Review : Ducati Multistrada 1260 S สัมผัสแรกบนเส้นทางใหม่ ด้วยรูปลักษณ์ที่คงเดิม เปลี่ยนไปคือนิยามของการขับขี่

โดย / / 1,354 views

กว่า 15 ปี แล้ว ของการคงอยู่ของ Ducati Multistrada ที่มีความหมายว่า Many Roads หรือถนนที่หลากหลาย ซึ่งก็บ่งบอกถึงจุดประสงค์ที่ชัดเจนของตัวรถจาก Ducati คันนี้ได้เป็นอย่างดี ว่านี่คือรถที่พร้อมให้ผู้ขับขี่สามารถพาทะยานออกไปยังจุดหมายต่างๆ ได้บนสภาพถนนที่แตกต่างกันตามแต่ที่ต้องการ

และในปี 2017 ที่เพิ่งผ่านพ้นมานี้ ก็เป็นอีกครั้งที่ทาง Ducati ได้ทำการเปิดบันทึกหน้าใหม่ขึ้นภายในงาน EICMA ที่ตามมาติดๆกับการเผยโฉมตัวจริงในบ้านเราภายในช่วงงาน Motor Expo 2017 (ในช่วงเดือนธันวาคม 2017) ด้วยการขับขี่ที่เหนือขึ้นไปอีกระดับของ Ducati Multistrada 1260 ซึ่งทำให้ผมได้มีโอกาสเปิดประสบการณ์การขับขี่บนดินแดนที่ต้องมนต์ด้วยกลิ่นอายของท้องทะเลที่ตัดกับขุนเขาสีแดงอย่างสวยงามของเกาะเล็กๆ ที่มีชื่อว่า Gran Canaria ที่เป็นส่วนนึงของประเทศสเปน

ซึ่งเกาะเล็กๆนี้แหล่ะครับ ที่ทำให้ผมได้มีโอกาสเดินทางข้ามน้ำ ข้ามทะเล ข้ามขุนเขาเพื่อมาร่วมเปิดประสบการณ์การขับขี่ครั้งใหม่อีกครั้ง และต้องขอขอบคุณ Ducati Thailand และ Ducati ที่ให้เกียรติกับผมได้ร่วมเดินทางออกมาค้นหาเส้นทางใหม่บนเกาะเล็กๆในพื้นที่นี้ในช่วงเดือนธันวาคม 2017 นี้เอง หลังจากที่เคยได้ทำการขับขี่ Ducati Multistrada 950 บนเกาะใกล้ๆกันที่ชื่อว่า Fuerteventura ไปเมื่อปี 2016 ที่ผ่านมา

Multistrada 1260 หากมองเพียงผ่านตาไป ผมเชื่อเลยว่าเพื่อนๆหลายๆ คนคงมองไม่เห็นอย่างแน่นอนถึง “ขุมพลัง” และการขับขี่ที่ “ปรับปรุง” ก่อนที่จะปรุงแต่งด้วย “เทคโนโลยี” ที่เหนือขึ้นไปอีกขั้น (ผมเองก็เช่นกัน มองผ่านไปแล้วแทบไม่รู้เลย บอกตรงๆ!) แต่เดี๋ยวก่อนเรามาดู และ ขี่กันเลยดีกว่าว่า อะไรที่ทำให้ผมต้องบอกว่า …

Multistrada 1260 คือนิยามบทใหม่ให้กับรถในรูปแบบ Touring จาก Ducati

เพื่อความกระชับของเนื้อหา ผมจะขอแบ่งออกเป็นหัวข้อต่างๆที่จะพูดถึงตามนี้เลย

  1. รูปลักษณ์ทั่วไป
  2. แตกให้เห็นชัดถึงรุ่นย่อย 4 รุ่น
  3. รายละเอียดทางเทคนิคที่น่าสนใจสำหรับ 2 รุ่นในไทย (1260 S / Pikes Peak)
  4. เทียบกันชัดๆ ระหว่าง Multistrada 1200 และ Multistrada 1260
  5. สัดส่วนคน และรถ
  6. การขับขี่ในสภาพถนนต่างๆ
  7. อัตราสิ้นเปลือง
  8. ข้อดี/ข้อสังเกต/ข้อเสีย
  9. น่าจะเหมาะกับ / ไม่เหมาะกับ
  10. สรุป

ในแบบคลิปสั้นๆ ง่ายๆ ที่นี่เลย

รูปลักษณ์ทั่วไป

ประกับไฟซ้าย และขวา ยังคงยกมาจาก Multistrada 1200S แต่มีการเพิ่มการเข้าถึงการปรับตั้งช่วงล่างให้ง่ายขึ้น ส่วนการใช้งานอื่นๆแทบไม่แตกต่างไปจากเดิม

[ประกับไฟทางด้านขวา] จะมีเพียง

  • ปุ่มปรับระดับ “ความฟิน” ของอุ้งมือด้วย Heated grip 3 ระดับ
  • ปุ่ม off-run / start การทำงานของเครื่องยนต์
  • ปุ่มล็อคหน้าจอ และการทำงานของตัวรถ

[ประกับไฟด้านซ้าย] ผมแบ่งเป็นกลุ่มหลักๆ 3 กลุ่มด้วยกันคือ

  • ชุดควบคุมสัญญาณต่างๆ ได้แก่ ไฟสูง / ไฟ pass / ไฟ hazard / ไฟเลี้ยว / แตร
  • ชุดควบคุมเมนูการเข้าถึงการตั้งค่า “ทั้งหมด” ของตัวรถ
  • ชุดควบคุมระบบ Cruise Control สำหรับการเดินทางบนเส้นทางหลักยาวๆ

[บนซ้าย] “ดำ ดุ คม” ชุดไฟที่สว่างไสวด้วย LED เต็มระบบ พร้อมชิวบังลมหน้าที่ปรับระดับได้อย่างง่ายดาย

[บนขวา] “สายซ้อน” สิ่งหนึ่งที่ทำให้คนซ้อนรู้สึกสบายมากขึ้นคือตัวมือจับคนซ้อนที่ผมมองว่าเป็น “สิ่งเล็กๆที่แตกต่าง” ซึ่งยกมาจาก Multistrada 1200 Enduro ที่ให้ตำแหน่งมือจับสั้นลง ซึ่งตรงนี้ทำให้สามารถใส่กล่องแบบอลูมิเนียมได้ และยังทำให้คนซ้อนนั่งซ้อนได้โดยไม่มีอาการกระแทกช่วงขาจากมือจับแบบ 1200S แล้วนะเนี่ย

[ล่างซ้าย] “เรือนไมล์” แบบ TFT “จอสี” ที่ทางนายทุนใหญ่ Audi ช่วยพัฒนาร่วมกับ Ducati เพื่อให้ได้หน้าจอที่ละเอียด และมีสีที่คมชัดที่สุดที่มีในมอเตอร์ไซค์ในท้องตลาดตอนนี้ (ปี 2018) พร้อมด้วยการพัฒนาซอร์ฟแวร์ใหม่ ให้การเข้าถึงเมนูต่างๆที่ง่ายขึ้นมาก หรือที่ผมเรียกว่า “เป็นมิตร” มาก !! การปรับตั้งระบบต่างๆทำได้ง่ายดายขึ้นกว่ารุ่นก่อนหน้าด้วยการบอกแบบตรงไปตรงมามากขึ้น

[ล่างขวา] ปั๊มเบรคล่างจาก Brembo M50 Evo ที่ให้พลังหยุดที่ “เกินพอ”​ ทำงานร่วมกับระบบ DSP (Ducati Safety Pack) ที่ประกอบไปด้วย Cornering ABS และ Traction Control … คือเพียบอ่ะครับ

ถึงกับต้องรื้อรูปเก่ามาเทียบกันเลยทีเดียว กับการปรับเปลี่ยนเล็กๆที่ “แตกต่าง” ระหว่าง [ซ้าย] Multistrada 1260 S และ [ขวา] Multistrada 1200 S ที่ส่งให้การขับขี่นั้นเปลี่ยนไป! ด้วยการจัดการลมในช่วงขาที่ดีขึ้น รวมไปถึงการดึงความร้อนที่แผ่ออกมาของเครื่องยนต์ให้ออกไปด้านข้างได้ง่ายขึ้น ซึ่งทำให้การขับขี่กับ Ducati Multistrada 1260 S “สบาย” ขึ้นไปอีกขั้นนึง

 

แตกให้เห็นชัดถึงรุ่นย่อย 4 รุ่น

Ducati Multistrada 1260 นั้นมีการแบ่งออกเป็น 4 รุ่นย่อยด้วยกันในตลาดยุโรป ซึ่งมีข้อแตกต่างหลักๆกันอย่างไรบ้างนั้นผมสรุปมาให้แล้วตามนี้เลย

*Ready – ไม่มีติดตั้งเป็นมาตรฐานของรุ่น แต่สามารถติดเพิ่มเติมได้ในภายหลัง

VHC (Vehicle Hold Control) ทำงานเมื่อผู้ขับขี่ใช้เบรคหน้า/หลัง ในการหยุดรถบนทางลาดเอียง ซึ่งรถจะทำการเพิ่มแรงเบรคที่เหมาะสมให้โดยอัตโนมัติ เพื่อช่วยให้ผู้ขับขี่สามารถออกตัวจากทางชันได้ง่ายขึ้น โดย VHC มีเริ่มใช้มาตั้งแต่ใน Multistrada 1200 Enduro

Ducati Performance ที่มีในรุ่น Pikes Peak จะประกอบไปด้วย

  • เสริมสุ้มเสียงดุดันจากท่อไอเสียโดย Termignoni
  • คาแรคเตอร์โหดๆจาก windscreen หรือชิวบังลมหน้าแบบคาร์บอนไฟเบอร์ขนาดสั้น
  • ช่วงล่างเต็มระบบจาก Ohlins (แบบปรับอัตโนมือ เพื่อลดน้ำหนักของระบบไฟฟ้า)
  • บังโคลนหน้าคาร์บอนไฟเบอร์
  • ครอบท่อดักอากาศคาร์บอนไฟเบอร์
  • ครอบ Hands-Free คาร์บอนไฟเบอร์

ซึ่งทั้งหมดนี้ทำให้ 1260 Pikes Peak นั้นลดน้ำหนักตัวลงไปถึง 6 kg เลยทีเดียว

“เพิ่งสังเกตว่าลมเข้าชุดจนตัวพองเลยทีเดียว แถมด้วยเป้น้ำ และการ์ดหลังอีกชุดยิ่งทำให้พองไปกันใหญ่ สั้นแล้วยังกลมอีก T-T”

โดยทั้ง 4 รุ่นจะมากับ Riding Modes ที่เลือกได้ 4 โหมดที่ให้การตอบสนองของคาแรคเตอร์รถ และอารมณ์ที่แตกต่างกันตามการขับขี่อย่างชัดเจน ได้แก่

  • Sport – ส่งพลังเต็มที่ การตอบสนองของคันเร่งเต็มเปี่ยม
  • Touring – ส่งพลังเต็มที่ แต่ทอนการตอบสนองของคันเร่งให้นุ่มมือ และคุมได้ง่ายขึ้น
  • Urban – ทอนกำลังลง ทอนการตอบสนองคันเร่ง ให้ขับขี่ในสภาพการจราจรได้อย่างไม่ต้องพะวงกับแรงบิดมหาศาลที่พร้อมทะยาน
  • Enduro – ทอนกำลัง และการตอบสนอง พร้อมด้วยปรับระบบ ABS และการตอบสนองของช่วงล่างให้เหมาะสม เพื่อการ “ปั่น ตะกุย” ผ่านอุปสรรค

ทั้งหมดนี้เรียกได้ว่าเป็นการย้ำ และเสริมภาพลักษณ์ให้กับ Ducati Multistrada 1260 คันนี้ได้อย่างเต็มเปี่ยมว่านี่คือรถที่ Ducati ตั้งใจที่จะฉีกนิยามของการขับขี่ของตัวเองออกมาให้เข้าสู่โลกใหม่ที่พร้อมตอบสนองคาแรคเตอร์ของรถที่หลากหลายตามโหมดการขับขี่ได้มากขึ้นอีกขั้น

 

รายละเอียดทางเทคนิคที่น่าสนใจสำหรับ 2 รุ่นในไทย (1260 S / Pikes Peak)

สำหรับ Multistrada 1260 ในบ้านเรานั้นบอกเลยว่ามาเต็ม เพราะจะมีการจัดจำหน่ายด้วยกัน 2 รุ่นคือ Multistrada 1260 S และ 1260 Pikes Peak ซึ่งเป็นพื้นฐานเดียวกับตัวแข่งทะลุมิติในการแข่งขัน Pikes Peak กับการแข่งไต่เขาสุดระทึกขวัญ ที่จัดอย่างต่อเนื่องมานานกว่า 90 ปี ซึ่ง Multistrada เองก็ได้บันทึกสถิติด้วยการเป็นรถมอเตอร์ไซค์คันแรกที่ทำเวลาได้ “ต่ำกว่า 10 นาที” ในปี 2012 (พร้อมด้วยการชนะอย่างต่อเนื่องเป็นสมัยที่ 3)

แล้วอะไรที่เปลี่ยนแปลงไปบ้างจากก่อนหน้านี้? สรุปง่ายๆ เด่นๆได้ตามนี้กันเลย

  • ขยายความจุของเครื่องยนต์จาก 1198 cc เป็น 1262 cc
  • เพิ่มช่วงชักจาก  106 x 67.9 mm เป็น 106 x 71.5 mm
  • ส่งให้แรงม้าเพิ่มขึ้นจาก 152 HP เป็น 158 HP
  • เพิ่มแรงบิดจาก 94 ft-lb เป็น 95.5 ft-lb
  • เพิ่มความยาวของสวิงอาร์มออกไปอีก 48 mm
  • ส่งให้เพิ่มเสถียรภาพของตัวรถด้วยระยะฐานล้อที่เพิ่มจาก 1529 mm เป็น 1585 mm
  • มุม Rake เพิ่มขึ้น 1 องศา (ความชันของแผงคอที่น้อยลง)
  • เพิ่มความสนุกสนานของการต่อเกียร์ด้วย DQS (Ducati Quick Shift) ที่ทำงานได้ทั้งขึ้น และลง

อีกสิ่งที่โดดเด่นขึ้นมากับ Multistrada 1260S สำหรับผมก็คงจะเป็น Tyre Calibration หรือการปรับตั้งค่าการทำงานของ DTC (Ducati Traction Control) ให้เหมาะสมกับยางที่เปลี่ยนไป !! บอกตรงๆว่าเพิ่งเคยเห็นบนมอเตอร์ไซค์เนี่ยแหล่ะครับ (เท่าที่ทดลองใช้ระยะทางปรับตั้งต้องใช้ประมาณ​ 20 km – 40 km)

การปรับตั้งค่ายางนั้น ทำเพื่อให้การทำงานของ DTC ทำงานได้อย่างสมบูรณ์ที่สุด ถึงแม้ว่า DTC จะเป็นระบบเดิมกับ 1200S แต่การปรับตั้งค่าการทำงานตามยางที่เลือกใช้งานได้นั้นทำให้ การทำงานของ DTC ใน 1260S รู้สึกได้ถึงความละเอียดที่มีมากขึ้น แม้จะจงใจกระแทกคันเร่งเต็มๆ บนสภาพถนนที่ฝนตก และลื่นด้วยกรวดทราย ตัวรถก็ยังคงรักษาอาการได้อย่างดี ไม่มีอาการปั่นทิ้งอะไรให้เสียวเล่น !


*หมายเหตุซักนิด สำหรับ Ducati Multistrada 1200 S แจ้งแรงม้าตามสเปคไว้ที่ 160 HP แต่ทั้งนี้มาจากการปรับการวัดแรงม้าในตลาดยุโรปที่เรียกง่ายๆว่า “แข็งขึ้น” ทำให้ 1200 S แรงม้าตกไปอยู่ที่ 152 HP และ 1260 S มาอยู่ที่ 158 HP นะครับ

สัดส่วนคน และรถ

สำหรับสัดส่วนที่หลายๆคนเรียกว่า “เสมิร์ฟ” ด้วยระยะในแนวตั้งที่ 163 cm พร้อมน้ำหนัก 64 kg หรือจะเรียกว่ามีขนาด “ย่อมเยา” ที่สุดในเพื่อนๆที่มาขับขี่ด้วยกันในครั้งนี้ การนั่งลงกึ่งกลางบน Ducati Multistrada 1260 S คันนี้ ด้วยตำแหน่งเบาะต่ำสุดที่ 825 mm สามารถลงในปลายเท้าสองข้างสบายๆ ซึ่งการวางน้ำหนัก และตำแหน่งท่านั่งของ Multistrada 1260 S ทำให้สำหรับผมรู้สึกได้ว่าการตั้งรถตรงทำได้ง่ายขึ้นกว่า Multistrada 1200 S เล็กน้อย

 

การขับขี่ในสภาพถนนต่างๆ (ในเมือง)

สัมผัสแรกเลยที่ผมได้ขึ้นไปคร่อมอยู่บน Ducati Multistrada 1260 S คือย่านของแรงบิดที่ติดมือมากขึ้น ให้การส่งกำลังที่ต่อเนื่อง แต่ยังคงไว้ซึ่งขุมพลังที่พร้อมทะยานออกมาอย่างจัดจ้านตั้งแต่รอบต่ำมากขึ้นอีกขั้นนึง โดยที่ตัวรถยังคงให้เสถียรภาพในการทะยานออกไปได้เป็นอย่างดี ซึ่งส่วนนึงน่าจะมาจากการขยายระยะฐานล้อมากขึ้นเป็น 1585 mm

มิติของตัวรถที่ยังคงความเพรียวบาง ไม่แตกต่างจากรุ่นก่อนหน้า ยังคงทำให้ Ducati Multistrada สามารถพาตัวพลิกผ่านการจราจรไปได้อย่างค่อนข้างคล่องแคล่ว จะมีติดขัดก็ตำแหน่งแฮนด์ และการ์ดแฮนด์เนี่ยแหล่ะครับที่เรียกได้ว่า พอดิบพอดี กับกระจกรถทั่วไปอย่างแท้ทรูเลยทีเดียว ส่วนถ้าใครเสริมกระเป๋าข้างแบบ Touring เต็มรูปแบบแล้วหล่ะก็ … รู้กัน ! เลี้ยววงแคบทีนี่เสียวจริงจัง

เรื่องเด็ดที่หลายๆคนน่าจะสงสัยคงหนีไม่พ้น “ความร้อน” ซึ่งก็ต้องบอกตรงๆว่า ส่วนนึงที่ทำให้ผมไม่รู้สึกร้อนอะไรก็เพราะอากาศที่ค่อนข้างเย็นของที่นี่คือเพียงประมาณ​ 25c กลางแดด และ 3c บนยอดเขาสูงกว่า 2000m พร้อมด้วยลมที่ไหลเวียนตลอดเวลา ส่วนการใช้งานในบ้านเรานั้น น่าจะไม่แตกต่างกันไปจากเดิมมากครับ คืออุ่นๆช่วงบริเวณเท้าด้านขวา (ส่วนที่ใกล้กับหม้อพัก) และมีระอุออกมาด้านในขาได้บ้างนิดหน่อยเท่านั้นเอง

โหมดที่แนะนำ Touring / Urban

กันสะเทือนหน้า / หลังที่แนะนำ Medium-Soft / Medium-Soft

DTC/ABS/DWC ค่ามาตรฐานเลยครับลงตัวแล้ว

 

การขับขี่ในสภาพถนนต่างๆ (เส้นทางหลักเดินทาง)

หลังจากที่หลุดพ้นจากในส่วนเมืองของเกาะแห่งนี้ออกมาแล้ว เราก็ได้มาขับขี่กันแบบเต็มๆแล้วหล่ะครับ

กับการขับขี่ในการเดินทางด้วยความเร็วเดินทางยืนพื้นที่ประมาณ 100-120 km/hr ไปกับ Multistrada 1260 S คันนี้นั้น “สบาย” สบายขึ้นกว่า 1200 S พอสมควรเลยทีเดียว ด้วยการปรับย่านแรงบิดของเครื่องยนต์ให้ส่งกำลังอย่าง “นิ่มนวล” แต่ยังคงไว้ซึ่งแรงบิดที่มีให้ใช้งานได้ตลอดเวลาในช่วงรอบ “ต่ำ-กลาง” อย่างต่อเนื่อง

อาการสะท้าน เบาะสั่น รวมไปถึงอาการสั่นที่มือจับคนซ้อนที่เคยมีมาในรุ่น 1200 S หายไปเยอะมาก จนแทบไม่รู้สึกอะไรแล้วหล่ะครับ ทำให้การเดินทางบนเส้นทางหลักกับ Multistrada 1260 S ทำได้อย่าง “ฟิน” มากขึ้น ในแบบที่แทบจะพลิกการขับขี่ไปเป็นรถคนละคันเลยทีเดียว

อีกสิ่งที่ต้องพูดถึงคือ การจัดการลมในช่วงขา ที่ผมเองก็แปลกใจไปเหมือนกัน เพราะลมที่เคยตีย้อนเข้ามา “หายไป” ซึ่งต้องยกประโยชน์ให้กับการทดสอบรถในอุโมงค์ลม ที่ทาง Audi เข้ามาช่วยพัฒนาการจัดการลมให้ดีขึ้น

ระดับของบังลมหน้าขนาดใหญ่ “สำหรับสรีระของผม” ที่สัดส่วน 163 cm … ถ้ายกขึ้นสูงเมื่อไหร่หล่ะก็ “รู้เรื่อง” เสียงลมที่วนบนบังลมหน้าระดับสูงนั้น อื้ออึง เลยทีเดียวพาลให้หมวกแกว่งไปมาได้เหมือนกัน แต่ปรับลงต่ำสุดแล้ว พอดีเป๊ะ ! อาการหมวกส่ายหายไปเกือบหมดเลยทีเดียว ตรงนี้ต้องลองปรับตามสรีระของผู้ขับขี่แต่ละคนดูนะครับ ว่าจะเข้ากับระดับไหนได้มากที่สุด

โหมดที่แนะนำ Touring

กันสะเทือนหน้า / หลังที่แนะนำ Medium / Medium

DTC/ABS/DWC ค่ามาตรฐานเลยครับลงตัวแล้ว

 

การขับขี่ในสภาพถนนต่างๆ (เส้นทางโค้งต่อเนื่อง)

แรกเริ่มเลยที่ได้รับข้อมูลว่าระยะฐานล้อที่ยาวขึ้นถึง 56 mm (ซึ่งนับว่าเยอะมาก) ทำให้ผมแอบคิดไปเลยว่า อารมณ์มันส์ๆ ของ Multistrada คงเปลี่ยนไปแล้วสินะ …. แต่เปล่าเลย … เพราะ Multistrada 1260 S ยังคงเป็นรถ Touring ที่มาพร้อมคาแรคเตอร์ของ Sport ที่โดดเด่น เช่นเดิม

อีกสิ่งที่ทำให้การขับขี่สนุกได้มากขึ้นคงจะต้องยกให้ระบบ DQS up/down ที่ทำให้การขับขี่ต่อเนื่อง และลื่นไหล อย่างไม่มีสะดุด ด้วยการเพิ่ม และลดเกียร์ แบบไม่ต้องใช้คลัทช์ ประสานกับ Slipper Clutch ที่ยิ่งทำให้การลดเกียร์ต่อเนื่องทำได้ง่าย โดยตัวรถไม่เสียอาการอะไร

ทันทีที่เราได้ข้ามผ่านเส้นทางหลัก สู่ “ขุนเขา” ที่พาให้เราทะยานขึ้นจากระดับน้ำทะเลสู่ความสูงกว่า 2,000m ของเกาะแห่งนี้นั้นคือ “ความสนุก” อย่างแท้จริง เพราะการประสานกันอย่างลงตัวของ ตำแหน่งท่านั่ง การจัดการลม การวางน้ำหนักของตัวรถ ทั้งหมดทำให้ Multistrada 1260 S เข้าโค้งได้อย่าง “ง่าย” พับรถได้ไว และยังคงเสถียรภาพของรถในขณะเข้าโค้งได้เป็นอย่างดี

จนทำให้ลืมตัวไปเลยว่า นี่คือรถที่มีน้ำหนักร่วม 240 kg พร้อมกระเป๋าสัมภาระที่มีอุปกรณ์ขับขี่ทั้งชุดกันฝน ถุงมือสำรอง กล้อง ขวดน้ำ ที่ผมจงใจใส่ถ่วงไว้ “เกือบเต็ม”

จนกระทั่งตอนจอดรถ หรือกลับรถวงแคบนั่นแหล่ะครับ “รู้ซึ้ง” เอาน้ำหนักมาถ่วงตัวเองทำไมเนี่ย !!! สูงมากเลยเนาะ ยาวมากเลยขาผมเนี่ย !

โหมดที่แนะนำ Sport

กันสะเทือนหน้า / หลังที่แนะนำ Harder / Harder-Medium

DTC/ABS/DWC ค่ามาตรฐานเลยครับลงตัวแล้ว

 

อัตราสิ้นเปลือง

“ด้วยอุณหภูมิ 5c พร้อมฝนที่เพิ่งจะหยุดตก .. ฝ้าขึ้นหมวกเอาง่ายๆเลยทีเดียว”

ด้วยความพลาดหลายอย่างจากการเดินทาง ไม่ว่าจะเป็นเที่ยวบินล่าช้า ยกเลิก ทำให้การเดินทางเพื่อขับขี่ในครั้งนี้ต้องลดระยะลงไปเหลือเพียงประมาณ 120 km เท่านั้นเอง สำหรับอัตราสิ้นเปลืองในคราวนี้จึงขอใช้เป็นเฉลี่ยของรถทั้ง 6 คันที่ขับขี่ด้วยกัน กับสภาพเส้นทางการใช้งานในเมืองแบบคล่องตัว เส้นทางหลัก และทางเขาโค้งต่อเนื่องต่างๆแทนนะครับ

ซึ่งจากรถทั้ง 6 คัน นั้นใช้น้ำมันรวมไปทั้งสิ้น 43 litre ทำให้ได้ค่าเฉลี่ยของอัตราสิ้นเปลืองอยู่ที่  16.75 km/litre ซึ่งก็ทำได้ค่อนข้างดี และใกล้เคียงกับค่าตามสเปคแล้วหล่ะครับ แถมด้วยเส้นทางที่ให้เรา “เปิดคันเร่ง” เล่นไต่เขากันแบบนี้ จัดว่าใช้ได้เลยทีเดียว

 

ข้อดี / ข้อสังเกต / ข้อเสีย

ข้อดี

  • ความสนุกเต็มเปี่ยมของรถในแบบ Touring ที่มากยิ่งขึ้นด้วยขุมพลัง และการปรับให้มีแรงบิดที่หนักแน่นมากขึ้นตั้งแต่รอบต่ำ ยิ่งทำให้การเดินคันเร่งออกไปส่งให้ใบหน้าเปื้อนยิ้มได้ตลอดเวลาเลยทีเดียว
  • มิติตัวรถที่เพรียวบาง สูงโปร่ง แต่มาด้วยความสูงเบาะที่ “ปรับระดับได้” ในย่านความสูงที่ 825 – 845 mm ที่ทำให้ผู้ขับขี่ทีสรีระไม่สูงมากอย่างผมก็สามารถเข้าถึงความสนุก ผสานความสบาย ได้มากขึ้น
  • ระบบความปลอดภัยอัดแน่นอย่างครบครันไม่ว่าจะเป็น DTC (Ducati Traction Control), Cornering ABS, Slipper Clutch พร้อมด้วยความสบายที่ยังมีครบถ้วนด้วย DSS (Ducati Skyhook Suspension), Cruise Control, Riding-Mode ที่หลากหลาย ปรุงแต่งด้วยความสนุกอีกระดับของ DQS up-down (Ducati Quick Shift) ที่ทำงานทั้งขึ้น / ลง
  • Riding Mode 4 โหมด ที่ “ใช้งานได้จริง” มากขึ้น ให้การตอบสนองที่จัดจ้าน และยังคงมีเอกลักษณ์ในการขับขี่ของแต่ละโหมดอย่างชัดเจน ซึ่งส่วนนึงน่าจะมาจากการพัฒนาการขับขี่ในหลายๆด้าน ไม่ว่าจะเป็นองศาของล้อหน้า ระยะฐานล้อ และระบบไฟฟ้าที่ปรับให้ใช้งานได้อย่างเหมาะสมมากขึ้นของโหมดการขับขี่ต่างๆ เสริมด้วยขุมพลังที่มาตั้งแต่รอบต่ำ ให้ใช้งานได้จริง “ทันที”
  • เพิ่มการพัฒนารถในอุโมงค์ลม ส่งผลให้ได้แฟริ่งข้างแบบใหม่ที่ทำให้การจัดการลมดีขึ้น ลดลมวนที่ย้อนเข้ามาตีช่วงขาของผู้ขับขี่ ซึ่งทำให้ใช้งานในการเดินทางได้สบายยิ่งขึ้น
  • ด้วยการปรับน้ำมันอย่างละเอียดในแต่ละเกียร์ ที่ให้แรงบิดที่ต่อเนื่องขึ้น ทำให้อาการสะท้านของเครื่องยนต์ที่เคยมีในรุ่นก่อนหน้าอย่าง 1200 S ลดน้อยลงอย่างเห็นได้ชัด Multistrada 1260 S กลายเป็นรถที่ขับขี่ได้อย่างนุ่มนวลขึ้น แต่แรงบิดเพิ่มขึ้น ให้การเร่งที่ดีขึ้นอย่างชัดเจนตั้งแต่ช่วงออกตัว

 

ข้อสังเกต / ข้อเสีย

  • ความสบายที่มากขึ้น “แลกกับ” อารมณ์มันๆ ที่เคยมีของ Multistrada ไปพอสมควร แรงบิดที่เคยกระชากในรอบต้น กลายเป็นอารมณ์ที่หนักแน่น นุ่มนวลแทน
  • การ์ดแฮนด์พลาสติกมีไว้เพื่อเสริมอารมณ์ของรถ และช่วยในการจัดการลมเป็นหลัก ซึ่งถ้าแค่เดินกระแทกแรงๆหล่ะก็ มีคลอนได้ง่ายๆเลยหล่ะครับ
  • อาการสะเทือนของเครื่องยนต์น้อยลงมากแล้ว ซึ่งทำให้อาการสั่นของกระจกที่เคยมีน้อยลงไป แต่ก็ยังมีอยู่บ้างในช่วงเร่งเครื่องยนต์ต่อเนื่อง
  • ระบบไฟฟ้ายังคงจัดเต็มเหมือนเดิม ซึ่งตรงนี้เป็นจุดชูโรงของทาง Ducati ในการพัฒนา Multistrada 1260 S คันนี้ ทำให้หลายๆคนอาจจะมีเสียวอยู่ได้เหมือนกัน ซึ่งตรงนี้คงต้องไว้ได้มีโอกาสขับขี่ในไทยแบบ “เต็มรูปแบบ” อีกที แล้วเดี๋ยวมาอัพเดตกันครับ

 

น่าจะเหมาะกับ / ไม่เหมาะกับ

น่าจะเหมาะกับ

  • เพื่อนๆที่ต้องการความสบายของการเดินทาง แต่ยังคงชื่นชอบในรถที่จัดจ้าน ขับขี่ได้สนุกสนาน Multistrada 1260 S คันนี้น่าจะตอบโจทย์ได้เป็นอย่างดีเลยหล่ะครับ หรือจะเรียกว่า ชอบอารมณ์ของ Sport แต่ก็ต้องการความสบายไปด้วยกัน
  • เพื่อนๆที่มีพื้นฐานในการขับขี่มอเตอร์ไซค์ขนาดใหญ่มาก่อนแล้ว และต้องการรถสักคันที่สามารถใช้งานได้หลากหลาย และเดินทางได้คล่องตัวมากขึ้น

น่าจะไม่เหมาะกับ

  • มือใหม่ แม้ว่า Ducati Multistrada จะเป็นรถที่ค่อนข้างขับขี่ได้ง่าย มาพร้อมระบบไฟฟ้าที่เข้ามาอำนวยความสะดวก ให้มากมาย แต่ด้วยกำลัง และพลังที่ทะยานออกมา มากมายเลยนะครับ ค่อยๆเป็น ค่อยๆไป กันดีกว่า

สรุป

Multistrada … Many Roads กับอารมณ์ที่ยังคงอยู่อย่างเต็มเปี่ยม เพิ่มเติมด้วยการขับขี่ที่ “เนียน” ยิ่งขึ้น

หากใครก็ตามที่ชื่นชอบ “อารมณ์” ของรถในแบบ Sport ที่ส่งความสนุกสนานอย่างเต็มเปี่ยม แต่มองหารถซักคันนึงที่ “ตอบโจทย์” ของการใช้งานเดินทางแล้วหล่ะก็ Ducati Multistrada จะเป็นรถในแบบ Touring คันแรกๆ ที่ผมอยากให้ลองก่อนเลย

ด้วยท่านั่งที่แบ่งร่างกายออกเป็นสองส่วน คือช่วงล่างที่ให้ความกระชับ เอื้อให้สามารถใช้ช่วงขาในการคุมอาการของรถในย่านความเร็วสูง หรือจะย้ายตำแหน่งของร่างกายไปมาก็ทำได้อย่างคล่องแคล่ว ประสานกับตำแหน่งแฮนด์ที่กว้าง ทำให้ผู้ขับขี่ลดภาระ และลดแรงที่ต้องใช้การคุมการเลี้ยวต่างๆไปได้มาก ซึ่งทำให้การขับขี่บน Multistrada นั้นประสานความสนุก และสบาย เข้าด้วยกันได้อย่างลงตัว

สิ่งที่ Ducati Multistrada 1260 S ทำได้โดดเด่นนั้นคงไม่พ้นเรื่อง “ความเบาในการขับขี่” ด้วยน้ำหนักตัวขนาด 235 kg นั้นจริงๆต้องเรียกว่า “หนักเลยทีเดียว” แต่การจัดการบาล๊านซ์ของตัวรถ การวางน้ำหนัก การปรับระยะของฐานล้อ และองศาของแกนโช๊คหน้า กลับทำให้การขับขี่นั้น “รู้สึกเหมือนรถเบามาก” รวมกับเสถียรภาพของรถที่พัฒนาขึ้นอีกขั้นจากรุ่นก่อนหน้า (1200 S) ยิ่งทำให้การเลี้ยวรถไปมาตามโค้งต่อเนื่องแคบๆ ของถนนหนทางบนเกาะ Gran Canaria แห่งนี้นั้น “ง่ายจนน่าประหลาดใจ”

จริงๆแล้วผมเองมีโอกาสได้ขับขี่ Multistrada มาหลายรุ่นตั้งแต่ปี 2014, 2015 และล่าสุดคือ 2018 ซึ่งต้องบอกว่า ในรุ่น 1260 S (ปี 2018) นี้ การปรับโหมด การเลือกการตอบสนองของระบบต่างๆของตัวรถ ทำได้อย่าง “ตรงไปตรงมา”​ มากขึ้น คือบอกกันชัดๆเลยว่า ปรับอะไร ได้อะไร ไม่ต้องคอยเชคแมนวลแบบเมื่อก่อนแล้ว

การจัดการลมในช่วงขาที่ทำได้ดีขึ้น ด้วยการเติมแฟริ่งชิ้นเล็กๆให้เต็ม ซึ่งทำให้ลมที่พัดย้อนเข้ามาตีขา รวมไปถึงความร้อนที่เคยวนอยู่ช่วงขา ลดน้อยลงไปอีก และถึงแม้ว่ารูปลักษณ์นั้นต้องบอกตรงๆว่าผมเอง “แทบจะแยกไม่ออก” แต่โดยรวมของการขับขี่นั้น Multistrada 1260 S เป็นรถที่พัฒนาให้การขับขี่ที่ “แตกต่าง” ไปจากเดิมมาก … และผสานเอาโลกของ Touring ให้เข้ามาแนบใกล้กับ Sport บนการเดินทางบนสภาพเส้นทางที่หลากหลาย ได้มากขึ้นไปอีกขั้น หรือจะเรียกง่ายๆว่า

“Multistrada 1260 S มากับรูปลักษณ์ที่คงเดิม แต่เปลี่ยนไปคือนิยามใหม่ของการขับขี่จาก Ducati”

หมวกกันน็อคน้ำหนักเบา คุณภาพสูง ราคาย่อมเยา จาก Vemar Thailand 

https://www.facebook.com/Vemarthailand/

koala

Koala Rider – A Rider Super Market เกษตร-นวมินทร์

10550932_315231421970674_8310229622189082563_n

40 Garage ร้านคุณภาพสำหรับมอเตอร์ไซค์ของเพื่อนๆ
facebook : https://www.facebook.com/40garage

 

Comments