
Royal Enfield นับได้ว่าเป็นแบรนด์มอเตอร์ไซค์แบรนด์นึงที่เก่าแก่ที่สุดในโลก โดยเริ่มต้นมาจากประเทศอังกฤษ ก่อนที่จะโอนย้ายสัญชาติมายังอินเดีย พร้อมด้วยการเติบโตอย่างก้าวกระโดดในช่วง 5 ปีที่ผ่านมานี้
พร้อมด้วยการเติบโตของตลาดในประเทศไทยที่ขยายตัวอย่างรวดเร็วในช่วงที่ผ่านมา ซึ่งทำให้มีการตั้งโรงงานประกอบในบ้านเราพร้อมด้วยแผนการที่จะทำให้ประเทศไทยเป็นบ้านหลังที่ 3 ของ Royal Enfield เลยทีเดียว (อินเดีย, สหราชอนาจักร, และไทย) โดยมองไกลว่าไทยจะเป็นศูนย์กลางของ Royal Enfield ในเอเชีย
ซึ่งจริงๆแล้วผมเองเคยได้มีโอกาสไปขับขี่ Royal Enfield Bullet 500 ถึง 9 วันที่ Leh Ladakh กับการขับขี่ในแบบ Off-Road ตลอดเส้นทาง ที่เต็มเปี่ยม และเข้าถึง ถึงการใช้งานจริงของตัวรถที่ได้รับการออกแบบมา
และคราวนี้ผมได้มีโอกาสมาขับขี่กับ Royal Enfield Himalayan ใกล้ๆกรุงเทพ บนเส้นทางในแบบ Off-Road ที่เขาไผ่ พัทยา นี่เองครับ กับเส้นทางที่เรียกได้ว่า “คำนิยามของ Off-Road บ้านเรานั้นไม่เหมือนกับ India จริงๆ”
ในการรีวิวครั้งนี้ผมจะขอรวบรวมให้กระชับที่สุดตามหัวข้อนี้เลย
- รายละเอียดทางเทคนิคที่น่าสนใจ
- การขับขี่บนทางเรียบ
- การขับขี่ในแบบทางดิน
- ข้อดี/ข้อสังเกต/ข้อเสีย
- น่าจะเหมาะกับ / ไม่เหมาะกับ
- สรุป
รายละเอียดทางเทคนิคที่น่าสนใจ


การขับขี่บนทางเรียบ

“ทำใจให้สบาย ชื่นชมไปกับอารมณ์ และบรรยากาศรอบตัว” คือคำจำกัดความง่ายๆเลยหล่ะครับที่ผมได้รับกับ Royal Enfield Himalayan คันนี้ เพราะขนาดลูกสูบที่ใหญ่โต 411 cc แบบสูบเดี่ยวเน้นๆ ที่ไม่ได้ส่งแรงม้าออกมาอะไรมากมาย แต่สิ่งที่ได้คือแรงบิดที่สม่ำเสมอ และลงล้อแบบต่อเนื่อง
ซึ่งทำให้การเดินทางบนเส้นทางหลักที่ความเร็วประมาณ 90-100 km/hr คือย่านความเร็วที่ผมรู้สึกว่าตัวรถกำลังสบาย และให้แรงบิดพร้อมเร่งแซงที่กำลังดี ความเร็วสูงสุดที่ผมทำได้ขณะเร่งแซงบนเกียร์ 5 อยู่ที่ประมาณ 140 km/hr
ซึ่งสิ่งที่ประทับใจอย่างนึงกับ Himalayan คือ ตัวเครื่องยนต์ได้รับการปรับปรุงมา โดยมีการเพิ่ม Counterbalance เข้ามาในเครื่องยนต์ ซึ่งทำให้อาการสั่นสะเทือนที่เคยพบเจอบน Bullet 500 หรือ Continental GT 535 ที่ผมเคยขับขี่มานั้นไม่เจอบน Himalayan แล้ว … แต่ถามว่าสะเทือนมั้ย ก็ยังมีอยู่ครับ แต่น้อยกว่ารุ่นที่กล่าวถึงมากเลยทีเดียว
ความร้อนจากตัวรถที่ระบายความร้อนด้วยอากาศจัดว่ากำลังดี ไม่ได้รู้สึกร้อนอะไร แม้จะเป็นช่วงรถติด การควรคุมรถให้เสถียรภาพที่ดีมาก แม้ว่าน้ำหนักตัวเค้าค่อนข้างเยอะ แต่การพลิกรถเลี้ยวไปมาทำได้ง่าย และคล่องแคล่วมาก
“อย่าถามหาความเร็วปลาย เพราะ Himalayan คือรถที่ให้เราเดินทางชื่นชมกับอารมณ์ และบรรยากาศ มากกว่าจะไปเค้นรอบทำความเร็วสูง”
การขับขี่ในแบบทางดิน

หลังจากที่เราเดินทางมาถึงโชว์รูม Royal Enfield Pattaya เราก็มาร่วมบรีฟ เส้นทาง “ของจริง” ที่ Himalayan ได้รับการออกแบบมา
“Man & Machine” คือการผสานระหว่าง ผมกับ Himalayan คันนี้ … ด้วยการออกแบบรถที่เรียบง่ายที่สุด เพื่อให้เราสามารถเดินทางท่องเที่ยว “ได้ทุกรูปแบบ” มีชิ้นส่วนน้อย ไม่ต้องมีระบบไฟฟ้า โหมด หรืออะไรมากมายให้วุ่นวาย มีเพียง ABS ที่เสริมความปลอดภัยในการขับขี่เพิ่มเข้ามาเท่านั้น “จบ” และด้วยอุปกรณ์ต่างๆที่สามารถซ่อมแซม เข้าถึงได้ง่าย ทำให้ Royal Enfield Himalayan เป็นรถที่ผมรู้สึกได้ว่า “ไปได้ทุกที่” จริงๆเลยทีเดียว
ล้อหน้าที่ใหญ่กว่าล้อหลัง ช่วยให้การพาตัวเองผ่านอุปสรรคต่างๆเป็นไปได้อย่างง่ายดาย เส้นทางที่เราได้ขับขี่ในวันนี้นั้นเต็มไปด้วย “ทรายฟูนุ่ม” ที่ผมเองก็บอกตรงๆว่า “แหยง” ซึ่ง Himalayan คันนี้ก็พาผมเองผ่านเส้นทางแบบนี้ไปได้ ด้วยแรงบิดที่ส่งมากำลังพอดีที่รอบต่ำ การเดินคันเร่งเป็นจังหวะพาให้รอดพ้นผ่านทรายแบบนี้ไปได้อย่างดี

ในส่วนทางชันประมาณ 35 องศาที่เป็นดินทรายร่วนๆของพื้นที่แห่งนี้นั้น Himalayan ผมเลือกใช้เกียร์ 1 ในการส่งตัวรถให้ทะยานผ่านอุปสรรคไปได้แบบ “คันเร่งเดียว” ยาวๆ น้ำหนักของตัวรถทำให้การยึดเกาะ และส่งกำลังลงล้อทำได้อย่างต่อเนื่อง แรงบิดที่ไม่มากมายนักในรอบต่ำ แต่ด้วยการใช้เครื่องยนต์ในแบบหัวฉีด (ในอินเดียเป็นคาร์บูเรเตอร์) ทำให้การ “ดันคันเร่ง” ขึ้นเนิน ทำได้อย่างต่อเนื่อง ง่าย และไม่มีอาการสะดุดอะไรให้ต้องกังวลใจ
ระบบเบรค ABS ที่ให้มา ช่วยให้การลงเนินชันทำได้ง่าย และมั่นใจมากขึ้น สำหรับผมกับ Himalayan ในการลงเนิน ร่วนๆ นั้น “สบายมาก” กดเบรคหน้าไปเลยครับ ประคองเบรคหลังช่วยสักหน่อย ถ้า ABS ทำงานก็คลายออกเล็กน้อยก็ไหลไปต่อได้เรื่อยๆ
“อยากไปไหนก็ไป Royal Enfield Himalayan พร้อมไปด้วยกับเราในทุกสภาพเส้นทาง”
ข้อดี/ข้อสังเกต/ข้อเสีย

ข้อดี
- เรียบง่าย ไม่มีอะไรซับซ้อน แก้ไขปัญหาได้ง่าย เข้าถึงได้ง่ายทุกชิ้นส่วน
- เครื่องยนต์ที่ได้รับการพัฒนาแล้วด้วย Counterbalance (การถ่วงน้ำหนักให้ลูกสูบ) ที่ช่วยลดการสั่นสะเทือนลดได้เยอะมาก เมื่อเทียบกับ Bullet 500 หรือ Continental GT 535
- เป็นรถที่ขับขี่แล้วรู้สึกว่า “ทน ถึก” ไม่ว่าใครจะทิ้งรถลงไปยังไง Himalayan คันนี้ก็ยังพร้อมที่จะพากลับถึงที่หมายได้อย่างแน่นอน
- เป็นรถแบบ Classic ในคลาส Touring Adventure ที่เข้าถึงได้ง่าย เบาะนั่งไม่สูงเกินไป แม้กระทั่งผมเองที่ความสูง 163 cm (ช่วงขา 700 mm) ก็ยังขับขี่ได้อย่างสบายกับ Himalayan คันนี้ (ความสูงเบาะที่ 800 mm)
- หน้าจอที่ดูเรียบง่าย แต่บอกรายละเอียดเยอะ ครบกับการใช้งาน ไม่ว่าจะเป็นทริป, อุณหภูมิ, ทิศทางที่กำลังมุ่งหน้าไป (เข็มทิศ), ระดับน้ำมัน, เกียร์, นาฬิกา
- ถังน้ำมันความจุถึง 15 ลิตร แต่ออกแบบได้แบบ “ดีมาก” การขับขี่ทั้งท่านั่ง และท่ายืน ไม่มีอะไรมาทำให้รู้สึกว่าติดขัดอะไร การขยับตัวไปข้างหน้า ข้างหลัง ซ้าย ขวา บนเส้นทางดินทำได้อย่างคล่องแคล่วมาก
- จัดว่าประหยัด เพราะอัตราสิ้นเปลืองเฉลี่ยที่ทำได้บนเส้นทางแบบ Dual Purpose ของเพื่อนๆในกลุ่มอยู่ที่ประมาณ 25-28 km/litre เลยหล่ะครับ
- จุดมัดสัมภาระต่างๆ ให้มาแบบครบครัน ลงตัว และออกแบบมาเข้ากับตัวรถอย่างพอดี ไม่มีอะไรที่ทำให้รู้สึกว่าขัดตาอะไร
- AHO (Automatic Headlight On) หรือไฟหน้าแบบออโต้นั่นแหล่ะครับ … รถ Classic แต่มีไฟออโต้มาให้ด้วยแหน่ะ !
ข้อสังเกต/ข้อเสีย
- ทำความเร็วเดินทางที่ย่าน 90-100 km/hr กำลังดี ถ้าย่าน 100-120 km/hr อาการสะท้านจะค่อนข้างเยอะไปสักนิด (สำหรับผมนะครับ) แต่ถือว่าน้อยกว่ากลุ่ม Bullet / Continental GT 535 แล้วหล่ะครับ
- เบาะนั่งต่ำที่ 800 mm เข้าถึงได้ง่าย แต่สำหรับผมแม้ว่าจะขาลอยนิดๆ กลับรู้สึกว่าถ้าเสริมเบาะให้สูงขึ้นสัก 20 mm จะได้ตำแหน่งการขับขี่ที่กำลังดีเลยทีเดียว
- เป็นรถจาก Royal Enfield ที่ไม่มีคันสตาร์ทเท้ามาให้ ซึ่งในบางกรณีมันก็เพิ่มโอกาสรอดให้เราได้มากขึ้นจริงๆนะ
- เบรคหน้ามีอาการไหลนิดๆ ซึ่งก็แลกกับการที่เราสามารถเกลี่ยน้ำหนักได้ง่ายบนเส้นทาง Off-Road
- งานประกอบโดยรวมจัดว่าดีเลยหล่ะครับ แต่สำหรับใครที่ใช้ขับขี่ในแบบ Off-Road เป็นประจำ หมั่นหล่อลื่น เช็ด และหยอดน้ำมันตามรอยต่อต่างๆช่วยรักษาสนิมที่อาจจะเกิดขึ้นได้นะครับ
น่าจะเหมาะกับ / ไม่เหมาะกับ

น่าจะเหมาะกับ
- เพื่อนๆที่ชอบรถในแบบ Classic อยู่แล้ว และต้องการรถที่สามารถท่องเที่ยวไปได้แบบ “สบาย”
- ชื่นชมกับบรรยากาศ มากกว่าทำเวลาบนเส้นทางหลัก
- ดูแลรักษาง่ายมาก ไม่ซับซ้อน
- อะไหล่ถูก !!! เรียกได้ว่า ขี่ไปเลยไม่ต้องกังวลศูนย์บริการพร้อมดูแลทุกอย่าง
น่าจะไม่เหมาะกับ
- สายทำความเร็ว หรืออัตราเร่งที่จัดจ้านต่างๆ เลิกมองเลยครับ เพราะอย่างที่กล่าวไว้ Himalayan ไม่ได้เกิดมาเพื่อทำความเร็ว แต่เกิดมาเพื่อเอาตัวรอดกับเส้นทางในทุกรูปแบบ
- แม้ว่าจะลุยในเส้นทางวิบากได้ แต่ไม่ถึงขั้น Enduro แบบบ้านเรา (เข้าป่า) นะครับ ถามว่าไปได้มั้ย ไปได้แน่ๆ แต่ด้วยกำลัง และน้ำหนักของตัวรถ จะเหนื่อยผู้ขับขี่ไปสักหน่อย แต่ถ้าเส้นทางวิบากปกติ ทางลูกรัง ทางดิน ไปได้เลย สบายมาก !!!
สรุป

แม้ว่า Himalayan จะออกมาได้ราวๆ 4-5 ปีแล้วก็ตาม แต่นี่นับได้ว่าเป็นครั้งแรกของผมแบบ “จริงจัง” ที่ได้ขับขี่ไปกับ Royal Enfield Himalayan ปี 2020 คันนี้ในเส้นทางแบบ Off-Road ที่ต้องบอกว่า “ฟิน”
แม้ว่าตัวรถจะมีน้ำหนักค่อนข้างมาก แต่ด้วยเครื่องยนต์แบบหัวฉีด ที่ให้แรงบิดต่อเนื่อง แบบไม่ต้องเสียวว่าจะมีอาการ “วูบ” เวลาที่เราอัดคันเร่งขึ้นเนินชันๆ หรือขึ้นที่สูงจัดๆ (ก็ต้องมากกว่า 3000 เมตรนั่นแหล่ะครับ ซึ่งบ้านเรา … “ไม่มี” แล้วจะเขียนทำไม ..ปั๊ดโถ่!!!)
Himalayan จัดได้ว่าเป็นรถที่พร้อมจะไปได้ในทุกเส้นทางโดยที่ผมเองไม่ต้องกังวลอะไรมาก พร้อมด้วยค่าอะไหล่ และค่าบำรุงรักษาที่ค่อนข้างต่ำ ทำให้ยิ่งสบายใจขึ้นอีก
การเดินทางบนเส้นทางหลักของบ้านเราในย่านความเร็วประมาณ 90-100 km/hr จัดว่าเป็นความเร็วที่ผมกำลังรู้สึกสบายไปกับ Himalayan ด้วยแรงบิดที่กำลังดี การเร่งแซงทำความเร็วขึ้นที่ย่าน 120 km/hr+ ทำได้ค่อนข้างดี
ระบบเบรคจาก Bybre ที่ติดตั้งมา ให้การตอบสนองที่เหมาะสมกับรถในแบบ Dual Purpose มีระยะการเกลี่ยน้ำหนักเบรคค่อนข้างเยอะซึ่งทำให้เราคุมน้ำหนักเบรคลงเนินชันได้ง่าย แต่แลกกับการหยุดรถบนทางเรียบที่ต้องใช้แรงกดเบรคหน้าหนักพอสมควรเพื่อให้ได้ระยะเบรคที่ดี
ช่วงล่างเดิมๆ ไม่ต้องปรับตั้งอะไร ตอบสนองกับนำ้หนักตัวผมที่ 60 kg ได้ค่อนข้างดี ไม่ยุบ ไม่ยวบอะไรมากมาย แน่นกระชับกับสรีระ และตอบสนองได้ในการใช้งานทั้งทางเรียบ และทางดินได้แบบไม่ขี้เหร่เลยทีเดียว
โดยรวมแล้วหากใครสนใจรถในแบบ Classic ที่สามารถใช้ในการเดินทางท่องเที่ยวไปได้ในทุกสภาพเส้นทางแล้วหล่ะก็ … Royal Enfield Himalayan คันนี้น่าจะเป็นรถคันนึงที่พร้อมจะพาเราเดินทางท่องเที่ยวไปได้ “ทุกที่”

เพราะการขี่มอเตอร์ไซค์ ก็เหมือนกับการไปออกกำลังกายนอกสถานที่อย่างนึง

Comments