Preview: Triumph Speed Triple 1200 RR / RS สมรรถนะ เทคโนโลยี และการขับขี่ที่ลงตัว

โดย /

เกือบ 10 ปีแล้วสินะ ที่ผมเคยได้มีโอกาสขับขี่ Triumph Speed Triple 1050 ท่องเที่ยวอยู่ระยะนึง ซึ่งก็ต้องบอกว่าเป็นรถที่ช่างลงตัว แม้ว่าในสมัยนั้นจะไม่มีระบบอะไรเลยก็ตาม แต่ความละเอียด การควบคุมที่เชื่อถือได้ เสถียรภาพของรถในทุกสภาพการขับขี่นั้นนับได้ว่าเหนือชั้นอย่างแท้จริง จนเป็นภาพจำที่นึกถึงขึ้นได้อยู่เรื่อยๆ

และในปี 2022 นี้เอง ที่ Triumph ได้เรียกเสียงฮือฮาอีกครั้งกับการปรับรุ่นพี่แห่งท้องถนนขยายความจุ และอัดระบบสมัยใหม่ทุกอย่างเข้าไป ที่หลายๆอย่างนั้นต้องบอกว่าได้รับการพัฒนา และทดสอบมาแล้วใน Moto 2

จนออกมาเป็น Triumph Speed Triple 1200 RR และ RS 2 รุ่นที่ใช้พื้นฐานเดียวกัน แต่อุปกรณ์พื้นฐานนั้นทำให้การขับขี่แตกต่างกัน เพื่อตอบสนองความต้องการที่แตกต่าง และแสดงตัวตนได้อย่างชัดเจนมากขึ้น

สำหรับผม Speed Triple 1200 RR/ RS คือรถที่มีความลงตัวที่สุดของรถในพิกัดมากกว่า 1000cc

แล้ว 2 รุ่นต่างกันยังไง 

  • Speed Triple 1200 RR เป็น half-faring (หรือบางทีเราเรียกว่าโม่ง กับไฟกลมที่มีกลิ่นอายของ Cafe Racer) โดยจะมีอุปกรณ์เพิ่มเติมหลักๆคือ ชุดแฟริ่ง และโช้คไฟฟ้า (พร้อมด้วยยางที่เหมาะกับการขับขี่แบบสปอร์ตมากขึ้น)
  • Speed Triple 1200 RS เป็น Naked พร้อมไฟแยกสองด้านที่หลายคนชอบเรียกกันว่าตาตั๊กแตน ซึ่งระบบพื้นฐานทั้งหมดนั้นไม่แตกต่างกัน

เส้นสายที่ชัดเจน แสดงถึงกล้ามเนื้อที่อัดแน่นภายใต้รูปร่างที่กระทัดรัด

กับ Triumph Speed Triple 1200 RR นั้นสิ่งที่โชว์ให้เห็นได้ชัดๆ แบบไม่มีอะไรปิดบังเลยก็คือ การออกแบบเครื่องยนต์พิกัด 1200 ที่สะกดให้สายตาของเราต้องมองไปแบบไม่ได้ตั้งใจเลยหล่ะครับ

ปั๊มล่างจาก Brembo Stylema พร้อมระบบ Linked Braking System (กระจายน้ำหนักเบรคหน้าหลังให้) ที่ติดตั้งยึดอยู่กับโช้คไฟฟ้า Ohlins S-EC 2.0 OBTI (Objective Based) ที่จะคอยปรับตั้งให้ตามความเร็ว และสถานการณ์หลักคือการเบรค เลี้ยว และเร่ง เพื่อให้ได้เสถียรภาพที่ดีที่สุด และตอบสนองได้แบบโค้งต่อโค้ง

 

หยุดได้อย่างมั่นใจด้วย ปั๊มบนจาก Brembo MCS Lever ที่ปรับระยะก้านได้ตามต้องการ กับมุมมอง และรายละเอียดของแผงหน้าปัทม์ที่เห็นถึงความใส่ในในการออกแบบ พร้อมลดน้ำหนักให้ได้ในทุกสัดส่วนโดยยังคงความแข็งแรงไว้อย่างเต็มที่

เครื่องยนต์ที่พัฒนาใหม่ พร้อมเทคโนโลยีที่ใส่มาอย่างครบครัน

เข้าถึงได้ง่ายกับความสูงเบาะ 830 mm กับสรีระเบาะที่เพรียวบางลงขาได้ง่ายขึ้น

กับสัดส่วนผมที่ 163 cm น้ำหนัก 62 kg เขยิบตัวนิดนึง ลงขาได้ข้างนึงสบายๆเลยหล่ะครับ น้ำหนักตัวรถจัดว่าเบาเลยหล่ะอยู่ที่ 198-199kg สำหรับรถในพิกัด 1200 cc จะเรียกว่า ลดน้ำหนักจากโรงงานมาให้เรียบร้อยแล้วก็ว่าได้

Speed Triple 1200 RS กับการพาลงไปลองเลี้ยวเบาๆ

อย่าให้รูปลักษณ์ในแบบ Naked ของ Speed Triple 1200 RS คันนี้หลอกเอา เพราะสมรรถนะที่รีดออกมานั้น พาให้ผมทำความเร็วในย่านทางตรงขึ้นไปถึง 265 km/hr (โดยรอบยังเหลือ โดนตัดที่ความเร็ว)

ช่วงล่างมาตรฐานมากับ Ohlins เต็มระบบ ที่ปรับตั้งได้อย่างละเอียดตามลักษณะการใช้งาน และสไตล์ในการขับขี่ของแต่ละคน สำหรับผมบนค่ามาตรฐานของเค้าเหลือเฟือแล้วหล่ะครับ ออกจะกระด้างไปนิดนึง (ด้วยน้ำหนักตัวที่ 62 kg) ปรับตั้งสักนิดจบแล้วหล่ะ

สิ่งที่ผมยังคงแปลกใจอยู่เสมอ ตั้งแต่ Speed Triple 1050 จนมาถึง Speed Triple 1200 RS คันนี้ก็คือ “ไม่มีกันสะบัดเป็นอุปกรณ์มาตรฐาน” และเอาจริงๆ แทบไม่จำเป็นเลยครับ ในย่านรอบต่ำ ความเร็วต่ำ Speed Triple 1200 RS พลิกรถได้ง่าย เชื่องมือ สั่งได้ดั่งใจ แต่บนย่านความเร็วสูงกลับให้เสถียรภาพที่ดีมาก ไม่มีอาการส่าย หรือลอยอะไรให้รู้สึกหวั่นใจเลย (เมื่อเทียบกับรถในแบบ Naked พิกัดใหญ่ 1000cc+ ขึ้นไป)

แรงบิดที่เรียบเนียนทุกย่านรอบของการขับขี่ทำให้บางช่วงจังหวะผมถึงกับจับจังหวะเกียร์ไม่ถูก เช่นโค้ง 3 ของสนามบุรีรัมย์แห่งนี้ ที่ผมมักจะใช้ เกียร์ 2 สำหรับรถพิกัดใหญ่ๆ เพื่อให้ได้รอบ และจังหวะที่เหมาะสมกับองศาเอียง และการออกโค้งของผม 

แต่กับ Speed Triple 1200 RS เกียร์ 2-3-4 ใช้ได้หมดเลยครับ แรงบิดมาตลอดทุกย่านรอบ คืนคันเร่ง แต่งเบรคเข้านิดหน่อย อยากจะเปิด อยากจะได้กำลังตอนไหนเดินคันเร่งได้เลย … “ขี่หยั่งกะรถไฟฟ้า !”

ซึ่งตรงนี้นี่แหล่ะที่ทำให้เราสามารถเลือกใช้เกียร์ได้ง่ายขึ้น ส่งรอบได้กว้างขึ้น โดยไม่ต้องไปเสียจังหวะที่ต้องเปลี่ยนเกียร์ขาออกอีกที เช่นเดียวกับบนท้องถนนที่ไม่ต้องพะวงว่ารถจะสะอึก หรือรอบจะไม่สัมพันธ์กับเกียร์ และความเร็วที่ใช้ … ซึ่งเป็นจุดเด่นของเครื่องยนต์แบบ 3 สูบ ที่ปรับมาให้ได้แรงบิดที่มาตลอดทุกย่านรอบจาก Triumph เนี่ยแหล่ะครับ

ระบบเบรคจาก Brembo Stylema เต็มระบบ สำหรับผมให้แรงเบรคที่หนัก และเอาอยู่เลย กับความเร็วที่ 260 km/hr ระยะเบรค 150 m เพื่อเข้าโค้ง 3 นั้นสบาย ก้านเบรคปรับระดับได้ นิ่ม และทำให้การเกลี่ยน้ำหนักเบรคทำได้ค่อนข้างง่าย สั่งได้ละเอียดเลยทีเดียว

ซึ่ง Speed Triple 1200 RS / RR นั้นมากับระบบ Linked Braking ที่จะช่วยประคองน้ำหนักเบรคหลังให้เราอีกขั้นนึง เพื่อเพิ่มเสถียรภาพในการเบรค ซึ่งจะทำงานร่วมกับ IMU แบบ 6 แกน ที่คอยแต่งน้ำหนัก และรักษาอาการของรถให้อีกขั้นนึง … เรียกว่าแทบจะลืมใช้เบรคหลังไปเลยหล่ะครับ 

“แต่บนการขับขี่ในท้องถนนนั้น ใช้ให้หมดทุกเบรค ที่มีปลอดภัยกว่าน้า”

แล้ว Speed Trip 1200 RR หล่ะเป็นยังไงบ้าง

“โดยรวมเหมือนกัน .. จบ” … เอ้า !!!

“ปรับท่า อารมณ์เปลี่ยน” จากแฮนด์บาร์ ลดมาเป็น Clip-on (จับโช้ค) แต่ยังกางออก กับพักเท้าที่สูง และเขยิบตำแหน่งเล็กน้อย บวกกับตำแหน่งถังน้ำมันที่ค่อนข้างยาว ทำให้ท่านั่งผมค่อนข้างจะเอื้อมไปข้างหน้า พอขี่แล้วรู้สึกท่าขี่ดูกวนๆ ดีเหมือนกันแฮะ

เพิ่มเติมด้วย โม่งไฟกลมด้านหน้า กับบังลมเล็กๆ แต่ให้ความรู้สึกเปลี่ยนไปเลย ถ้าหมอบหล่ะก็ แรงลมที่เข้ามาแทบไม่โดนตัวเลย อาการช่วงหน้าของรถบนย่านความเร็วสูง นิ่งสนิท คือจริงๆ RS ก็นิ่งแล้วนะแต่พอปรับท่า ถ่ายน้ำหนักตัวลงมากลายเป็นว่า RR ยิ่งนิ่งขึ้นไปอีก เข้าทางตรงเตะเกียร์ไปเรื่อยๆ รู้ตัวอีกทีก็ขึ้นไปที่ 265 km/hr เหมือนกันเฉยเลย

กดเบรคหน้าเต็มๆ ก่อนเข้าโค้งสุดท้าย ให้โช้คไฟฟ้า และระบบ Linked Braking ทำงานอย่างที่ออกแบบมา … รถไม่เสียอาการอะไรเลยหล่ะครับ นิ่งจนแปลกใจ

ท่านั่งที่หมอบมากขึ้น ก็ใช้ร่างกายได้ง่ายขึ้น พลิกโค้งต่อเนื่องในช่วง ท้ายสนามได้สนุกขึ้นตามไปด้วยหล่ะครับ แต่สิ่งที่แตกต่างกันอีกอย่างเลยคือ Speed Triple 1200 RR มากับโช้คไฟฟ้า ที่ปรับอาการรถให้ใน 3 จังหวะหลักด้วยกัน คิดง่ายๆคือ

  • เบรคหนัก ก็ต้องให้หน้าแน่นขึ้น แต่ยุบลงได้เต็มระยะ โดยที่ท้ายยังต้องตามติดพื้นผิวได้ ให้ฐานล้อสั้นลงเพื่อเปลี่ยนทิศทางได้ง่าย
  • ช่วงเลี้ยวในโค้ง ให้หน้าคืนกลับมา และเริ่มให้ท้ายกดลง และระยะฐานล้อเริ่มยาวขึ้น ให้ได้เสถียรภาพในโค้ง
  • ช่วงเร่งหนักออกจากโค้ง ให้ท้ายยุบลงได้ ยืดระยะฐานล้อให้ยาวที่สุด เพื่อให้ส่งแรงบิดลงพื้นให้ได้มากที่สุด

รวมเข้ากับยางของ Speed Triple 1200 RR คันนี้นั้นมากับยางมาตรฐานเป็น Pirelli Diablo Supercorsa SP V3 ยิ่งทำให้การเลี้ยวในโค้งของ 1200 RR นั้น นุ่มเนียน ไหล ยาวไปเลยจ้า

เลือกคันไหนดี ?

ก็แล้วแต่ชอบสิครับ .. อ้าว

ถ้าชอบคาแรคเตอร์ของท่าทางการขับขี่ รูปลักษณ์ที่ดูกวนนิดๆ หล่ะก็ RR ได้เลยไม่ต้องสงสัย แต่ถ้าชอบที่จะขับขี่สนุกๆ ไปบนท้องถนนแล้วหล่ะก็ … ก็ได้ทั้งคู่อีกเช่นกัน เอ้า ! 

กับระยะการบำรุงรักษาจาก Triumph ที่สูงถึง 16,000 km (หรือ 12 เดือน) ซึ่งจากที่เคยได้สัมผัส Speed Triple 1050 มาบอกเลยว่า … ไม่เคยมีปัญหาอะไรเลยหล่ะครับ เรียกว่าขี่กันจนลืมไปได้เลย ไม่เคยมีปัญหาจุกจิกอะไรให้กวนใจ ส่วนรอบการถ่ายน้ำมันเครื่องก็เอาตามที่สบายใจกันได้เลย หรือจะตามระยะมาตรฐานก็ไม่เคยมีปัญหา

ส่วนผมนั้นบอกตรงๆว่าติดใจกับ Speed Triple 1200 RS ตัว Naked นี่แหล่ะครับ แบบไม่มีเหตุผลอะไรเลย แค่ส่วนตัวผมรู้สึกชอบเวลาที่อยู่บน RS มากกว่าแค่นั้นเอง … แต่ RR มันก็ดูหล่อดีจริงๆนะ 

กับราคาค่าตัวที่ “ตกใจ” ด้วยอุปกรณ์ครบขนาดนี้ แต่ RS มาที่ราคา 699,000 บาท ส่วน RR มาที่ 799,000 บาท และสิ่งที่ได้คือ สมรรถนะที่เต็มไปด้วยอารมณ์ของการขับขี่

Comments