เจาะลึก ใช้งานจริง กับ ชุดหนัง / ชุดแข่ง มอเตอร์ไซค์ จาก Kushitani “หลักแสน” มันมีอะไร

โดย /

ชุดหนังเต็มตัว, แบบ 1-piece หรือที่บางคนเรียกว่าชุดแข่ง สำหรับมอเตอร์ไซค์ทางเรียบ นับได้ว่าเป็นสิ่งที่สำคัญที่สุดอย่างนึงที่กั้นกลางระหว่างผิวหนังอันอ่อนนุ่มของผม (เหรอ) กับพื้นถนน พื้นสนาม คมกริบ ที่พร้อมจะถูเอาเนื้อของเราให้หลุดออกไปบนพื้นผิวเวลาที่เราเกิดพลาดท่าลงไปสัมผัสมันเนี่ยแหล่ะครับ

ชุดหนังแบบเต็มตัว (1-piece) ใช้ครั้งแรกในการแข่งขันโดย Geoff Duke ในปี 1950

จริงๆแล้วชุดหนังมียี่ห้อหลากหลายมากมายนับไม่ถ้วนมาก อย่างที่เรารู้จัก และมีขายกันในไทยเท่าที่ผมไล่เรียงได้ก็เช่น Dainese, Alpinestars, Spidi, Ixon, Macna, Furygan, Komine, RS Taichi, Rev’it และ Kushitani ที่น่าจะจัดว่าพึ่งเข้ามาทำใหม่ในไทยได้ไม่นานนัก ซึ่งแต่ละแบรนด์ก็จะมีการใช้วัสดุหนังที่แตกต่างกันออกไป เช่น หนังวัว หรือหนังควายบ้าง หรือจะเป็นหนังจิงโจ้ที่มีราคาสูงกว่า รวมไปถึงด้ายธรรมดา ด้าย Kevlar

ในจำนวนทั้งหมด มากกว่า 99% ของชุดหนังที่ขายกันในบ้านเรา เป็นชุดที่ตัดแบบสำเร็จรูปพร้อมใช้แล้ว ซึ่งทำในจำนวนมาก พร้อมทั้งแบรนด์ที่มีให้เลือกหลากหลายมากขึ้นในตลอด 10 ปีที่ผ่านมาตามการเติบโตของตลาดมอเตอร์ไซค์ ทำให้ราคาของชุดหนังในบ้านเรา “เข้าถึงได้ง่ายขึ้น” ซึ่งมีเริ่มต้นกันตั้งแต่ หมื่นกว่าบาท ไปจนถึงหลักแสนกันเลยของตัวท๊อปสุดจากหลากหลายยี่ห้อ 

ซึ่งส่วนตัวผมเองนั้น ได้มีโอกาสใส่ชุดหนังในการขับขี่มอเตอร์ไซค์มาบ้าง ไม่ว่าจะเป็น Dainese, Alpinestars, Rev’it, Komine, Hyod, และ Kushitani ซึ่งก็ต้องบอกว่าแต่ละยี่ห้อ จะมีความรู้สึกที่แตกต่างกันออกไปเล็กน้อย แต่ส่วนสำคัญหลักเลยก็คือเรื่อง “ขนาดของร่างกาย” ที่แตกต่างกันออกไป 

ซึ่งในครั้งนี้ผมเลือกที่จะตัดชุดกับ Kushitani เนี่ยแหล่ะครับ จัดเต็มกันไปเลย

The Making of Kushitani Thailand

หรือจะรีวิวในแบบคลิปอธิบายสั้นๆ ตามนี้

เกริ่นก่อนนิดนึง

จริงๆแล้วผมเองเคยได้ใส่ Kushitani “มือสอง” มา 2 ชุดแล้ว ซึ่งก็เป็นชุดเก่าอายุกว่า 20 ปี และ กว่า 12 ปี ที่มีโอกาสได้ใช้งาน ซึ่งโดยส่วนตัวรู้สึกว่า เป็นชุดที่ใส่สบายมาก ยืดหยุ่น กระชับ ระบายอากาศได้ดีกว่าที่เคยใส่มาพอสมควร

ซึ่งชุดที่ผมใส่ในการขับขี่ Trackday ช่วงหลัง 2 ปีนี้ผมใช้แต่ชุด Kushitani มือสอง อายุ 12 ปี ชุดในรูปเนี่ยแหล่ะครับ มาโดยตลอด ด้วยความที่นุ่มสบาย หนังนิ่มกระชับกับสัดส่วนดี ชิ้นหนัง รอยเย็บต่างๆ ชิ้นส่วนผ้ายืด ให้ความรู้สึกที่กระชับกับสรีระของผมมาก

และเมื่อช่วงต้นปีที่ผ่านมานี่เองที่ผมพึ่งได้รู้ว่า Kushitani กลับมาทำในไทยใหม่แล้ว (จากที่เคยเข้ามาทำเพื่อซัพพอร์ตนักแข่งเมื่อ 20 กว่าปีก่อน แล้วก็หายไป) ทำให้เป็นจุดเริ่มต้นของการหาข้อมูลของ Kushitani เนี่ยแหล่ะครับ

ก่อนที่จะ “ตกใจแทบกรี๊ด” เพราะราคาที่สูงจนคิดไม่ถึงว่า นี่เราใช้ชุดราคาขนาดนี้มาตลอดเหรอเนี่ย (ถึงจะเป็นมือสองเถอะนะ) เอาหน่า กลั้นใจลองเข้าไปดูหน่อยหล่ะกัน …​ โดนเลย จนเป็นที่มาของรีวิวนี้แหล่ะครับ

ฟิตติ้ง นั้นสำคัญไฉน

“แขนพอดี ขาเหลือ” … “ขาพอดี แขนหลวม” … “แขนขาได้ ตัวแน่น” … “ขากับตัวพอดี แขนขายาวไป”

คือความรู้สึกของผมที่เจอมาตลอด ด้วยสัดส่วน 163 cm น้ำหนัก 63 kg แต่ช่วงตัว ขา แขน ไม่ค่อยจะพอดีกับคนอื่นเค้าสักที บางทีก็รู้สึกอิจฉาคนอื่นนะ ที่ใส่ชุดแล้วพอดีเป๊ะได้เนี่ย !!! 

“ส่วนใหญ่ชุดในบ้านเรา จะเป็น EU Fit ที่เหมาะกับคนหุ่นดีหน่อย … ใช่สิ”

ซึ่งการฟิตติ้งนั้น แท้จริง มีความสำคัญมาก !! เพราะถ้าเราพลาดท่าแล้วหล่ะก็ ตำแหน่งของการ์ดป้องกันต่างๆ จะต้องอยู่กับที่เสมอ ต้องไม่เคลื่อนไปมา รวมไปถึงชิ้นหนังต่างๆ ที่ต้องพอดี คือไม่ลากแล้วไปโดนเนื้อผ้าส่วนอื่นที่บอบบาง พาลให้ขาดทะลุถึงเนื้อของเราเนี่ยแหล่ะครับ

หรือจะเป็นช่วงขายาวเกินไป ที่ทำให้ เซนเซอร์ และการ์ดเข่าพลิกไปมาได้ หรือแขนยาวเกินไปที่ไปกดติดข้อมือ ทำให้เปิดคันเร่งได้ไม่ค่อยสะดวก จะเบรคก็รู้สึกมีอะไรมาขัดไว้ตลอด

ซึ่งส่วนใหญ่แผลบนร่างกายที่เกิดขึ้นในสนาม เท่าที่ผมเห็น มักมาจากชุดที่หลวมเกินไป ทำให้การ์ดพลิกหลบ หรือหนังเคลื่อนที่ ไปโดนตะเข็บ หรือเนื้อผ้าขาดถึงข้างในเป็นแผลเนี่ยแหล่ะครับ หรือโดนส่วนของรถเสียบเข้าไปตรงผ้ายืดทะลุเข้าไปในขาก็มี … (อันนี้หลอนมากบอกเลย)

อายุการใช้งาน

โดยปกติแล้วชุดหนัง … อายุของการใช้งานก็ขึ้นอยู่กับการดูแลของเจ้าของเอง ซึ่งต้องบอกว่าด้วยสภาพอากาศของบ้านเราที่ร้อน ชื้น ที่ทำให้เหงื่อท่วมตัวแทบตลอดเวลานั้น ไม่ค่อยเหมาะกับการรักษาสภาพหนังซักเท่าไหร่ 

แต่ถ้าดูแลดีๆ เกิน 10 ปี สภาพของหนังก็ยังอยู่ได้น้า (แต่ยังไม่เคยใช้เองจนเกินเลยสักที ฮ่าๆๆ) ซึ่งชุดมือสองจาก Kushitani อายุ 12 ปีที่ผมใช้อยู่เนี่ยแหล่ะครับ ที่ทำให้แปลกใจ ว่าหนังยังนิ่ม กว่าชุดอีกยี่ห้ออายุ 2 ปีของผมอีก .. ทำไมกัน?

แต่ทั้งนี้ ทุกครั้งที่ผมใช้เสร็จ ผมมักจะ

  1. เป่าพัดลมอุโมงค์ให้แห้งสนิท หรือแขวนผึ่งในร่มที่พอมีลม
  2. กลับมาก็เช็ดทำความสะอาดซักหน่อยนึง 
  3. ถ้าว่างๆ ก็ลงน้ำยาเช็ดสักหน่อย 

สำหรับผมถ้าสภาพรวมยังดีอยู่ได้อย่างน้อยเกิน 5 ปี ก็ถือว่าคุ้มแล้วหล่ะครับกับชุดหนังที่ลงทุนไปซักชุดนึง (กับชุดปกติที่ราคาประมาณ 2-4 หมื่นบาท) หลังจากนั้นก็ตามการดูแลรักษาที่ทำมานั่นแหล่ะครับ

ตัดชุดหนังกับ Kushitani ต้องทำอะไรบ้าง

ลองเข้าไปจิ้มเล่นกันใน website ของ Kushitani Thailand ได้ที่นี่เลย 

http://www.kushitani.co.th/weo.html

จริงๆต้องบอกว่า การตัดชุดกับ Kushitani Thailand นั้น ง่ายกว่าที่คิดไว้ เพราะเพียงแค่

  1. เข้าไปลองไซร์สต่างๆ ช่างก็จะมาเชคดูว่า ส่วนต่างๆของร่างกายเรานั้น เข้ากับไซร์สมาตรฐานไซร์สไหนก่อน 
  2. เชคส่วนต่างๆ ว่ามีตรงไหน ขาด หรือ เกินบ้าง จากนั้นก็จะวัดขนาด เพื่อปรับบางส่วนให้พอดีกับร่างกายของเราให้มากที่สุด
  3. จากนั้นก็จะสอบถามว่า เราใส่การ์ดหลังมั้ย? (ใส่สิครับ) ใช้ของอะไร หนาขนาดไหน ใส่การ์ดอกเพิ่มรึเปล่า เพื่อที่จะเผื่อขนาดให้เหมาะสม
  4. จบ .. แค่นี้เอง

จากนั้นก็จะเป็นขั้นตอนของการเลือกแบบชุด เลือกสีที่ต้องการ ซึ่งทาง Kushitani แจ้งว่าแบบที่ผมเลือกมานั้น รอวัตถุดิบ 2 เดือน เป็นอย่างน้อย !!!  (ถ้าแบบใหม่ล่าสุดเลย 3-6 เดือน เพราะต้องใช้ทีมช่างที่ญี่ปุ่นในการประกอบชุด … รอคิวยาวๆกันเลยทีเดียว)

เพราะการตัดชิ้นหนัง และเตรียมวัตถุดิบทั้งหมด ไม่ว่าจะเป็น ผ้ายืด ผ้า Zylon ยาง ชิ้น lycra ชุดซับใน รวมไปถึง “ด้าย” ที่ใช้ในการเย็บ จะทำที่โรงงานหลักในญี่ปุ่น (เมือง Hamamatsu)

(Kushitani Work Box พร้อมซ่อมทุกอาการ ยกมาตั้งกันที่สนามเลยหล่ะครับสำหรับรายการแข่งขัน)

ก่อนที่จะส่งมาประกอบร่างกันโดยใช้ช่างของ Kushitani Thialand ที่จะรับผิดชอบในแต่ละส่วนของตัวเองมาประกอบกันเป็นชุด 1 ชุด ซึ่งใช้เวลาอีกประมาณ 1-2 อาทิตย์ในการสร้างชุดขึ้นมา (สรุปแล้วผมใช้เวลาทั้งหมด 6 อาทิตย์กับชุดนี้ เร็วกว่าที่คิดแฮะ)

แล้วหนังมีอะไรดี ถึงแตกต่าง?

ตามสมัยนิยม เราจะได้ยินคำว่า “หนังจิงโจ้” ที่หลายๆคนรู้สึกถึงความนุ่ม สบาย เนี่ยแหล่ะครับ แต่สำหรับ Kushitani แล้ว หลังจากที่ทางแบรนด์ทดลองมามากมาย ก็มาจบที่ “หนังวัว” ที่ใช้มาตั้งแต่แรก เท่านั้น ….

“หนังวัวนมตัวเมีย จากฟาร์มที่ทำสัญญาใจกันตั้งแต่ก่อตั้งแบรนด์ คือหัวใจหลัก”

รูปจาก Kai-hokkaido (http://kai-hokkaido.com/en/town_vol33_gourmets/)

วัวนมตัวขาว จุดดำ ที่เราเห็นกันนั่นแหล่ะครับ คือที่มาของหนังของ Kushitani และต้องเป็นตัวเมียด้วย … เอาเข้าไปสิ ด้วยเหตุผลว่า เพราะวัวนมนั้นเนื้อหนังนุ่ม ส่วนที่ต้องเป็นตัวเมีย เพราะเป็นแม่วัวนมที่แข็งแรง เส้นใยในหนังจึงแข็งแรงไปด้วย ทำให้ได้หนังที่มีคุณสมบัติ “นุ่ม” “บาง” “แต่ทนทาน” 

ซึ่งมีการทดสอบคุณภาพของหนังจากฟาร์มทุกปี เพื่อให้ได้ความสมบูรณ์ที่สุดของหนังที่จะนำมาทำชุด 

นอกจากนั้นหนังของชุด “ตัวท๊อป” หรือชุด “สั่งตัด” จะมีการทรีทด้วย Flourine ในเนื้อหนังทุกชิ้น เพื่อล็อคน้ำมันในหนังเอาไว้ และกันไม่ให้น้ำซึมเข้าไปในหนังได้ ซึ่งถ้าน้ำซึม และระเหยออก ก็จะพาเอาน้ำมันในหนังออกไปด้วย

“หนังวัวนมตัวเมีย + กันไม่ให้น้ำซึม” จึงนับเป็นสิ่งสำคัญที่สุดของ Kushitani ที่ทำให้ชุดหนังยังนิ่ม นุ่ม พร้อมอายุการใช้งานที่มากกว่า 10 ปี “โดยไม่ต้องลงไข หรือขัดอะไร” แค่ถอดซับในไปซักบ้างก็พอ

อย่างเช่นการขับขี่บนสนามในช่วงฝนตกที่ผมได้ขับขี่มา ซึ่งจริงที่ส่วนผ้าซับในด้านในชุดนั้นเปียกชุ่ม แต่ส่วนหนังทั้งหมดนั้น ไม่มีน้ำซึมเข้าเลย ซึ่งทำให้ เพียงแค่ถอดซับในออกมาเป่าให้แห้งซัก 10 นาที ก็เหมือนกับว่าชุดนั้นแห้งสนิท ไม่ได้พึ่งผ่านการขับขี่ฝ่าสายฝนมาเลยแม้แต่น้อย … (แต่ถุงมือ กับรองเท้านี่ยังชุ่มนะครับ …)

นอกจากหนังหล่ะ?

Zylon ที่จะอยู่ใต้ชั้นผ้ายืดทุกส่วน เย็บด้วยด้าย Kevlar เนี่ยแหล่ะครับ 

ด้วยการตัดเย็บที่ใช้ชิ้นหนังในส่วนที่ต้องการการป้องกัน และใช้ผ้ายืดในส่วนที่ต้องการการเคลื่อนไหว ทำให้ชุดจาก Kushitani มีน้ำหนักเบา และยืดหยุ่นได้ดีมาก 

ผ้ายืดธรรมดา จะทนเหรอ ? ทนครับ เพราะใต้ผ้ายืดมีการใช้ผ้า Zylon (แข็งแรงกว่าผ้า Kevlar ประมาณ 1.6 เท่า) ซึ่งทนทาน และที่สำคัญคือกันไฟได้ และด้วยความที่เป็นผ้า ทำให้สามารถระบายอากาศได้ดีกว่าชิ้นหนัง เรียกได้ว่าลมจะเข้ามาเต็มตัวตลอดเวลาที่ขับขี่ นั่นแหล่ะครับ

ปล. Zylon เป็นเนื้อผ้าสังเคราะห์ ที่ใช้ในการทำเสื้อเกราะกันกระสุน หรือเสื้อกันไฟ รวมไปถึงชุดแข่งรถยนต์ หรือใช้ในงานที่ต้องการความทนทาน ทนต่อแรงกระชาก ฉีกขาดสูงต่างๆ รวมไปถึงร่มชูชีพของยานอวกาศ

การ์ด และการป้องกันหล่ะ?

ในส่วนของร่างกายเรา จริงๆต้องเรียกว่าแทบทุกส่วนแหล่ะครับ ที่มีโอกาสกระแทกกับพื้นสนามได้หมด แต่จุดหลักๆ เลยที่ “ส่วนใหญ่จะโดน” ก็จะเป็น เข่า ศอก ไหล่ หลัง เนี่ยแหล่ะครับ

ซึ่งการ์ดของ Kushitani จะใช้ วัสดุที่เรียกว่า K-Foam ทุกชิ้น ซึ่งคุณสมบัติคือ เป็นโฟมที่บาง เบา มาก ไม่อุ้มน้ำ ยืดหยุ่น ทนต่อการไถล และกันไฟ 

ต้องบอกว่าครั้งแรกที่ผมใส่ชุดจาก Kushitani จะรู้สึกเลยว่า การ์ดเบา และรู้สึกบางกว่าชุดจากยี่ห้ออื่นที่เคยใส่มา ซึ่งตอนแรกก็หวั่นใจเหมือนกันแหล่ะครับ แต่พอรู้ว่า การ์ดข้างในคือสเปคเดียวกันกับชุดแข่งในระดับ MotoGP แล้วก็สบายใจหล่ะ 

เช่นที่เคยใส่โดย Yuki Takahashi, Hirokazu Aoyama, Wayne Gardner, Randy Mamola, Kevin Schwantz หรือนักแข่งไทยที่ใส่อยู่ตอนนี้ก็เช่น “เค” Keminth Kubo, “คิงคองก้อง” Somkiat Chantra, “เอ้” Vorapong Malahuan

ใส่จริง ขี่จริง สัมผัสความเร็วย่าน 260 km/hr บนสนามช้าง

ได้มาปุ๊ป ก็ได้เวลาขี่ปั๊ป บนสนามช้าง ที่จ.บุรีรัมย์หล่ะครับ ทันทีที่ใส่ชุดเต็มพร้อมขี่ ความรู้สึกคือ สบาย .. สบายมาก รู้สึกแขน ขา เบา ขยับร่างกายไปมาได้ จะยืดแข้ง ยืดขา อะไรก็ทำได้ง่าย โดยที่ไม่มีอะไรมารั้งร่างกายผมไว้

ความรู้สึกอ้าวอยู่ในลำตัวแบบที่เคยเจอมากับชุดอื่นๆ ไม่มีแล้ว แต่เปลี่ยนเป็นรู้สึกได้ถึงลมที่ทะลุเข้ามาแบบเต็มที่ ระบายความร้อนข้างในออกไปได้ดีมาก … ตำแหน่งของการ์ดต่างๆ อยู่กับที่ตลอดเวลาไม่มีส่วนไหนที่รู้สึกว่าไม่กระชับเข้ากับร่างกายของผมเลย

ไต่ความเร็วออกจากโค้ง 1 ของบุรีรัมย์ กับคันเร่งที่เต็มเปี่ยม เข้าสู่ทางตรง 1 กม. ยาวๆ กับ Ducati Streetfighter V4S รถแบบ Naked ทรงพลังที่พาไต่ความเร็วขึ้นไปกว่า 260 km/hr ที่เป็นการทดสอบชุดได้อย่างดีเลย 

ช่องคอไม่มีลมมาดึงรั้งให้อึดอัดหายใจไม่ออก รูระบายอากาศต่างๆบนชุดทำหน้าที่รับลมเข้ามาวนอยู่ภายในร่างกาย และช่วงระบายความร้อนออกไปจากร่างกายได้อย่างดีมาก ไม่มีหนังส่วนเกินใดที่มาทำให้รู้สึกรั้ง หรือกระชากอีกแล้ว

ก่อนที่จะยกตัวขึ้น เบรคอย่างหนักพร้อมไล่เกียร์จาก 6 มาเกียร์ 2 ได้แบบสบาย ไม่มีลมที่เคยตีให้แขนแกว่งจากความเทอะทะของขนาดแขนของชุด หนังที่นิ่ม และกระชับกับร่างกายทำให้ความรู้สึกที่สวมใส่ เหมือนใส่เสื้อเข้ารูปที่ยืดหยุดได้อย่างดี

ก่อนที่จะเอียงรถเข้าโค้ง 3 พร้อมทั้งเอียงตัวลงได้อย่างธรรมชาติ และไม่มีอะไรมารั้งร่างกายผมไว้ 

ซึ่งพอไม่ต้องพะวงกับอาการที่เกิดขึ้นบนความเร็วสูง ไม่มีอะไรมารั้งให้รู้สึกรำคาญใจ ทำให้ใช้สมาธิทั้งหมดกับการขับขี่ได้เต็มที่ … ซึ่งก็ทำให้ขับขี่ได้ “เยือกเย็น” ขึ้น และ ปลอดภัย มากขึ้นไปด้วยนั่นแหล่ะครับ

สรุป คุ้มมั้ยเนี่ย

จริงๆแล้วต้องบอกว่า Kushitani นั้นเป็นแบรนด์ที่ “เก่าที่สุด”​ ของญี่ปุ่น ด้วยอายุกว่า 70 ปี (เริ่มตั้งแต่ 1947) เพื่อทำชุดหนังสำหรับมอเตอร์ไซค์เป็นเจ้าแรกในญี่ปุ่น เริ่มพัฒนาชุดหนังแบบเต็มตัวตั้งแต่ปี 1955 และเริ่มพัฒนาชุดโดยมีเป้าหมายที่ “สบาย” ที่สุดให้กับนักแข่งตั้งแต่ปี 1980 

สำหรับผมกับการตัดชุดกับ Kushitani ในครั้งนี้สรุปมาเป็น ข้อดี / ข้อสังเกต/ข้อเสีย ได้ตามนี้เลย

ข้อดี

  • ได้วัสดุหนังวัวนมตัวเมีย ที่นุ่ม ทน ใส่สบายมาก ลมเข้าเต็ม แต่กระชับกับร่างกายทุกส่วน
  • การทรีทหนังกันน้ำ ที่ไม่ต้องกังวลว่าจะฝน น้ำ หรือ เหงื่อ จะซึมเข้าในหนัง ทำให้หนังกระด้าง การดูแลต่ำมาก เมื่อเทียบกับหนังปกติ
  • ขี่ลุยฝนมาเหรอ? ถอดซับในพัดลมเป่า จบครับ หนังไม่มีน้ำซึม ใส่ต่อแห้งสนิทสบายมาก!
  • ผ้า Zylon กันไฟ ที่ทนต่อการแทง ฉีกขาด ไถล
  • การ์ดที่เบา ไม่เทอะทะ
  • ความคล่องตัวที่ “สุด” ยืดร่างกาย ขยับร่างกายได้ทุกส่วนที่ต้องใช้ในการขับขี่
  • อายุการใช้งานของชุดมากกว่า 10 ปี
  • “สี” ของหนังที่เลือกได้ดั่งใจ
  • ชุดที่เป็นไซร์สของตัวผมเองจริงๆ พอดีกับร่างกายทุกส่วนจริงๆ ซึ่งไม่เคยรู้สึกกับชุดสำเร็จรูปที่เคยลองมาทั้งหมด
  • มีช่างในไทย ที่ถ้ามีปัญหาอะไร พร้อมซ่อม และจบทุกปัญหากับชุด ถ้าซ่อมไม่ได้ ก็สามารถสั่งอะไหล่ได้ทุกชิ้นส่วน
  • “ที่สำคัญที่สุด” ชุดที่ได้คือ ชุดสเปคเดียวกันกับที่นักแข่งระดับ Asia / Moto 2 ใช้ เช่น เขมินท์ คุโบะ นักแข่งลูกครึ่งไทย-ญี่ปุ่น ที่กำลังโลดแล่นในสังเวียน CEV หรือจะเป็น สมเกียรติ จันทรา ที่กำลังทำผลงานได้ดีขึ้นเรื่อยๆใน Moto 2 

ข้อสังเกต / ข้อเสีย

  • ทาง Kushitani ยังไม่มีเทคโนโลยี Airbag ของตัวเอง ซึ่งใช้ความร่วมมือกับทาง Alpinestars เพื่อนำมาบรรจุ ซึ่งทำให้ราคาสูงขึ้นอีก หากต้องการเพิ่มความปลอดภัยขั้นสูงสุด
  • ยังไม่มีสต็อคของหนังแผ่น และยังไม่สามารถตัดชิ้นหนังทั้งหมดได้ในไทย ทำให้การตัดเย็บต้องใช้ช่างตัดหนังที่ญี่ปุ่น ก่อนที่จะนำเข้ามา ซึ่งทำให้ใช้เวลาในการทำงานนานขึ้นเล็กน้อย (แต่ในอนาคตทาง Kushitani Thailand มีแผนที่จะนำเข้าวัตถุดิบมาทั้งแผ่น และมาตัดแบบทั้งหมดในไทยหล่ะครับ)
  • ราคาของอุปกรณ์เสริมยังถือว่าค่อนข้างสูง ซึ่งตรงนี้ต้องบอกว่า อุปกรณ์เสริมทั้งหมดเป็น Racing Spec ที่รับรองจาก MFJ (Motorcycle Federation of Japan) รวมไปถึงรองรับในการแข่งขันทุกระดับไม่ว่าจะเป็น Asia / Moto2 หรือ MotoGP (บวกกับชุดถุงลมนิรภัย) 

หรือจะเรียกว่าซื้อชุดหนังชุดนึง ใช้ไป 10 ปี พร้อมการรับประกันชิ้นส่วนก็ว่าได้นั่นแหล่ะครับ ด้วยราคาที่ 130,000 บาท สำหรับการจบทุกอย่าง ~ 

แต่ช่วงนี้มีโปรที่ลดราคตาลงเหลือที่ 99,000 บาท พร้อมด้วยฟรีซ่อมบำรุง โลโก้ เซนเซอร์เข่า  และศอก 1 ปี (เล่นซะตัวบางลงไปเลยทีเดียว เอ้าชุดหลวมเหรอ แก้ได้นะ)

ขอบคุณ

ชุดแข่งที่พร้อทตอบสนองกับทุกการขับขี่

Comments