Review : Royal Enfield “Twins” กับ Interceptor 650 & Continental GT 650 พร้อมบ่งบอกถึงตัวตน

โดย /

Royal Enfield นับได้ว่าเป็นแบรนด์รถเชื้อชาติอังกฤษ (ปัจจุบันถือสัญชาติอินเดีย) ที่เก่าแก่ที่สุดแบรนด์นึง กับอายุอานามร่วม 120 ปี ผ่านร้อนผ่านหนาวของกาลเวลามาอย่างยาวนาน และยังคงไม่ซึ่งเอกลักษณ์ และความลงตัวของการออกแบบที่เต็มไปด้วยกลิ่นอายของกาลเวลา ที่ผสานเข้าไปยังตัวรถอย่างลงตัว ซึ่งในช่วงประมาณ  50 ปีที่ผ่านมามุ่งไปที่การผลิตรถบนพื้นฐานของเครื่องยนต์ 1 ลูกสูบ แบบเต็มขั้น ที่ต้องบอกเลยว่า “ทนทาน” อย่างเหลือเชื่อ

แต่ที่จริงแล้วในช่วงปี 1960-1970 ทาง Royal Enfield เคยทำการผลิตรถแบบ “2 สูบ” โดยมีความจุสูงไปถึง 692 และขยายขึ้นไปจนถึง 736 cc (สูงสุดถึง 778 cc กับรถต้นแบบที่มีเพียงคันเดียว ก่อนจะปิดยุคแรกของ Royal Enfield)

จวบจนในปัจจุบัน ตามความต้องการที่เพิ่มมากขึ้นของ Royal Enfield ที่มาพร้อมด้วยกระแสเรียกร้องรถที่มีขุมพลังใหญ่ขึ้นเรื่อยๆ จากกลุ่มลูกค้า ทำให้ในช่วงปลายปี 2017 Royal Enfield ได้ทำการพัฒนา และเปิดตัวขุมพลังขนาด 650 cc แบบ “2 สูบ” ใหม่เอี่ยม โดยพัฒนา และบรรจุลงมาบนรถ 2 รุ่นคือ Interceptor 650 และ Continental GT 650 ที่ใช้พื้นฐานเดียวกัน แต่นำเสนอในรูปลักษณ์ที่ บ่งบอก ถึงตัวตนของผู้ขับขี่ใน  2 อารมณ์ด้วยกัน

ซึ่งในครั้งนี้ต้องขอขอบคุณทาง Royal Enfield ที่ให้เกียรติกับผมได้ร่วม “สัมผัส” ถึงขุมพลังใหม่ ที่ซุกซ่อนเอาเทคโนโลยีในปัจจุบันแฝงเอาไว้ ให้เราทุกคนได้ “เปลี่ยนมุมมองของการขับขี่” บน Royal Enfield ไปแบบ … ใช่จริงๆเหรอเนี่ย !

เส้นทางการเดินทางของเราในวันนี้จะแบ่งออกเป็น 2 ส่วนด้วยกันคือ

  • ในช่วงเช้ากับ Interceptor 650 บนเส้นทางเลียบชายทะเล ลัดเลาะผ่านเส้นทางสายรอง พร้อมโค้งเบาๆ ให้เราได้เพลิดเพลินไปกับการควบคุมของตัวรถ
  • ในช่วงบ่ายกับ Continental GT 650 บนเส้นทางเขาที่เรียกได้ว่า หาทางตรงแทบไม่มี ให้ได้ใช้ความคล่องแคล่วของ Continental GT 650 อย่างเต็มที่

เช่นเคยเพื่อความกระชับขอแบ่งหัวข้อไว้ตามนี้เลยนะครับ

  1. รูปลักษณ์ทั่วไป
  2. รายละเอียดทางเทคนิคที่น่าสนใจ
  3. สัดส่วนคน และรถ
  4. การขับขี่ในสภาพถนนต่างๆ
  5. ข้อดี/ข้อเสีย/ข้อสังเกต
  6. น่าจะเหมาะกับ
  7. สรุป

>>“อย่าไป LEH” กับ 9 วันที่ผ่านไป ของการเดินทางด้วย ROYAL ENFIELD BULLET 500<<

>>REVIEW : ROYAL ENFIELD CONTINENTAL GT อารมณ์ของการขับขี่คือสิ่งที่เหนือกว่าสมรรถนะ<<

รูปลักษณ์ทั่วไป

 

ทั้ง Interceptor 650 และ Continental GT 650 นั้น ต้องเรียกได้ว่าเป็นการออกแบบที่ฉลาดเลยทีเดียว เพราะพื้นฐานหลักของรถนั้น “เหมือนกัน”​ แต่จะมีแตกต่างกันหลักๆเลยคือ ตำแหน่งแฮนด์, ทรงถังน้ำมัน, ทรงเบาะ และสิ่งที่ทำให้อารมณ์แตกต่างกันอย่างชัดเจนนั้น มีเพียง การเซ็ตติ้งกันสะเทือนหน้า (Interceptor 650 ให้การยุบที่นุ่มกว่า ส่วน Continental GT 650 จะปรับพรีโหลดให้แข็งกว่า) เท่านั้นเลยครับ ซึ่งเพียงเท่านี้ก็บอกเลยว่า … อารมณ์แตกต่างกันชัดเจน

ซึ่งบนความแตกต่างนั้นสามารถ “ใช้แทนกันได้หมด” เรียกได้ว่าใครชอบชิ้นไหนของคันไหน จับมาใส่ จับมาเปลี่ยนกันได้ทันทีเลย ไม่ต้องแปลงอะไรให้วุ่นวาย จะเอาเบาะของ Interceptor 650 มาใส่บน Continental GT 650 หรือจะเอาถังน้ำมันของ GT 650 ไปวางบน Interceptor 650 ก็สุดแล้วแต่ใจ … จะไขว่คว้า ~

 

รายละเอียดบนตัวรถของ Interceptor 650

  • [บนซ้าย] กับปั๊มเบรคหลังสีทองโดดเด่นจาก ByBre พร้อม ABS จาก Bosch
  • [กลางซ้าย] Oil Cooler ขนาดใหญ่ ที่วางไว้อย่างเนียนๆ (นึกว่าหม้อน้ำซะอีกแหม่)
  • [บนขวา] เรือนไมล์ กลมคู่ กับการใช้งานแบบตรงไปตรงมา พร้อมด้วยหน้าจอแสดง ODO และ Trip
  • [ล่างขวา] ชิ้นอุปกรณ์สีดำเล็กๆ ที่ติดอยู่ตรงหัวเครื่องช่วยกันไม่ให้ช่วงเข่าของผมไปสัมผัสกับความร้อนตัวเครื่องยนต์ได้อย่างพอดิบพอดี ซึ่งตรงนี้นับว่าเป็นความใส่ใจเล็กๆน้อยๆ ให้กับผู้ขับขี่ ที่ส่งออกมาจากทีมออกแบบเลยหล่ะครับ

มาเจาะไล่เรียงกันรายละเอียดของตัวรถบน Continental GT 650

  • [บนซ้าย-กลางซ้าย] ประกับไฟซ้าย-ขวา .. เรียกว่า “ตรงตัว และเรียบง่าย” การใช้ตามมาตรฐานครบครัน
  • [ล่างซ้าย] กันสะเทือนหลังแบบมีซับแทงค์แยก ให้การตอบสนองที่ค่อนข้างนุ่มนวลบนถนนหนทางของบ้านเราได้เป็นอย่างดี
  • [บนขวา] สำหรับ Continental GT 650 จะมากับเบาะเดี่ยว พร้อมกับทรวดทรงของ “ตูดมด” ให้ครบครัน (แต่มีพักเท้าหลังมาให้ด้วยนะนั่น) คือถอดเบาะของ Interceptor 650 มาใส่ ก็พร้อมซ้อนแบบสบายๆ ได้ทันที
  • [ล่างขวา] ทรงท่อไอเสียออกสองข้างที่โดดเด่น พร้อมด้วยล้อหลังขนาด 18” กับยาง Pirelli Phantom Supercomp แบบใช้ยางใน ที่ใช้งานได้บนหลากหลายภูมิประเทศ

รายละเอียดทางเทคนิคที่น่าสนใจ

“Flat Torque” กับแรงบิดที่แทบจะราบเรียบ คงเส้นคงวาตลอดทุกรอบของเครื่องยนต์

คราวนี้นับได้ว่าเป็นตารางสเปคที่สั้นมาก …  คัดมาแต่ที่เด่นๆ ให้เห็นกันเลยหล่ะครับ มาว่ากันที่ “อารมณ์” ของรถกันแบบเน้นๆ กันดีกว่า

สัดส่วนคน และรถ

 

ขยับก้นนิดนึงก็ลงได้เต็มเท้าข้างนึงหล่ะครับ สบายๆ

ด้วยความสูงของเบาะทั้ง Interceptor 650 และ Continental GT ที่สูงเพียง 804 mm ทำให้ผมเองที่พาความสูงมาที่ 163 cm พร้อมด้วยน้ำหนักตัวที่ 65 kg สามารถลงเท้าทั้งสองได้ประมาณกึ่งกลางแบบสบายๆ ซึ่งจะแตกต่างกันเพียงเล็กน้อยก็คือตำแหน่งของท่านั่งของเราเนี่ยแหล่ะครับ แค่นั่งหลังตรง กับก้มนิดๆ แต่ยังอยู่ในท่าทางการขับขี่ที่ยังคงความสบายในระหว่างการเดินทางได้อย่างดี

 

การขับขี่ในสภาพถนนต่างๆ กับ Interceptor 650

 

เพียงขึ้นไปคร่อมบนตัวรถ ยกรถตั้งตรง ก็รู้สึกได้ถึงการวางน้ำหนักที่ลงตัวมากขึ้น (เมื่อเทียบกับ Bullet 500 ที่ผมเคยได้ขับขี่มาบนเส้นทางสุดมันส์ของ Leh Ladakh) และทันทีที่สตาร์ทเครื่องยนต์ เข้าเกียร์ และเดินรถออกไปช้าๆ ก็สัมผัสได้ถึง “ความแตกต่าง” จาก Royal Enfield ทุกรุ่นที่มีในตอนนี้นั่นคือ “ความนุ่มนวล” จากพื้นฐานของเครื่องยนต์แบบ 2 สูบ ที่มาพร้อมกับ Balancer ที่ช่วยลดอาการสั่น กระแทก ลงได้ไปแบบหมดจด

กับ Interceptor 650 ในครั้งนี้ เราได้ขับขี่ไปบนเส้นทางเลียบชายทะเลที่สวยงาม ลัดเลาะไปตามถนนสายรอง ชมทัศนียภาพ และความเป็นอยู่ของผู้คนตลอดทาง ซึ่งก็ตรงตามจุดมุ่งหมายของตัวรถเลยหล่ะครับ คือขับขี่ได้อย่างง่าย สบาย และเป็นมิตรกับผู้ขับขี่มาก

Interceptor 650 มากับแฮนด์บาร์ ที่กว้าง เอื้อให้ผู้ขับขี่สามารถใช้ร่างกายส่วนบนในการควบคุมรถได้อย่างคล่องแคล่ว การเดินคันเร่งต่อเกียร์ทำได้อย่างนุ่มนวลตั้งแต่ย่านรอบต่ำคือที่ประมาณ 2000 rpm ไปจนถึง 4000 rpm

ในย่านรอบกลางที่ประมาณ 4000 rpm – 7000 rpm ตัวรถจะมากับแรงบิด ที่พร้อมให้ใช้งานได้เต็มที่ พร้อมจะใช้ในการเร่งทำความเร็วขึ้นได้อย่างสบายๆ พาให้ไต่ความเร็วขึ้นมาถึงความเร็วเดินทางบนเส้นทางหลักที่ 100-120 km/hr ได้อย่างนุ่มนวล โดยไม่มีอาการสะท้านอะไรให้รำคาญใจ

 

ระบบเบรคที่ติดตั้งมาบน Interceptor 650 มากับจานเบรคเดี่ยวขนาดใหญ่ที่ 320 mm พร้อมปั๊มเบรคจาก ByBre (By Brembo) ที่ให้น้ำหนักเบรคที่ “ดีพอ” กับการใช้งาน การเกลี่ยนระยะบนปั๊มเบรคบนมาตรฐานทำได้ง่าย นุ่มมือ และให้น้ำหนักเบรคที่คุมอาการรถได้อย่างดี หรือจะเป็นการตั้งใจจิกเบรคหน้าอย่างรุนแรง … ABS ก็พร้อมจะเข้ามาช่วยประคองน้ำหนักเบรคให้เราได้ทันที ซึ่ง ABS ที่ติดตั้งมานั้นให้สัมผัสของ ABS ที่ค่อนข้างละเอียดเลยทีเดียว

ช่วงล่างของ Interceptor 650 ค่อนข้างนุ่มนวล ผ่านรอยต่อถนน ลูกระนาด หรือจะเป็นบัมพ์ต่างๆ ไปได้อย่างสบายๆเลยทีเดียว ซึ่งตรงนี้ก็ต้องแลกกับอาการโยนเบาๆเมื่อเข้าโค้งด้วยความเร็วสูง ตรงนี้ปกติแล้วหล่ะครับ สำหรับการใช้งานทั่วไปบนท้องถนนบ้านเรา … เดิมๆ สบายแล้ว !

โดยรวมแล้วนับได้ว่า Interceptor 650 พัฒนาขึ้นมาด้วยเทคโนโลยีในปัจจุบัน พร้อมด้วยท่านั่งของผู้ขับขี่ที่เป็นมิตรมากขึ้น คงความสบายของการเดินทางให้กับผู้ขับขี่ที่สรีระแตกต่างกันตั้งแต่ 160 – 180 cm ได้อย่างดี และยังคงไว้ซึ่งรูปลักษณ์ที่เป็นเอกลักษณ์ของ Royal Enfield ได้อย่างลงตัวเลยทีเดียว

 

การขับขี่ในสภาพถนนต่างๆ กับ Continental GT 650

 

หลังจากทานอาหารกลางวันเสร็จแล้ว ก็มาต่อกันในช่วงบ่ายที่อากาศเย็นสบาย ~ (ร้อนไหม้กันเลยทีเดียว) กับ Continental GT 650 รถที่เรียกได้ว่าเป็นอีกคันนึงที่ Custom มาในรูปแบบของ Cafe Racer อย่างเรียบร้อยจากโรงงาน แต่ก็ยังพร้อมให้เพื่อนๆได้เอาไป Custom เสริมสร้างเอกลักษณ์ของตัวเองต่อได้อย่างหลากหลาย

ด้วยพื้นฐานของตัวรถเมื่อเทียบกับ Interceptor 650 ต้องเรียกว่า “ไม่มีอะไรแตกต่างกันเลย” แต่ช้าก่อนสหาย! เพราะเพียงปรับท่านั่งเล็กน้อย พร้อมด้วยการปรับกันสะเทือนหน้าให้แข็งขึ้น และสรีระทรวดทรงของถังใหม่ ก็ทำให้ท่านั่งของผู้ขับขี่เปลี่ยนไป

ท่านั่งที่โน้มไปข้างหน้า ตำแหน่งถังที่สอดรับกับช่วงเข่า ทำให้การขับขี่ Continental GT 650 นั้น “พร้อมซิ่ง” กันทันที เรียกได้ว่าแทบทุกคน เปลี่ยนอารมณ์กันทันที จากการขับขี่สบายๆ ในช่วงเช้าบน Interceptor 650 ก็เปลี่ยนมาเป็น “Badass” บน Continental GT 650 … ให้เราได้เปิดคันเร่งกันหนักขึ้น เลี้ยวรถได้ไวขึ้น และใช้หน้ายางที่มีกลึงไปกับ เส้นทางที่โค้งที่แทบจะไม่มีที่สิ้นสุดของเขานางหงษ์ ได้แบบสุด !

ด้วยตำแหน่งท่านั่งที่โน้มไปข้างหน้ามากขึ้นทำให้การใช้เบรคบน Continental GT 650 ทำได้อย่างหนักหน่วงมากขึ้นไปด้วย พร้อมจะจิกเบรคหน้าได้หนัก ซึ่งก็ทำให้เราใช้ความเร็วได้มั่นใจมากขึ้นไปด้วยตามลำดับ

 

กำลังของเครื่องยนต์ใหม่แบบ 2 สูบ ในพิกัด 650 cc นั้น พลิกการขับขี่ที่เคยมีบน Continental GT 535 (1 สูบ) ที่ผมเคยขับขี่ไปเลยทีเดียว เพราะการส่งกำลังที่หนักแน่นมากขึ้นนั้นทำให้การเดินรถขึ้นบนทางชัน การส่งคันเร่งให้ออกจากโค้ง ทำได้อย่าง “สบาย” มากขึ้น ที่สำคัญ อาการกระแทก บนย่านความเร็ว 100-120 km/hr นั้นหายไปหมดแล้ว !!~~

แต่ด้วยช่วงหน้าที่ปรับตั้งมาให้แข็งขึ้น เพื่อตอบสนองกับการเลี้ยวได้อย่างคล่องแคล่วขึ้น ก็แลกมากับอาการหน้าส่ายเบาๆ เวลาที่เจอรอยต่อ หรือบัมพ์ ในตอนที่เราเร่งรถออกไปนั่นแหล่ะครับ ซึ่งถ้าใครเจออาการแบบนี้ก็ไม่ต้องเสียวไป เพราะปรับตั้งให้กันสะเทือนหน้านุ่มลงสักนิดนึง อาการที่มีก็จะดีขึ้นแล้ว … แต่ถ้าให้ดีหล่ะก็ ลดความเร็วลงสักนิด แล้วขี่ชมวิว แบบหล่อๆ กันดีกว่า ตัวรถโดดเด่นด้วยรูปลักษณ์ของเค้าอยู่แล้ว เดี๋ยวคนมองไม่ทันนะเอ้อ!

 

ข้อดี/ข้อเสีย/ข้อสังเกต

 

ข้อดี

  • ในที่สุด Royal Enfield ก็ทำรถแบบ สองสูบ ขึ้นมาใหม่แล้ว
  • การวางน้ำหนักของตัวรถจัดได้ว่าเป็นรถในยุคใหม่ ที่ให้การขับขี่ที่ง่าย คล่องแคล่ว และเสถียรภาพที่ดีตลอดการขับขี่
  • ระบบเบรค ByBre ที่แม้จะมากับจานเดี่ยว แต่ด้วยขนาดจานที่ 320 mm ทำให้ได้กำลังเบรคที่เหมาะสมกับกำลังของตัวรถ
  • สำหรับ Interceptor 650 กันสะเทือนหน้าที่ค่อนข้างนุ่ม ใช้งานได้หลากหลายสภาพถนน และเข้ากันได้ดีกับถนนในบ้านเรา
  • ต่อยอดของการขับขี่จาก Bullet 350 , Bullet 500 ได้เป็นอย่างดี ทำให้การขยับมาขับขี่กับ Interceptor 650 นั้นไม่มีความแตกต่างกันมากนัก แถมด้วยความโดดเด่นในอาการสั่น สะท้านของรถ ที่หายไปหมดสิ้น ยิ่งทำให้ขับขี่ได้สบายขึ้นกว่าในรุ่นเล็กไปซะอย่างนั้น
  • ในส่วนของ Continental GT 650 นั้น ต้องบอกว่า เป็นอีกโลกนึงของ GT เพราะการขับขี่ในรุ่น GT 535 นั้นแตกต่างกับ GT 650 อย่างสิ้นเชิง บน GT 650 ให้อารมณ์ของ Cafe Racer แบบเต็มขั้น แต่ยังคงไว้ซึ่งความสบายจากพื้นฐานเครื่องยนต์แบบสองสูบขนาด 650 cc ใหม่เอี่ยมบล็อคนี้ได้อย่างดี

ข้อเสีย /ข้อสังเกต

  • สตาร์ทเท้าที่หายไป และไม่สามารถติดตั้งเพิ่มได้แบบง่ายๆ
  • กันสะเทือนหลังที่นุ่มเกินไป ทำให้การขับขี่ในย่านความเร็วสูงอาจจะมีอาการโยน และส่ายได้บ้างเบาๆ แต่ทั้งนี้ก็แลกกับการตอบสนอง และความนุ่มนวลสำหรับสภาพถนนที่ไม่ค่อยดีนัก
  • กันสะเทือนหน้าที่ปรับตั้งให้แข็งขึ้นของ Continental GT 650 ให้การตอบสนองการเลี้ยวที่คล่อง คม แต่แลกด้วยอาการหน้าส่ายได้เบาๆ ซึ่งถ้าปรับตั้งให้นุ่มลง ก็สบายขึ้นหล่ะครับ ตรงนี้อยู่ที่ความลงตัว และความชอบของแต่ละคนเองด้วยแหล่ะน้า

น่าจะเหมาะกับ

 

น่าจะเหมาะกับ

  • ขี่ใช้งานในชีวิตประจำวัน ด้วยวงเลี้ยวที่ค่อนข้างแคบ และท่านั่งที่ค่อนข้างเป็นมิตรกับผู้ขับขี่ (ทั้ง Interceptor 650 และ Continental GT 650)
  • ใช้เดินทางในระยะกลางสำหรับ Interceptor 650
  • ขับขี่ในวันหยุด ด้วยมาดในแบบ “Badass” ของ Cafe Racer บน Continental GT 650

 

น่าจะไม่เหมาะกับ

  • ทำความเร็ว … แม้ว่าเครื่องยนต์จะมากับความเร็วสูงสุดตามสเปคถึง 150 km/hr ก็ตาม แต่ด้วยพื้นฐานของเครื่องยนต์ในแบบสองสูบ ที่ให้แรงบิดที่ดีตั้งแต่รอบต่ำ ทำให้การไล่รอบขึ้นเพื่อทำความเร็วออกจากฝืน ตัวรถไปสักนิด เรียกว่า จัดจ้านในย่านความเร็วต่ำ แต่ปลายก็จะตื้อๆหน่อยน้า ขี่หล่อๆ ใช้ความเร็วให้เหมาะสม เดินทางปลอดภัยกันดีกว่า

สรุป

 

หลังจากที่ผ่านพ้นไปร่วม 50 ปี ที่ Royal Enfield เคยพัฒนารถแบบสองสูบขึ้นมาสู่ท้องตลาด คราวนี้ก็กลับมาอีกครั้งแล้วหล่ะครับ

เครื่องยนต์ใหม่เอี่ยมที่พัฒนาขึ้นมาใหม่ จากทีมงานที่ต้องเรียกได้ว่า “ดึงมาจากทั่วโลก” เพื่อร่วมกันพัฒนาเครื่องยนต์ตัวนี้ (ผ่านมาตรฐาน Euro5 ) พร้อมทั้งออกแบบรถในรุ่นใหม่ที่บ่งบอกถึงตัวตนที่แตกต่างกันทั้งสองรุ่น ซึ่งบอกเลยว่า เราน่าจะได้เห็น รถจาก Royal Enfield ที่จะใช้เครื่องยนต์ตัวนี้อีกหลากหลายรุ่นเลยทีเดียว

ถึงแม้ว่าจะมากับพิกัดขนาด 650 cc แบบ 2 สูบ แต่การขับขี่บนทั้ง Interceptor 650 และ Continental GT 650 กลับให้ความรู้สึกที่ “เป็นหนึ่งเดียวกัน” กับรถในรุ่นเล็กของ Royal Enfield คือคนที่เคยขับขี่รถในรุ่นอื่นๆ ของ Royal Enfield มาสามารถที่จะปรับตัวเข้ากับ Interceptor 650 และ Continental GT 650 ได้ทันที

น้ำหนักของตัวรถรวมของเหลว ไม่มากไม่น้อยที่ 202 kg กับการวางน้ำหนักของตัวรถที่ “สมัยใหม่” มากขึ้น ทำให้การยกรถขึ้นตั้งตรง และการขับขี่ ให้ความรู้สึกที่ไม่แตกต่างไปจาก Bullet 500 หรือ Continental GT 535 ซักเท่าไหร่ … ออกจะ สบายกว่าซะด้วยซ้ำนั่น !

โดยส่วนตัวของผมเองชอบการขับขี่บน Interceptor 650 มากกว่า Continental GT 650 เล็กน้อย ด้วยท่านั่งที่หลังตรง แฮนด์บาร์กว้างๆ ทำให้ตัวรถ “เป็นมิตร” กับผู้ขับขี่มากกว่า ซึ่งตรงนี้ทำให้การเดินทางในระยะทางร่วม 120 km ของเรา ทำได้อย่างสบายๆ ในส่วนของ Continental GT 650 นั้นจะให้อารมณ์ของท่านั่งที่ดุดัน และพร้อมให้ทะยานได้มากกว่านิดหน่อย

และจากการที่ผมเคยได้ขับขี่ Bullet 500 และ Continental GT 535 มานั่นหล่ะก็ น่าจะบอกได้อย่างนึงเลยว่า Interceptor 650 และ Continental GT 650 นั้น น่าจะ “ทน อึด และถึกทึน” อย่างไม่น่าเชื่อได้อย่างเช่นรุ่นพี่แน่นอน (ถึงจะขาดคันสตาร์ทเท้าไปก็เถอะนะ)

 

ขอบคุณ

หมวกกันน็อคน้ำหนักเบา คุณภาพสูง ราคาย่อมเยา จาก Vemar Thailand 

https://www.facebook.com/Vemarthailand/

koala

Koala Rider – A Rider Super Market เกษตร-นวมินทร์

10550932_315231421970674_8310229622189082563_n

40 Garage ร้านคุณภาพสำหรับมอเตอร์ไซค์ของเพื่อนๆ
facebook : https://www.facebook.com/40garage

Comments