข้าถึงเมนูต่างๆ ของตัวรถ (GPS ต้องใช้ของ BMW เท่านั้นนะครับ ซึ่งทำให้โดย Garmin) ซึ่งสามารถ หมุนขึ้น-ลง และโยกซ้าย-ขวา ได้ 

“รูปขวาบน” กับช่องเก็บของขนาดเล็กด้านหน้า เผื่อใช้ใส่บัตรต่างๆ หรือชุดกุญแจอื่นๆ“รูปขวาล่าง” กับรูกุญแจที่หายไป … R 1250 GS / GSA มากับ Keyless แล้ว !! เหมาะมากกับพวกชอบลืมกุญแจ → แบบผมนี่เอง


(รูปแทนจาก R 1200 GSA) ซ้าย-พับตัวเสริมคันเบรคเท้าลงสำหรับท่ายืนขี่ , ขวา-ยกขึ้น

สำหรับการใช้งานนั่งขี่ทั่วไปในส่วนของ BMW R 1250 GSA มาพร้อมพักเท้าแบบ Enduro ที่มีขนาดกว้าง แล้วให้ความสบายในการขี่รถทั้งท่านั่ง และท่ายืนได้มากเลยทีเดียว เพราะเจ้ารายละเอียดเล็กๆ อย่าง ตัวเสริมคันเบรคเท้าที่สามารถพับลงมาได้เพื่อเสริมความสูงของแป้นเบรคเท้า เพื่อให้ปลายเท้าของเราสามารถใช้เบรคหลังได้แบบสบายๆ บนท่ายืนขี่

R 1250 GS /GSA แตกต่างอะไรจาก BMW R 1200 GS / GSA ผู้พี่กันบ้างหล่ะเนี่ย


ซ้าย – R 1200 GSA / ขวา – R 1250 GSA

มองแบบ “ผ่านๆ” แล้วหล่ะก็ ต้องบอกตรงๆว่า แม้กระทั่งผมเองก็ไม่ทราบหรอกครับว่าอะไรบ้างที่เปลี่ยนไป ถ้าไม่นับที่รหัสรุ่นที่ติดบนตัวรถ … ตึ้ง !!!! แหม ก็มีตรงตำแหน่งแครชบาร์ของ R 1250 GSA เนี่ยแหล่ะครับ ที่ปรับไปนิดนึง หลบเข้า และดูลงตัวกับตัวรถมากขึ้น ไม่เหมือนของ R 1200 GSA ที่เหมือนครอบไว้เฉยๆ

จนกระทั่งได้มาขับขี่ และเรียนรู้นิสัยใจคอของกันและกันเนี่ยแหล่ะครับถึงได้รู้ว่า .. หน้าตาไม่แตกต่างกันเท่าไหร่ แต่นิสัย และการขับขี่ “เหนือชั้น” ขึ้นไปอีกระดับนึงเลยทีเดียว ซึ่งจุดที่ทาง BMW พัฒนาขึ้นมานั้น ผมขอแบ่งออกเป็น 3 หัวข้อหลักๆ ให้เห็นกันชัดๆกันเลยดีกว่าว่า … ของใหม่ มีอะไรดี ที่ทำให้รถในตระกูล GS ได้ชื่อว่าเป็น “ผู้สร้าง และผู้ครองบัลลังก์แห่ง Adventure Touring”

  • เครื่องยนต์ ปรับใหม่ ทรงพลัง แต่เชื่องมือ
  • เทคโนโลยี ของเดิมมีเต็ม เพิ่มเติมคือการทำงานร่วมกันอย่างลงตัวทุกระบบ และอัพเกรดให้ล้ำไปอีกขั้น
  • ลูกเล่นใหม่ๆ ที่ทำให้การเดินทาง “สนุก” กับการเชื่อมต่อผ่าน App ที่ง่ายขึ้น

ว่าหล่ะก็มาไล่กันไปทีละหัวข้อ กับรายละเอียดทางเทคนิค “แบบรวบรัดนะครับ”

รายละเอียดทางเทคนิค – สเปคของตัวรถที่น่าสนใจ (GS/GSA)

เครื่องยนต์2 สูบแบบวางนอน (Flat Twin / Boxer)
ระบายความร้อนด้วยอากาศ และของเหลว (หม้อน้ำ)
พร้อมด้วย BMW Shiftcam
ความจุ1254 cc
แรงม้า100 kW / 136 hp @7750 rpm
(เพิ่มขึ้นจาก R 1200 GS +11 hp)
แรงบิด143 Nm @6250 rpm
(เพิ่มขึ้นจาก R 1200 GS +18 Nm พร้อมรอบที่ต่ำลง)
ความเร็วสูงสุด
(ตามสเปค)
มากกว่า 200 km/hr
อัตราสิ้นเปลืองตามสเปคR 1250 GS / GSA เคลมที่ 21 km/litre
ระบบส่งกำลังคลัชแช่อิ่มในน้ำมัน ส่งพลังอย่างต่อเนื่อง
ด้วยชุดเกียร์ 6 เกียร์ ก่อนจะถ่ายลงสู่ล้อ
ส่งต่อให้เพลาขับที่ให้แรงบิดอย่างต่อเนื่องสม่ำเสมอ
ไม่มีอาการกระชากแบบโซ่ขับ
กันสะเทือนหน้ามากับโช็คลับต้นที่ 3 “Telelever” ที่ช่วยรักษาอาการของรถ
ในขณะเบรคอย่างรุนแรง 
GS มาพร้อมระยะยุบล้อหน้าที่ 190 mm
GSA มาพร้อมระยะยุบล้อหน้าที่ 210 mm
กันสะเทือนหลังมากับสวิงอาร์มแบบแขนเดี่ยว ทำงานกับโช็คเดี่ยว
Paralever ที่มี Preload ปรับได้อย่างอัตโนมัติ 
(ปรับเอง ตั้งเอง คนไม่ต้อง ล้ำเวอร์!!)
ส่วน Rebound Damping สามารถปรับเองได้
ผ่าน Dynamic ESA
GS มาพร้อมระยะยุบล้อหลังที่ 200 mm
GSA มาพร้อมระยะยุบล้อหลังที่ 220 mm
ระยะฐานล้อGS อยู่ที่ 1525 mm
(R 1200 GS อยู่ที่ 1507 mm)
GSA อยู่ที่ 1517 mm
(R 1200 GSA อยู่ที่ 1510 mm)
ล้อหน้า ขนาด 3×19”
หลัง ขนาด 4.5×17”
ยางหน้า 120/70 R19 Tubeless
หลัง 170/60 R17 Tubeless
ระบบเบรคหน้ากับ จานคู่ดูโอ้ขนาด 305 mm
ที่บีบรัดด้วยคาลิปเปอร์เบรค 4 ลูก
หลังกับ จานเดี่ยวขนาด 276 mm
ทำงานอย่างเหนือชั้นกับ ABS Pro
ความสูงเบาะGS
Standard ความสูงเบาะปรับได้ระหว่าง 850-870 mm
Lower ความสูงเบาะปรับได้ระหว่าง 800-820 mm
GSA 
Standard ความสูงเบาะปรับได้ระหว่าง 890-910 mm
Lower ความสูงเบาะปรับได้ระหว่าง 840-860 mm
ความจุถังน้ำมันGS อยู่ที่ 20 litre
GSA อยู่ที่ 30 litre
น้ำหนักรวมของเหลวGS น้ำหนักที่ 249 kg
GSA น้ำหนักที่ 268 kg

โดยรวมแล้วสรุปได้ว่า R 1250 GS / GSA นั้นมาบนพื้นฐานเดียวกัน แต่สำหรับในบ้านเรานั้น จะแตกต่างกันหลักๆเลยคือ

  • ถังน้ำมันของ GSA “ใหญ่โต” “อลังการ”
  • GSA มาพร้อมชุดแครชบาร์
  • GSA เพิ่มมากับคันเสริมระดับเบรคเท้า
  • GSA มีช่องเล็กๆ บนถังน้ำมันสำหรับใส่ของเล็กๆน้อยๆ
  • GSA มากับชิวหน้า (Windscreen) ขนาดใหญ่กว่า
  • GSA ให้ขาตั้งคู่ที่ดูเต็มกว่าเล็กน้อย (ด้วยน้ำหนักรถที่มากกว่า)
  • GSA มาพร้อมสปอร์ตไลท์ 1 คู่ที่ติดตั้งมาให้จากโรงงานเลย

ที่เหลือ …​ “เหมือนกัน”

ในส่วนของการปรับปรุงด้านเครื่องยนต์นั้น สิ่งที่โดดเด่น และเรียกได้ว่าเป็นจุดขายอย่างนึงคือการใช้ “Shift Cam” หรือแคมที่สามารถปรับเปลี่ยนไปมาตามกำลังที่ต้องการใช้ ซึ่งเจ้าแคมนี้จะมีสองระดับด้วยกันคือ Low cam และ High cam เพื่อทำการปรับ “เวลา” ของการเปิดวาล์วอากาศ ให้ได้ระดับกำลังตามที่ต้องการในขณะนั้น ตามเงื่อนไขนี้

  • รอบ > 5,000 rpm ใช้ High cam
  • รอบ < 5,000 rpm ใช้ Low cam
    • ถ้าต้องการแรงบิด หรือการเร่งในทันทีทันใด หรือเร่งเพื่อผ่านอุปสรรค ตัวรถจะปรับใช้ High cam ให้เอง

ดูการทำงานของ Shift Cam ในแบบคลิปจากทาง BMW กันเลย จะได้เห็นภาพกันแบบชัดเจน (กระพริบตาทันมั้ยขอให้บอก!) สังเกต นิดนึงว่า ตำแหน่งวาล์วจะทำงานแบบเหลื่อมเวลากันนิดนึง เพื่อสร้างอากาศหมุนวนภายในเครื่องยนต์ !

ยกตัวอย่างง่ายๆ เหมือนเราเดินสบายๆ ก็ใช้อากาศน้อย แต่ถ้าเราเดินแบกของหนักๆ ก็หายใจเยอะขึ้น … แล้วถ้าเราวิ่งหล่ะก็ หายใจกันแบบ เต็มเหนี่ยว นั่นหล่ะครับ หลักการเดียวกันกับการทำงานของ Shift Cam 

การปรับ Low Cam – High Cam ใช้เวลาประมาณ 0.02 วินาที … หรือเร็วกว่าการกระพริบตาของเราแค่ประมาณ 15 เท่า … เท่านั้นเอง (กระพริบตาใช้เวลาประมาณ 0.3 วินาที)

นอกจากนั้น BMW R 1250 GS / GSA ยังมีการปรับตำแหน่งรูดูดน้ำมันเครื่องเป็นสองช่องทาง คือด้านหน้า และด้านหลังของเครื่องยนต์ เพื่อให้การดูดน้ำมันเครื่องไปหล่อเลี้ยงเครื่องยนต์ ทำได้อย่างเต็มประสิทธิภาพตลอดเวลา

ไม่ว่าจะเป็นการไต่ทางชัน หรือลงเขา อย่างต่อเนื่อง ซึ่งตรงนี้ช่วยลดอาการน้ำมันเครื่องขาดหายที่พบได้บ้างใน R 1200 GS / GSA (ที่ผมเคยเจอคือหายไปประมาณ 100 cc ของการขับขี่ระยะทางประมาณ 1,000 km บนเส้นทางเขาต่อเนื่อง ของภาคเหนือบ้านเราเนี่ยแหล่ะครับ)

รายละเอียดทางเทคนิค – มาย่อยเรื่อง “ระบบ” กัน

ถึงกับต้องแยกออกมาเขียนกันเลยทีเดียว เพราะ “ลึก” และ “เยอะ” มากกับรายละเอียดเรื่องของ ระบบ ที่บรรจุลงมาบน R 1250 GS / GSA นี้ เริ่มกันตั้งแต่ 

โหมดการขับขี่ มากับ 4 โหมด

  • Rain – กับการปรับตั้งช่วงล่างที่นุ่ม ให้การซับ และคืน ช่วงล่างที่ไม่สม่ำเสมอทั้งหน้า – หลัง เพื่อให้ช่วงล่าง ช่วยในการเพิ่มการยึดเกาะอย่างเต็มเหนี่ยว พร้อมระบบความปลอดภัยทำงานแบบ “เต็ม”
  • Road – กับการปรับตั้งช่วงล่างเพื่อการใช้งานบนทางหลัก ให้เสถียรภาพ และความสม่ำเสมอของการตอบสนองบนทางเรียบ พร้อมระบบที่ปรับตั้งเพื่อทางเรียบ แต่ยังคงให้ความนุ่มนวล ลอยผ่านหลุม ลูกระนาดต่างๆ ได้แบบสบายๆ
  • Dynamic – การปรับตั้งช่วงล่างที่ “แน่น &หนืด” ขึ้น เพื่อการตอบสนองกับการขับขี่แบบ คดเคี้ยว หรือการใช้ความเร็วบนทางเรียบอย่างต่อเนื่อง
  • Enduro – การตอบสนองที่พร้อมลุย ซับแรงจากพื้นในเส้นทาง off-road แต่ยังคงไว้ซึ่งการยึดเกาะ ที่ทำงานสอดคล้องกับ ล้อหลัง ที่ “พร้อมปั่น” ฝ่าอุปสรรคได้ (โดยระบบ DTC ยังคงทำงานอยู่นะครับ แค่ยอมให้ปั่นเพื่อผ่านอุปสรรคได้นั่นแหล่ะ)

นอกจากนั้น หากคุณขี่ครบ 1,000 km พร้อมกับคุ้นเคยกับระบบของตัวรถแล้วหล่ะก็ … รับไปเลยการปลด 2 โหมดลับ !

  • Dynamic Pro – สำหรับการรีดสมรรถนะบนทางเรียบ
  • Enduro Pro – สำหรับการฝ่าอุปสรรค หรือการปั่นทะยานบนทางดิน

ซึ่งในโหมด Pro ทั้งสองนั้นจะมีการปรับลด การทำงานของระบบต่างๆลง รวมไปถึงปิดระบบ ABS ที่ล้อหลัง และลดการทำงานของ DTC ทั้งหมดลง 

นอกจากนั้นยังไม่พอ เทคโนโลยี ที่ใส่เข้ามาบน R 1250 GS / GSA นั่นเองก็เรียกว่า “เต็ม” ไล่เรียงกันมาแบบ “คร่าวๆ” กันเลยดีกว่า

  • Shift Assistant “Pro” – กับการ เพิ่ม/ ลด เกียร์ โดยไม่ต้องใช้คลัช ทั้งเพื่อความรวดเร็วของการเปลี่ยนเกียร์บนทางเรียบ รวมไปถึงช่วยให้ผู้ขับขี่ ใช้มือทั้งสองข้างประคองรถบนทางดิน โดยไม่ต้องละมือไปที่คลัช
  • Dynamic ESA “Next Generation” – กับคำว่า “Next Generation” ที่เพิ่มเข้ามา มาพร้อมกับการปรับตั้ง Preload แบบ “อัตโนมัติ” … เรียกได้ว่าลืมไปเลยว่าตั้ง Preload คืออะไร … เพราะเค้าปรับเองไม่ว่าจะ มาคนเดียว, มาแพ็คคู่ หรือพร้อมสัมภาระจัดเต็ม R 1250 GS / GSA พร้อมปรับให้เหมาะสมกับทุกสถานการณ์ 
    • ในส่วนของ Damping Control หรือการตอบสนองของช่วงล่างนั้น จะปรับเองตามโหมดการขับขี่ หรือจะเลือกเองก็ได้นะครับ โดยมีการปรับตั้งด้วยกัน 3 ระดับ คือ
      • Road – ปรับ “อัตโนมัติ” ให้การตอบสนองที่เหมาะสมกับทางเรียบ
      • Dynamic – ปรับ “อัตโนมัติ” แต่เรียกว่า “แน่น & หนืด” ขึ้นเล็กน้อย
      • Enduro – ปรับ “อัตโนมัติ” แต่เหมาะสมกับการขับขี่บนทางดิน หรือออฟโรด
  • ABS “PRO” – ที่ทำงานแบบ “สุดมาก” พร้อมการคำนวนค่าแรงเบรคที่เหมาะสมให้ตลอดเวลา ทุกสภาพพื้นผิว พร้อมด้วยการทำงานคู่กับองศาในการเลี้ยวของตัวรถ ที่ช่วยเราเมื่อต้อง “เบรคในโค้ง” นั่นแหล่ะครับ
  • Dynamic Brake Control (DBC) – ใหม่เอี่ยม บรรจุมาเป็นครั้งแรก เพื่อตอบสนองกับอาการ “ตกใจเบรค” … โดยระบบนี้จะทำการ 
    • “ตัดการส่งกำลังไปล้อของเครื่องยนต์” หรือจะเรียกว่า “กำคลัช” เนี่ยแหล่ะครับในขณะเบรค
    • เพิ่ม/ลด น้ำหนักของเบรคหลังให้อัตโนมัติ เพื่อรักษาเสถียรภาพของรถ ให้ผู้ขับขี่ พร้อมที่จะ “หักรถหลบ” สิ่งกีดขวางทันที
    • … เรียกว่า ปิดตำรา การเชนเกียร์ไปได้เลย กับ R 1250 GS/GSA เพราะการเบรคบนรถคันนี้ BMW แนะนำให้ “กำคลัช” เบรคได้เลยครับ แรงเบรคชนะแรงฉุดแน่นอน ..​ลองมาแล้ว.. !
  • Dynamic Traction Control (DTC) – กับการควบคุมการปั่นของล้อหลัง ที่ทำงานได้ทั้งทางเรียบ / ดิน / ขึ้น / ลง / เอียงซ้าย / เอียงขวา … (ครบยังเนี่ย)
  • และสุดท้ายกับ Hill Stop Control (HSC Pro) – ที่เรียกว่า ผมเองรอคอยมานานกับสิ่งนี้ กับระบบช่วยเบรคบนทางชัน เรียกได้ว่ากำเบรค ปล่อย แล้วตัวรถเค้าจะทำการเบรคบนทางชันให้เอง

ซึ่งความพิเศษอย่างนึงของ Dynamic Traction Control บน R 1250 GS / GSA นี้คือ แม้ว่าเราจะปิดการทำงานของ DTC .. แต่ถ้ารถสัมผัสได้ถึงอาการไถล หรือรถเอียงจนใกล้จะล้ม (ที่ 45 องศา) ระบบ DTC จะทำงานขึ้นมาอัตโนมัติ พร้อมช่วยให้ตัวรถรักษาเสถียรภาพของล้อหลังให้กลับมาคงเดิมได้

เยอะพอมั้ย … ไม่พอให้บอกมา เพราะยังมีต่อ ขอพักแป๊ป

รายละเอียดทางเทคนิค – ฟีเจอร์สุดแหล่มกับหน้าจอสุดแจ่ม

บนซ้าย – ส่วนผสมที่ลงตัว กับการบอกเส้นทางผ่านหมวก / ล่างซ้าย BMW GPS พร้อมทุกสภาพเส้นทาง / บนขวา กับการส่งเส้นทางเข้าสู่หน้าจอ TFT ของรถ  / ล่างขวา การบอกเส้นทางขณะขับขี่ (จอดถ่ายน้า)

ต้องบอกว่า ตลอดเวลาที่ผ่านมากับการขับขี่มอเตอร์ไซค์ท่องเที่ยวไปทั่วๆ ทั้งในประเทศ และนอกประเทศนั้น สิ่งนึงที่มักจะเป็นปัญหาของผมมาโดยตลอด คือ .. “หลงทาง” … ถึงจะในไทยก็เถอะบอกเลย ยิ่งถ้าทริปไหนที่ขี่นำไปบนเส้นทางไม่คุ้นเคย เพื่อนๆนี่รู้กัน ทริปไหนไม่มีกลับรถ นับเป็นโชคดียิ่งนัก

เพราะบางครั้ง การติดตั้งโทรศัพท์บนรถ ก็อาจจะไม่สะดวกนัก เช่นการขับขี่แบบทั้งวัน ที่ต้องฝ่าทั้งอากาศร้อนจัดจนโทรศัพท์ฮีท หรือจะเป็นการฝ่าพายุฝนที่พาให้เปียกชุ่มโชก หรือจะเป็นแสงสะท้อนที่เข้ามาที่ตา พาลให้ผมเองมักจะ “จำเลขเส้นทาง” หรืออาศัยให้บอกผ่านบลูทูธที่ติดกับหมวกกันน็อคเอาแทน


เพียงโหลดแอป แล้วก็ “Connected” กับ R 1250 GS / GSA ได้เลย

แต่แล้ว BMW ก็ได้บรรจุเอา หน้าจอ TFT ที่เรียกว่าแทบจะเล่นเกมส์ได้เลยทีเดียว มาผสานเข้ากับการ เชื่อมต่อมือถือ (บนแอป BMW Connected) ที่แสดงข้อมูลคร่าวๆของตัวรถในมือถือ … และที่สำคัญ ให้หน้าจอ TFT บน R 1250 GS / GSA นำทางได้ด้วย !!! เพียงโหลดแมปของประเทศที่ต้องการในแอป ค้นหาสถานที่ แล้วก็ส่งเส้นทางให้กับตัวรถได้เลย

แต่ทั้งนี้การแสดงผลนั้นใช้ข้อมูลจากโทรศัพท์เป็นหลักนะครับ หากเดินทางบนเส้นทางเขาทางภาคเหนือ อาจจะมีอาการ สัญญาณขาดหายได้ ซึ่งตรงนี้ BMW GPS (ที่ผลิตโดย Garmin) จะตอบโจทย์กับการใช้งานแบบ สมบุกสมบัน มากกว่า และสิ่งที่ “เหนือ” คือการควบคุมเจ้า BMW GPS ผ่านทางประกับไฟด้านซ้ายของตัวรถได้เลยเนี่ยแหล่ะ 

กด Menu ขึ้นค้างไว้ ประกับไปจะวิ่งไปหาการปรับตั้งบน GPS , กด Menu ลงค้างไว้ กลับมาที่จอ TFT เหมือนเดิม

สัดส่วนคน และรถ


ตอนขี่ไม่เท่าไหร่ แต่ความเป็นจริงตอนจอดนั้นช่างโหดร้าย ~ 
  • ด้านซ้าย – กับผมเองที่ความสูง 163 cm น้ำหนัก 63 kg บน R 1250 GSA Standard ที่ปรับตำแหน่งเบาะให้ต่ำสุดแล้ว … นั่งกึ่งกลางลงปลายเท้าได้ “ข้างนึง” ครับโผ้มมม (เสียงน้าค่อม) แต่บนการจอดปกติ ขยับตัวให้ลงได้เต็มเท้าข้างนึงจะสบายกว่านะ
  • ด้านขวา – ในส่วนของพี่หมีกับความสูง 173 cm พกน้ำหนักมาคราวนี้ 105 kg บน R 1250 GS Low ที่ปรับตำแหน่งเบาะต่ำสุดเช่นกัน ..​ ลงได้เต็มเท้าหย่อนๆ สบายๆเลยทีเดียว
  • ด้านซ้าย – พี่หมีกับน้องชายใหม่ R 1250 GSA ของเค้า สัดส่วน 173 cm กับน้ำหนัก 105 kg บน R 1250 GSA Standard ที่ปรับตำแหน่งเบาะต่ำสุด ลงปลายเท้าได้สองข้าง
  • ด้านขวา –  กับผมเองที่ความสูง 163 cm น้ำหนัก 63 kg บน R 1250 GS Low ที่ปรับตำแหน่งเบาะให้ต่ำสุดแล้ว … ก็ยังคง “บัลเล่ต์” ต่อไป แต่ดีขึ้นด้วยการลงปลายเท้าได้สองข้างหล่ะครับ .. แฮ่

การยกรถขึ้นตั้งตรงสำหรับผมที่ 163 cm ไม่มีปัญหาครับ ลงเท้าซ้ายให้เต็มแล้วดันนิดเดียว รถขึ้นตั้งตรงได้แล้ว ซึ่งตรงนี้ต้องขอชมการวางน้ำหนักของ BMW R 1250 GS / GSA เลยหล่ะครับ ว่าใช้แรงน้อยกว่าที่คาดไว้เยอะ

การขับขี่ในสภาพถนนต่างๆ #ฝ่าการจราจร

อาจจะฟังดูขัดแย้ง และไม่มีความสมเหตุสมผลกัน กับสิ่งที่ผมกำลังจะพิมพ์ต่อไปนี้ … เพราะตัวรถ R 1250 GS / GSA ที่ดูหนา ใหญ่โต บึกบึน อลังการ กลับขับขี่ที่ความเร็วต่ำๆ ได้แบบ “ง่ายมาก” การพลิกรถหลบไปมาทำได้อย่างง่าย ไม่ต่างจากการขับขี่รถเล็กทั่วไปเลยทีเดียว วงเลี้ยวของรถที่แคบมาก กลับรถตามที่กลับรถแบบแคบ (2 ช่องทางจราจร) ได้แบบสบายๆ (แต่ถ้าเซ ..​ไม่สบายหล่ะ หนักอึ้งเลย เล็งวงเลี้ยวดีๆนะครับ)

ในระยะแรกของการขับขี่ ผมเองก็ไม่ทราบว่าเพราะอะไรหรอกครับ ที่ทำให้รู้สึกเหมือน R 1250 GS / GSA ขี่ง่ายขึ้นกว่า R 1200 GS / GSA ตอนแรกนึกว่า แหม่ เรานี่คงขี่เก่งขึ้นเป็นแน่แท้ !!! (ว่าไปนั่น) แต่เปล่าเลย เพราะจริงๆแล้ว หลังจากได้มาไล่อ่านสเปคของตัวรถอย่างละเอียด ก็มาเจอว่า ระยะฐานล้อ และองศาของล้อหน้า “เปลี่ยนไป” … แหม่แอบปรับมาเนียนๆเลยนะ 

ซึ่งการปรับรายละเอียดเพียงเล็กน้อยตรงนี้ ส่งให้การขับขี่ของ R 1250 GS / GSA แตกต่างไปจาก R 1200 GS / GSA เล็กน้อย แต่มีผล เพราะทำให้รู้สึกมั่นใจกับการขับขี่มากขึ้นไปด้วย

แต่ถ้ารถติดแหงกเลย … ก็ไปได้ตามมิติของตัวรถหล่ะครับ ติดปี๊ปนะ จอด

โหมดที่แนะนำ Road ทางแห้ง / Rain ทางเปียก

ระบบกันสะเทือน – ค่ามาตรฐานเลยครับลงตัวแล้ว เพราะ Preload – ตัวรถปรับเองอัตโนมัติเลยจ้า

การขับขี่ในสภาพถนนต่างๆ #เดินทางไกล

ลอยข้ามผ่านทุกสภาพเส้นทาง … กับพรมที่แสนนิ่มนวล นั่นหล่ะครับ กับการเดินทางไปบน R 1250 GS / GSA เรียกว่าในขณะที่เพื่อนๆ กำลังหัวสั่นหัวคลอน หรือพบกับหลุม บ่อ ลูกระนาดให้ต้องคอยระแวงกัน … ส่วนผมกับ R 1250 GS นั้น ลอยข้ามไปแบบ … พวกนายทำอะไรกันเหรอ …

ชิวบังลมหน้าของ R 1250 GS มีขนาดที่ย่อมกว่า R 1250 GSA เล็กน้อย ซึ่งสำหรับสรีระผมไม่แตกต่างกันมากครับ การปรับตำแหน่งชิวสูงนี่ เรียกได้ว่า “ร้อน” เลยทีเดียว เพราะลมแทบไม่มีปะทะตัวเลย สำหรับผมเอง ปรับตำแหน่งให้ชิวต่ำที่สุด แทบจะตลอดเวลาเลยทีเดียว … การจัดการลมของ R 1250 GS / GSA ทำได้ “ดีมาก” แทบจะไม่มีลมวนปะทะอะไร นั่งสบายๆ หันชมวิว ซ้ายขวา แบบ … ฟินๆ

“เรียกว่าฝนตกนี่ ครึ่งบนแทบไม่โดนฝน แต่ครึ่งล่างช่วงขา ชุ่มแน่นอนฮะบอกเลย”

แต่ถ้ามีคนซ้อน .. ที่ย่านความเร็วเดินทางในช่วง 120 km/hr ไปแล้วหล่ะก็ อาจจะมีบางจังหวะที่ลมวนเข้ามาระหว่างหมวกของคนซ้อน และคนขี่ ที่ทำให้มีอาการคลอนเบาๆ ได้บ้างนะครับ ตรงนี้ก็เป็นเรื่องปกติแล้วหล่ะ สำหรับรถที่วางท่านั่งหลังค่อนข้างตรงแบบ R 1250 GS / GSA 

โช็คลับต้นที่ 3 (Telelever) คือจุดเด่นอีกอย่างในการขับขี่ เพราะการเบรคอย่างหนักหน่วง กำเบรคหน้าอย่างกระชั้นชิด บน R 1250 GS / GSA นั้น … แทบไม่มีอาการหน้าทิ่มเลย ตัวรถยังคงรักษาเสถียรภาพ และ “หน้าเบา” พร้อมให้หักรถหลบได้ทันที โดยไม่มีอาการขัดขืน … เชื่องมือ ฟินมาก ขอบอกเลย

Shift Assistant Pro ที่ติดตั้งมาบน R 1250 GS / GSA ให้การเปลี่ยนเกียร์ได้แบบ “ไม่ต้องใช้คลัช” ทั้งการขึ้นเกียร์ และลงเกียร์ … แต่กลับให้อาการของตัวรถที่แตกต่างกัน คือรู้สึกว่า Shift Assistant Pro เหมือนติดตั้งมาเพื่อ GSA มากกว่า GS เพราะ GSA ให้การสับเกียร์ ขึ้น-ลง ได้อย่างต่อเนื่อง และนุ่มนวลในแบบที่ไม่รู้สึกถึงการกระชาก หรือแรงฉุดที่หนักหน่วงอะไร แต่บน GS นั้นให้ความรู้สึกถึงการเปลี่ยนเกียร์อย่างชัดเจนกว่า … น่าจะมาจาก ฐานล้อ และน้ำหนักที่แตกต่างกันของทั้งสองคันด้วยหล่ะครับ

โหมดที่แนะนำ Dynamic/Road สำหรับทางแห้ง และ Road/Rain สำหรับทางเปียก

ระบบกันสะเทือน – ค่ามาตรฐานตามโหมดเลยครับ Preload ปรับอัตโนมัติเอง ขี่ลืมไปเลย

การขับขี่ในสภาพถนนต่างๆ #โค้งเขาทางชัน

สำหรับเส้นทางโค้งต่อเนื่องจนลืมทางตรง หรือจะเป็นทางชันที่มองไม่เห็นยอด R 1250 GS / GSA … สบายครับ ซึ่งต้องบอกว่า คาแรคเตอร์ของ GS และ GSA แตกต่างกันนิดหน่อยตรงจุดนี้ R 1250 GS สำหรับผมให้การขับขี่ที่รู้สึกคล่องแคล่ว ทะมัดทะแมง การเลี้ยว และพลิกรถบนโค้งต่อเนื่องแคบๆ รู้สึกเบากว่า GSA เล็กน้อย

สำหรับ GS เมื่อปรับเบาะให้อยู่ตำแหน่งสูงขึ้น … กลับกลายเป็นว่า รู้สึกขี่ได้ง่ายขึ้น เบาขึ้น และพร้อมจะเลี้ยวได้ดีขึ้นอีกขั้นนึง … ถ้าบนการใช้งานเดินทางผมคงเลือกปรับให้เบาะสูงหล่ะครับ เพราะแทบไม่ได้ต้องเอาขาลงอยู่แล้วหล่ะ

แต่ … GSA แม้จะตัวใหญ่ดูเทอะทะ กลับให้ความรุ้สึกที่ นิ่ง และคมกริบกับทุกเส้นทางมากกว่า เพียงชำเลืองตามองหาโค้ง GSA ก็พร้อมจะเลี้ยวไปทันที ทำให้ในการเข้าโค้งต่อเนื่อง GSA ให้ความรู้สึกที่ แน่น และพร้อมจะเลี้ยวได้มากกว่า GS …​ซะอย่างนั้น

ขุมพลัง 1254 cc บนเครื่องยนต์ที่วางนอนแบบ Flat Twin (Boxer) … เหลือเฟือเลยครับ ส่งตัวรถขึ้นทางชันได้แบบ ไม่ต้องใช้ความพยายาม หรือลุ้นอะไร กระแทกคันเร่งแล้วพุ่งทะยานขึ้นไปได้เลย 

โหมดที่แนะนำ Dynamic/Road สำหรับทางแห้ง และ Road/Rain สำหรับทางเปียก

ระบบกันสะเทือน – ค่ามาตรฐานตามโหมดเลยครับ Preload ปรับอัตโนมัติเอง ขี่ลืมไปเลย

การขับขี่ในสภาพถนนต่างๆ #ทางดิน, ปั่นล้อพาตะกุย


ปรับโหมดให้เหมาะสม …แล้วทะยานผ่านอุปสรรคกันเลย

ยางเดิมติดรถที่ให้มา “เพียงพอ” กับการขับขี่ในทุกเส้นทาง รวมไปถึงการขับขี่ผ่านอุปสรรค ไม่ว่าจะเป็น บ่อทราย หินคลุก หรือจะเป็นการลงตะกุยน้ำให้เย็นชื่นใจกันเล่นๆ … แต่ถ้าทางดินโคลนหล่ะก็ … เหนื่อยนิดนึงนะ ^^

การตอบสนองของช่วงล่างในโหมด Enduro ให้การตามติดของล้อหน้าที่รู้สึกไวขึ้น และช่วงล้อหลังที่หนืด แน่น พร้อมด้วยการลดการทำงานของ DTC ที่ส่งให้เราสามารถปั่นล้อหลังผ่านอุปสรรคได้ง่ายขึ้น ซึ่งแม้กระทั่งผมเองที่ไม่ได้เชี่ยวชาญทาง Off Road ก็ยังสามารถ “สนุก” ไปกับ R 1250 GS / GSA ได้เหมือนกัน … “Powerslide ง่ายมากบอกเลย!”

ดูแบบคลิปกันบ้างกับการขับขี่ BMW R 1250 GS บน Enduro Park Thailand

แม้ว่า R 1250 GS / GSA จะมาแบบ “พร้อมลุย” แต่ใช่ว่าขึ้นมาขี่ปุ๊ปจะทำได้แบบในรูปทันทีนะครับ แนะนำกันเลยกับ Enduro Park Thailand เพื่อการซ้อมมือ ให้ขับขี่กันได้อย่างมั่นใจมากขึ้น

จุดเด่นที่ผมรู้สึกได้อย่างนึงของ ABS Pro บน R 1250 GS / GSA คือการทำงานของ ABS Pro ที่ “ปรับตัวเองตลอดเวลา” เพราะการจงใจกดให้เบรคล้อหน้าล็อคบนสภาพผิวที่แตกต่างกัน ABS Pro ทำงานต่างกันตามพื้นผิวที่เปลี่ยนแปลงไปเอง เรียกว่า กดไปเลย ไม่ต้องคิดไรมาก (แต่บนโคลน ก็จะเสียวๆหน่อยนะ)

ส่วนโหมดลับ Enduro Pro นั้น … ใจไม่ถึง ไม่ค่อยแนะนำนะครับ เพราะตัวรถตัดระบบความปลอดภัย และตัดการทำงานของ ABS ล้อหลังลงหมดสิ้น … ให้รู้กันเลยว่า เบรคหลัง ที่ติดมากับ R 1250 GS ชนะกำลังเครื่องยนต์ได้แบบสบายๆ (บนเกียร์ 2 ความเร็วประมาณ 50 km/hr กดเบรคหลังเต็ม เครื่องยนต์ดับ พร้อมล้อล็อคสไลด์ไปมาเลยจ้า) พร้อมด้วยการปั่นล้อหลังทิ้งแบบตกใจนิดๆ เพราะตัวรถคิดว่าใส่ยาง Mud และคนขี่ต้องชำนาญพอที่จะคุมอาการรถ … (ผมนี่เหวอไปนิดเลย)

HSC (Hill Stop Control) ที่ใช้งานได้ง่ายมาก คือแค่กำเบรคหน้าให้ลึกค้างไว้ 1 วินาที … รถจะจัดการที่เหลือให้เอง จอดค้างบนทางชัน ไม่ต้องเข้าเกียร์ได้เลย ซึ่งตรงนี้ ช่วยผมได้เยอะเลยหล่ะครับ เพราะการจอดรถบนทางชัน ที่ต้องคอยบีบเบรคหน้า กดเบรคหลัง สลับไปมา เพื่อเข้าเกียร์นี่ เขย่งกันเหนื่อยเลยทีเดียว โดย HSC จะตัดการทำงานเมื่อ เดินคันเร่งออกตัวไปต่อ ซึ่งทำให้การขับขี่สบายมากขึ้นอีกระดับ

“รวมๆคือ Off-Road เหรอ R 1250 GS /GSA ไปได้หมด… แต่อย่าไปคนเดียวนะ ยกรถคนเดียวมันเหนื่อย ^^”

โหมดที่แนะนำ Enduro สำหรับทางแห้ง / Enduro Pro สำหรับยางวิบาก และทักษะเพียงพอนะครับ

ระบบกันสะเทือน – ค่ามาตรฐานตามโหมดเลยครับ Preload ปรับอัตโนมัติเอง

อัตราสิ้นเปลือง

คราวนี้ผมได้มีโอกาสขับขี่ไปกับ R 1250 GS / GSA บนระยะทางการเดินทางจริง ร่วมๆ 500 km กับการเติมระหว่างการเดินทางไปเพียง “ครั้งเดียว” ผลที่ได้นะเหรอครับ

บน R 1250 GS กับการใช้งานเดินทางในทุกรูปแบบ ทั้งฝ่าการจราจร และเดินทาง รวมไปถึง off-Road เบาๆทำไปได้ถึง 19.23 km/litre (ซึ่งการใช้งานทุกรูปแบบของ R 1200 GS ผมทำไว้ได้ที่ประมาณ 16.9 km/litre)

ในส่วนของ R 1250 GSA กับการใช้งานแบบเดียวกับ GS …​เลขที่ออกคือ 18.51 km/litre ซึ่งดีขึ้นกว่า R 1200 GSA ที่ผมเคยทำไว้ที่ 15.94 km/litre แบบ … ตกใจ

เดี๋ยวนะ ทำไม R 1250 GS / GSA ที่เครื่องยนต์ใหญ่กว่าถึง “ประหยัดกว่า” R 1200 GS / GSA หล่ะเนี่ย … ส่วนนึงน่าจะมาจาก “Shift Cam” เนี่ยแหล่ะครับ หายใจสบายๆ บนรอบต่ำ ใช้น้ำมันน้อยลงไปด้วย พร้อมด้วยการเผาไหม้ที่หมดจด และการฉีดน้ำมันเครื่องเข้าไปหล่อเลี้ยงที่ทำได้อย่างสมบูรณ์แบบมากขึ้น รวมไปถึงรอบการใช้งานที่ต่ำลงเล็กน้อย องค์ประกอบอย่างละนิด ที่ทำให้ R 1250 GS /GSA ใช้น้ำมันได้อย่าง เต็มประสิทธิภาพมากขึ้นกว่า R 1200 GS / GSA หรือคือ “ประหยัดขึ้นซะอย่างนั้น”

ซึ่งทาง BMW เคลมไว้ว่าเครื่องยนต์บล็อค R 1250 นั้น ประหยัดขึ้น 4% จาก R 1200 … แต่บนการขับขี่ผมดันทำได้เยอะกว่าซะอย่างนั้น ถ้าให้ดีหล่ะก็ ต้องซ้ำทั้ง R 1200 GSA และ R 1250 GSA อีกซักรอบหล่ะครับ !

R 1250อัตราสิ้นเปลืองเฉลี่ยR 1200อัตราสิ้นเปลืองเฉลี่ย
GS19.23 km/litreGS16.9 km/litre
GSA18.51 km/litreGSA15.94 km/litre

ข้อดี / ข้อสังเกต / ข้อเสีย

ข้อดี

  • โหมดเยอะ ระบบช่วยแยะ และใช้งานได้ง่ายขึ้น สนใจที่โหมดการขับขี่เป็นหลัก .. เพียงพอแล้ว
  • วงเลี้ยว การคอนโทรลรถในวงแคบทำได้ง่ายมากบนท่ายืน
  • เบาะแบบสองตอน ปลดเบาะหน้าหลัง ได้ง่าย และปรับระดับให้เหมาะสมกับการใช้งานได้ง่าย
  • ABS Pro / DTC บน R 1250 GS / GSA สำหรับผมรู้สึกว่าเป็นระบบเบรค และ Traction control ที่ทำงานได้ละเอียดที่สุด การเข้ามาช่วยผู้ขับขี่ แทบไม่รู้สึกอะไรเลยครับ จนกระทั่งทดลองปลดระบบออกนั่นแหล่ะ อูว …
  • ลอยข้ามทุกอุปสรรค … บนการปรับโหมดที่เหมาะสม
  • ระบบส่งกำลังแบบเพลา ที่ส่งพลังได้อย่างต่อเนื่อง นุ่มนวล การเดินคันเร่งในรอบต่ำทำได้ง่ายจนแทบจะเหมือนรถ Scooter เลยทีเดียว
  • HSC ใช้ได้จริง และช่วยให้เราไม่ต้องพะวงกับการเบรค เพื่อจอดบนทางชัน
  • จอแสดงผล TFT ติดรถที่แทบจะเล่นเกมส์ได้ พร้อม “Connected” กับโทรศัพท์ และแสดงแผนที่บนหน้าจอรถได้ทันที (ใช้งานง่ายผ่าน Dial หมุนๆ) … ผมรอมานานมากบอกเลย

ข้อสังเกต / ข้อเสีย

  • สำหรับตัว Low suspension รู้สึกการขับขี่แปลกๆไปนิดหน่อย … ถ้าไม่ได้ติดปัญหา เรื่องการวางเท้าบนพื้นหล่ะก็ .. Standard suspension น่าจะเป็นตัวเลือกที่ดีกว่านะครับ ซึ่งถ้าผมเองก็คงเลือก Standard เหมือนกัน แม้จะลงได้เพียงปลายเท้าก็ตาม ~
  • Shift Assistant Pro ทำงานได้ดีบน GSA แต่บน GS ส่วนตัวผมรู้สึกว่าบนรอบต่ำ การสับเกียร์ขึ้นลง รู้สึกกระชาก และไม่นุ่มเนียนแบบ GSA ซะอย่างนั้น
  • กำคลัชเบรค ที่ผมเองไม่คุ้นเคย ซึ่งจริงๆก็ไม่ต้องกังวลครับ เพราะตัวระบบ DBC จะทำการตัดการส่งกำลังให้เองในกรณีเบรคฉุกเฉินอยู่แล้ว ขี่ปกติเนี่ยแหล่ะ เดี๋ยวเค้าจัดการเอง

น่าจะเหมาะกับ

น่าจะเหมาะกับ

  • ผู้ขับขี่ที่ต้องการรถสักคันนึงที่สามารถเดินทางระยะไกลต่อเนื่องได้มากกว่า 400 km ต่อวันแบบสบายๆ (หรือจะ 500-700km ต่อวันก็ทำได้แบบไม่ลำบากนัก)
  • ชอบที่จะชื่นชม และออกไปค้นหาเส้นทางใหม่ๆ BMW R 1250 GS / GSA  ให้การตอบสนองที่ “พร้อม” กับทุกสภาพเส้นทาง ไม่ว่าจะทางหลัก ทางดิน หรือต้องฝ่าอุปสรรคต่างๆ อย่างลงตัว
  • คือ BMW ที่อัดแน่นมาด้วยเทคโนโลยีแบบ ครบครันที่สุด รุ่นนึง 

สรุป


รูปลักษณ์ที่ไม่แตกต่างไปจากเดิมมากนัก แต่การปรับ 3 สิ่งหลัก คือเครื่องยนต์, เทคโนโลยี และลูกเล่นที่เติมเข้ามาทำให้ BMW R 1250 GS /GSA นั้น จัดได้ว่า เหนือขึ้นไปอีกขั้นนึง

การขับขี่บน GS ให้ความรู้สึกที่ดุดัน กระโชกโฮกฮาก และคล่องแคล่วด้วยน้ำหนักตัวที่เบากว่า GSA ซึ่งมีผลจากระยะของฐานล้อ และสัดส่วนของน้ำหนักตัวที่แตกต่างกัน … การทำงานของ BMW Shift Cam ที่ชูเป็นจุดเด่นมีการปรับ Low Cam , และ High Cam ที่รวดเร็ว เพื่อการตอบสนองต่อความต้องการ พละกำลังในแต่ละย่านรอบได้อย่างรวดเร็ว 

แรงบิดที่หนักแน่น ในช่วงรอบต่ำ GS / GSA ให้การตอบสนองของคันเร่งที่นุ่มนวลในแบบที่ ปิด/เปิด คันเร่งบนเกียร์ 1 ได้แบบไม่มีอาการกระตุกอะไร แต่ก็พร้อมที่จะ Shift การทำงานของ Cam ไปเป็น High  ได้ทันที เมื่อต้องการพละกำลังในการ เร่ง กระชาก หรือทะยานให้พ้นอุปสรรคต่างๆ

ระบบ และเทคโนโลยี ที่ใส่เข้ามาของ BMW  R 1250 GS / GSA นั้น นับได้ว่าเป็นอีกขั้นนึงของ R 1200 GS / GSA เทคโนโลยีทั้งหมด ได้รับการปรับให้ทำงานอย่าง สอดคล้อง และสอดประสานกันอย่างลงตัว เพื่อการตอบสนองกับ ทุกสภาพเส้นทางได้เป็นอย่างดี

เพิ่มเติมด้วยของใหม่เอี่ยมอย่าง DBC (Dynamic Brake Control) ที่ทาง BMW แจ้งเลยว่า … เบรคติดรถของเราดีมาก ถึงขนาดที่สามารถเอาชนะแรงเฉื่อยของรถที่หนักร่วม 249 – 268 kg (GS – GSA) ได้อย่างสบายๆ โดยไม่ต้องใช้ Engine Brake


“กำคลัชกดเบรคได้เต็มที่ ให้ระยะหยุดที่ดีกว่าการเชนเกียร์ โดยรถไม่เสียอาการ”

“กำคลัช เบรค” คือสิ่งที่ผมได้ลองทำกับ BMW R 1250 GS / GSA และก็ต้องบอกว่า “จริง” ซึ่งมาพร้อมกับ DBC (Dynamic Brake Control) ที่พลิกการขับขี่ในแบบที่เราเคยเรียนรู้มา เพราะในการเบรคฉุกเฉินบน R 1250 GS / GSA นั้น DBC จะตัดแรงฉุดเครื่องยนต์ออก (หรือก็คือกำคลัชให้เรา) และให้ผู้ขับขี่ใช้การหยุดแรงเฉื่อยทั้งหมดไปที่ เบรคหน้า / หลัง อันทรงพลัง ที่ทำงานเข้ากันกับ ABS Pro ให้ระยะเบรคที่สั้นกว่าการเชนเกียร์เบรคซะด้วยซ้ำ

HSC (Hill Stop Control) คือสิ่งที่ทำให้การขับขี่ในแบบ Enduro ง่ายขึ้น เพราะไม่ต้องมาพะวงกับการใช้เบรคหลังเพื่อจอดรถบนทางชัน … เช่นถ้าขี่มาด้วยเกียร์ 2 และจอดรถทันทีบนทางชัน เราต้องคอยสลับเบรคหลัง-หน้า เพื่อไม่ให้รถไหล ก่อนจะใช้เท้าซ้ายกดเกียร์ 1 เพื่อออกตัว … ทีนี้บนทางดินชันๆ บางครั้ง การใช้เบรคหน้าเพียงอย่างเดียว … รถไหลลงได้นิดๆนะครับ HSC เข้ามาช่วยเสริมตรงนี้ให้เรา ขับขี่ได้ง่ายขึ้น (โดยเฉพาะสายบัลเล่ต์อย่างผม)

หน้าจอแบบ TFT มากับการเชื่อมต่อกับโทรศัพท์ ที่สามารถนำทางได้เลย ซึ่งเป็นอะไรที่ ผมเองก็อยากได้มานานมากกับหน้าจอแสดงผลสีแบบนี้ เพราะบางทีการจอดเพื่อดูทาง มันก็ไม่ค่อยสนุกซักเท่าไหร่

แล้วระหว่าง GS / GSA จะเลือกกันยังไงดีหล่ะ ? สำหรับผมคงต้องบอกตรงๆว่าถ้าต้องเลือก คงเลือก BMW R 1250 GSA อย่างไม่ต้องสงสัย เพราะแม้จะมีน้ำหนักมากกว่า สูงกว่า (สำหรับสรีระผม) แต่ด้วยนิสัยของรถที่นุ่มกว่า เสถียรภาพขณะเข้าโค้ง ที่นิ่งกว่า จะเรียกว่า “ถูกจริต” กับการขับขี่ของผมก็ได้

ส่วนถ้าใครชอบความรู้สึกที่จัดจ้าน คล่องแคล่ว GS น่าจะเป็นตัวเลือกที่ดีกว่า … แต่ก็แลกกับความอลังการที่หายไปน้า บอกเลย GSA อลังการจริงจัง

ในปี 2019 นี้ BMW ได้ทำการยกระดับของคำว่า GS ขึ้นไปอีกขั้นได้อย่างเหนือชั้น กับ  R 1250 GS / GSA .. จนผมเองก็อดสงสัยไม่ได้ว่า แล้วต่อไป BMW จะทำอะไรกับ GS ได้อีกหล่ะเนี่ย เพราะที่มาตอนนี้ ก็เกินกว่าที่จะคาดคิดได้ไปแล้ว …

ขอบคุณ

MF Motorrad พระราม 5 / พระราม 2 ใกล้ที่ไหนไปที่นั่น

https://www.facebook.com/mfmotorradbmw
koala

Koala Rider – A Rider Super Market เกษตร-นวมินทร์

10550932_315231421970674_8310229622189082563_n

40 Garage ร้านคุณภาพสำหรับมอเตอร์ไซค์ของเพื่อนๆ
facebook : https://www.facebook.com/40garage

Comments