Harley Davidson ตำนานครุซเซอร์อเมริกันค่ลาสสิก เผยโฉมโมเดล Softail 2018 ซึ่งมีการเปลี่ยนแปลงด้านการออกแบบที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์ของทางค่าย โดยใช้ส่วนผสมจากตระกูล Dyna และ Softail
สำหรับการออกแบบครั้งนี้มีการวางเป้าหมายของการปรับดีไซน์ไว้ทั้งหมด 4 ข้อ ประกอบด้วย
- ผสานเครื่องยนต์ Milwaukee-Eight V-twin เข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของไลน์โปรดักซ์
- พัฒนาความสามารถด้านการขับเคลื่อน ,การควบคุม และลดการบังคับเลี้ยว โดยการทำมุมลาดเอียงแบบ Softail
- พัฒนาการทำงานของระบบรองรับแรงกระแทก และเพิ่มอัตราน้ำหนักในการบรรทุก
- ลดน้ำหนักตัวรถและเพิ่มความสมดุลให้กับเครื่องยนต์ M8 อีก 100%
โดยที่การปรับดีไซน์ใหม่ครั้งนี้ถูกนำไปใช้กับโมเดล Softails—Slim, Fat Boy, Heritage Classic, Deluxe และ Breakout รวมถึงโมเดล Dyna อย่าง Fat Bob, Low Rider และ Street Bob. ขณะที่เครื่องยนต์ Milwaukee-Eight มีทั้ง 107ci และ 114ci โดยตัวเครื่องยนต์ Milwaukee-Eight 107ci ให้อัตราเร่ง 0-100 กม./ชม. แรงกว่าเครื่อง High Output Twinkie 103 ถึง 10% ขณะที่เครื่อง 114ci ให้อัตราเร่งในช่วง 0-100 กม./ชม. ได้ดีกว่าเครื่อง M-8 107 ถึง 9% นอกจากนี้ที่ตัวเครื่องยนต์ยังมีระบบลดเสียงรบกวนและลดการสั่นไหวของลูกเบี้ยวสี่แฉก โดยที่เครื่องยนต์ Milwaukee-Eight 107ci จะเป็นตัวพื้นฐาน ขณะที่ตัวเครื่องยนต์ 114ci จะมีให้เลือกในโมเดล Heritage Classic, Fat Boy, Breakout และ Fat Bob

สำหรับไลน์ Softail 2018 ทั้ง 8 รุ่น จะใช้การฝังกันสะเทือนท้ายแบบเดี่ยวเอาไว้ เพื่อให้ยังคงรักษาความคลาสสิกของเฟรมแบบ Hardtail และเป็นการทำให้ตัวรถมีน้ำหนักที่เบาลง ส่วนด้านหน้านั้นจะใช้เป็น Showa Dual Bending Valve (SDBV)

นอกจากนี้ตามข้อมูลยังระบุอีกว่าทาง Harley-Davidson ยังมีการพัฒนาตัวเฟรมรถให้เบาและแข็งแรงกว่าเดิม ด้วย Carbon Steel Tubular Frame ในโมเดลใหม่ที่ใช้อะไหล่น้อย Softail ตัวเก่า 50% ลดจุดเชื่อมต่อให้น้อยลง 22% และมีความแข็งแรงโดยรวมเพิ่ม 34%

ทุกโมเดลในไลน์โปรดักซ์นี้จะมีการจากนำพาร์ทบางอย่างเพิ่มเข้ามาในลิสต์แสตนดาร์ดไอเทมที่จะติดมากับตัวรถตั้งแต่ออกจากโรงงาน อาทิ ไฟหน้า LED แบบ Daymaker Signature ที่ให้ความสว่างกว่าไฟหน้าที่ใช้กันในปัจจุบัน , ระบบ Keyless Ignition หรือระบบสตาร์ทได้โดยที่ไม่ต้องใช้กุญแจ และพอร์ท USB สำหรับชาร์จไฟอุปกรณ์
สำหรับไลน์อัพของรถแต่ละรุ่นจะแบ่งออกมาเป็น 3 กลุ่มประกอบด้วย
The Foundational Standards
- Heritage Classic : ใช้เครื่องยนต์ 114 ใช้กระจกหน้าปัด PD ,ท่อโครเมี่ยมคู่ , โช้ค Hydra-Glide ,ยางล้อใหญ่ , มีกระเป๋าข้างที่ล็อคได้และกันน้ำซึม ,ใช้ล้ออัลลอย 16 นิ้ว , ถังคอนโซลขนาด 5 แกลลอน ,วางเบาะที่นั่งสูง 26.3 นิ้ว มีเบรก ABS น้ำหนักตัวรถลดลง 32 ปอนด์

- Deluxe : ใช้เครื่องยนต์ M-8 107 ไม่มีกระเป๋าข้างรถ เบาะนั่งสูง 25.9 นิ้ว ถังคอนโซลขนาด 5 แกลลอน มีเบรก ABS และมีน้ำหนักเบาลงกว่ารุ่นก่อน 33 ปอนด์

- Slim : ใช้เครื่องยนต์ 107 บังโคลนหน้าแบบ Coke-cap ด้านหลังแบบ Bobbed โช๊คและตัวกรองอากาศสีดำ ไฟหน้าแบบเดี่ยว ตัวกระบอกสูบเครื่องยนต์สีดำ ถังคอนโซลขนาด 5 แกลลอน เบาะที่นั่งสูง 25.5 นิ้ว มีตัวเลือกเป็นเบรก ABS น้ำหนักลดลงจากรุ่นก่อน 35 ปอนด์

The Modern Classics
- Low Rider : ส่วนผสมของสไตล์ Big Twin และ Sportster ใช้บังโคลนหน้าแบบ Narrow Short ด้านหลังเป็น bobbed ตัวล้อ Black Radiate 9 ก้าน ถังคอนโซลขนาด 5 แกลลอน และมีเกจวัดคู่ มีออฟชั่นเบรก ABS และเบาะที่นั่งสูง 26.2 นิ้ว

- Street Bob : ใช้ตัวถัง 3.5 แกลลอน โครงรถแบบเปลื่อย เหลือเพียงท่อ Push Rod และไฟหน้าแบบเดี่ยว ล้อโลหะสี Gloss-black ขนาด 17/19 นิ้ว วางเบาะนั่งสูง 25.8 นิ้ว มีออฟชั่น ABS และเบากว่ารุ่นก่อน 17 ปอนด์

- Breakout : ใช้เครื่องยนต์ 114 ขนาดล้อ 18/21 นิ้ว เครื่องยนต์ขัดเงา ตัวถังขนาด 3.5 แกลลอน ไฟหน้าทรงไข่ทำองศาระหว่างโช๊คหน้า 34 องศา เบาะที่นั่งสูง 25.6 นิ้ว มี ABS และเบากว่ารุ่นก่อน 35 ปอนด์

Revolutionary DNA
- Fat Boy : เครื่องยนต์ 114 ล้อ Lakester แบบรีดทึบขนาด 18 นิ้ว หุ้มยางหน้ากว้าง 160 มม และยางหลังกว้าง 240มม. วางตัวถังขนาด 5 แกลลอน เบาะที่นั่งสูง 25.9 นิ้ว มี ABS เบากว่ารุ่นก่อน 31 ปอนด์

- Fat Bob : เครื่องยนต์ 114 ใช้ยาง 16/16 นิ้ว วางตัวถังขนาด 3.5 แกลลอน ใช้โช๊คหัวกลับแบบสปอร์ตขนาด 42มม. มีตัวออฟชั่นเบรก ABS เบาะที่นั่งสูง 27.7 นิ้ว สามารถลดน้ำหนักได้มากกว่าเดิมถึง 33 ปอนด์

Comments