Preview : Pan America 1250 – ครั้งแรกกับการออกไป Adventure จาก Harley-Davidson พร้อมระบบ “จัดเต็ม”

โดย /

“118 ปี” … คือการคงอยู่ของชื่อ Harley-Davidson (ตั้งแต่ 1903) ที่ครองใจของหลายๆคน และเป็นสิ่งที่บางคนเรียกว่า นี่ไม่ใช่มอเตอร์ไซค์ แต่คือ Harley นั่นแหล่ะครับ

และในปีนี้เองก็ต้องนับว่าเป็น “ครั้งแรก”​ ของ Harley-Davidson ที่ออกแบบ และปล่อยรถท่องเที่ยวที่พร้อมฝ่าทุกอุปสรรคของการเดินทางอย่างแท้จริงออกมา ด้วยการมุ่งเน้นให้ได้รถที่มีขีดความสามารถในการเดินทางบนภูมิประเทศที่ทุรกันดาน ลดน้ำหนักส่วนเกินที่ไม่จำเป็นทั้งหมดออก เพิ่มเติมขีดความสามารถด้วยระบบไฟฟ้าเข้าไปในตัวรถ เพื่อให้เข้าถึง และขับขี่ได้ง่ายขึ้น

Pan America นั้นได้ชื่อมาจากถนนที่ยาวที่สุดที่พาดผ่านจากทวีปอเมริกาเหนือ ลงมาจนถึงอเมริกาใต้ กับระยะทางกว่า 30,000 km ที่ผ่านทุกสภาพอากาศจากหนาวสุดขั้ว ไปจนถึงร้อนชื้นสุด และสภาพเส้นทางที่ต้องบอกว่าถ้าคน และรถไม่พร้อมจริงก็ยากนักที่จะผ่านไปได้

ซึ่งในครั้งนี้ผมก็ได้มีโอกาสมาขับขี่ Harley-Davidson Pan America ที่แม้จะเป็นเพียงระยะทางสั้นๆ แต่ก็ต้องบอกว่า ได้เรียนรู้ ถึงอารมณ์ และขีดความสามารถของเค้าทั้งบนเส้นทาง On-Road และ Off-Road ที่ทำให้ประหลาดใจได้เลยหล่ะครับ .. ทำไมหน่ะเหรอ มาดูกันเลย

ยาวนะบอกเลย … แต่ครบแน่นอนกับทุกรายละเอียดของเค้า ดูแบบคลิปง่ายๆที่นี่เลย

รูปลักษณ์ทั่วไป

สเปคของตัวรถที่น่าสนใจ

ระบบของรถมีอะไรบ้าง?

แล้ว Special หล่ะมีอะไร?

สัดส่วนคน และรถ

ออกไปขี่กันแบบ On-Road

ออกไปขี่กันแบบ Off-Road

ข้อดี และข้อสังเกต

สรุป

ราคา

 

รูปลักษณ์ทั่วไป

เส้นสายที่บึกบึน แว่บแรกที่เห็นตอนเปิดตัวแล้วผมคะเนว่าน่าจะน้ำหนักร่วม 300 kg แต่ต้องบอกว่า “คิดผิด”

เพราะการมุ่งเน้นที่พัฒนาขึ้นโดยใช้แนวคิดที่จะให้รถคันนี้ “Detour the Route” หรือพร้อมออกนอกเส้นทางได้ตลอดเวลา ทำให้ Harley-Davidson เน้นการลดน้ำหนักลง ขับขี่ และเข้าถึงให้ได้ง่ายที่สุด ไม่ว่าจะเป็น 

  • การใช้เครื่องยนต์มารับแรงเป็นส่วนหนึ่งของเฟรม
  • การออกแบบเครื่องยนต์ Revolution Max 1250 ใหม่ ที่ทำให้มีน้ำหนักเบาลง แต่ยังคงแรงบิด และแรงม้าที่เหมาะสมกับการใช้งาน
  • การวางน้ำหนักรถให้เป็นจุดกึ่งกลาง และวางให้ CG ต่ำที่สุดเท่าที่ทำได้ โดยยังมีความสูงท้องรถที่เพียงพอกับสภาพเส้นทาง Off-Road
  • การใช้ Balancer 2 ชุดในเครื่องยนต์เพื่อช่วยซับแรงกระแทกจากเครื่อง V ในตำนานของ Harley-Davidson เพื่อให้ได้ความนุ่มนวลในขณะขับขี่มากที่สุด
  • ไม่ต้องตั้งวาล์ว ! โดยใช้กลไกสปริงเข้ามาช่วยเสริมเพื่อปรับระยะห่างวาล์วในตัวเครื่องได้เอง
  • “ครั้งแรก” กับการใช้ระบบไฟฟ้าเข้ามาช่วยเสริมในตัวรถ โดยใช้ข้อมูลจากการทดสอบกว่า 1 ล้าน กิโลเมตร ในการปรับตั้งระบบต่างๆ

งานสี Two-Tone ส้ม-ขาว ที่โดดเด่น และสีดำ ที่ดูสง่า บึกบึน ซึ่งมาพร้อมกับ Crashbar ที่ซ่อนไว้อย่างสวยงาม และเป็นหนึ่งเดียวกับโครงสร้างของรถโดยรวม พร้อมไฟเสริมอีก 2 ดวงที่ซ่อนไว้ใต้ Crashbar อย่างลงตัว 

ซึ่งการออกแบบ Crashbar บน Pan America เป็นอะไรที่ผมรู้สึกประทับใจเลยหล่ะครับ เพราะถ้ามองถึงรายละเอียดแล้ว จะเห็นว่า ให้การปกป้องไฟหน้า และชุดสีของตัวรถได้เป็นอย่างดีเลยทีเดียว ที่สำคัญคือดูเป็นส่วนนึงกับตัวรถไปอย่างลงตัว

 

กระจกมองข้างขนาดใหญ่ มาพร้อมการ์ดแฮนด์พลาสติก ที่ช่วยบังลม และเศษหินต่างๆได้อย่างดี พร้อมด้วย แร็คกระเป๋าท้ายที่ติดมากับตัวรถ และ crashbar ด้านข้างที่ออกแบบมารับกับเส้นสาย อุปกรณ์ต่างๆ ของตัวรถ

หน้าจอแบบสี TFT ขนาด 6.8” แสดงข้อมูลการขับขี่ “ครบ” ทุกอย่าง พร้อมด้วย Mode การขับขี่ครบครันไม่ว่าจะเป็น Sport, Rain, Road, Off-Road, และ Off-Road Plus 

การโชว์เครื่องยนต์ Revolution Max 1250 ที่ต้องบอกว่าออกแบบมาใหม่ เพื่อให้เห็นขุมพลัง และกล้ามเนื้อของตัวรถได้อย่างชัดเจน ซ่อนไว้ด้วยปั๊มน้ำมันเครื่องที่ออกแบบใหม่ ที่ทำให้พ่นน้ำมันเครื่องจากด้านบน และมีการดูดน้ำมันเครื่องส่วนเกินออกจากระบบตลอดเวลา 

ซึ่งการจัดการน้ำมันเครื่องตรงนี้มีส่วนช่วยลดแรงต้านที่เกินขึ้นในขณะเลี้ยวโค้งต่อเนื่อง และให้แรงเสียดทานในเครื่องยนต์ที่ต่ำ ให้รอบแรงบิดที่คาดเดาได้ตลอดในทุกองศาของการขับขี่

พร้อมด้วยกันสะบัดที่ซ่อนมาอย่างเรียบเนียนที่แผงคอรถ (สำหรับรุ่น special) เพื่อเสริมความปลอดภัยในขณะการขับขี่ทั้งแบบ On-Road และ Off-Road ที่ช่วยลดอาการสะบัดของล้อหน้าที่อาจเกิดขึ้นได้จากความไม่สัมพันธ์กันของตำแหน่งล้อหน้า และล้อหลัง

ทรวดทรงของท่อไอเสียต้องบอกว่า … งานดีย์ !!! พื้นผิวสัมผัสสวยงาม ปัดเงามีลวดลายของโลหะให้เห็นอย่างชัดเจนเลยหล่ะครับ กับน้ำหนักปลายท่อที่ประมาณ 7 kg … (อยากลั่นติดต่อศูนย์บริการ Harley-Davidson กับ Screamin Eagle ที่จะลดน้ำหนักไปประมาณ 3 kg สวยๆเลย

รายละเอียดทางเทคนิค – สเปคของตัวรถที่น่าสนใจ 

เอามาแบบสเปคเน้นๆ ที่น่าสนใจกันเลยดีกว่ากับ Pan America คันนี้

“รถสั่นมั้ย” ?? สั่นครับแต่แค่ตอนสตาร์ทเครื่องยนต์ หรือช่วงที่รอบต่ำกว่า 1200 rpm เท่านั้น หรือช่วงย่านรอบสูงไปแล้ว (ประมาณ 7500 rpm) ที่จะเริ่มมีอาการสะท้านขึ้นมา ที่เป็นคาแรคเตอร์ของเครื่องยนต์จาก Harley-Davidson

ในส่วนการเดินทางหรือย่านรอบใช้งานที่ราว 2-6000 rpm นั้นบอกเลยว่า นุ่ม ด้วยบาล๊านเซอร์ 2 ชุดที่ใต้ และหัวของเครื่องยนต์ซึ่งช่วยซับแรงสั่นสะเทือน 70%,30% ตามลำดับ ในย่านรอบนี้

รายละเอียดทางเทคนิค – ระบบของรถมีอะไร?

“ครั้งแรก”​ กับการใส่ของที่ทดสอบกันกว่า 1 ล้าน กิโลเมตร มีอะไรบ้างในพี่บึก Pan America คันนี้ มาดูกันเลย

สำหรับ Pan America จะมีการแบ่งออกเป็น 2 รุ่นหลักๆ ด้วยกัน คือ 

  • Pan America 1250 
  • และ Pan America 1250 Special 

โดยรุ่น Special จะมีการเติมของเข้ามาอีกนิดหน่อย … แต่ดูรวมๆกันง่ายๆแบบนี้เลย

รายละเอียดทางเทคนิค – Special มีอะไร?

ผมนี่ชอบสีนี้จริงๆ  Baja Orange / Stone washed white pearl !!!

ซึ่งถ้าไม่พอกับรุ่นธรรมดา Pan America 1250 Special ก็จะมีสิ่งเหล่านี้เพิ่มเติมเข้ามาให้

Vehicle Load Control  – มาพร้อมเซนเซอร์ที่โช้คหลัง เพื่อวัดน้ำหนักบรรทุก “ในขณะนั้น” เพื่อทำการปรับ preload ให้เหมาะสม ไม่ว่าจะตัวเบา ตัวหนัก มีคนซ้อน หรือสัมภาระก็ตาม รถจะปรับให้เอง ลืมเรื่อง Preload ไปได้เลย

Semi Active Suspension – กับการปรับการตอบสนองของช่วงล่าง ตามความเร็ว ความชัน การเอียง อัตราการเปิดคันเร่ง เบรค และโหมดการขับขี่ที่ใช้ เพื่อให้ได้ความสบายในการขับขี่มากที่สุด หรือจะเรียกว่าปรับละเอียดอัตโนมัติ โดยเราเพียงเลือกการใช้งานตามรูปแบบพื้นฐาน คือ

  • Comfort – ปล่อยให้ช่วงล่างซับแรงอย่างเต็มที่ สำหรับการขับขี่บนพื้นผิวที่ไม่เรียบนัก
  • Balanced – สำหรับการใช้งานบนทางเรียบทั่วไป ที่ให้ทั้งความสบาย และตอบสนองต่อการขับขี่ได้อย่างสมดุลกัน
  • Sport “Spirited Riding” – เพิ่ม damping ของช่วงล่างให้กระด้างขึ้น เพื่อตอบรับกับการส่งคันเร่งออกไปแรงขึ้นบนทางเรียบ
  • Off-Road Soft – คลาย damping ของช่วงล่างเพื่อให้ได้ระยะยุบที่ไหลลื่นขึ้น ซับแรงได้มากขึ้น สำหรับการผ่านหิน หรือเส้นทางขรุขระต่างๆ
  • Off-Road Firm – สำหรับเส้นทางที่อ่อนนุ่ม เช่นการปั่นออกเลน หรือทางดินนิ่มต่างๆ

นอกจากนั้นก็จะเป็นพวก การ์ดอลูมิเนียมใต้ท้องรถ, การ์ดหม้อน้ำ, กันสะบัด,  คันเบรคเท้าปรับระดับได้​ (เพื่อการยืนขี่) ที่เสริมขีดความสามารถของการใช้งานจริงได้มากขึ้นหล่ะครับ

โดยรวมแล้ว… ผมว่า Special แอบคุ้มเลยหล่ะเนี่ยกับของที่ได้เติมเข้ามา

สัดส่วนคน และรถ

Hill Assist Control ก็มีนะ … หรือง่ายๆว่าช่วยเบรคบนทางชัน ที่ทำงานง่ายๆเลยครับ เพียงแค่ผมกดเบรคหน้าให้สุด บนหน้าจอจะมี “H” สีเขียวโผล่ขึ้นมา ซึ่งรถจะทำการบีบเบรคหน้าหลังให้เอง !!!! 

อันนี้แหล่มมากสำหรับช่วยออกตัวบนทางชันหล่ะครับ ลืมเรื่องเบรคหลังทางขึ้น เบรคหน้าทางลง กำคลัช พร้อมคลายเบรค เร่ง ไปได้เลย เพราะ Hill Assist Control จะหน่วงเบรคไว้ให้เองประมาณ 10 วินาที เพื่อให้เราตั้งสติออกตัวได้สบายขึ้น

วันนี้กับความสูงของผมที่ 163 cm และน้ำหนัก 60 kg บน Pan America ต้องบอกตรงๆว่า “แอบกลัว” เพราะดูจากรูปลัษณ์ที่บึกบึนเนี่ยแหล่ะครับ ซึ่งในวันนี้ผมได้เลือกขับขี่ไปกับระบบ Adaptive Ride Height ที่จะมีการลดความสูงของรถลงเมื่อชะลอจอด และปรับกลับเมื่อออกตัว

Adaptive Ride Height ของ Pan America ต้องบอกว่าทำให้ผมประทับใจ เพราะสามารถแตะปลายเท้าทั้งสองข้าง หรือเพียงขยับก้นนิดเดียว ก็ลงได้เต็มเท้าข้างนึงแล้วหล่ะครับ ตรงนี้ต้องบอกว่า Harley-Davidson ใส่ใจกับรายละเอียดเล็กๆตรงนี้ ที่ทำให้ผู้ขับขี่ที่มีความสูงไม่มากนักเช่นผม สามารถเข้าถึงรถ Pan America ได้อย่างมั่นใจมากขึ้นเยอะเลยทีเดียว

 

ได้เวลาออกไปขี่กันแล้ว – On Road

หลังจากบรีฟเส้นทางกันเสร็จ ผมก็เดินปรีมาจับจองรถคันนี้เลยหล่ะครับ … Harley-Davidson Pan America 1250 Special ที่เสริมฟีเจอร์ Adaptive Ride Height เข้าไป ซึ่งสำหรับผมมองว่าเพิ่ม 7,000 บาท ได้ระบบนี้ “คุ้ม”

ทันทีที่เริ่มเปิดสวิทช์ของตัวรถ Adaptive Ride Height จะคลายช่วงล่างให้มีความสูงที่ลดลง เพื่อให้ผมลงปลายเท้าที่พื้นได้มากขึ้น ซึ่งก็จะรู้สึกเหมือนรถยวบๆไปมานิดนึงหล่ะครับ ตอนแรกก็ตกใจเลยนะ ว่าทำไมมันยวบขนาดนี้ แต่พอเริ่มออกตัวไปจะรู้สึกได้เลยว่า อาการของรถกลับมาแน่นแบบที่ควรแล้ว

ออกตัวไปช้าๆกับโหมด Road ก่อนเลยครับ ค่ากลางที่สุดของตัวรถ ที่ให้การตอบสนองของคันเร่งกลางๆ ระบบ และช่วงล่างกลางๆ ที่สำหรับผมมองว่าเหมาะสมเลยทีเดียวกับการใช้งานทั่วไปในบ้านเรา

ช่วงแฮนด์ที่ …​กว้างมาก และค่อนข้างสูง สำหรับสรีระผมในท่านั่ง ออกแนวโหนแขนนิดๆเลยก็ว่าได้ แต่ตรงนี้ต้องบอกว่าตำแหน่งแฮนด์สามารถปรับกดได้นะครับ ซึ่งสำหรับผมท่านั่งที่ดูติดขัด แต่ตำแหน่งแฮนด์นี้กลายเป็นพอดีเลยหล่ะ …​เมื่อเราเข้าสู่ Off-Road

ไม่มีอาการกระด้าง ดีด อะไร หรือจะเป็นการจัมพ์คอสะพานสุดชัน ตัวรถ Pan America ก็ไม่มีอาการท้ายขวาง หรือสะบัดอะไรเลยหล่ะครับ เรียกว่า จัมพ์นิ่งๆ ลงนิ่มๆ ซับแรงไปได้อย่างหมดจด แรงที่ส่งขึ้นมาถึงผมนั้นน้อยมาก

แต่ถ้าอยากพบเจอความสนุก และพลังที่ซุกซ่อนอยู่หล่ะก็ … Sport mode มาเลย การตอบสนองของคันเร่งไว และแทบจะเปิดติดมือขึ้นมาทันที ช่วงล่างให้อารมณ์ที่กระด้างขึ้น รอยต่อของถนนต่างๆจะรู้สึกได้มากขึ้นเล็กน้อย แต่ยังคงความนุ่มอยู่ ซึ่งตรงนี้น่าจะมาจาก Semi Active Suspension ที่คอยปรับตั้งให้ตามสภาพถนนหล่ะครับ

 

ได้เวลาออกไปขี่กันแล้ว – OFF Road

ซึ่งในวันนี้ผมก็ได้ลองขับขี่ไปบนคอร์สที่จัดเตรียมไว้ในสนาม Rucker Park แห่งนี้ ที่ให้ลองได้ครบเลยหล่ะครับกับระบบต่างๆในตัวรถ

ช่วงแรกของการขับขี่ผมยังใช้โหมด Road อยู่ซึ่งการตอบสนองของคันเร่งสำหรับผมนั้นยังรู้สึกว่าคุมคันเร่งได้ไม่ค่อยเนียนและมีอาการเด้งเบาๆ อยู่ได้บ้าง จึงลองปรับมา “โหมดโกง” Rain ที่ต้องบอกว่าสบายเลยหล่ะครับ

เพราะแม้ว่าจะใช้ Rain กับเส้นทาง Off-Road แต่ต้องบอกว่าช่วงล่างที่นุ่มนิดๆ ผสมกับคันเร่งที่เนียนมากขึ้นในรอบต้น ทำให้ผมคุมคันเร่ง และอาการของรถได้ง่ายขึ้นไปด้วย 

ระบบเบรค C-ABS และ C-ELB โดดเด่นขึ้นมาทันทีเลย กับการช่วยรักษาอาการของรถบนพื้นผิวดินแข็งๆแบบนี้ ซึ่งเราก็ได้มาลองกับการใช้ “เบรคฉุกเฉิน” บน Pan America ที่ แนะนำให้ “กำคลัช เบรคหน้า เต็มเหนี่ยว 4 นิ้วหล่ะครับ” 

“กำคลัช” เพื่อตัดแรงฉุดของเครื่องยนต์ที่เป็นภาระในการเบรคลงไป และใช้ระบบ C-ABS, C-ELB ที่ทำงานร่วมกับปั๊มเบรคจาก Brembo เต็มระบบใน Pan America นั้น ให้ระยะเบรคที่มั่นใจได้เลย แม้ว่าจะเป็นทางดินแข็งๆร่วนๆ แบบนี้กับความเร็วกว่า 65 km/hr ที่ผมเร่งขึ้นไปนั้น สามารถสั่งให้หยุดได้ในระยะไม่ถึง 10 เมตรหล่ะครับ …​ ”โดยที่รถไม่เสียอาการอะไรเลย”

หลังจากนั้นเราก็ได้ลองขับขี่บนทางดินเลนดูบ้าง ซึ่งรอบแรกนั้นผมได้ลองโหมดโกงของผม “Rain” ดู อาการของตัวรถบนดินลื่นๆ ที่พื้นนุ่มๆ และการลงบ่อโคลนนั้น ..มีเสียวนิดๆ ด้วยช่วงล่างที่นุ่มเกินไปนิดนึงทำให้ตัวรถแกว่งได้เล็กน้อย อาศัยส่งรถให้ไหลไปสักนิดเพื่อเดินคันเร่งให้เนียนฝ่าอุปสรรคออกไป

แต่ด้วยแฮนด์ที่กว้าง ซึ่งสอดรับกับร่างกายของผมในท่ายืนได้เป็นอย่างดี ทำให้การเอาตัวรอดในครั้งนี้ทำได้อย่างง่ายดายเลยทีเดียว

วนกลับมาอีกรอบกับโหมด Off-Road หล่ะทีนี้ … รู้สึกได้เลยถึงความแตกต่างของการเกาะ และการยอมให้ปั่นล้อได้ของ Off-Road ที่ทำให้การผ่านดินเลย และโคลนแบบนี้นั้นทำได้ง่ายขึ้น ส่งคันเร่งปั่นทีเดียว หลุดพ้นออกมาได้แบบ “สบาย” เลยหล่ะครับ

ข้อดี / ข้อสังเกต

ดูไม่ชันเท่าไหร่ แต่ก็ทำเอาเสียวได้เหมือนกัน

ข้อดี

  • รถ Adventure รุ่นแรกจาก Harley-Davidson ที่สัมผัสได้ถึงความใส่ใจในการออกแบบทุกรายละเอียดของตัวรถจริงๆ
  • ในที่สุดก็มีการนำระบบต่างๆ เข้ามาช่วยผู้ขับขี่ และมากันแบบ “เต็ม” เลยหล่ะครับ ให้กันมาแบบไม่มีกั๊ก ใส่ให้ทุกอย่างที่มีกันเลยทีเดียว
  • Adaptive Ride Height คือความประทับใจของผมที่ความสูง 163 cm
  • ระบบเบรค C-ABS ที่ทำงานได้น่าประทับใจกับยางที่เน้นทางดำ แต่มาขี่ทางดินแบบนี้ ให้ระยะหยุดที่ดีเลยหล่ะครับ (ด้วยการกำคลัช และใช้เบรคหน้าเต็ม 4 นิ้ว) ที่เหลือ C-ABS จะทำการเกลี่ยน้ำหนักเบรคหน้า-หลังให้เอง
  • มิติรถที่ดูบึกบึนที่ต้องบอกว่าหนักแน่ๆ แต่เปล่าเลย ยกรถขึ้นตรงทำได้ง่าย ขับขี่ได้ง่ายคล่องตัวเลยทีเดียวหล่ะเนี่ย

ข้อสังเกต

  • เรียนรู้เลยหล่ะครับ กับการใช้งานระบบต่างๆของ Harley-Davidson แนะนำให้ติดต่อศูนย์บริการเพื่อเข้าคอร์สอบรมการขับขี่เลย เพราะต้องบอกตรงๆว่า การปรับตั้งรายละเอียดต่างๆนั้นเยอะมาก จนอาจทำให้สับสน … เลือกผิดชีวิตเปลี่ยนนะบอกเลย

สรุป

“มาเจอกันซักฝุ่นมั้ย”  … ไปได้นะ แต่อย่าไปคนเดียว ยกคนเดียวมันท้อนะ

ต้องบอกตรงๆว่า ผมไม่ได้คาดหวังว่าจะมาเจออะไรแบบนี้เลยจริงๆ …​เพราะด้วยที่เคยมีโอกาสได้ขับขี่ Harley-Davidson มานั้นต้องบอกว่าค่อนข้างจะลำบากสำหรับผมเลยหล่ะครับ ด้วยน้ำหนักของตัวรถที่ค่อนข้างมาก เช่น Road Glide Ultra , XR1200 คือตอนออกตัวเนี่ยสบาย สนุก แต่จอดทีนี่แบบว่า .. ช่วยด้วย

แต่พอเป็น Pan America ทำให้ความรู้สึกที่หวั่นๆพวกนั้นหายไปหมดหล่ะครับ รถคันนี้กลายเป็นรถที่จะเปิดบททดสอบของยุคใหม่ที่ Harley-Davidson ก้าวเข้ามาด้วยการเอาเทคโนโลยี และการออกแบบเพื่อการใช้งานจริง โดยใช้ผู้ขับขี่เป็นศูนย์กลางอย่างแท้จริง

อารมณ์ของเครื่องยนต์ V จาก Harley-Davidson ยังมีอยู่ในช่วงจังหวะการสตาร์ทเครื่องยนต์ ยังให้สุ้มเสียง และเอกลักษณ์ของตัวเองออกมาอย่างชัดเจน แต่ในช่วงย่านรอบการใช้งานนั้น “สบายมาก” ด้วยบาล๊านเซอร์ 2 ชุด ที่ทำงานอย่างดี ช่วยลดความล้าในการเดินทางไกลได้แน่นอน

ระบบไฟฟ้าที่ติดตั้งเพิ่มเติมเข้ามาให้การทำงาน และตอบสนองต่อสภาพเส้นทางต่างๆได้เป็นอย่างดี อาการของรถเปลี่ยนแปลงไปอย่างสัมผัสได้ เลือกโหมดการขับขี่ให้เหมาะสม ชีวิตจะเป็นสุขฮะบอกเลย

C-ABS และ C-TCS ของ Pan America ทำงานร่วมกับ IMU แบบ 6 แกน ที่ต้องบอกว่าให้การปรับตั้งและตอบสนองได้อย่างลงตัวกับสภาพพื้นผิวทั้ง On-Road และ Off-Road นอกจากนั้นยังปรับตั้งช่วงล่าง การตอบสนองของคันเร่ง ได้อย่างง่ายดายผ่านประกับไฟที่ใหญ่ เข้าถึง และใช้งานได้ง่ายผ่านหน้าจอสีขนาดใหญ่ ที่แสดงข้อมูลการขับขี่ทุกอย่างได้อย่างครบครัน

Pan America จัดว่าจะเป็นรถที่พร้อมส่งให้ Harley-Davidson ก้าวเข้าสู่การพัฒนารถในอีกมิตินึงที่จะประสานเอาอารมณ์ของ Harley-Davidson มาถ่ายทอด และพร้อมส่งต่อให้ผู้ขับขี่ทุกคน “เข้าถึงได้ง่ายขึ้น”

ราคา

Pan America 1250 Vivid Black – 899,000 บาท

Pan America 1250 Special Vivid Black – 952,000 บาท

Pan America 1250 Special Vivid Black + Adaptive Ride Height (+7000) – 959,000 บาท

Pan America 1250 Special Vivid Black + Tubeless Laced Wheels (ล้อซี่ไม่ใช้ยางใน) – 972,000 บาท 

Pan America 1250 Special Vivid Black + Tubeless Laced Wheels (ล้อซี่ไม่ใช้ยางใน) + Adaptive Ride Height – 979,000 บาท 

ขอบคุณ 

Comments