Preview : CBR500R หมดปลอก ที่บุรีรัมย์ กับเบรคคู่ โช้คหน้าใหม่ อัพสเปค ราคาเดิม

โดย /

ก่อนอื่นเลยต้องขอขอบคุณทาง Honda ด้วยนะครับที่ให้เกียรติกับพวกเราให้ได้มาขับขี่ All New CBR500R ใหม่เอี่ยม “เดิมๆจากโรงงาน แต่งลมยาง” กันบนสนามบุรีรัมย์แห่งนี้ ซึ่งต้องบอกว่าเป็นครั้งแรกกับการขับขี่ รถในกลุ่ม 500 Series จาก Honda ของผมเลยทีเดียว … ที่ทำให้ไม่แปลกใจเลยว่า ทำไม CBR500R / F และ CB500X ถึงได้เป็นรถที่​ “ขายดี” และพบเห็นได้ทั่วไปบนท้องถนน 

ซึ่งบอกได้เลยว่ากับราคาค่าตัวของ CBR500R แต่ทำได้ขนาดนี้ “คุ้มมาก” 

รถในพิกัด 500 ของ Honda นั้นเริ่มต้นขึ้นมาก็ในช่วงปี 2013 ที่ใช้ model เดียวขายทั่วโลก (ยกเว้นในตลาดญี่ปุ่น ที่มีพิกัดเล็กลงตามพิกัดของใบขับขี่) ซึ่งก็ต้องบอกว่าได้รับเสียงตอบรับอย่างดี ด้วยชื่อชั้น การขับขี่ที่เป็นมิตร และการบำรุงรักษาที่ไม่มีอะไรซับซ้อน ตรงไปตรงมาเนี่ยแหล่ะครับ

กับการปรับปรุงขึ้นอีกขั้นของ CBR500R ในปีนี้ที่ต้องบอกว่า ดูแล้วแทบไม่เปลี่ยนอะไร แต่ต้องบอกว่า การขับขี่นั้น ได้รับการพัฒนาขึ้นอีกขั้นเลยทีเดียว และก้าวขึ้นไปใกล้กับคำว่า “จุดเริ่มต้นของการขับขี่ bigbike แบบ sport” ได้อย่างแท้จริงมากขึ้นอีกขั้น

หรือจะดูคลิปแบบเรียล ! “ขี่ไปคุยไป” กับ CBR500R บนสนามช้างที่นี่ได้เลย

รูปลักษณ์ทั่วไป

รายละเอียดทางเทคนิค – สเปคของตัวรถที่น่าสนใจ 

สัดส่วนคน และรถ

ได้เวลาออกไปขี่กันแล้ว

ข้อดี / ข้อสังเกต

สรุป

รูปลักษณ์ทั่วไป

ส่องกันเน้นๆ กับช่วงแฟริ่งที่ออกแบบมาใหม่อย่างถูกหลักอากาศพลศาสตร์ ที่ช่วยให้ตัวรถนิ่งขึ้นที่ย่านความเร็วสูง กับบังลมหน้าที่มีขนาดเล็ก แต่ให้การรีดลมออกจากร่างกายของผู้ขับขี่ได้เป็นอย่างดี

เรียกว่าฟังเสียงตอบรับ และนำไปพัฒนาเลยหล่ะครับ กับการเพิ่มจานเบรคหน้าเป็นแบบจานคู่ ที่ไม่ใช่เพียงภาพลักษณ์ดีขึ้น แต่ประสิทธิภาพในการเบรคนั้น “เกินพอ” เลยหล่ะครับ กับจานคู่ชุดนี้ 

โช้คหน้าอัพเกรดมาเรียบร้อยเป็นแบบ Upside-down ที่หลายๆคนรอคอยจาก Showa รุ่น SFF-BP (Separate Function Fork – Big Piston) ที่ปรับได้เต็มระบบ (ข้างนึงปรับ Compression / Rebound, อีกข้างปรับ Preload) ต้องเรียกว่าให้มาดีเลยหล่ะครับกับช่วงล่างของ CBR500R 2021 นี้

รายละเอียดทางเทคนิค – สเปคของตัวรถที่น่าสนใจ 

เอามาแบบสเปคเน้นๆ ที่น่าสนใจกันเลยดีกว่า

นอกจากนั้นต้องบอกว่า Honda CBR500R นั้นได้รับการลดน้ำหนักมาแล้ว ไม่ว่าจะเป็น

  • ล้อหน้า ลดไป 45 g
  • ล้อหลัง ลดไป 455 g
  • สวิงอาร์มออกแบบใหม่ แต่คงความแข็งแรงเดิม ลดน้ำหนักไปอีก  1055 g

ซึ่งน้ำหนักที่หายไปจากช่วงล่างนั้นทำให้การตอบสนองของช่วงล่าง หรือเซตติ้งรถทำได้ง่ายขึ้น แต่ทั้งนี้ก็ถูกเพิ่มเข้ามาด้วยจานเบรคหน้า และน้ำหนักของโช้คที่เพิ่มเข้ามาเล็กน้อยหล่ะครับ

สัดส่วนคน และรถ

CBR500R สี Gran Prix Red

กับความสูงของผมที่ 163 cm และน้ำหนัก 60 kg ช่วงขา 700 mm เรียกว่าลงปลายเท้าสองข้างได้สบายๆ เลยหล่ะครับ น้ำหนักรถ 192 kg ถือว่ากำลังดีแล้วหล่ะครับ สบายๆยกรถขึ้นตั้งตรงได้ง่าย ไม่ได้รู้สึกเป็นภาระอะไรเลยหล่ะครับ

ได้เวลาออกไปขี่กันแล้ว

ท่านั่งของ CBR500R คันนี้ให้อารมณ์ที่ดีเลยหล่ะครับ มีความเป็นสปอร์ต ก้มนิดๆ แต่ยังคงความสบายในการขับขี่ และน่าจะใช้งานบนท้องถนนได้อย่างสบายเลยทีเดียว

แฮนด์เป็นแบบจับหัวโช้คหน้าที่ให้อารมณ์ที่ดี แต่มีการยกองศาขึ้น เพื่อให้ท่านั่งที่เป็นมิตร และเข้าถึงได้ง่าย ซึ่งท่าทางการขับขี่บนสนามก็จะออกมาอารมณ์ประมาณกึ่งๆถนนหล่ะครับ จะไม่ได้ก้ม นอนไปกับพื้นแบบรถ Supersport หรือ Sport อย่าง CBR600RR และ CBR1000RR-R 

แต่ด้วยท่านั่งแบบนี้ทำให้การคุมอาการต่างๆของรถที่อาจเกิดขึ้น ทำได้ง่าย และไม่เป็นภาระอะไรกับแกนกลางของลำตัวเลยหล่ะครับ 

ซึ่งต้องบอกว่าตำแหน่งพักเท้าที่เหมือนจะสูงขึ้นเล็กน้อย แต่เวลาเลี้ยวในสนามแบบนี้หล่ะก็ … ด้านขวาติดพักเท้า ด้านซ้ายติดเดือยขาตั้งได้นะ ซึ่งก็ไม่ได้ผิดอะไรครับ เพราะตัวรถคือการออกแบบมาให้ “นั่งสบาย” และใช้งานบนท้องถนนได้จริง พร้อมเชื้อเชิญให้เข้ามาในโลกของ Bigbike อย่างเต็มที่ในอนาคตนั่นแหล่ะน้า (CBR600RR CBR1000RR-R ต้องตามมาหล่ะ !)

CBR500R สี MAT Gunpowder Black Metallic

Slipper Clutch ที่ยอมให้ลื่นได้เมื่อแรงบิดไม่สัมพันธ์กัน ให้การตอบสนองที่ดี ผม “ตั้งใจ” กดเกียร์ลงหนักๆจากเกียร์ 6 มาเกียร์ 2 จะได้ยินเสียงเอี๊ยดของล้อหลังเล็กน้อย พร้อมอาการสับได้ “เบาๆ” แต่ช่วงท้ายไม่ออกอาการส่าย หรือเสียอาการอะไรมากมายครับ คุมอาการให้ได้อย่างแทบจะหมดจดเลยทีเดียว

ย่านรอบที่ขับขี่แล้วรู้สึกดีสำหรับผมอยู่ในย่าน 6000 – 8000 rpm หล่ะครับ เป็นช่วงที่รู้สึกว่าบิดเป็นมา ซึ่งตัวรถจะมีไฟ Shift Light คอยเตือนให้เปลี่ยนเกียร์ในย่านรอบประมาณ 8000 rpm อยู่แล้ว เตะเกียร์ตามเค้าไปได้เลย ความเร็วไหลๆ ยาวๆ 

ความเร็วสูงสุดตามเรือนไมล์ผมทำได้ที่ 185 km/hr (ไหลลงเนินเข้าโค้ง 4) แต่ถ้าทางตรงปกติจะอยู่ที่ประมาณ 173 km/hr ซึ่งตาม GPS แจ้งไว้ที่ 168.8 km/hr กับเวลาต่อรอบเร็วสุดที่ผมทำได้อยู่ที่ 2:10 นาที จัดว่าโอเคแล้วหล่ะครับ กับรถพิกัด 500 (471cc) ที่ออกแบบมาให้ใช้งานได้หลากหลายสถานการณ์คันนี้

ข้อดี / ข้อสังเกต

ก็นอนได้อยู่น้า … แต่ระวังพักเท้านิดนึง

ข้อดี

  • เพิ่มจานเบรคหน้าแบบคู่ (แบบ wavy หรือจานลายคลื่น) เข้ามา ที่ต้องบอกว่าให้ระยะเบรคที่ดีมาก ซึ่งสำหรับทักษะผมสามารถลดความเร็วจาก 173 km/hr ลงมาเหลือ 85 km/hr ได้ในระยะประมาณ 100 เมตร เท่านั้น แต่พอเป็น ฟีม รัฐภาคย์ วิไลโรจน์ … นู่นเลยครับเกือบ 50 เมตร
  • โช้คหน้าแบบลูกสูบใหญ่ ให้อาการตอบสนองที่คงที่ตลอดการขับขี่ ไม่มีอาการย้วยอะไรมากจนเกินไป ซึ่งอาจะเกิดได้เมื่อขับขี่อย่างหนัก ต่อเนื่องนี่แหล่ะครับ
  • ท่านั่งที่ให้อารมณ์สปอร์ต แต่ยังคงเป็นมิตรกับผู้ขับขี่ได้อย่างเหลือเชื่อ
  • บนย่านความเร็วสูง (160+ km/hr) ตัวรถนิ่งมาก ไม่มีอาการส่าย หรือลอยอะไรให้เสียวเลย แฟริ่งทำหน้าที่รีดลมได้ดีมาก ให้เสถียรภาพของรถที่ดีเลยทีเดียว
  • ยาง Michelin Road 5 ที่ตอบสนองได้อย่างดีบนท้องถนน และในสนาม … แต่ทั้งนี้ต้องบอกว่าพื้นฐานของยาง คือยางถนนนะครับ อาการยวบๆ จากการแต่งลมยางเพื่อการขับขี่ในสนามนั้นมีเป็นเรื่องปกติ
  • ลดน้ำหนักล้อลง ลดภาระช่วงล่าง วิ่งผ่านเป๊ก (ขอบสนามฟ้า-ขาว) สบาย รูดยาวๆได้เล้ยย!
  • ราคาเดิม !!!

ข้อสังเกต

  • ช่วงล่างนุ่มเกินไป ? อันนี้ต้องบอกว่าแล้วแต่สไตล์การขับขี่ของแต่ละคนด้วยหล่ะครับ สำหรับผมช่วงล่างที่นุ่ม ช่วยให้ซับแรงได้ดี และใช้น้ำหนักเบรคได้ง่าย ซึ่งบางคนจะมองว่าเข้าโค้งได้ไม่คมนัก … แต่ ช้าก่อน เพราะโช้คหน้าจาก Showa นี้ปรับตั้งได้เต็มนะ
  • พื้นฐานของรถ คือ “รถใช้งานทั่วไป ที่ให้อารมณ์ของ Bigbike” ท่านั่งจะออกไปทางกลางๆ นั่งสบายนะครับ พักเท้า ขาตั้งข้าง ขูดพื้นง่ายๆเลยทีเดียว (ถ้าดูในคลิปจะได้ยินเสียง “แกร่ก” อยู่เป็นระยะๆ) ซึ่งถ้าใครจะเอามาขับขี่แบบนี้ แนะนำให้ปรับพักเท้า และถอดขาตั้งออกซักหน่อย จะปลอดภัยขึ้นจริงๆนะ

สรุป

“จุดเริ่มต้นของการขับขี่ Big Bike” น่าจะเป็นคำจำกัดความที่ดีเลยของ CBR500R คันนี้ มิติของตัวรถที่มีขนาดกำลังดี ไม่เล็ก ไม่ใหญ่จนเกินไป ตำแหน่งเบาะที่ค่อนข้างต่ำเข้าถึงได้ง่าย ท่านั่งที่ออกแบบให้มีพักเท้ากลางๆ และแฮนด์แบบยกองศา รวมกันทำให้การควบคุมรถ CBR500R คันนี้ทำได้อย่างมั่นใจ และคุมอาการของรถได้อย่างหมดจด

ทรวดทรง การออกแบบได้รับกลิ่นอายจากรุ่นพี่อย่าง CBR1000RR-R ให้อารมณ์ที่เมื่อมองจากด้านข้างแล้วมีความละม้ายคล้ายคลึงกัน และปรับให้มีการจัดการลมอย่างถูกต้องตามหลักอากาศพลศาสตร์ ที่ทำให้ตัวรถมีเสถียรภาพที่ดีมากในย่านความเร็วสูงเกินกว่า 160 km/hr+

หรือจะเป็นการดึงรถลงเนินเข้าโค้ง 4 ที่ความเร็วกว่า 180 km/hr ก็ไม่มีอาการร่อน แกว่ง หรืออะไรให้เสียวเลยหล่ะครับ ไหลลงเข้าโค้งได้นิ่งๆเลย ช่วงล่างมาตรฐานค่อนไปทางนุ่ม ให้การยุบในช่วงเบรคหนักที่ดี และยังคงการคืนตัวที่คงที่ ไม่มีอาการดีดให้รถเสียอาการอะไรในขณะเข้าโค้งด้วยความเร็วต่างๆ

อัตราทดเกียร์ถือว่าดีเลยหล่ะครับ “สำหรับท้องถนน” ย่านรอบแรงบิดในช่วง 6000-8000 rpm อาจจะสูงไปสักนิดสำหรับการใช้งาน แต่ดีที่แรงบิดของรถจะรู้สึกได้เลยว่าเริ่มตั้งแต่ช่วง 4000 rpm เป็นต้นไป เรียกได้ว่าขี่สบายๆนุ่มใช้รอบ 4000 จะเร่งแซงเมื่อไหร่กดขึ้นไปพร้อมพุ่งได้ทันที

กับราคาค่าตัวที่ 219,800 บาท แต่สิ่งที่ได้คือรถในพิกัด 471 cc กับโช้คหน้าที่ปรับตั้งได้อย่างละเอียดเต็มระบบทั้ง Compression / rebound / preload ส่วนโช้คหลังยังปรับ preload ได้อีก 5 ระดับ เพื่อการตอบสนองกับผู้ขับขี่ที่หลากหลายสรีระ และสัดส่วน รวมไปถึงระบบเบรคที่อัพเกรดมากับจานคู่แบบคลื่น (wavy) ขนาด 296 mm ที่ให้ระยะหยุด ที่ดีมาก พร้อมกับ ABS เสริมเข้ามาอีกขั้น …. โดยรวมคือ “คุ้มมาก”

 

Comments