PREVIEW : Yamaha Tenere 700 ทะยานผ่านทุกเส้นทางได้อย่างเหนือความคาดหมาย

โดย /
Tenere ในภาษา Tuareg (ตอนบนของ Africa) หมายถึง dessert หรือทะเลทรายนั่นแหล่ะครับ

Yamaha Tenere 700 เริ่มเปิดตัว พร้อมเสียงตอบรับที่ล้นหลามครั้งแรกภายในงาน EICMA ปี 2018 พร้อมด้วย Teaser ที่ออกมามากมายวาดลวดลาย ลีลา และความสามารถของตัวรถที่มุ่งเน้นมาสำหรับการขับขี่ในแบบ Off-Road ของรถในพิกัดกลางขนาด 700 cc ที่ทำให้ใครหลายๆ คนตั้งตารอคอยการมาถึงของ Yamaha Tenere 700 คันนี้

ซึ่งก็ต้องขอขอบคุณ Yamaha Riders Club ที่ปล่อยของสุดมันส์ออกมาให้ผมได้ขับขี่กันในแบบ Off-Road พื้นที่ปิด ที่มุ่งเน้นไปที่การใช้สมรรถนะของ Tenere 700 ได้อย่างเต็มตามทักษะที่ผมมี ซึ่งก็ต้องออกตัวก่อนเลยว่า ผมเองอาจจะไม่ชำนาญเส้นทางในแบบ Off-Road กับรถขนาดใหญ่แบบนี้มากสักเท่าไหร่ แต่ก็ “ผิดคาด”​

ในครั้งนี้ผมได้มีโอกาสขับขี่ Yamaha Tenere 700 ไม่นานมาก จึงขอรวบรวมออกมาเป็น พรีวิว แบบสั้นๆ มาแบบเน้นๆ กับการขับขี่ในแบบ Off-Road เป็นหลักเลยหล่ะกันครับ แล้วเดี๋ยวเร็วๆนี้เรามา เดินทางจริง บนเส้นทางจริงกันแบบเต็มๆ โดยคราวนี้จะแบ่งออกเป็นหัวข้อง่ายๆตามนี้

  • รูปลักษณ์ทั่วไป
  • รายละเอียดทางเทคนิคที่น่าสนใจ
  • การขับขี่ในแบบ Off-Road
  • ข้อดี/ข้อสังเกตุ/ข้อเสีย
  • สรุป
Yamaha Tenere 700

รูปลักษณ์ทั่วไป

Yamaha Tenere 700 พร้อม Adventure Set ที่พัฒนาร่วมกับ Touratech และ อกล่างจาก Black Edition ที่ปกป้องเครื่องยนต์ได้อย่างเต็มรูปแบบ

Yamaha Tenere 700 มากับรูปลักษณ์ สมรรถนะ และทรวดทรงที่มุ่งเน้นไปสำหรับการขับขี่ในแบบ Adventure / Enduro ได้เท่าที่ผู้ขับขี่จะไปไหวหล่ะครับ สรีระของตัวรถที่อาจจะดูสูง แต่ทรวดทรงการออกแบบในช่วงขาที่เพรียวบาง ให้ความกระชับ และช่วยให้ใช้ท่อนขาประคองรถในขณะขับขี่ได้เป็นอย่างดี

บังโคลนชิ้นหน้า สามารถถอดออกได้สำหรับการใช้งานเพื่อการปั่นดินโคลนในสถานการณ์ต่างๆ ชุด Crashbar ที่ติดตั้งมาจาก Touratech สามารถติดตั้งกระเป๋าเพิ่มเติมได้สำหรับการขับขี่ในแบบ Touring / Adventure …​เรียกว่ามาเป็นเซท ครบจบทีเดียว

บนซ้าย – กับเอกลักษณ์ใหม่ ไฟหน้า 4 ตา ที่แบ่งเป็นไฟต่ำ 2 ดวง และไฟสูง 2 ดวง ซึ่งสามารถปรับระดับความสูงของไฟได้อย่างง่ายดายด้วยการหมุนเกลียวด้านหลัง เพราะน้ำหนักโหลดบนรถที่อาจจะแตกต่างกันไปตามการใช้งานนั่นแหล่ะครับ เช่นบรรทุกสัมภาระ หรือมีคนซ้อน เพื่อให้ได้องศาของไฟที่เหมาะสมกับการขับขี่ที่เราต้องการ

ล่างซ้าย – ประกับไฟทางซ้ายที่เรียบง่าย มีเพียงสวิทช์ไฟสูง, ไฟ pass, ไฟ hazard (ผ่าหมาก), ไฟเลี้ยว, แตร. ในส่วนของหน้าจอแสดงผลถูกออกแบบมาในแนวตั้งเพื่อเพิ่มทัศนวิสัยที่ล้อหน้า พร้อมไฟบอกตำแหน่งเกียร์ด้านบนอย่างชัดเจน เพื่อไม่ให้เราละสายตามากเกินไป

บนขวา – ประกับไฟทางขวาที่มากับสวิทช์ off-run, สวิทช์ Select เพื่อเข้าถึงเมนู, และปุ่มสตาร์ทเครื่องยนต์ พร้อม Trip computer ครบไม่ว่าจะเป็น ODO (ระยะทางที่วิ่งไปแล้วทั้งหมด), Trip 1, Trip 2, อัตราสิ้นเปลืองน้ำมันเฉลี่ย และเพิ่มเติมด้วย Trip CD (Countdown)

Trip CD (Countdown) – คือการตั้งระยะทางที่เราคาดว่าจะวิ่งเช่น 200 km ตัวรถจะนับถอยหลังลงมาเรื่อยๆจนถึง 0 km ซึ่งเหมาะสำหรับการขับขี่แบบ Rally หรือการขับขี่ท่องเที่ยวที่เราต้องการวัดเส้นทางตามจุดมาร์ค GPS ต่างๆนั่นแหล่ะครับ

ล่างขวา – ชุด Crashbar จาก Touratech ที่ครอบคลุมทุกส่วนสัมผัส ให้การปกป้องเครื่องยนต์ CP2 ตัวนี้ได้อย่างดี …​เชื่อผม ผมลองมาให้แล้ว ! พักเท้าขนาดสั้นพร้อมยางรองสำหรับรองเท้า Touring หรือถ้าแกะออกก็จะเหมาะกับรองเท้าในแบบ Enduro หรือสภาพการขับขี่ที่ต้องการการยึดเกาะมากขึ้น หล่ะครับ

รายละเอียดทางเทคนิคที่น่าสนใจ

Tenere 700 ดันคันเร่งส่ง โลกเปลี่ยน … คุมง่าย คล่องตัว น้ำหนักดี

สรุปกันแบบตารางง่ายๆ เน้นเอาตรงที่น่าสนใจกันเลยดีกว่า

สำหรับ Yamaha Tenere 700 ต้องบอกว่า ระบบไฟฟ้าที่ให้มาจะมีเพียง ABS ที่สามารถปิดได้เท่านั้นแหล่ะครับ ซึ่งจริงๆต้องบอกว่าตรงกับจุดประสงค์ของรถที่ออกแบบมาที่มุ่งเน้นไปที่เส้นทางแบบ Off-Road เพราะสุดท้ายแล้วไม่ว่ารถจะมีระบบอะไรช่วยเหลือมากมาย ก็จะอยู่ที่ทักษะของคนว่า “พร้อมมั้ย” ที่จะพาเค้าไปในเส้นทางต่างๆ

นอกจากนั้นการที่ไม่มีระบบอะไรมากมาย ทำให้ Tenere 700 ซ่อมบำรุงได้ง่าย ใช้เครื่องมือมาตรฐานทั่วไปในการเข้าถึง ปรับตั้งอุปกรณ์ต่างๆได้อย่างง่ายดาย

การขับขี่ในแบบ Off-Road

จริงๆผมก็แอบหวั่นใจอยู่เล็กน้อย ด้วยความสูงของเบาะถึง 875 mm พร้อมน้ำหนักตัวที่ 204 kg (รวมของเหลว) ที่ต้องบอกว่าสัดส่วน 163 cm ของผม จะไหวมั้ยเนี่ย

แต่เมื่อขึ้นไปขับขี่แล้วความรู้สึกเปลี่ยนไปเลยหล่ะครับ เพราะ Tenere 700 มากับสรีระที่เพรียวบาง ทำให้การขยับร่างกายเพื่อเอาขาลงทำได้ง่าย การวางน้ำหนักของตัวรถทำออกมาได้ดีมาก (ยกล้อก็ง่าย ยกรถเวลาง่วงก็ง่ายด้วยบอกเลย) ความกว้างของแฮนด์ที่เหมาะสมทำให้การคุมอาการต่างๆของรถทำได้ง่าย

สำหรับการขับขี่เส้นทางแคบๆแบบนี้ ผมใช้เกียร์ 2 เดินคันเร่งเป็นหลักจะรู้สึกว่าคุมคันเร่งได้ง่าย และเปิดออกทางโค้งได้เนียนกว่า ซึ่งตรงนี้น่าจะมาจากอัตราทดที่ย่านเกียร์ 2 ของ Tenere 700 ได้รับการปรับให้ยาวขึ้น ใช้รอบได้กว้างขึ้นด้วยหล่ะครับ จะมีกดลงเกียร์ 1 บ้างเวลาลงเนินชันๆ ซึ่งแรงฉุดที่ได้บนเกียร์ 1 กับเครื่องยนต์ที่มีทอร์คตั้งแต่รอบต่ำแบบนี้ ลงทางชันสบายมากบอกเลย

ช่วงล่างเดิมๆจากโรงงานที่ปรับตั้งสำหรับน้ำหนักมาตรฐาน 85 kg ออกจะกระด้าง และแข็งไปสักหน่อย สำหรับน้ำหนักผมที่ 60 kg “แต่ช้าก่อน ยังไม่ต้องเปลี่ยน” เพราะกันสะเทือนหน้าสามารถปรับ Compression / Rebound ได้ ส่วนกันสะเทือนหลังปรับได้เต็มระบบ ซึ่งถ้าได้รับการฟิตติ้งสักนิด น่าจะทำให้ขาลงได้มากขึ้น และช่วยรักษาอาการของรถเมื่อเลี้ยวพร้อมเปิดคันเร่งได้มากขึ้น

การตอบสนองของช่วงล่างเมื่อต่อเกียร์ไปเรื่อยๆที่เกียร์​ 4 ในย่านความเร็ว 60-100 km/hr บนทาง Off-Road ลอยไปเลยครับ ลอยผ่านอุปสรรคแบบสบายๆเลย ช่วงล่างเดิมๆให้การซับแรงที่ดี ซึ่งผมเชื่อเลยว่าถ้าใครที่มีความชำนาญแล้ว จะสามารถใช้ความเร็วในย่าน 100-140 km/hr บนทาง Off-Road ได้แบบสบายๆเลยทีเดียว

ระบบเบรคที่ให้มาพร้อม ABS เพียงพอแล้วหล่ะครับ ระยะเบรคกำลังดี การซับน้ำหนักเบรคที่กันสะเทือนหน้าสำหรับน้ำหนักตัวผมกระด้างไปนิดนึง ปรับตั้งสักนิดโอเคเลย ถ้าใครที่ชำนาญแล้ว สามารถปิด ABS เพื่อใช้ในการสไลด์ล้อหลังได้เลย (จอดเพื่อปิดนะครับ ไม่สามารถปิดขณะที่รถเคลื่อนที่ได้)

ข้อดี/ข้อสังเกตุ/ข้อเสีย

ข้อดี

  • Tenere 700 มีสรีระที่เพรียวบางที่สุดในรถแบบ Adventure / Enduro พิกัดกลาง ซึ่งทำให้ผมเองก็ขับขี่ได้ง่าย ไม่เปลืองแรงที่ต้องใช้มากเกินไป
  • วางน้ำหนักดี ให้การขับขี่คล่องตัว ตำแหน่งแฮนด์ที่เหมาะสม ที่ทำให้แม้แต่ผมก็ยังเล่นสนุกไปกับ Tenere 700 คันนี้ได้ การ powerslide ทำได้ง่าย เครื่องยนต์ขนาดเหมาะสมที่ทำให้คุมอาการรถ และคันเร่งได้ง่าย
  • บังโคลนหน้าถอดออกได้ง่าย สำหรับการขับขี่บนทางดิน เลน
  • องศาไฟปรับระดับได้ง่ายสำหรับการขับขี่ที่มีการบรรทุกสัมภาระ
  • ดูแลรักษาง่าย ไม่มีอะไรซับซ้อน

ข้อสังเกตุ/ข้อเสีย

  • ตำแหน่งของพักเท้า, คันเกียร์, เบรค อยู่ในตำแหน่งกลางๆ สำหรับการใช้งานในแบบ Touring / Adventure ส่วนการขับขี่แบบ Enduro ถอดยางรอง ปรับตั้งสักนิดก็พอหล่ะครับ
  • สูงจัง ความสูงเบาะที่ 875 mm กับความสูงของผมที่ 163 cm (ช่วงขา 700mm) อาศัยเข้าเกียร์ แล้วกระโดดขึ้น-ลงรถเอาง่ายกว่าครับ ส่วนการขับขี่ปกติก็ไม่ได้มีปัญหาอะไร ขยับก้นหน่อยก็ลงขาได้ข้างนึงหล่ะ ถ้าสูงซัก 170 cm สบายกว่านี้เยอะมากบอกเลย (เอ้าตื่น!)
  • ช่วงล่างค่ามาตรฐาน แนะนำให้เข้าไปปรับตั้งให้เหมาะสมที่ศูนย์บริการได้เลยนะครับ จะลงตัวและขับขี่ได้ดีขึ้น

สรุป

จะว่าเป็น Tenere พิกัดกลางครั้งแรกของ Yamaha ก็อาจจะไม่ถูกสักทีเดียว เพราะจริงๆแล้ว Yamaha เองเคยพัฒนารถในตระกูล Tenere พิกัดกลาง ด้วยรหัส XTZ 660 Tenere, และ XTZ 750 Tenere มาก่อน หรือจะย้อนไปนานกว่านั้นก็คงเป็นต้นกำเนิดของรถในแบบ Tenere จาก Yamaha อย่าง TT500 (ปี 1975) หรือ XT500 (ปี 1976) นั่นแหล่ะครับ

การออกแบบตัวรถที่ทำขึ้นใหม่หมด โดยมุ่งเน้นไปที่การขับขี่แบบ Adventure / Enduro ของ Yamaha Tenere 700 (T7) คันนี้จึงนับได้ว่าเป็นรถในยุคใหม่ของ Yamaha ที่ใช้เทคโนโลยีเครื่องยนต์บนพื้นฐานของ MT-07 กับความจุที่ 689 cc มาต่อยอดเป็นครั้งแรก ได้อย่างลงตัว ปรับอัตราทดเพียงเล็กน้อย ก็ให้สมรรถนะที่ “เกินพอ” แล้วหล่ะครับ

ซึ่งจะแตกต่างออกไปจาก Super Tenere 1200 ที่มุ่งเน้นไปที่ Adventure Touring ซะมากกว่า

ด้วยน้ำหนักตัวรถค่อนข้างเบาที่ 204 kg พร้อมการวางน้ำหนักที่ดี ทำให้การขับขี่ไปกับ Yamaha Tenere 700 ทำได้อย่างคล่องแคล่ว เบา และคุมอาการรถได้ง่าย ซึ่งแม้แต่ผมเองก็ยังรู้สึกมั่นใจเมื่อรถมีอาการ สไลด์ต่างๆ และเอื้อให้เล่นสนุกไปกับรถได้มากขึ้น (รถในคลาสเดียวกันน้ำหนักตัวอยู่ที่ประมาณ 205-230 kg)

โดยรวมแล้วนับว่า หากใครที่พอมีพื้นฐานในการขับขี่ Off-Road อยู่บ้างแล้ว น่าจะสนุกไปกับ Tenere 700 คันนี้ได้แบบ “มันส์มือ” และนับได้ว่าเป็นตัวเลือกที่น่าสนใจเลยทีเดียวหากการใช้งานคือการท่องเที่ยวไปในแบบ “ไม่แคร์เส้นทาง”

ราคา

Yamaha Tenere 700 ตัวรถราคาเริ่มต้นที่ 439,000 บาท

Yamaha Tenere 700 ตัวรถราคาเริ่มต้นที่ 439,000 บาท

Yamaha Tenere 700 Touratech Adventure Edition ราคาที่ 493,000 บาท

Yamaha Tenere 700 Touratech Extreme Black Edition ราคาที่ 576,700 บาท (มาพร้อมการปรับตั้งช่วงล่างจาก Touratech)

Comments