
หลังจากที่ Triumph เปิดผ้าคลุมเผยโฉม New Tiger 1200 ไปเมื่อช่วงกลางปีที่ผ่านมา ซึ่งก็เปิดมาถึง 5 รุ่นย่อยด้วยกัน ที่ทำให้หลายๆคนถามถึงว่าแล้วในบ้านเราหล่ะ จะจัดทรงไหนมาเปิดตัวทำตลาดกันบ้าง จนกระทั่งได้ข้อสรุปมาว่า จัดไปเลย 2 ตัวกับล้อ 21 นิ้ว เลือกกันง่ายๆกับ Rally Pro และ Rally Explorer
ซึ่งในคราวนี้เราก็ได้ขับขี่กันทั้งสองรุ่น ที่ให้การขับขี่ที่ “แทบไม่แตกต่างกันเลย” ทีเดียวกับเมนูจานเด็ด Fish & Chips จากเกาะอังกฤษที่ให้สัมผัสของการขับขี่ที่ทำได้อย่างเหนือชั้นไปอีกขั้นกับเครื่องยนต์แบบ 3 สูบ ท่าถนัดของ Triumph ที่บรรจุลงมาบน Tiger 1200 ในคราวนี้
ขอบคุณ Triumph Thailand ด้วยนะครับที่ให้เราได้มาลอง มาจัดกันแบบ เต็มๆ เพื่อให้รู้กันไปเลยว่ากับสกิลน้อยๆ สัดส่วนเล็กๆ ของผม กับ Tiger 1200 รถในแบบ Adventure จาก Triumph คันใหญ่ๆ จะเป็นยังไง ทั้งบนเส้นทาง Off-Road พื้นดินร่วนปนทราย ไต่ขึ้น พุ่งลงเบาๆ กันที่ Touratech Adventure & Enduro Park แห่งนี้ … เสียงคำรามของ 3 สูบเตรียมกระหึ่มกันได้เลย …(หรือค่อยๆคลานกันแน่นะ …)
รายละเอียดทางเทคนิค – สเปคของตัวรถที่น่าสนใจ

กับสัดส่วนของผมที่ 163 cm 63 kg บน Tiger 1200 Rally Explorer เบาะ Low seat ปรับต่ำสุดที่ 855 mm เรียกได้ว่านั่งครึ่งก้น พาดน่องเอาแหล่ะครับ ถึงจะลงขาเต็มได้ข้างนึง กับรองเท้า enduro ที่ล็อคข้อเท้าไว้ บอกเลยว่า ด้วยท่านั่งแบบนี้กับสรีระผม จะงัดเกียร์ว่างไม่ได้ครับ เวลาจอดก็กำคลัช หรือไม่ก็ดับเครื่องคาเกียร์ไว้เลย

ซึ่งน้ำหนักของตัวรถนั้นจัดได้ว่าเบาขึ้น 25 kg เมื่อเทียบกับ Tiger 1200 รุ่นเก่า
รายละเอียดทางเทคนิค – ระบบของรถมีอะไร?

Tiger 1200 Rally Explorer กับถังน้ำมันขนาด 30 litre ดูสรีระจากด้านหลังแล้วเพรียวกว่าที่คิดไว้แฮะ ส่วนตัวแอบชอบลักษณะของปลายท่อไอเสียที่ดูเนียนตาจัง
และเป็นเรื่องปกติไปแล้วสินะสำหรับรถที่เปิดตัวในยุคนี้ ที่จะอัดแน่นมาด้วย “ทุกอย่าง” ที่มีกันเลยทีเดียวสรุปง่ายๆกันดีกว่า เพราะถ้าลงลึกหล่ะก็ยาวแน่ !

โดยรวมแล้วก็คือมีเหมือนกันหมดนั่นแหล่ะครับ สรุปหลักคือ Rally Explorer จะมีระบบที่เกี่ยวข้องกับ Radar มากขึ้น, ได้ถังน้ำมันขนาด 30 litre, crash bar รอบคัน, และสุดท้ายคือความอลังการของมิติตัวรถที่ดูสมส่วนบึกบึนขึ้นนั่นเอง โดยส่วนต่างราคาจะอยู่ที่ 67,000 บาท (Rally Pro – 972,000 บาท และ Rally Explorer – 1,039,000 บาท)
ล้อซี่ 21 นิ้ววิ่งบนท้องถนนเป็นยังไง?

“นิ่ง นุ่ม เนียน” เร่งได้ดั่งใจตามคันเร่งที่เปิด
พื้นฐานเครื่องยนต์แบบ 3 สูบจาก Triumph ในแต่ละรุ่นนั่นให้อารมณ์ของความเป็น Triumph ที่สืบทอดกันมาแบบไม่แตกต่างกันเลยหล่ะครับ แรงบิดที่ส่งมาให้ตั้งแต่รอบต่ำ และมาตลอดทุกย่านรอบของการใช้งาน ไม่ต้องรอรอบ ไม่ต้องเชนเกียร์อะไร อยากจะเร่งตอนไหนคือเร่งได้เลย แรงบิดอยู่ที่คันเร่งตลอดเวลา “พร้อม”
ล้อแบบซี่ลวด ที่ล้อหน้าขนาด 21 นิ้ว แต่ด้วยการวางตำแหน่ง และสมดุลของตัวรถ พร้อมด้วยเครื่องยนต์ 3 สูบ T-Plane นั่นให้เสถียรภาพของการขับขี่ที่ดีมาก ไม่มีการแกว่ง ลอย การเข้าโค้งบนทางเรียบแรงๆ อาการโยนหรือส่ายเบาๆของล้อหน้า จากการให้ตัวของซี่ลวด “แทบไม่มีเลย” ซึ่งต้องบอกว่าในจุดนี้ Triumph จัดการกับน้ำหนัก และสมดุลของรถออกมาได้ดีมากเลยหล่ะครับ
ช่วงล่างแบบ Semi-Active ทำงานแบบกึ่งอัตโนมัติที่มีการปรับตั้งค่า Damping ให้ตาม mode ของการขับขี่นั้นตอบสนองได้ดั่งใจ อยากจะสบายกดโหมด Road ช่วงล่างจะปรับค่าให้เหมาะสม ให้ตามและยึดเกาะที่ดี หรืออยากจะสนุกเล่นไปกับเส้นทางมากขึ้นปรับไป Sport ช่วงล่างก็จะปรับให้แข็งขึ้นเล็กน้อย และเข้าโค้งได้คมขึ้น ความรู้สึกยวบในโค้งจะลดลงอย่างชัดเจน
ส่วนโหมด Rain นั้นสำหรับทางแห้งส่วนตัวผมจะรู้สึกว่าไม่ค่อยโอเคเท่าไหร่ ด้วยความรู้สึกยวบนิดๆ เพื่อให้การยึดเกาะสูงสุดในสภาพทางเปียกนั่นแหล่ะครับ … แต่ถ้าฝนตกหล่ะก็ โอเคมากแน่นอน
การจัดการลมบนการขับขี่เส้นทางหลักของรถในรูปแบบ Touring Adventure กับสรีระของผม โดยส่วนใหญ่มักจะมีลมย้อนเข้ามาที่ช่วงอกได้บ้าง ซึ่งกับ Triumph ก็มีเช่นกัน แต่สิ่งที่โดดเด่นคือช่วงขา ที่ไม่มีลมร้อนๆจากเครื่องยนต์เข้ามาโดน ในขณะขับขี่ หรือจะเป็นตอนจอด ซึ่งตรงนี้ทาง Triumph ออกแบบทิศทางของลมร้อนให้ไหลออกจากช่วงขาได้เป็นอย่างดีเลยทีเดียว
ทางเรียบมันน่าเบื่อไป Adventure บนเส้นทาง Off-Road กันบ้างดีกว่า

แรงบิดที่มาแบบสั่งได้ อยากจะเปิดคันเร่งเพื่อปิดไลน์ตรงไหน “สั่งได้ดั่งใจ”
กับสภาพเส้นทางในแบบดินแข็งปนทรายแบบนี้ “สนุก” สับโหมด Off-Road ให้ตัวรถตั้งค่าของ ABS, Traction Control และ ช่วงล่างที่ปรับตามน้ำหนักให้เอง ที่เหลือคือความสนุกล้วนๆเลยหล่ะครับ
พื้นฐานของสมดุลตัวรถที่ดีอยู่แล้ว พอรวมเข้ากับแรงบิดที่สั่งได้อย่างที่ต้องการทำให้การขับขี่ในแบบ Off-Road ทำได้สบาย และไม่ได้ต้องใช้กำลังสู้กับอาการของรถอะไรเลย อยากจะให้สไลด์เพื่อคุมไลน์การขับขี่ เพียงแค่เดินคันเร่งส่งไปเรื่อยๆ ที่เหลือ Traction Control จะคอยช่วยรักษารอบการปั่นสไลด์ให้ … เรียกได้ว่าสำหรับผม ขี่ง่ายกว่ารถ Enduro อีกครับ (อันนั้นไม่มีอะไรช่วยเลยอ่ะนะ พร้อมบึ้ม)
สิ่งที่ทำให้ผมประหลาดใจคือ ทั้ง Triumph Rally Pro และ Rally Explorer นั้นให้ความรู้สึกในการขับขี่ที่ “แทบไม่แตกต่างกันเลย” ทั้งที่น้ำหนักต่างกันร่วมๆ 20 kg (รวมน้ำมัน) แต่การขับขี่ แทบไม่แตกต่างน้ำหนักของ Rally Explorer ไม่มีผลอะไรกับการควบคุมรถคันนี้เลย สำหรับผม Triumph ทำได้อย่างน่าประทับใจมากเลยหล่ะครับ (แต่ถ้าต้องยก … แนะนำให้ยืนเรียกเพื่อนครับ!)
ไต่ขึ้นทางชัน แล้วต้องหยุดรถ แม้จะขาสั้นแต่ก็สบายด้วย ระบบช่วยเบรค Hill Assist

ต้องบอกตรงๆว่า ด้วยสรีระของผม การหยุดรถบนทางชันกับรถ Touring Adventure นั้นค่อนข้างจะลำบากนิดๆ โดยเฉพาะตอนออกตัว ยิ่งพื้นเอียงนะรู้เรื่องเลย … เพราะการสไลด์ก้นไปมาแต่ละครั้งบนทางชันเพื่อใช้เบรคหลังช่วยตอนออกตัวนั้นค่อนข้างต้องใช้สติเยอะมากเลยหล่ะครับ
แต่ด้วย Hill Assist ที่มีมาให้แล้ว เพียงแค่ “บีบเบรคหน้าให้สุดค้างไว้นิดนึง แล้วปล่อย” ที่เหลือ รถจะเบรคให้เอง การออกตัวบนทางชันกับ Tiger 1200 จึงทำได้ง่าย และปลอดภัยมากขึ้น เมื่อรถเบรคให้ ผมก็แค่ ปล่อยคลัช เปิดคันเร่งไปต่อได้เลย
บอกตรงๆว่าเมื่อก่อนตอนที่ได้ใช้ระบบนี้ครั้งแรกเมื่อ 3-4 ปีก่อน ก็ยังงงๆว่าไม่ได้ช่วยอะไรเท่าไหร่ แต่พอได้ใช้มาเรื่อยๆสักพัก … สบายขึ้นจริงๆแฮะ ยิ่งเจอทางชัน Off-Road พื้นเอียง รองเท้า Enduro เนี่ย 163 cm ก็จะลุ้นๆหน่อย

ลงเขารอบแรกปล่อยไหลไปเลยจ้า ~ อุ้ยอยู่ในหมวกเบาๆ
แรงบิดที่มาดี และมาตลอดในรอบต่ำ ทำให้การลงเขาทางชันๆแบบนี้ สำหรับผมรู้สึกจะไหลเร็วไปนิดส์นึง เสียวๆแฮะ อยากจะเอากลับบ้านมาลองไหลลงสักวันนึงน่าจะคุ้น (เอ๊ะ !!!)
รอบแรก ผมเข้าเกียร์ 1 แล้วปล่อยให้รถฉุดลงไป แล้วก็ตกใจนิดนึงเพราะแรงบิดของตัวรถส่งให้รอบกวาดขึ้นพร้อมกับความเร็วที่ ก็ไม่ได้เร็วมากสำหรับคนอื่น แต่เร็วสำหรับผมแหล่ะนะครับ เอาใหม่ ตั้งสติอีกรอบ คราวนี้ลองใช้ ABS แบบ Off-Road สบายขึ้นเยอะเลย
ซึ่งต้องบอกว่า Brembo Stylema พร้อม Off-Road ABS นั้นเหลือเฟือกับน้ำหนักของตัวรถหล่ะครับ เล็งไลน์ลงแล้ว “กำคลัช” “ประคองเบรคหน้า” แล้วปล่อยให้ ABS ล้อหน้าทำงานบ้าง ลงได้แบบช้าๆ เอื่อยๆ ชิวๆ สบายใจขึ้นเยอะเลย
ข้อดี / ข้อสังเกต

เสื้อหลวมนิดๆ ใส่เกราะไว้ขางในตัวพองๆ พอมองมุมนี้ค่อยดูสมส่วนกับรถหน่อย !
ข้อดี
- Touring Adventure “รุ่นเดียว” ที่ใช้เครื่องยนต์แบบ 3 สูบ ที่ดึงเอาข้อดีออกมาให้ใช้งานบนเส้นทางที่หลากหลายได้ทุกอารมณ์ ทั้งแรงบิดที่สั่งได้ในรอบต่ำ และรอบที่กวาดขึ้นได้ให้สนุกได้ดั่งใจ
- ระบบในตัวรถครบครันตามยุคสมัย เรียกว่า มีทุกอย่างที่เพื่อนมีแหล่ะครับ
- การจัดการไอ้ร้อนที่ทำได้ดีอย่างน่าประทับใจ ไม่มีไอร้อนมาโดนช่วงขาเลย แม้จะขับลงแอ่งน้ำที่มักจะมีไอร้อนพุ่งออกมาก็ตาม
- ท่านั่ง ความยาวเบาะ และช่วงแขนที่ออกแบบมาให้รองรับกับสรีระ 163 cm ของผมได้อย่างไม่ติดขัดอะไร หรือจะเป็น 175 cm ก็ขับขี่ได้อย่างคล่องตัวเช่นกัน
- จะ Rally Pro หรือ Rally Explorer แต่ให้การขับขี่ที่แทบไม่แตกต่างกันเลย ซึ่งถือว่าจัดการกับสมดุล และน้ำหนักของตัวรถได้ดีมาก
- ล้อซี่ไม่มียางใน ดูแล และปะซ่อมได้ค่อนข้างง่ายกว่าแบบมียางใน “ในสถานการณ์ส่วนใหญ่”
ข้อสังเกต
- ช่วงรอบต่ำหากต้องออกตัวบนทราย ดันเนินต่อ หรือฝ่าอุปสรรค รู้สึกต้องใช้คลัชช่วยเยอะนิดนึง อาจจะเพราะด้วยเครื่องยนต์แบบ 3 สูบที่เน้นไปที่การส่งแรงบิดทุกย่านรอบด้วยแหล่ะครับ รอบแรกงงแป๊ป แต่ปรับตัวนิดนึงก็ไม่ติดอะไรแล้ว
- คันเบรคเท้า ปรับตำแหน่งได้ แต่ต้องใช้เครื่องมือช่วยนิดนึง ไม่เหมือนเพื่อนบางค่ายที่กดพับคันเบรคเสริมให้สูงขึ้นได้เลยสำหรับการขับขี่แบบ Off-Road
สรุป

ขี่วนอยู่นั่นอ่ะ รอบหล่ะครึ่งชั่วโมง เพื่อนพักแต่เราไปต่อ ~
“เสถียรภาพของรถที่ลงตัว ท่านั่งที่ปรับตัวได้ง่าย และแรงบิดที่สั่งได้” คือความรู้สึกที่ได้จาก Triumph Tiger 1200 ทั้งสองรุ่นที่ขายในบ้นเรา
การจัดการน้ำหนักที่ดี ให้เสถียรภาพของรถที่ลงตัว ทำให้การคุมอาการของรถบนเส้นทาง Off-Road ทำได้ง่าย และเบาแรงผมได้เยอะมาก ขี่วนเล่น ขึ้นเนิน ลงเนิน ปั่นทราย สไลด์กรวด ต่อเนื่องไปเรื่อยๆได้โดยที่ไม่รู้สึกล้าอะไร กลับรู้สึกสนุก และค่อยๆเล่นได้เยอะขึ้นทีละนิดๆ ไปเรื่อยๆ
รวมเข้ากับท่านั่ง และท่ายืนขับขี่ กับช่วงเบาะ และถังน้ำมัน ที่เว้าหลบช่วงขาได้พอดี ทำให้ผมสามารถปรับตำแหน่งไปมาได้แบบไม่ติดขัด ไม่ชนอะไร จะโน้มไปหน้า จะดึงไปหลัง จะโยกซ้ายขวา หรือจะตอนเอาขาลงทางชัน ออกตัว ทำได้ลื่นไหน ไม่มีส่วนใดของรถมาติดขัดให้เสียวเลย
เครื่องยนต์ 3 สูบแบบ T-Plane ที่ปรับปรุงไส้ในมาใหม่ ให้แรงบิดที่เชื่องมือ สั่ง และเปิด ได้ดั่งใจ อยากได้อาการแบบไหน ส่งคันเร่งไปเลย ถ้าล้นเดี๋ยวระบบของรถช่วยดูแล และคุมการปั่นสไลด์ให้อีกทีเอง
สำหรับผมเองหากต้องการรถสักคัน ที่สามารถปั่นรอบรีดสมรรถนะได้บนทางเรียบ และออกไปสนุกบนทางดินได้ เรียกว่าทำได้ดีในทุกลักษณะการขับขี่แล้วหล่ะก็ Tiger 1200 คือตัวเลือกแรก ที่พร้อมตอบโจทย์ได้ในทุกการใช้งานเลยหล่ะครับ
Comments