
อีกครั้งนึงที่ต้องขอขอบคุณทาง Triumph Motorcycles Thailand ที่ได้ให้เกียรติผมร่วมขับขี่ไปบนเส้นทางใหม่เอี่ยมของตัวเมืองเชียงใหม่สู่อำเภอปาย ที่เพื่อนๆหลายคนชื่นชอบกับเส้นทาง “โค้งให้ยับ” ไปบนรถ Triumph T120 Black ซึ่งจัดได้ว่าเป็นรถในคลาส Bonneville หรือ Classic ของทาง Triumph ซึ่งตอนแรกผมเองก็แบบ “พารถแบบ Classic ไปในเส้นทางโค้งงี้อ่ะนะ” … เอาอีกหล่ะ ผิดคาดอีกหล่ะ
โดยในคลาส Bonneville นั้นเปิดตัวในบ้านเราไปแล้วอย่างเป็นทางการทั้งหมด 5 รุ่นด้วยกันตามนี้เลยครับ
- Triumph Bonneville T120 / T120 Black ที่คงเอกลักษณ์ที่ข้ามผ่านกาลเวลาไว้อย่างครบครัน
- Triumph Thruxton / Thruxton R กับการจุติมากำเนิดใหม่ของตำนานแห่งเจ้าถนน
- Triumph Street Twin ที่ถูกพัฒนาขึ้นมาโดยคงเอกลักษณ์ความเรียบง่าย และคงความร่วมสมัยไว้ ภายใต้ 3 คอนเซปต์หลักคือ สร้างขึ้นเพื่อให้สนุก, เพื่อให้ขับขี่, เพื่อให้ตกแต่งเป็นของตัวเอง
REVIEW : TRIUMPH STREET TWIN อย่าให้รูปลักษณ์ และสเปค มาตัดสินความสนุกในการขับขี่

แม้ในคราวนี้ผมจะได้มีโอกาสขับขี่ T120 Black ในระยะทางรวมไม่มากนักคือประมาณ 240 กม. แต่ก็เรียกได้ว่า .. จัดเต็ม เช่นเคยกับเส้นทางคร่าวๆประมาณนี้เลยครับ (มีออกนอกเส้นทางไปบ้าง … หรือจะเรียกว่าหลงบ้างอ้อมบ้าง ก็คงไม่ผิด ^^’)
เช่นเคยเพื่อความกระชับขอแบ่งหัวข้อไว้ตามนี้เลยนะครับ
- รูปลักษณ์ทั่วไป
- รายละเอียดทางเทคนิคที่น่าสนใจ
- สัดส่วนคน และรถ
- การขับขี่ในสภาพถนนต่างๆ
- อัตราสิ้นเปลือง
- ข้อดี/ข้อเสีย/ข้อสังเกต
- น่าจะเหมาะกับ
- สรุป
รูปลักษณ์ทั่วไป

[บนซ้าย] กับมุมมองของโช็คหน้าที่มาพร้อมกับยางหุ้มโช็ค พร้อมกับบังโคลนหน้ายาวๆ ที่บ่งบอกว่าแม้จะเป็นรถในแนว Classic แต่ก็พร้อมที่จะพาผู้ขับขี่ทะยานไปในเส้นทางที่หลากหลายได้เช่นกัน
[ล่างซ้าย] หม้อน้ำที่บางเฉียบวางในแนวตั้งที่ออกแบบให้รับกับสรีระเพรียวๆของตัวรถอย่างลงตัว กับคอท่อไอเสียทั้งเส้นที่รมดำมาให้สมกับคำว่า ‘Black’ ของ T120 Black คันนี้
นอกจากนั้นยังมากับ “ขาตั้งคู่” ที่บอกเลยว่านี่เป็นรถ Touring แบบชิวๆ ชิคๆ คูลๆ จะขี่ไปถึงไหนก็เซอร์วิสได้ง่ายๆ ทันที

มุมมองของผู้ขับขี่โล่งๆ สบายๆ “รับลม” กันไปเต็มๆ ในส่วนของหน้าปัทม์เล็กนั้น เห็นแนว Classic แต่เดี๋ยวก่อน เพราะหน้าปัทม์เล็กๆนั้นแหล่ะ แสดงข้อมูลอย่างครบครันไม่ว่าจะเป็น
- ความเร็วเดินทาง แบบเข็ม
- รอบการทำงานของเครื่องยนต์ แบบเข็ม
- ไฟบอกเกียร์
- เกจ์วัดระดับน้ำมันเชื้อเพลิง
- ระยะทางที่วิ่งต่อได้กับน้ำมันเชื้อเพลิงที่เหลืออยู่ (range)
- ไฟเตือนระยะ service
- นาฬิกา
- Trip 1 / 2
- Mode การขับขี่ 2 mode Rain /Road
- ไฟแสดงสถานะของ Heated grip
- แสดงอัตราสิ้นเปลืองขณะการขับขี่
- แสดงสถานะของ Traction Control
[ปะกับไฟทางซ้าย] ไล่เรียงมากับ
- ด้านบนเป็นไฟสัญญาณ pass
- สัญญาณสลับไฟ Daytime running light (DRL) และสัญญาณไฟต่ำปกติ
- เมื่อใช้ DRL ปุ่ม pass จะทำหน้าที่ดิฟไฟสูง
- เมื่อไม่ใช้ DRL ปุ่ม pass จะเป็นการเปิด/ปิด ไฟสูงแทน
- ปุ่ม “i” หรือที่ผมชอบเรียกว่าปุ่มมหัศจรรย์ !!! เพราะเจ้าปุ่มเล็กๆปุ่มเดียวนี้หล่ะครับที่จะใช้ในการควบคุมทุกอย่างของรถ โดยใช้ได้สองแบบคือ
- กดปล่อย เพื่อเลือกการแสดงผลต่างๆ
- กดค้าง เพื่อทำการตั้งค่า … จบ …
- สัญญาณไฟเลี้ยว
- สัญญาณแตร
- Heat Grip !! เพื่อความอุ่นสบายของอุ้งมือในยามอากาศหนาวเย็นที่อาจจะพบเจอได้บ้างในบ้านเรา
- [ปะกับไฟทางขวา] มากับความเรียบง่ายด้วยปุ่ม 3 ปุ่ม
- ปุ่ม off-run / start การทำงานของเครื่องยนต์
- ปุ่มเลือก Mode การขับขี่ของรถทั้งสองโหมด คือ Road / Rain
- ปุ่มสัญญาณไฟ hazard (หรือไฟผ่าหมาก)
[บนขวา] กับเหล็กกันตก หรือมือจับคนซ้อน แล้วแต่จะคุ้นเคยกัน
[ล่างขวา] ช่องชาร์จอุปกรณ์ USB !!!
รวมๆแล้วกับ Triumph T120 Black คันนี้แม้ว่าจะเป็นรถในแนว Classic แต่ก็จัดได้ว่าแอบซ่อนรายละเอียดและการใช้งานต่างๆเอาไว้อย่างเหมาะสม และลงตัวมากเลยทีเดียว
รายละเอียดทางเทคนิคที่น่าสนใจ

สำหรับเครื่องยนต์ของ Triumph T120 / T120 Black นั้นจะมีการใช้ร่วมกันกับ Triumph Thruxton R แต่เดี๋ยวก่อนแม้จะเป็นเครื่องเดียวกันแต่การปรับแต่งนั้นช่างแตกต่างโดยเครื่องยนต์ขนาด 1200cc ในบล็อคนี้นั้นจะแบ่งเป็น 2 นิสัยด้วยกันคือ
- HT 1200 หรือ High-Torque เพื่อให้แรงบิดที่จัดจ้านตั้งแต่เปิดคันเร่งที่รอบต่ำ และบรรจุลงมาใน T120 / T120 Black คันนี้นี่เอง
- HP 1200 หรือ High-Power ที่ปรับแต่งให้มีแรงม้าสูงขึ้น และมีรอบการทำงานที่สูงขึ้น เพื่อให้อารมณ์ของความเป็น Sport ในรถ Classic ซึ่งบรรจุใน Triumph Thruxton R เร็วๆนี้เราจะมารีวิวกัน
ทั้งนี้ในส่วนของเฟรมของตัวรถนั้นเป็นการพัฒนาเฟรมร่วมกันกับ Triumph Street Twin หรือจะเรียกได้ว่านี่คือโครงสร้างเดียวกัน แต่ขุมกำลังนั้นคือที่เหนือยิ่งกว่า (มาก)

สัดส่วนคน และรถ

กับผู้ขับขี่เดิมที่ยังมีความสูงไม่เปลี่ยนแปลงที่ 163 cm และน้ำหนัก 65 kg ลงได้ “เกือบครึ่งเท้า” แบบสบายๆ หรือแค่ขยับนิดเดียวก็วางได้เต็มๆเท้าหล่ะครับ (เยสส !) เบาะนั่งนุ่มนิ่มสบายมากทั้งผู้ขับขี่ และคนซ้อน การวางน้ำหนักของรถดี บนสรีระที่ดูเพรียวๆ บางๆ ยกรถขึ้นตั้งตรงได้สบายๆ จนแปลกใจว่าที่คือ Bonneville ในพิกัด 1200 cc นะเนี่ย
และบอกตามตรงว่าตอนแรกผมกะน้ำหนักรถไว้น่าจะราวๆ 200-210 kg คือไม่น่าจะเกินนี้ การยกรถขึ้นตั้งตรง และการขับขี่ในวงเลี้ยวแคบๆ ทำได้คล่องตัว … แต่เปล่าเลย เพราะเมื่อมานั่งกางเสปคเขียนรีวิวนั้น ผมนี่ถึงกับอึ้ง! เพราะน้ำหนักของรถคันนี้นั้นร่วม 224 kg หรือถ้ารวมของเหลวก็น่าจะมีแตะๆ 240 kg เลยนะนั่น ซึ่งนับได้ว่าการวางน้ำหนักของตัวรถทำได้ดีมากเลยทีเดียวเชียว
ส่วนใครที่สัดส่วนประมาณ 170 cm น่าจะลงได้เต็มเท้าสองข้างสบายๆเลยหล่ะครับ นับว่าเป็นรถคันนึงที่มีเบาะต่ำ..มาก
การขับขี่ในสภาพถนนต่างๆ #การเดินทางบนเส้นทางหลัก

กับ Triumph Bonneville “Bonny” T120 คันนี้ ที่มากับขุมพลังขนาด 1200 cc แบบ High Torque ที่ให้แรงบิดตั้งแต่รอบต่ำ และสูงสุดที่ 3100 rpm ทำให้ T120 พร้อมที่จะทะยานออกไปได้ทันทีดั่งใจที่ต้องการ การเร่งแซงต่างๆทำได้ทันทีแบบไม่ต้องลุ้น คือเพียงแค่บิดขึ้นไปเลย พุ่งไปหล่ะน้าา
ท่านั่งในการขับขี่จัดได้ว่า “สบายมาก” ขี่ระยะทางยาวๆใช้เวลาร่วม 1:30 ชม. ก็ยังสบายๆ ไม่ออกอาการล้าอะไร เบาะนุ่มๆ ช่วงล่างที่ทำงานนุ่มนวล ยิ่งทำให้สบายขึ้นไปอีกขั้นนึง
เบรคติดรถที่ให้มานับว่าค่อนข้างดี และให้การหยุดรถที่มั่นใจ โดยมาพร้อมกับ ABS ที่ทำงานอิสระหน้า-หลัง ยิ่งทำให้ผู้ขับขี่สามารถ “เหยียบ และกด” เบรคได้อย่างเต็มที่ การทำงานของ ABS ติดรถค่อนข้างละเอียด และยังคงให้ระยะหยุดที่ค่อนข้างดีเลยทีเดียว
ช่วงล่างที่ให้มาหน้า-หลังจาก Kayaba ตอบสนองได้กับทุกสภาพเส้นทางการเดินทางในบ้านเราค่อนข้างดี นุ่มสบาย และยังคงการตามติดกับพื้นถนนได้ค่อนข้างดีพอสมควร โช็คหลังสามารถปรับ Preload ให้เหมาะสมกับการใช้งานได้

ในส่วนของคนซ้อนนั้นนับว่า “ฟิน” ฮะ ..เบาะนั่งตอนเดียวยาวๆ นุ่มสบาย แถมด้วยเหล็กกันตกที่ด้านหลังเรียกว่านั่งชิวๆ ออกไปเดินทางกันมีง่วงได้เลยหล่ะนั่น (คือผมลองซ้อนแล้ว และง่วงไปแล้ว ^^’) ความร้อนของตัวรถน้อยมาก คือเพียงแค่อุ่นๆ สบายๆ ไม่รำคาญอะไร ซึ่งนับว่าทำได้ดีมากเลยทีเดียวกับความจุขนาด 1200 cc ขนาดนี้
โดยรวมแล้ว Triumph Bonneville T120 คันนี้พร้อมที่จะพาผู้ขับขี่ รวมไปถึงคนซ้อน คนรู้ใจ และสัมภาระพร้อมๆ แล้วออกเดินทางไปด้วยกัน ทะยานไปกับแรงบิดที่เหลือเฟือ ไปบนเส้นทางการเดินทางที่ต้องการได้ทันที
การขับขี่ในสภาพถนนต่างๆ #ช่วงเวลาเพลินกับทางเขา ทางโค้ง

คือ … เส้นทางในวันนี้กับ เชียงใหม่มุ่งหน้าสู่ปาย เรียกได้ว่า “โค้งยับ” เอ้าจัดไป เราก็พา Bonneville T120 Black หรือรถคลาสสิกมา ตอนแรกอาจจะรู้สึกไม่เข้ากันไปสักหน่อย “แต่…” บอกเลยว่ากับการขับขี่ T120 คันนี้ไปบนเส้นทางแบบนี้นั้น “พร้ิว คล่อง สนุก และยังชิว”
กับการที่ทาง Triumph พัฒนาการขับขี่ Bonneville T120 คันนี้ออกมาได้อย่างลงตัวทำให้ T120 คันนี้พร้อมที่จะพาผู้ขับขี่เดินทางไปในเส้นทางเขาชันๆ โค้งหักศอก โค้งแคบ โค้งกว้าง ต่างๆได้อย่างคล่องแคล่วมาก
รวมไปถึงเสถียรภาพของรถที่ดีมาก ทำให้ผู้ขับขี่สามารถพาเค้าเลี้ยวเข้าโค้งต่างๆได้สบายๆ T120 ยิ่งผสานกับแรงบิดที่มาตั้งแต่รอบต่ำๆ ทำให้การเดินคันเร่งขึ้นโค้งพับๆ ทั้งหลายของเส้นทางปายนั้น “ง่าย” มาก การเดินคันเร่งส่งขึ้นเขาทำได้สบายๆ คือเพียงแค่ แต่งความเร็วนิดนึง เลี้ยว แล้วก็เปิดคันเร่งขึ้นไปเล้ยยย สบายๆฮะ (รถบางคันถึงแม้มีความจุสูง แรงม้าสูง เช่น Sport 1000 cc ก็อาจจะต้องมีคลอคลัทช์ช่วยบ้างในบางจังหวะที่โค้งชันมากๆ ซึ่งถ้าไม่ชำนาญก็อาจจะมีแปะได้ง่ายๆเหมือนกันน้า)

และด้วยการตอบสนองที่ดีในเส้นทางโค้งของ T120 คันนี้บางครั้งอาจจะทำเอาพักเท้าขูดพื้นแบบไม่ตั้งใจได้ง่ายๆเช่นกัน (เรียกว่าขูดกันซ้าย-ขวา แทบทุกคัน ขูดกันอย่างต่อเนื่อง .. แกร่กๆ .. ติดๆกัน) แต่กับ T120 คันนี้แม้จะเข้าโค้งลึกจนพักเท้าขูด ก็ยังคงให้ความรู้สึกที่มั่นใจ และยังให้เสถียรภาพของรถที่ดี โดยไม่เสียอาการ คือยังคงพาให้รถเข้าโค้งต่อไปได้เรื่อยๆ (แต่ก็อย่าเยอะเกินนะครับเดี๋ยวจะลงไปทัชดาวน์ข้างทางหล่ะจะเงิบเอา ^^’)
ยางติดรถที่ให้มาตอบสนองได้ค่อนข้างดี แต่อาจจะมีอาการไถล หรือดิ้นๆ ตอนเข้าโค้งลึก และออกโค้งได้นิดๆ ด้วยแรงบิดของตัวรถ และสภาพเส้นทาง ซึ่งก็ปรับได้ด้วยการเดินคันเร่งให้เบามือสักหน่อยก็ชิวๆแล้วหล่ะครับ
อัตราสิ้นเปลือง

คราวนี้เนื้องจากเราได้ใช้เส้นทางไม่ไกลมาก ทำให้ขอยกเป็นผู้ขับขี่ 3 คน บน T120 3 คัน กับลักษณะการใช้งาน 3 รูปแบบตามนี้เลยครับ
- คันที่ 1 ไปเรื่อย หลงบ้าง วนนอกเส้นทางบ้าง (เยอะกว่าคันอื่นร่วมๆ 60 km เห็นจะได้ ^^) ใช้ทั้งความเร็วยืนพื้น และเล่นรอบบ้าง
- คันที่ 2 เดินทางชิวๆ
- คันที่ 3 เล่นสนุกกับแรงบิดของรถ ไปบนเส้นทางเขาอย่างต่อเนื่อง

ซึ่งผลที่ได้นับได้ว่า “ประหยัดมาก” เลยทีเดียวกับรถในพิกัด 1200 cc ขนาดนี้ ส่วนนึงมาจากเครื่องยนต์แบบ HT (High Torque) ที่ให้แรงบิดที่รอบต่ำตั้งแต่เริ่มเปิดคันเร่ง โดยได้อัตราสิ้นเปลืองเฉลี่ยอยู่ที่ 21.62 km/litre ถึง 30.7 km/litre หรือรวมทั้งหมดได้ที่ 25.85 km/litre เรียกได้ว่ากินน้ำมันแค่ไหน อยู่ที่ข้อมือเรา … ล้วนๆ
ทั้งนี้ทาง Triumph แจ้งอัตราสิ้นเปลืองตามเสปคของตัวรถไว้ที่ 22.22 km/litre แต่บนการเดินทางยาวๆทำได้เกินเสปคซะอย่างนั้น !
ข้อดี / ข้อเสีย / ข้อสังเกต

ข้อดี
- ให้แรงบิดที่ดีมาก ตั้งแต่เปิดคันเร่ง
- เสถียรภาพของรถดีมาก ไม่มีอาการดื้อ คือแค่คิดจะเลี้ยว T120 ก็พร้อมจะพาผู้ขับขี่เลี้ยวได้ทันที
- แม้จะมากับรูปลักษณ์แบบคลาสสิค แต่ก็มีระบบไฟฟ้าเข้ามาช่วยไม่ว่าจะเป็น Traction Control และ ABS ที่เสริมความปลอดภัยให้ผู้ขับขี่บนการใช้งานทั่วไปได้มากเลยทีเดียว
- ตัวรถเรียบง่าย การใช้งานเรียบง่ายเข้าถึงได้ง่าย และเรียนรู้ได้ไว
- คลัทช์แบบ Slip-Assist ที่คล้ายๆกับ slipper clutch ทำให้ผู้ขับขี่ลงเกียร์ได้เร็วๆต่อเนื่อง โดยรถแทบไม่มีการเสียอาการ (แต่จะรู้สึกได้ที่ปลายนิ้วซ้าย คือก้านคลัทช์จะมีอาการแบบ ดื้นๆนิดๆเวลาที่เราลงเกียร์เยอะๆนะครับ ซึ่งเป็นปกติ)
- วงเลี้ยวของรถแคบ ผสานกับช่วงเบาะค่อนข้างต่ำ ทำให้แม้แต่ผมเองก็กลับรถแคบๆ ได้สบายๆ ไม่เสียวจะลงไปแปะพื้นให้หน้าแตกเล่นแบบรถใหญ่ๆ หนักๆ สูงๆ ทั้งหลาย
- ประหยัดน้ำมันจนแปลกใจกับความจุขนาด 1200 cc
ข้อเสีย / ข้อสังเกต
- High Torque ตั้งแต่เปิดคันเร่ง การเดินคันเร่งออกโค้งใช้สตินิดสส์นึง ถ้าเผลอก็มีสไลด์ได้เหมือนกัน
- พอร์ต usb ที่วางหลบไว้ใต้เบาะส่วนตัวผมรู้สึกเข้าถึงยากไปนิดนึง ลากสายออกมาแล้วมีโอกาสลืมว่าเสียบชาร์จอยู่ได้เหมือนกัน
- ปุ่ม Mode อยู่ทางปะกับไฟด้านขวา ซึ่งบังคับให้ผู้ขับขี่ต้องปิดคันเร่งเพื่อเลือกโหมด และ “กำคลัทช์” เพื่อเปลี่ยนระหว่างการขับขี่ ซึ่งอาจจะไม่ต่อเนื่องในการใช้งานบ้างเล็กน้อย คือบางครั้งแค่อยากปิดคันเร่ง เลือก แล้วไปต่อได้เลย โดยไม่ต้องกำคลัทช์นี่หน่า ^^’
- ยางติดรถที่ให้มาเหมาะกับการใช้งานทั่วไป และเป็นตัวเดียวกับ Street Twin ซึ่งใช้งานได้กับทุกสภาพถนน แต่ถ้าใครเล่นสนุกเกินไปก็เพลาๆนิด เพราะอาจจะออกอาการดิ้นๆได้พอสมควรเหมือนกันนะครับ (ทั้งจากสภาพยาง และสภาพถนนเอง) ส่วนนึงจากแรงบิดของ T120 เยอะกว่า Street Twin พอสมควรทำให้ต้องเปิดคันเร่งให้เนียนขึ้น
น่าจะเหมาะกับ

น่าจะเหมาะกับ
- เพื่อนๆที่ชอบรถในแบบ คลาสสิกอยู่แล้ว (แหงหล่ะ)
- มีพื้นฐานในการขับขี่รถขนาดใหญ่อยู่แล้วระดับนึง
- มือใหม่ ! ค่อนข้างก้ำกึ่ง คือแม้ว่า T120 จะขับขี่ได้ง่าย เสถียรภาพที่ดี แต่ด้วยแรงบิดที่ “มาเต็ม” ตั้งแต่เปิดคันเร่ง ถ้าไม่ระวังก็มีเหวอได้ง่ายๆเหมือนกัน ค่อยๆไปนะครับใจเย็นๆ
สรุป

กับการพัฒนารถในคลาส Bonneville ที่มีการใช้ส่วนประกอบหลายๆอย่างร่วมกัน เช่นบน T120 คันนี้ที่ใช้พื้นฐานของตัวรถเดียวกับ Street Twin และยกเครื่องยนต์ขนาด 1200 cc เช่นเดียวกับ Thruxton R มาบรรจุไว้ ซึ่งทำให้ Triumph สามารถแตกรุ่นย่อยของ Bonneville ออกมาได้ง่ายถึง 5 รุ่นด้วยกัน
บน Bonneville T120 Black คันนี้นับได้ว่าเป็นรถที่เป็นขั้นกว่าขึ้นมาอีกขั้นนึงจาก Street Twin ด้วยขุมพลังขนาด 1200 cc ที่ให้แรงบิดมหาศาลตั้งแต่รอบต่ำที่ 3100 rpm ทำให้เป็นรถที่สามารถใช้ในการเดินทางยาวๆได้สบายกว่าพอสมควร การสั่นสะท้านของเครื่องยนต์มีค่อนข้างน้อย และยังคงความนุ่มนวลกับการเดินทางไว้ได้อย่างต่อเนื่อง
แม้ว่าจะมากับรูปลักษณ์ในแบบ Classic แต่ Triumph เองก็มีการใส่อุปกรณ์เข้ามาช่วยให้ผู้ขับขี่สามารถเดินทางได้ง่าย และปลอดภัยมากขึ้นไม่ว่าจะเป็น Traction Control และ ABS ซึ่งสำหรับการใช้งานทั่วไปแล้ว เปิดไว้เถอะครับ สบายใจดีแท้ และยังมาพร้อมกับคันเร่งไฟฟ้า และ Mode ในการขับขี่อีก 2 mode คือ Rain / Road เพื่อให้เลือกใช้งานตามความเหมาะสมของสภาพถนนได้อีกขั้นนึง
มาตรวัดง่ายๆที่ดูไม่มีอะไร แต่ภายในแฝงด้วยความสามารถที่ครบครัน ที่สำคัญคือ Triumph Bonneville จัดว่าเป็นรถในยุคใหม่ที่ให้ผู้ขับขี่เข้าถึงการตั้งค่าต่างๆได้โดยง่ายมาก และใช้เวลาในการเรียนรู้เพียงไม่นาน (ก็แหม่ มีแค่ปุ่ม “i” มหัศจรรย์ปุ่มเดียวนี่ !)
พื้นฐานของเบรค และช่วงล่างที่ใช้ร่วมกับ Street Twin ยังคงตอบสนองบน T120 ได้เป็นอย่างดี ให้ความสบาย และนุ่มนวลกับการเดินทาง หรือใช้งานทั่วไป เบรคหน้า-หลัง มาพร้อม ABS ที่ทำงานได้ค่อนข้างละเอียด และยังคงตอบสนองได้ดี ไม่ทำงานเร็วเกินไป ทำให้ผู้ขับขี่ยังสามารถใช้เบรคได้เต็มประสิทธิภาพ และให้ระยะหยุดที่ดีเลยทีเดียว

จะสภาพเส้นทางแบบไหน … Triumph Bonneville “Bonny” T120 Black คันนี้ก็พร้อมจะพาผู้ขับขี่ และสัมภาระเดินทางไปได้สบายๆ หล่ะครับ ถึงจะเป็นทาง “โค้งให้ยับ” เช่นในวันนี้ที่เราเดินทางกันก็ตาม

ขอบคุณ Triumph Motorcycles Thailand ที่ให้เกียรติกับเราได้เป็นส่วนนึงในการเดินทาง
https://www.facebook.com/TriumphMotorcycleThailand

ขอขอบคุณ Dirtshop ที่เอื้อเฟื้ออุปกรณ์ขับขี่ให้เราใช้ในการเดินทางจริง !
ติดตามกับผลิตภัณท์คุณภาพจาก Spidi Official Thailand ได้ที่นี่เลย
Comments