
Exclusive Preview กับ Yamaha MT-10 “Ray of Darkness – รังสีของความมืดแห่งรัตติกาล”
** การขับขี่ทำในสนามทดสอบปิด ภายใต้สภาพแวดล้อมที่ถูกควบคุม
การขับขี่บนท้องถนนควรคำนึงถึงความปลอดภัยทั้งตัวเอง และเพื่อนร่วมทางเป็นสำคัญนะครับ **
ก่อนอื่นเลยต้องขอขอบคุณ Thai Yamaha Motor ที่ให้โอกาสผมได้ทำการขับขี่ Yamaha MT-10 แบบ Exclusive ภายในสนามทดสอบ YRA (Yamaha Riding Academy) บนถนนบางนา-ตราด กม. 20 แห่งนี้ พร้อมด้วยคำพูดสั้นๆก่อนจะยื่นกุญแจมาว่า “เต็มที่เลยครับ” … แหม่ … บอกแบบนี้ทีไร เกร็งทุกที บอกเลย !
Yamaha MT-10 จัดได้ว่าเป็นรถในคลาส Hyper Naked (ก็ Naked นั่นแหล่ะ!) ใหม่เอี่ยมที่เปิดตัวไปภายในงาน EICMA 2015 ช่วงปลายปีที่แล้ว ซึ่งก็นับได้ว่าเรียกกระแสฮือฮา ออกมาจากเหล่าสื่อมวลชน และเหล่าแฟนๆ Yamaha ได้เป็นอย่างมากเลยทีเดียว หลักๆเลยคงต้องบอกว่ามาจาก รูปลักษณ์ ที่ฉีกกฎ และแหวกแนวออกไปมาก จนทำให้ต้องมองอีกรอบว่า นี่มันรถอะไรกันแน่ !
นอกไปจากรูปลักษณ์ที่ฉีกแปลกออกไปแล้ว Yamaha MT-10 ยังใช้พื้นฐานของตัวรถเช่นเดียวกันกับ YZF-R1S พร้อมด้วยขุมพลังที่อัดแน่นมาแบบ CP4 (Crossplane Crankshaft) ที่ให้องศาการจุดระเบิดที่ไม่สม่ำเสมอ แต่ผลลัพธ์ที่ได้คือแรงบิดที่มาอย่างหนักแน่นในย่านรอบกว้างๆ พร้อมด้วยการปรับลดแรงม้า แต่สิ่งที่แลกเข้ามาคือ “แรงบิด” ที่กว้าง และใช้งานได้จริงบนท้องถนนมากกว่าที่บรรจุใน YZF-R1
สำหรับการขับขี่ในสนามทดสอบนี้เป็นการ Preview ที่ “ยังไม่ครบถ้วน” กับการใช้งานจริง แต่จะพยายามเรียบเรียงออกมาให้ครอบคลุมที่สุด และต้องขอบอกไว้ตรงนี้ก่อนเลยว่า
“นี่คือ Naked Bike คันนึง ที่ทำเอาพวกเราที่ไปร่วมทดสอบด้วยกันนั้นถึงกับ … เขว … กันเลยทีเดียว”
ในคราวนี้ขอแบ่งหัวข้อในการ Preview ไว้ตามนี้เลยครับ
- รูปลักษณ์ทั่วไป
- รายละเอียดทางเทคนิคที่น่าสนใจ
- มาย่อยระบบไฟฟ้าที่เข้ามาช่วยผู้ขับขี่กันสักนิด
- สัดส่วนคน และรถ
- การขับขี่ ในสนามทดสอบ
- ข้อดี/ข้อสังเกต/ข้อเสีย
- น่าจะเหมาะกับ / ไม่เหมาะกับ
- สรุป
ในรูปแบบคลิปแนะนำสั้นๆ ที่นี่เลย
รูปลักษณ์ทั่วไป

รูปทรงของไฟหน้าที่จะว่าคล้ายกับ YZF-R1 2009-2014 แต่ก็ไม่รู้จริงๆว่า คนออกแบบคิดอะไรอยู่ !!! ใครรู้บอกที ! เพราะมาได้แบบฉีกแนว และเป็นตัวของตัวเองสุดๆ พร้อมด้วยช่องแรมแอร์ที่น่าจะวางไว้เสริมคาแรคเตอร์ของตัวรถให้ดูหนักแน่นขึ้น (แต่น่าจะเป็นช่องหลอกนะครับ เดี๋ยวถ้ามีโอกาสได้ Full Review แล้วเราจะมา “แอบแกะ” กันชัดๆ อีกที จุ๊ๆอย่าบอกใครนะ)

[บนซ้าย] ไฟหน้าติดข้างเดียวนะครับ อีกข้างจะเป็นไฟสูง
[ล่างซ้าย] หม้อน้ำขนาดใหญ่ และออยคูลเลอร์ด้านล่างที่มาพร้อมกับการ์ดออยคูลเลอร์ในตัว

[บนซ้าย] โช็คหน้าเช่นเดียวกับ YZF-R1 ที่ปรับได้ “เต็ม” ทั้ง 2 ต้น คือ preload / rebound damping / compression
[กลางซ้าย] จานเบรคสีแดง ! ที่รับกับโทนสีรวมของตัวรถ
[ล่างซ้าย] โช็คหลังที่ปรับได้เต็มเช่นกัน

[บน] หน้าจอแสดงผลแบบ Dashboard ที่บอกข้อมูลในการขับขี่อย่างครบครัน พร้อมด้วยปุ่ม Clock / Reset บน Dashboard และยังมีไฟ Shift Light คอยแสดงผลว่า เปลี่ยนเกียร์ได้แล้วน้า ที่สามารถตั้งรอบที่ต้องการได้
[ล่างซ้าย] ประกับไฟทางด้านซ้ายที่มากับชุดควบคุมเพียบ ! ไล่เรียงกันมาเลย
- นิ้วชี้ซ้ายจะเป็นปุ่ม Select ที่ใช้ในการเลือกการแสดงผลต่างๆ
- ถัดมาเป็นปุ่ม ขึ้น และลง ที่ใช้ในการปรับระดับ Traction Control ได้ทันที 3 ระดับ (หรือปิดการทำงาน)
- ปุ่มสัญญาณไฟ pass พร้อม ไฟสูง (high-beam) ในตัว
- ปุ่มควบคุมระบบ Cruise Control
- สัญญาณแตร
[ล่างขวา] ประกับไฟทางด้านขวาเรียบง่ายมากับ
- ปุ่ม off-run/ start การทำงานของเครื่องยนต์
- ปุ่มเลือก mode การขับขี่ 3 โหมด A / Std / B
- สัญญาณไฟ hazard หรือไฟผ่าหมาก
รายละเอียดทางเทคนิคที่น่าสนใจ

มุมมองด้านข้างที่แน่นเอี๊ยด มากับเบาะแบบตอนเดียว และทรงถังน้ำมันที่ค่อนขว้างกว้าง และบึกบึน นอกจากนั้นยังมีปลั๊กชาร์จแบบหัวจุดบุหรี่ขนาดใหญ่ซ่อนไว้บริเวณใต้ dashboard ด้านซ้ายด้วยนะครับ

มาย่อยระบบไฟฟ้าที่เข้ามาช่วยผู้ขับขี่กันสักนิด

ก้านคันเกียร์ธรรมดา แหม่น่าจะมาพร้อม Quick Shift ซะด้วยเลยนะเนี่ยจะได้เพิ่มความสนุกในการขับขี่ไปอีกขั้นนึง แต่เดี๋ยวก่อน เท่าที่ลองไล่สอบถามดูเหมือนจะสามารถติดตั้งเพิ่มเติมได้ “ทันที” ทั้งนี้หลังจากปล่อยรถแล้วคงเริ่มทะยอยมีรายการอุปกรณ์เสริมจากทางศูนย์ออกมาหล่ะครับ
ที่นี้เรามาดูระบบไฟฟ้าที่บรรจุลงมาใน MT-10 คันนี้กัน

*** ซึ่งโหมดใน MT-10 จะกลับกันกับ รุ่นอื่นๆนะครับ โดยส่วนมากแล้ว (เช่น MT-09) โหมดจะเป็นดังนี้
A – จัดเต็ม พุ่งทะยาน
Std – ใช้งานทั่วไปคล่องตัว
B – หน่วงคันเร่งให้ตอบสนองช้าลง เพื่อการใช้งานบนสภาพถนนที่ลื่นๆ
สัดส่วนคน และรถ

สำหรับผมเองมากับสัดส่วนทางแนวตั้งที่ 163 cm พร้อมด้วยน้ำหนักอีก 65 kg การคร่อม Yamaha MT-10 แบบตรงกลางที่มากับเบาะสูง 825mm นั้น ลงได้ “ปลายเท้าทั้งสองข้าง” แม้น้ำหนักของตัวรถมาค่อนข้างหนักที่ 210 kg แต่สำหรับรถในปัจจุบันนี้การยกรถตั้งตรงทำได้ง่ายขึ้นมากแล้วหล่ะครับ

ส่วนผู้ขับขี่ที่สัดส่วน 176 cm ลงได้สบายๆ “เกือบเต็ม” เท้า แต่ทั้งนี้ช่วงขาแต่ละคนไม่เท่ากันนะครับ ส่วนใหญ่น่าจะลงได้ “เต็มเท้า” แต่พอดีว่าน้องคนนี้ “ขาสั้น” (ฮ่าๆๆ)
การขับขี่ในสนามทดสอบ #ความคล่องตัว

ขอวนปรับตัวสัก 1-2 รอบ ก็พร้อมมาพริ้วกันได้เลย ระยะกรวยยาวไป เพิ่มกรวยทันที !
Yamaha MT-10 นับได้ว่าเป็นรถคันนึงในพิกัด 1000 cc ที่ผมเองปรับตัวได้ไวมาก ท่านั่งในการขับขี่ที่เป็นมิตร ผสานกับแฮนด์บาร์ ทำให้การบังคับรถไปมาแบบสลาลม ทำได้อย่างง่ายดาย จังหวะของการเปิดคันเร่งทำได้สบายๆ ด้วยนิสัยของเครื่องยนต์ที่ละม้ายคล้ายคลึงกับ YZF-R1 แต่ปรับให้มีแรงบิดที่กว้าง และเข้าถึงได้ง่ายขึ้น
พื้นฐานของเครื่องยนต์ใน MT-10 มีคาแรคเตอร์ของตัวเองคือช่วงต้นๆที่นุ่มนวล การเดินคันเร่งออกโค้งแคบๆทำได้ง่าย จะวนให้แคบ หรือจะดีดออกจากโค้งกว้างๆ ทำได้คล่องตัว ไม่ออกอาการกระโชกโฮกฮากที่ทำให้ผู้ขับขี่ ”เหวอ” แต่ช้าก่อน!! ถ้าขึ้นช่วงย่านรอบกลางๆ 5-7000 rpm หล่ะก็ “ทะยาน” ออกไปได้ทันทีเลยเหมือนกัน ทั้งหมดนี้ทำให้ MT-10 เป็นรถคันนึงที่เปิดคันเร่งออกในโค้งได้ง่าย โดยไม่ต้องพะวงเรื่องการประคองน้ำหนักมือมากเกินไป

หรือจะเป็นการวนแบบเลข 8 ก็ทำได้แบบชิวๆ การเดินคันเร่งในรอบต่ำทำได้ค่อนข้างดี ไม่ได้นิ่มนวลมาก แต่ก็ตอบสนองได้ดั่งใจ การกระชากคันเร่งออกจากวงเลข 8 ทำได้ง่าย แต่ทั้งนี้ผู้ขับขี่ควรมีพื้นฐานของการขับขี่รถขนาดใหญ่มาก่อนนะครับ

ช่วงล่างแบบเดิมๆจากโรงงานตอบสนองกับทางเรียบได้เป็นอย่างดี ด้วยพื้นฐานของโช๊คหน้าจาก YZF-R1 ที่ปรับระดับได้เต็มที่ทั้ง preload / rebound damping / compression ให้การตอบสนองที่คม และจิกโค้งได้ไว ในส่วนของโช๊คหลังตอบสนองได้ดี ไม่ออกอาการยวบ ย้วย ดีด อะไร แม้ว่าจะพลิกโค้งแรงๆ แต่ทั้งนี้ การขับขี่ทำในสนามทางเรียบ ต้องมาดูกันทีหล่ะครับว่า จะตอบสนองกับถนนในบ้านเราได้ขนาดไหน แต่เท่าที่ได้ขับขี่ “ฝ่าด่าน” ลูกระนาดต่อเนื่อง … กระเด้ง กระดอน เหมือนกันหล่ะครับ ซึ่งก็ปกติกับช่วงล่างทางเรียบสปอร์ตจ๋า แบบนี้
Mode ทั้ง 3 โหมดในการขับขี่ที่ต้องพลิกรถไปมา และการเดินคันเร่งออกโค้งนั้น แทบไม่ต่างกันมากคือทำได้ใกล้เคียงกันมาก การเดินคันเร่ง การส่งออก ทำได้ง่ายคล้ายๆกัน สำหรับผมเอง A – Std แทบไม่แตกต่างเลยครับคือไม่รู้สึกเลยก็ว่าได้ แต่ถ้าปรับเป็น B (Brutal) จะรู้สึกได้ว่า ทะยานออกไวขึ้น … นิดนึง …
การขับขี่ในสนามทดสอบ #ความเงิบครอบงำ

ด้วยนิสัยของเครื่องยนต์ที่นุ่มนิ่มในการออกตัว แต่ถ้าขึ้นรอบกลางสัก 5,000 – 7,000 rpm แล้วหล่ะก็ “พร้อมเงิบ”
บนพื้นฐานเครื่องแบบ YZF-R1 ที่บรรจุลงมาบน MT-10 คันนี้ ทำให้การเดินคันเร่งในรอบต่ำทำได้ง่าย แต่รอบกลางๆแล้วหล่ะก็ Mode ทั้ง 3 จะเริ่มมีความแตกต่างกันชัดขึ้นเรื่อยๆ เช่น ในโหมด Std การจงใจกระแทกคันเร่งแรงๆ MT-10 จะทะยานออกตัวไปแบบ “คุมได้” ไม่ออกอาการมาก แต่ถ้าโหมด A และ B หล่ะก็ ตามรูปเลยครับ “เงิบ” ! จะไล่ลำดับตามความเงิบในแบบที่ผมเองชอบเรียกว่า เงิบ’s Factor ก็ได้ ประมาณว่า Std ก็ไม่ค่อยเงิบ, A เงิบหน่อยๆ, ส่วน B เงิบเลยจ้า

พี่หมีมาร่วมเล่นด้วยกับสัดส่วนที่ 173 cm พาน้ำหนักตัวมา 100 kg (ได้ข่าวว่าตอนนี้จะเกินแล้ว!)
ช่วงสรีระของถังน้ำมันบน MT-10 คันนี้ให้ความรู้สึกที่แน่นๆ ไม่กว้างเกินไป แต่ก็ไม่ได้บางเพรียว กระชับกับช่วงขาผมดี ซึ่งโดยส่วนตัวผมแล้วค่อนข้างชอบรถที่มีถังน้ำมันช่วงขากว้าง และบน MT-10 คันนี้ก็ให้ความรู้สึกเช่นนั้น ซึ่งทำให้ผมสามารถหนีบถังเวลาที่ต้องเบรคแรงๆ ได้ง่าย และจะไม่ออกอาการไถล … ไปฟีเจอร์ริ่งกับถังนั่นแหล่ะครับ แต่ตรงนี้ก็อยู่ที่สรีระ และความชอบของแต่ละคนด้วย
ABS ที่ติดมาบน MT-10 ทำงานได้ละเอียด และเนียนเช่นเดียวกับ YZF-R1 คือมีอาการดุนๆที่เท้า และนิ้วให้รู้สึกได้ว่ากำลังทำงาน ไม่ออกอาการตีเท้าแบบ ABS ที่ติดในรุ่นเล็ก

สิ่งนึงที่ Yamaha ติดตั้งมาให้บน MT-10 คันนี้ก็คือ กันสะบัดแบบปรับไฟฟ้าที่ซ่อนไว้ใต้โคมไฟหน้าขนาดใหญ่อย่างลงตัว เรียกว่าถ้าไม่ก้มมองก็ไม่เห็นกันหล่ะครับ ซ่อนไว้เนียนๆเลย กันสะบัดเดิมๆจากโรงงานที่ติดมาใน MT-10 คันนี้แม้ว่าจะจงใจกระแทกคันเร่งให้ “เงิบ” ก็ยังรักษาอาการของช่วงหน้าได้เป็นอย่างดี ไม่ออกอาการหน้าส่ายแบบที่เราเจอได้บนรถที่ไม่ได้ติดตั้งกันสะบัดไว้ ประคองและยังช่วยซับแรงสะบัดที่แฮนด์ได้ดีเลยทีเดียว
แต่ทั้งนี้บนสภาพถนนจริงจะตอบสนองได้ขนาดไหน เดี๋ยวถ้ามีโอกาสได้ขับขี่แบบ “เต็มๆ” แล้วเรามาจัดเต็มกัน
ข้อดี/ข้อสังเกต/ข้อเสีย

ข้อดี
- สิ่งแรกที่นึกขึ้นมาทันทีคือ “ความคล่องตัว” MT-10 ให้ความคล่องตัวที่สูง ด้วยระยะฐานล้อที่สั้นเพียง 1400 mm คือเท่ากับ MT-07 เลยทีเดียว (MT-09 1440 mm , FZ1 1460 mm, YZF-R1 1410 mm)
- การเปลี่ยนโหมดการขับขี่ทั้ง 3 โหมดที่ทำได้ง่ายมาก คือปิดคันเร่งแล้วเลือกได้เลย
- การปรับระดับของ Traction Control ก็เช่นกัน ปรับได้ง่าย เพียงปิดคันเร่งแล้วเลือกการตอบสนองที่ต้องการได้ทันที (แต่การปิด ต้องจอดรถก่อนนะครับ)
- การตอบสนองของเครื่องยนต์ที่เอื้อให้ผู้ขับขี่สามารถเดินคันเร่งออกจากโค้งได้ง่าย และไวขึ้น
- มีระบบที่ช่วยเพิ่มความปลอดภัยให้ครบครันกับการใช้งานทั้ง ABS / Traction Control รวมไปถึงกันสะบัดแบบปรับไฟฟ้าที่ทำงานได้ดีบนสนามทดสอบ
- พื้นฐานเครื่องยนต์เดียวกับ YZF-R1 แต่ปรับลดแรงม้าลง และให้แรงบิดที่กว้าง ทำให้เข้าถึง และใช้งานได้บนถนนมากขึ้น
ข้อสังเกต / ข้อเสีย
- ท่านั่งของคนซ้อนเหมือนนั่งบนเก้าอี้ตัวเล็กๆ ชันขาหน่อยๆ ถ้าผู้ขับขี่เปิดคันเร่งแรงๆหล่ะก็ น่าจะเงิบได้เหมือนกัน
- สลับโหมดใหม่ทำเอางงไปสักพัก MT-10 จะมีการจัดโหมดใหม่คือ Std เป็นโหมดการขับขี่ปกติ A เพิ่มความเงิบขึ้นอีกนิด และ B ที่ปลดปล่อยออกมาเต็มๆ
- นิสัยของเครื่องยนต์จะมีคาแรคเตอร์ของตัวเองที่ผู้ขับขี่ต้องปรับตัว คือจะมาแบบนุ่มๆในรอบต่ำ แต่ช่วงกลางค่อนข้างจะจัดจ้าน ถ้าใครชอบรถที่จัดจ้านตั้งแต่รอบต่ำอาจจะขัดใจตรงจุดนี้ได้
- เบาะค่อนข้างแข็ง ถ้าใช้งานในการเดินทางยาวๆแล้วน่าจะมีระบมได้บ้างจากการกระแทก แต่ทั้งนี้ไว้ได้มีโอกาสขับขี่ยาวๆแล้วมาดูกันอีกที
- พักเท้าเดิม ไม่มียางรอง !! (ฮ่าๆๆ) ส่วนตัวผมชอบพักเท้าแบบธรรมดาที่มียางรองมากกว่า เวลาใช้งานเดินทางไกลๆมันสบายเท้าดี แต่ตรงนี้เดี๋ยวต้องขับขี่ยาวๆแล้วมาดูอีกทีว่าอาการของรถที่ส่งมามากน้อยแค่ไหน
น่าจะเหมาะกับ / ไม่เหมาะกับ

น่าจะเหมาะกับ
- เพื่อนๆที่มีประสบการณ์ในการขับขี่รถมอเตอร์ไซค์ขนาดใหญ่มาแล้ว
- เพื่อนๆที่ชอบอารมณ์ และการขับขี่ของรถสปอร์ต แต่ต้องการรถที่ใช้งานได้จริง และหลากหลายมากขึ้น MT-10 มากับเครื่องยนต์ของ YZF-R1 ที่ให้อารมณ์นั้นได้เช่นกัน แต่แรงบิดที่กว้างทำให้เข้าถึง และใช้งานได้ง่ายขึ้น
น่าจะไม่เหมาะกับ
- “มือใหม่” เช่นเคย ไม่แนะนำครับ แม้ว่า MT-10 จะเป็นรถคันนึงที่ขับขี่ได้ “ง่ายมาก” แต่ก็มากับ “พลังที่ล้นเหลือ” อัตราเร่ง และความเร็ว ฉีกทะยานออกมาจากรถทั่วไปมาก (มากๆ) ค่อยๆเป็นค่อยๆไปกันดีกว่า
- ชอบความเร็ว ชอบเดินทางไกล ถามว่า MT-10 เร็วมั้ย เดินทางได้มั้ย … เร็วครับ เร็วมากแน่ๆ แต่ทั้งนี้ด้วยสรีระของตัวรถแบบ Naked น่าจะต้องสู้กับลมพอสมควร เดินทางปลอดภัยใช้ความเร็วเหมาะสมกันดีกว่า
สรุป

YZF-R1M ยังคงทำตาปรือ ด้าน MT-10 ตาโตลุกวาว !
Yamaha MT-10 นับได้ว่าเป็นรถคันนึงที่มีคาแรคเตอร์ที่เป็นตัวของตัวเอง ด้วยพื้นฐานของตัวรถที่ถอดมาจาก YZF-R1S พร้อมด้วยระบบไฟฟ้าที่มีให้เพียงพอ และเหมาะสมกับการใช้งานบนท้องถนน ไม่ว่าจะเป็น ABS / Traction Control และ กันสะบัดแบบปรับไฟฟ้าที่ต่างก็ทำงานร่วมกันได้เป็นอย่างดี เครื่องยนต์จะมีนิสัยที่สุภาพในช่วงต้นทำให้ผู้ขับขี่เปิดคันเร่งออกโค้งได้ง่าย แต่ถ้าเข้าช่วงกลางแล้วไปรุนแรงกับเค้าเมื่อไหร่หล่ะก็ … “เตรียมเงิบ”
สรีระที่บึกบึนแน่นๆไปหมด พร้อมด้วยน้ำหนักของตัวรถที่ 210 kg และแฟริ่งหน้าที่ดูใหญ่ๆ ไม่หมุนตามแฮนด์นั้นแต่กลับกลายเป็นว่าการยกรถตั้งตรงทำได้ง่าย การวางน้ำหนักของตัวรถทำได้ดีตามแนวของรถในยุคใหม่ที่แม้จะมีน้ำหนักมาก แต่ก็ยกตั้งตรง และขับขี่ได้ง่าย

ซึ่งสรีระที่ดูบึกบึนนั้น ก็ยังตรงกันข้ามกับการขับขี่ที่คล่องแคล่ว และปรับตัวเข้าหารถได้ง่ายมาก การควบคุมอาการต่างๆ การพลิกรถแบบสลาลมไปมาต่อเนื่อง การขับขี่แบบเลข 8 ทำได้อย่างสนุกสนาน ผสานกับขนาดของถังน้ำมันที่ช่วงขาที่รับกับผู้ขับขี่ได้เป็นอย่างดี ทำให้สามารถหนีบได้มั่นคง และเบรคที่จิกได้เต็มๆโดยตัวผู้ขับขี่ไม่ไถลไปฟีเจอร์ริ่งกับถังน้ำมัน
พื้นฐานของช่วงล่างที่ถอดมาจาก YZF-R1 (ตัวธรรมดานะครับ) ให้การตอบสนองในสนามทดสอบได้อย่างดี ด้วยสรีระของผู้ขับขี่ทั้ง 4 คนที่มีน้ำหนักตัวตั้งแต่ 65 kg ไปจนถึง 100 kg แต่ทั้งนี้ถ้าได้รับการปรับแต่งให้เหมาะสมแล้วหล่ะก็น่าจะดีขึ้นได้กว่านี้อีก ความร้อนที่ส่งออกมาจากตัวรถใกล้เคียงกับ YZF-R1 คือ ไม่ได้ร้อนมากมายอะไร เมื่อเทียบกับความจุขนาดนี้
โดยรวมแล้ว Yamaha ทำ MT-10 เป็นรถคันนึงที่ “น่าจะ” ทำออกมาได้ครอบคลุมการใช้งาน ไม่ว่าจะเป็นการใช้งานในชีวิตประจำวัน การเดินทาง หรือจะลงซ้อมในสนาม และทำออกมาได้ดีมากกว่าที่คาดไว้ … ดีขนาดไหน … ก็แค่มีบางคน “เขว” ไปเลยทีเดียว
ทั้งนี้ไว้ได้มีโอกาสขับขี่จริงๆ แบบเต็มๆทุกการใช้งานแล้วเรามา รีวิวเต็มๆ แบบเจาะลึกทุกการขับขี่กัน !
ตารางทดสอบทั่วทุกภูมิภาคที่นี่เลยครับ ส่วนในกรุงเทพนั้นอดใจสักนิดแล้วมาขี่กันในงาน บิ๊กมอเตอร์เซลล์ ปลายเดือนสิงหาคมนี้ ติดตามกับเรา ได้ที่นี่เลย
https://www.facebook.com/motonake
เตรียมพบกับ Yamaha MT-10 “The Night Test” เดินสายท้าให้ลองทั่วทุกภูมิภาค
ขอขอบคุณ
Yamaha Riders’ Club เกษตร-นวมินทร์
facebook : https://www.facebook.com/YRCThailand/

40 Garage ร้านคุณภาพสำหรับมอเตอร์ไซค์ของเพื่อนๆ
facebook : https://www.facebook.com/40garage

ขอขอบคุณ Dirtshop ที่เอื้อเฟื้ออุปกรณ์ขับขี่ให้เราใช้ในการเดินทางจริง !
ติดตามกับผลิตภัณท์คุณภาพจาก Spidi Official Thailand ได้ที่นี่เลย
DJI Store Thailand ตัวแทนจำหน่าย DJI อย่างเป็นทางการในประเทศไทย
ชั้น 2 The Crystal Park phase 3

Comments