BMW x California Superbike School “Level 2” ฝึกสายตา เปิดมุมมองใหม่ กับการฝึกง่ายๆ ที่ใช้ได้จริง

โดย /

California Superbike School นับได้ว่าเป็น “สถาบัน” การขับขี่ที่มีสาขากระจายไปในประเทศต่างๆ ทั่วโลก ไม่ว่าจะเป็นต้นตำรับจากอเมริกา, อังกฤษ, ยุโรป, ออสเตรเลีย หรือจะเป็นญี่ปุ่น ก็มีชื่อของ California Superbike School โดดเด่นขึ้นมา ซึ่งทำให้นับได้ว่า California Superbike School เป็นสถาบันการเรียนการสอนการขับขี่มอเตอร์ไซค์ที่มีเครือข่าย และมีชื่อเสียงมากที่สุดแห่งนึงในโลก

สำหรับในการเรียนครั้งนี้ ต้องขอขอบคุณทาง BMW Motorrad Thailand ที่ให้เกียรติกับผมได้เข้าร่วมการขับขี่ใน Level 2 หลังจากที่ได้มีโอกาสได้ขับขี่ใน Level 1 เมื่อ 2 ปีที่แล้วบนสนามบุรีรัมย์ฯ แห่งนี้

ทีมงานที่ทำการสอนครั้งนี้ พากันเดินทางข้ามทะเลมาจาก ออสเตรเลีย ซึ่งเป็นศูนย์กลางของ California Superbike School ในเอเชีย ซึ่งหลักสูตรนั้นจะถูกแบ่งออกเป็น 5 ระดับด้วยกัน โดยมีระดับคร่าวๆคือ

  • Level 1-3 จะเป็นการแก้นิสัย พัฒนาสติ และเปิดโลกทัศน์ใหม่ของการขับขี่
  • Level 4 จะเป็นการสอนตามจุดประสงค์ของเพื่อนๆ แต่ละคน
  • Level 5 จะเป็นระดับของการสอนในแบบ Racing เต็มพิกัด

ด้วยอัตราส่วนของโค้ช 1 คน ต่อนักเรียน 1-3 คน … บอกเลยว่า เคี่ยวสุดๆ

ในครั้งนี้ผมมีโอกาสได้เข้าร่วมใน Level 2 ที่มาพร้อมกับ BMW S 1000 RR 2020 ใหม่เอี่ยม ให้ “ทุกคน” ได้มีโอกาส “สัมผัส” กับการพัฒนา “อีกขั้น” และอารมณ์ใน “อีกระดับ” ของ S 1000 RR คันนี้ แต่ในครั้งนี้เราจะมาเน้นกันที่ การเรียนเพื่อพัฒนาตัวเองกับ California Superbike School Level 2 กันก่อนเลยดีกว่า ส่วนรายละเอียดของ BMW S 1000 RR ใหม่นั้น ไว้ว่ากัน !

BMW S 1000 RR 2015 CKD

ภาพเก่าๆตัดมาแป๊ป! ลองนึกว่า ในขณะที่กำลังขับขี่ไปบนท้องถนนคดเคี้ยวที่สวยงามของ กำลังวาดไลน์โค้งอย่างเมามัน ทันใดนั้นเอง “สายตา”​ ก็กวาดไปเจอ … หลุม บ่อ กรวด ทราย สุนัข ไก่ เป็ด เมล็ดพืชที่หล่น สายน้ำที่ไหลผ่านถนน กองเลน กองใบไม้ และอื่นๆ อีกมากมายที่ดันพบเจอบนถนนของบ้านเราเนี่ยแหล่ะครับ ซึ่งผมเชื่อได้เลยว่า แทบทุกคนต้องเคยประสบกันมาบ้าง ซึ่งก็ต้องมีอาการ “ตกใจ” กับบ้างหล่ะ

อาการตกใจนั่นแหล่ะครับ จริงๆแล้วคือสัญชาตญาณการเอาตัวรอดอย่างนึง ที่เมื่อรู้สึกอันตรายแล้ว ร่างกายของเราถูกสั่งให้ “หยุด” การกระทำทุกอย่างตอนนั้นด้วยการตอบสนองออกมาเป็น การปิดคันเร่ง, เบรค, เกร็งแขน, อุทาน ! (หรือ ทำหน้าเหวอในหมวกกันน็อคอยู่คนเดียว ก็นับได้นะนั่น)

“สายตา” นั่นแหล่ะครับ คือโจทย์ ที่เราจะมา “แก้ไข”​ ใน Level 2 ซึ่งผมจะขอแบ่งออกเป็นหัวข้อหลัก ที่จะกล่าวถึงตามนี้เลย

  • การฝึกที่ 1 – ส่องหาเป้าหมาย (Reference Point)
  • การฝึกที่ 2 – การเลี้ยว 3 จังหวะ (3 steps turn)
  • การฝึกที่ 3 – มองให้กว้าง (Wide view)
  • การฝึกที่ 4 – การปรับสายตา (Smooth Transition)
  • การฝึกที่ 5 – เบรค ! (Brake)
  • สรุป
  • California Superbike School เหมาะกับใคร?

ส่วน BMW S 1000 RR 2020 เป็นยังไง ไว้มาพรีวิวแยกกันอีกที คราวนี้เรามาเน้นกันที่ California Superbike School กันแบบเนื้อๆเลย

การฝึกที่ 1 – ส่องหาเป้าหมาย (Reference Point)

Stephani โค้ชของผมในวันนี้ ที่คอยสังเกตุการณ์อยู่

การขับขี่ต่อเนื่องที่สนุก มักมาจากการขับขี่ที่ทำให้รู้สึกสบาย ซึ่งก็มาจากความมั่นใจในการขับขี่ และต้องมาจากการใช้ไลน์การขับขี่ที่ดี … ซึ่งต้องเริ่มจากการหาจุดอ้างอิง นั่นแหล่ะครับ

โดยธรรมชาติ ของสายตาของเรา สร้างมาเพื่อให้เอาตัวรอด จึงมักจะ “เพ่ง” ไปหาสิ่งที่เรารู้ว่าอันตรายโดยธรรมชาติ ไม่ว่าจะเป็นเหล่าสรรพสัตว์ กองดิน เศษใบไม้ ดินโคลน ทราย หลุม ทั้งหลาย ซึ่งก็ทำให้รถของเรา “พุ่งเข้าหา” นั่นแหล่ะครับ

สำหรับแบบฝึกหัดในครั้งนี้ แทนที่เราจะเพ่ง ก็จะเป็นเปลี่ยน “สอดส่อง” เพื่อหา “จุดอ้างอิงต่างๆ” เพื่อสร้างไลน์ “ที่ดี” หรือก็คือ ไลน์ที่ทำให้เราขับขี่ได้อย่าง มั่นใจ ปลอดภัย และสบายนั่นเอง ซึ่งจุดเหล่านี้เป็นได้ทุกอย่าง ไม่ว่าจะเป็นขอบถนน หมุดกลางถนน หรือแม้กระทั่งก้อนหิน บนถนนที่เรากำลังขับขี่ …​ส่วนในสนามก็เต็มไปด้วยจุดเหล่านี้มากมาย ซึ่งง่ายต่อการฝึก เช่น ป้ายบอกระยะ ป้ายโฆษณา ป้อม ตำหนิบนพื้นสนามต่างๆ

ผมเองเคยขับขี่บนสนามบุรีรัมย์มาบ้าง Stephani (โค้ชของผม) จึงแนะนำว่า ลองหาจุดอื่นๆ แล้วลองเลี้ยวหลายๆแบบ แคบบ้าง กว้างบ้าง อ้อมบ้าง เพื่อเรียนรู้สนามให้มากขึ้น

ซึ่งหลังจากที่ได้ลองแล้วก็ต้องบอกว่า แท้จริงแล้ว ตลอดเวลาที่ผมขี่ผมมักจะ “รีบ” จึงทำให้พลาดรายละเอียดต่างๆของสนามไปเยอะมากเลยทีเดียว เช่นองศาของโค้ง T9 ที่เอียงรับนิดๆ หรือจะเป็นฝาท่อระบายน้ำเล็กๆ บนขอบปูนของโค้ง 3 ที่ซ่อนอยู่ ~ 

โจทย์ – เลือกซัก 1, 2 โค้ง หาจุดอ้างอิงที่ใช้ในการขับขี่ เพื่อหาตำแหน่งที่เหมาะสมในการเลี้ยว

กฎ – ใช้เกียร์ 3,4 และ ห้ามเบรค

การฝึกที่ 2 – การเลี้ยว 3 จังหวะ (3 steps turn)

ขณะที่ผมกำลังมองหาจุดออก …​โค้ชของเราก็ตามติดมาคอยดูการขับขี่ – ภาพโดย พี่เหน่ง HiroMotopic

ย้อนไปที่ Level 1 จะมีการพูดถึง 2 steps turn ซึ่งประกอบไปด้วย

  • การกำหนดจุดที่จะเริ่มเลี้ยว
  • การพารถเข้าไปหา apex (หรือศูนย์กลางของโค้ง)
  • ใน Level 2 เราจะ เพิ่มเติมขั้นที่ 3 ซึ่งก็คือการหาทางออก !

หลังจากที่เราเริ่มฝึกการหาจุดอ้างอิงในการขับขี่กันไปแล้ว คราวนี้ก็จะเป็นการต่อยอดจาก การฝึกแรกเนี่ยแหล่ะครับ โดยใช้การสอดส่องเพื่อหาเส้นทางออกของโค้ง ! เพราะโดยส่วนใหญ่แล้วพวกเรา แม้กระทั่งผมเอง ก็ติดกับการมองที่ Apex ของโค้งมากเกินไป ซึ่งตรงนี้ทำให้

  • มีพื้นที่เหลือด้านนอกของทางออกโค้งที่ไม่ได้ใช้ในการขับขี่มากเกินไป
  • ใช้คันเร่งได้น้อย เพราะไม่มั่นใจว่าควรจะคุมรถไปที่จุดอ้างอิงไหน
  • ไม่มั่นใจกับการเดินคันเร่งออกจากโค้ง

หลังจากที่ผมเองที่แม้จะได้ขับขี่ในสนามบุรีรัมย์ แห่งนี้มาหลายครั้งแล้ว กลับมาขี่ให้ช้าลง และมองหาจุดออกโค้งที่ใช้อ้างอิงได้ ผลที่ได้คือ กล้าที่จะใช้ความเร็วเข้าโค้งได้มากขึ้น ใช้พื้นที่ของสนามที่เหลืออยู่มากขึ้น ใช้คันเร่งได้มากขึ้น รวมไปถึงส่งรถให้ทะยานออกได้อย่างมั่นใจมากขึ้นไปพร้อมๆกันนั่นแหล่ะครับ

โจทย์ – มองหาทางออกในการขับขี่เพื่อพารถออกไป

กฎ – ใช้เกียร์ 3,4 และ เบรคได้เล็กน้อยมากๆ

การฝึกที่ 3 – มองให้กว้าง (Wide view)

เพื่อนๆหลายคน น่าจะคุ้นเคยกับคลิปอุบัติเหตุหลายๆเหตุการณ์ … ที่อยู่ๆก็เหมือนรถพุ่งตรงออกไปนอกโค้ง ทั้งๆที่ไม่ได้มีความเร็วอะไร  หรือเลี้ยวไปแล้วตกใจเจอรถสวนก็ .. พุ่งเข้าไปหากันตรงๆเลยนั่นแหล่ะจ้า !!!!

ตรงนี้แท้จริงแล้ว เป็นธรรมชาติอย่างนึงของเราเนี่ยแหล่ะครับ ที่เมื่อรู้สึกว่า “อันตราย”​ สายตาจะจับจ้องเข้าไปหา .. ซึ่งการขับขี่มอเตอร์ไซค์นั้น “สายตา” คือพื้นฐานที่สำคัญที่สุดอย่างนึงที่เราใช้ในการควบคุมรถ

การฝึกในครั้งนี้ จึงจะเป็นการบังคับจุดนำสายตา และพื้นที่ในการมองของเราให้กว้างขึ้น โดยไม่เพ่งไปที่สิ่งใดสิ่งนึง แต่ใช้การชำเลืองไปที่อุปสรรคต่างๆ ก่อนที่จะมองหาทางออกต่อไป … ซึ่งก็ใช้หลักของ “การฝึกที่ 1” นั่นแหล่ะครับ มาช่วยตรงนี้

โดยครูฝึกของเราจะทำการขี่มาด้วยความเร็วระดับนึง ก่อนที่จะ … กางแขนออกสองข้างพร้อมกัน !!! เพื่อนำสายตาของเราให้มองกว้างออกไปยังพื้นที่รอบๆ และลดการเพ่งสายตาไปที่คนนำเพียงอย่างเดียว

โจทย์ – “ฝึกจิต” ในการละการเพ่งสายตาไปที่ครูฝึก และมองให้กว้างขึ้น

กฎ – ใช้เกียร์ 3,4 และเบรคได้เล็กน้อย

การฝึกที่ 4 – การปรับสายตา (Smooth Transition)

เคยสังเกตุมั้ย .. เมื่อเราละสายตาจากจุดนึง ไปยังอีกจุดนึงเร็วๆ เราจะ “เสียการมองเห็นระหว่างทางไป” นั่นแหล่ะครับที่เราจะฝึกจากการฝึกนี้ โดยใช้ การฝึกที่ 1,3 มาประกอบกันนั่นคือ การหาจุดอ้างอิง และการมองในมุมกว้างขึ้นโดย

  • มองหาจุดเข้าโค้ง
  • ใช้ “หางตาชำเลือง” ไปที่จุดต่อไป
  • เมื่อเราเข้าไปใกล้จุดแรก ก็ค่อยละสายตาจากจุดแรกไปจุดที่สอง พร้อมๆกันหันหัวของเรามองตรงไปหา

โดยหลักการสำคัญของการฝึกนี้คือการชำเลืองหาจุดที่ต่อไปเนี่ยแหล่ะครับ ที่ทำให้สายตาของเราสามารถปรับ และเก็บรายละเอียดระหว่างทางได้ดีขึ้น ซึ่งส่งผลให้เราสามารถ “แสกน” หาอุปสรรค หรือมองไปยังจุดอ้างอิงอื่นได้ต่อเนื่อง ลื่นไหลมากขึ้น

โจทย์ – มองให้กว้าง ให้ทั่ว ก่อนที่จะ “ชำเลือง” ไปจุดอ้างอิงต่อไป

กฎ – ใช้รถได้เต็มที่ ไม่เน้นความเร็ว เน้นที่การปรับสายตาตามตำแหน่งต่างๆ

การฝึกที่ 5 – เบรค (เข้าโค้ง)! (Trail Braking)

จังหวะปลดเบรคหน้าในขณะที่เข้าโค้ง T3

เบรค! สิ่งนี้คงไม่ต้องอธิบายกันมากแล้วหล่ะครับ ว่าเจ้าเบรคนี้มีไว้เพื่ออะไร ดั่งที่หลายๆคนเข้าใจกันนั่นแหล่ะครับว่ารถทุกคันมีเบรคหน้า และเบรคหลัง (ส่วนเอนจิ้นเบรคนี่ ผมขอละไว้) โดย “เบรค” มีหน้าที่หลักๆ คือ เพื่อ “หยุด”, “หลีกเลี่ยงการชน”, และ ที่ผมเองมองว่าสำคัญที่สุดสำหรับการขับขี่ท่องเที่ยว และในสนาม คือ “เพื่อแต่งความเร็ว”

และอย่างที่เพื่อนๆ เข้าใจกันอย่างถูกต้องแล้วว่า เบรคหลังมีหน้าที่เพียงประคอง หรือชะลอ ส่วนเบรคหน้า คือเบรคที่ทรงพลัง ที่ใช้ในการลดความเร็วได้อย่างดี

ซึ่งการใช้เบรคทั้งหน้า และหลังที่ “ไม่เหมาะสม” ก็ส่งผลให้ตัวรถเกิดอาการที่ไม่เหมาะสม ได้หลากหลายเลยทีเดียว ไม่ว่าจะเป็น

  • ใช้เบรคน้อยเกินไป ที่ทำให้ความเร็วเกินโค้ง, หลุดโค้ง, หรือต้องเอียงรถลงเยอะเกินความจำเป็น
  • ใช้เบรคหน้าทันทีแรงเกินไป จนทำให้การยุบของช่วงล่างดีดกลับ รถส่าย หรือเกิดอาการกระเด้งหน้าหลังไปมา หรือร้ายแรงกว่านั้นคือ หน้าพับ หรือล้อหลังลอยจนเสียอาการ
  • เลี้ยว + เพิ่มน้ำหนักเบรคในโค้ง หรือก็คือเวลาที่เรา “ตกใจ” นั่นแหล่ะครับ

ในการฝึกนี้ เราจึงจะมา “เน้น” กันที่ “การใช้เบรคหน้า” ในขณะเข้าโค้ง หรือที่หลายๆคน อาจจะเคยได้ยินกันว่า Trail Braking

โดยนิยามของ California Superbike School – Trail Braking คือ การค่อยๆ “คลายเบรคหน้าในขณะที่รถกำลังเอียงลง” ซึ่งมักใช้ช่วงเวลาในการคลายประมาณ 1-2 วินาที … ซึ่งสิ่งนี้ทำให้

  • ช่วงล่างของรถพร้อมที่จะเลี้ยว และทะยานออกโค้ง เมื่อเราเบรคหน้าโช้คหน้าจะยุบลง การคลายเบรคออกในขณะที่เอียงรถ จะทำให้โช้คหน้าค่อยๆ ยืดกลับคืน และถ่ายน้ำหนักไปที่กลางรถ ก่อนจะถ่ายไปที่โช้คหลังเพื่อส่งรถออกจากโค้งอย่างมั่นคง
  • ระยะเวลาในการคลายเบรค ขึ้นกับลักษณะของโค้ง ถ้าโค้งแคบก็แค่คลายเบรคเร็วขึ้น ถ้าโค้งกว้าง ก็คลายเบรคช้าลง แต่โดยมากแล้วจะอยู่ที่ช่วย 1-2 วินาทีนั่นแหล่ะครับ

ถ้าใครเคยเจออาการเบรคแล้วรถเด้งหน้าหลังไปมา หรือจดจำมาว่า เบรคให้เสร็จแล้วค่อยเลี้ยว … Reset ตัวเองใหม่นิดนึงน้า เพราะการ เบรคเข้าโค้ง อาจจะฝืนความรู้สึกแรกๆซักนิด แต่พอเริ่มคุ้นแล้วหล่ะก็บอกเลยว่า “เนียน”

โจทย์ – คลายเบรคหน้าออก ในขณะที่กำลังเอียงรถลงเพื่อเข้าโค้ง

กฎ – ใช้รถได้เต็มที่ ไม่เน้นความเร็ว เน้นที่การ “คลายเบรค” ขณะเอียงรถ

สรุป

นอกจากในสนาม ก็ยังมีการเรียกมาปรับท่าทาง ปรับการขับขี่กันต่อในพิท

BMW พร้อมทีมงาน กับหลักสูตรระดับโลก บนสนามบุรีรัมย์ รถ BMW S 1000 RR ใหม่เอี่ยม โรงแรมที่พัก 1 คืน รถรับส่ง อาหาร … ทั้งหมดนี้ ด้วยราคา 16,000 บาท !!!! ซึ่งต้องบอกเลยว่า “คุ้มมาก”

ถึงแม้ว่าจะมีโอกาสได้ขับขี่ในสนามบุรีรัมย์บ้าง แต่โดยส่วนมากแล้วผม “ไม่มีโอกาส” ที่จะได้ขับขี่แบบ “ช้า” และ “สบายใจ” ได้ขนาดนี้ เพราะทุกคนบนสนาม จะต้องขี่โดยอยู่ภายใต้กฎข้อเดียวกัน เช่น เกียร์ 3,4 และห้ามเบรค เนี่ยแหล่ะครับ ทำให้ความเร็วในการขับขี่ ไม่สูงเกินไป

California Superbike School ใน Level 2 ยังคงเน้นไปที่ การปรับมุมมองในการขับขี่ใหม่ๆ การฝึกจิตใจ ในการบังคับใช้สายตาให้เหมาะสม ค่อยๆ เพิ่มเติมเทคนิคในการขับขี่บนโค้งที่แตกต่างกันออกไปทีละนิด เพื่อ “เพิ่มความสบาย” และส่งผลให้เกิด “ความมั่นใจ” ในการขับขี่มากขึ้นทีละเล็ก ทีละน้อย

ยกตัวอย่างเช่นผมเอง โค้งที่ “น่ากลัว” สำหรับผมคือ T9 ด้วยเหตุผลอะไรที่ไม่เคยรู้ได้ ซึ่ง Stephani ครูฝึกของผม ก็ได้ให้ลองขี่ช้าลง แล้วขี่ออกไปบริเวณ Run-off area ให้มอง ให้ลองขี่ดูกันทั่วๆเลยว่า “ไอ้ที่ผมกลัวหน่ะ จริงๆ แล้วคิดไปเอง”

หรือจะเป็นอย่างโค้ง T1 ที่ผมมักจะใช้เบรคหนักจนเกินไป จนรถขาดความเร็วที่ควรจะเป็น ก็กลับมากล้าที่จะไหล และใช้ความเร็วออกจากโค้งได้มากขึ้น ใช้พื้นที่ของสนามตอนออกโค้งได้มากขึ้น ซึ่งทั้งหมดนี้จากการฝึกครั้งที่ 2 เพียงแค่ปรับมุมมองใหม่นิดเดียวเท่านั้นเอง

California Superbike School เหมาะกับใคร?

“ทุกคน” … เพราะไม่ว่าจะเริ่มขับขี่มาไม่นาน หรือจะขี่มานานมากแล้วก็ตาม แต่ “จิตใจ” เนี่ยแหล่ะครับ ที่ยังต้องฝึกกันอยู่ตลอด ซึ่งทำให้ผมสรุปได้ว่า ในการเรียนกับ California Superbike School ที่ผ่านมานั้น เป้าหมายของ Level 1 คือ การแก้นิสัย ทลายกำแพงความกลัว ส่วน Level 2 จะเป็นการฝึกสายตา ให้ใช้ได้หลากหลายสถานการณ์ พร้อมเพิ่มเติมเทคนิคมากขึ้น

และอย่างที่เพื่อนๆรู้กันดีว่า … แต่ละคนมีความถนัดไม่เหมือนกัน บางคน เร็วทางตรง! บางคงไหลเข้าโค้งเร็ว แต่บางคนก็ออกจากโค้งไว …​เพราะฉนั้น การเรียนกับ California Superbike School จะไม่มีการ “ตั้งแถว” ต่อขบวน แบบที่เราคุ้นเคยกัน แต่จะเป็นการ “ปล่อยให้แต่ละคนขับขี่อย่างอิสระ” แซงได้เมื่อปลอดภัย และต้องเผื่อระยะอย่างน้อย 2 เมตร

ซึ่งการขับขี่อย่างอิสระ และจำนวนครูฝึก 1 คนต่อนักเรียน 1-3 คนนี้ (ภายใต้กฎเดียวกัน) ทำให้แต่ละคนสามารถเลือกใช้ความเร็วที่เหมาะสมกับตัวเอง สามารถใช้เวลาในแต่ละโค้งได้อย่างเต็มที่ ไม่มีการกดดันจากเพื่อนๆ ซึ่งครูฝึกของเราก็จะพุ่งเข้ามาประกบหน้า หรือหลัง พร้อมแนะนำการขับขี่ในแต่ละช่วงได้อย่าง “ถึงตัว”

คำถามสุดท้ายที่ Stephanie Redman โค้ชของผมในวันนี้ถามคือ … “วันนี้สนุกมั้ย คราวหน้ามาขี่กันต่ออีกนะ”

BMW S 1000 RR ใหม่ ราคาจำหน่าย (รวมภาษีมูลค่าเพิ่มและแพ็คเกจ BMSI Standard):

  • 1,020,000 บาท สำหรับสี Racing Red 
  • 1,050,000 บาท สำหรับสี Light White /Racing Blue Metallic / Racing Red

ขอขอบคุณ

koala

Koala Rider – A Rider Super Market เกษตร-นวมินทร์

10550932_315231421970674_8310229622189082563_n

40 Garage ร้านคุณภาพสำหรับมอเตอร์ไซค์ของเพื่อนๆ
facebook : https://www.facebook.com/40garage

Comments