REVIEW : BMW F 900 R & F 900 XR “จัดเต็ม” ด้วยอุปกรณ์ บนพื้นฐานของรถที่ยังคงเหนือชั้น

โดย /

ทุกครั้งก่อนที่ผมจะได้ขับขี่ไปกับรถมอเตอร์ไซค์รุ่นใหม่จาก BMW จะมีความรู้สึกที่ตื่นเต้นเสมอ ด้วยความรู้สึกที่ว่า “อยากจะรู้จริงๆ ว่า BMW จะมีอะไรใส่เข้ามาได้อีก? เพราะที่ผ่านมาก็เรียกว่าเต็มแล้ว” … 

ซึ่งครั้งนี้ก็ยังคงรู้สึกแบบนั้นแหล่ะครับ และก็ประหลาดใจไปอีก เพราะยังคงมีลูกเล่น และออฟชั่นต่างๆของตัวรถที่ใส่เข้ามาแบบ “จัดเต็ม” กับ BMW F 900 R และ F 900 XR ที่ผมได้ขับขี่ในครั้งนี้ ซึ่งเหนือขึ้นไปอีกขั้นกับความปลอดภัยที่เพิ่มเข้ามา (เมื่อเทียบกับ F 800 Series)

สำหรับการเดินทางในครั้งนี้ต้องบอกว่า “ครบ” กับสภาพเส้นทางที่เราจะเจอได้ในการเดินทางท่องเที่ยว ไม่ว่าจะเป็นทางโค้งสลับซ้ายขวาไปมาให้ได้ใช้ความคล่องแคล่วอย่างเหลือเชื่อจากรถทั้งสองรุ่น หรือจะเป็นฝนที่ตกลงมาอย่างหนัก ให้ได้ใช้ระบบความปลอดภัยของตัวรถแบบเต็มระบบอย่างเต็มที่

โดยส่วนตัวผมเองเคยได้มีโอกาสขับขี่ตั้งแต่ BMW F 800 R / F 800 GS และ F 800 GT มาแล้ว ซึ่งก็ต้องบอกว่า แต่ละรุ่นนั้น มีคาแรคเตอร์ที่ “แตกต่าง” กันอย่างชัดเจนมาก และในคราวนี้เราก็จะมาสัมผัสกับ F 900 R และ F 900 XR รุ่นใหม่ของปี 2020 ว่าจะมีอะไรที่น่าสนใจ การขับขี่หล่ะจะเป็นยังไง ตามมากันได้เลย

การขับขี่ในครั้งนี้ เราได้สลับรถกับไปมาด้วยกันทั้งหมด 6 ช่วง โดยผมได้ขับขี่ตามนี้ (สังเกตว่า ช่วง 4-6 ผม “ล็อคสเปค” เลยหล่ะครับ)

  • ช่วงที่ 1 – F 900 R San Marino Blue Metallic
  • ช่วงที่ 2 – F 900 R San Marino Blue Metallic
  • ช่วงที่ 3 – F 900 XR Sport Style : Racing Red
  • ช่วงที่ 4 – Exclusive Style: Galvanic Gold Metallic
  • ช่วงที่ 5 – Exclusive Style: Galvanic Gold Metallic
  • ช่วงที่ 6 – Exclusive Style: Galvanic Gold Metallic

เช่นเคยนะครับ ขอแบ่งหัวข้อในการรีวิวครั้งนี้ให้กระชับที่สุดตามนี้เลย

  • รูปลักษณ์ทั่วไป
  • รายละเอียดทางเทคนิค – สเปคของตัวรถที่น่าสนใจ 
  • รายละเอียดทางเทคนิค – มาย่อยเรื่อง “ระบบ” กัน
  • รายละเอียดทางเทคนิค – ฟีเจอร์สุดแหล่มกับหน้าจอสุดแจ่ม
  • สัดส่วนคน และรถ
  • การขับขี่ในสภาพถนนต่างๆ
  • อัตราสิ้นเปลือง
  • ข้อดี / ข้อสังเกต / ข้อเสีย
  • น่าจะเหมาะกับ
  • สรุป

รูปลักษณ์ทั่วไป – F 900 R

“1 สี คือ 1 package” เป็นคำจำกัดความง่ายๆของสีต่างๆใน BMW F 900 R และ F 900 XR เนี่ยแหล่ะครับ เพราะทาง BMW จะออกรถทั้งสองรุ่นนี้มาโดยใช้ “สี” ของรถเป็นการบอกว่า รถรุ่นนี้ จะได้อุปกรณ์อะไรติดไปบ้าง มาไล่ดูกันเลยดีกว่า

ซึ่งแต่ละสีก็จะมี “ชื่อสี” ของตัวเอง แต่ผมก็ขอเรียกง่ายๆ ตามความเข้าใจง่ายๆ ของผมตามนี้หล่ะกันครับ

  • สีดำ ล้อเงิน – Black Storm Metallic
  • สีน้ำเงิน – San Marino Blue Metallic
  • สีเทา แดง – Hockenheim Silver Metallic / Racing Red (Sport Style)

และอย่างที่บอกไว้แล้วว่า “1 สี = 1 package” เพราะฉนั้น อุปกรณ์ที่ติดมาในรถก็จะมีความแตกต่างกันออกไปอีก …. งงมาก  แต่เอาเป็นว่าระบบความปลอดภัยครบทุกรุ่นครับ ไล่เรียงกันมาเลยตั้งแต่

  • Dynamic Traction Control (DTC) ที่ช่วยป้องกันไม่ให้ล้อหลังหมุนฟรีทิ้ง (หมุนเร็วกว่าล้อหน้า)
  • Dynamic Engine Brake Control (EBC) ช่วยตัดแรงฉุดจากเครื่องยนต์เมื่อมีการเบรคฉุกเฉิน เพื่อลดแรงดึงของเครื่องยนต์ออก และใช้เพียง “เบรค” ในการหยุดรถ
  • Gear Shift Assistant Pro หรือที่เราคุ้นว่า Quick shifter นั่นแหล่ะครับ โดยทำงานทั้งขึ้น และลง
  • ABS Pro กันล้อหน้าหลังล็อคภายใต้การเบรครุนแรง
  • Keyless ไม่ต้องเสียบกุญแจทุกคัน
  • โหมดการขับขี่ Rain, Road, และ Dynamic (ในบางรุ่น)

ส่วนความแตกต่างหลักๆของแต่ละสีนั้น สรุปกันง่ายๆตามตารางนี้หล่ะกันครับ

ซึ่งการวางตำแหน่ง Package ของแต่ละรุ่นนั้นก็ออกแบบมาเพื่อความเหมาะสมสำหรับการขับขี่ในแต่ละรูปแบบนั่นแหล่ะครับ

รูปลักษณ์ทั่วไป – F 900 XR

ในส่วนของ F 900 XR ก็เช่นกันครับ “1 สี 1 Package” โดยจะมีระบบความปลอดภัยครบเหมือน F 900 R (DTC, EBC, Gear Shit Assistant Pro, ABS Pro, Keyless, และ Riding Mode) โดยจะแบ่งออกเป็น 3 สีที่ผมขอเรียกง่ายๆตามนี้

  • สีขาว – Light white
  • สีทอง – Exclusive Style: Galvanic Gold Metallic
  • สีแดง – Sport Style: Racing Red

โดยจะความแตกต่างของอุปกรณ์เสริมที่แตกต่างกันตามสีเลย

รูปลักษณ์ทั่วไป – รายละเอียดตัวรถ

[บนซ้าย] กับฝาถังน้ำมันที่บ่งบอกอย่างชัดเจนว่า Keyless เพียงกุญแจอยู่ในระยะ เปิดฝาขึ้นแล้วกดปุ่มปลดล็อคฝาถังได้เลย

[ล่างซ้าย] ชุดการทำงานของ Gear Shift Assistant Pro ที่ทำงานได้ทั้ง ขึ้น-ลง ให้การต่อเกียร์ที่ต่อเนื่องลื่นไหล ลืมคลัชไปได้เลย

[บนขวา] กับปะกับไฟทางด้านซ้ายที่มาแบบ “เต็ม” มีให้ครบครันทุกอย่าง ไล่เรียงมาเลยกับ 

  • สัญญาณไฟ pass
  • สวิทช์ควบคุมระบบ Cruise Control
  • สวิทช์ควบคุมการทำาน ESA (โช้คไฟฟ้า)
  • สวิทช์ ปิด/เปิด ABS และ DTC (ในปุ่มเดียวกัน) 
  • รวมไปถึง Dial หมุนลื่นๆ ที่เคยมีแค่ในรถรุ่นใหญ่ อย่าง R 1250 GS หรือ S 1000 XR ก็ถูกใส่มาแล้วใน F 900 R และ F 900 XR ในระดับราคาที่ถูกกว่า “ครึ่งนึง”

[บนซ้าย] กับตำแหน่งของ Windscreen “สูง” ซึ่งปรับตั้งได้ 2 ระดับ และเลือกได้ตามการใช้งานที่เหมาะสมกับเรา

[ล่างซ้าย] กับตำแหน่งของ Windscreen “ต่ำ” ซึ่งสำหรับผม ใช้ระดับนี้รู้สึกสบาย เพราะไม่มีรถที่ตีวนมาที่หมวกหล่ะครับ ให้หมวกทำหน้าที่ไปเต็มๆแทน

[บนขวา & ล่างขวา] การ์ดแฮนด์ ที่ใส่มาให้ใน  900 XR ซึ่งก็ต้องบอกว่า มีมาเพื่อช่วย “กันลม” นะครับ ไม่ได้ใส่สมาเพื่อ พร้อมล้ม อาจจะช่วยได้บ้างนิดหน่อย แต่ก็นะ ถึงก้านเบรค คลัช ได้เลยเหมือนกัน ซึ่งส่วนที่พิเศษอย่างนึงของก้านเบรค และคลัชใน F 900 R / F 900 XR ก็คงจะเป็นเรื่องของรอยบากที่ก้านซึ่งกำหนดตำแหน่งที่จะหัก ถ้ารถล้มแปะ ไว้ให้แล้วหล่ะครับ … อาจจะหักนะ แต่ขี่ต่อได้แน่นอน ไม่มีก้านคลัชนี่เรียกว่าจอดเลยทีเดียว

รายละเอียดทางเทคนิค – สเปคของตัวรถที่น่าสนใจ

กันสะบัดมาตรฐานจาก BMW ที่ติดมาให้พร้อม

BMW Connected สุดแหล่ม ข้อมูลพร้อมขิง กับหน้าจอสุดแจ่ม

[ล่างซ้าย] กดตั้งจุดหมายปลายทางที่ต้องการ แล้วส่งให้รถได้เลย

[บนขวา] การนำทางจากตัวรถแบบ Turn-by-Turn ซึ่งเราสามารถเลือกขยาย เข้า-ออก ได้จาก Dial บนประกับทางด้านซ้ายหล่ะครับ

ดูคลิปตัวอย่างของ Connect App จาก BMW ได้เลย บอกเลยว่าข้อมูลที่รถส่งมาเก็บใน App นี่ครบมาก

ต้องเรียกว่าเป็นค่ายรถค่ายนึงที่มีการใช้งานเชื่อมต่อข้อมูลของตัวรถส่งตรงเข้ามายัง app ในโทรศัพท์เราได้แบบ “ครบ”​ และเยอะมาก ไม่ว่าจะเป็น การทำงานของระบบ DTC (Dynamic Traction Control) และ ABS รวมไปถึง GPS Log ของเส้นทางที่เราได้ทำการขับขี่ไปทั้งหมด ข้อมูลสภาพอากาศ หรือจะวางแผนเส้นทางการขับขี่ต่างๆก็ทำได้ง่ายดายมากเช่นเดียวกัน

ความพิเศษอีกอย่างที่ผมชอบเลยก็คือ ความสามารถในการ “แพลนเส้นทางล่วงหน้า” ซึ่งเราสามารถใช้ app route อื่นๆ ทำไฟล์เส้นทาง ก่อนที่จะส่งต่อให้เพื่อนๆ เพื่อโหลดเข้าไปที่รถของตัวเอง และแสดงผลเส้นทางบนหน้าจอ TFT ขนาดใหญ่ 6.5” ได้เลย แหล่มมาก สำหรับสายหลงอย่างผมเนี่ยแหล่ะครับ

หมายเหตุว่า … รถ และโทรศัพท์ จะต้องเชื่อมต่อกันก่อนออกเดินทางนะครับ ไม่เช่นนั้นจะไม่มีการบันทึกข้อมูลมาที่ app

สัดส่วนคน และรถ

เขาว่า BMW ทำรถในรุ่น F 1250 XR (ซ้าย) และ F 310 XR (ขวา) ออกมาด้วย

กับสัดส่วนยักษ์ทางซ้ายที่พาความสูง 195 cm น้ำหนักตัว 110 kg เรียกว่ามาแบบเต็มเหนี่ยว  และมักจะบ่นกับผมอยู่เสมอว่า 

“อยากมีความรู้สึกเขย่งกะเค้าบ้าง ขี่คันไหนก็เต็มเท้า”

ส่วนทางขวาเป็นผมเองกับสัดส่วนที่ 163 cm น้ำหนัก 60 kg ซึ่งมักจะตอบกลับไปอย่างมั่นใจว่า 

“แต่เวลาผมขี่รถ รถดูคันใหญ่ คุ้มราคากว่าพี่นะ !!!”

การขับขี่ในสภาพถนนต่างๆ – F 900 R

“รถที่มาในรูปทรงของ Naked Bike ที่มีเสถียรภาพในการขับขี่ที่ดี”

ทันทีที่ขึ้นไปคร่อมบน F 900 R คันนี้ความรู้สึกแรกของผมคือ กระทัดรัดมาก ตัวรถที่ดูมิติเหมือนจะใหญ่ แต่พอคร่อมแล้วรู้สึกว่าการออกแบบสรีระ ท่าทางในการขับขี่ของ F 900 R ได้รับการพัฒนาให้มีความกระชับ และกระทัดรัดมากขึ้นกว่า F 800 R พอสมควร เป็นรถในแบบ Naked ที่มีท่านั่งค่อนข้างหลังตรง สบายเลยหล่ะครับ

การยกรถขึ้นตั้งตรงทำได้อย่างง่ายมาก ด้วยการวางน้ำหนักของตัวรถที่บาล๊านซ์มาดี การโยกรถไปมารู้สึกว่ารถเบา (แม้ว่าจะมีน้ำหนักตัวถึง 211 kg ก็ตาม) คลัชนุ่มเนียน คันเร่งทุกอย่างให้ความรู้สึกที่นุ่มมือ เนียนไปหมด ออกตัวไปแล้วไม่รู้สึกอะไรถึงน้ำหนักของรถเลยหล่ะครับ ซึ่งตรงนี้ BMW จัดการเรื่องน้ำหนักของรถได้ดีมากเลยทีเดียว

การใช้งานบน Rain โหมด ช่วงล่างแบบ Dynamic ESA (ปรับอัตโนมัติ) จะได้รับการปรับตั้งให้รู้สึกยวบๆ เด้งๆ แปลกๆ แต่บอกเลยว่า การขับขี่บนทางลื่นๆ ฝนตก มีน้ำขัง หรือแม้กระทั่งบนทราย ช่วงล่างย้วยๆ แบบนี้ผสานกับระบบความปลอดภัยทั้งหมดที่มี = ความลงตัวอย่างเหลือเชื่อ

ด้วยระบบไฟฟ้าที่ทำงานเต็มระบบใน Rain mode การทำงานของ ABS Pro และ Dynamic DTC “ละเอียดมาก” ขนาดที่ว่าตั้งใจเบรคบนทรายแรงๆ ยังแทบไม่รู้สึกเลยหล่ะครับว่า ตอนนี้ ABS กำลังทำงานอยู่ ความรู้สึกที่คันเบรคเท้า และก้านเบรคมือดีดกลับมีน้อยมาก จนแทบไม่รู้ว่าตอนนี้ ABS กำลังทำงานแล้วนะ ส่วน Dynamic DTC เองก็มีการทอนการส่งกำลังจากการจ่ายน้ำมันอย่างพอดี ที่ทำให้อาการที่ล้อหลังส่งออกมาน้อยมาก

ซึ่งอาการเหล่านี้จะรู้สึกได้มากขึ้นเมื่อผมปรับโหมดขึ้นเป็น Road และ Dynamic ตามลำดับ

ในส่วนของ Dynamic Mode ทำให้การตอบสนองของคันเร่งไวขึ้น ซึ่งทำให้นิสัยรถเปลี่ยนไปทันที จากรถที่เชื่องมือ นุ่มนวล กลายเป็น “ความสนุก” ที่เข้าครอบงำ แต่ก็ไม่ได้จัดจ้านรุนแรงจนรู้สึกอันตรายอะไร เป็นความรู้สึกที่ “สนุก ในแบบที่ควบคุมได้” หล่ะครับ

การเลี้ยวรถ พลิกรถซ้ายขวาไปมาทำได้อย่างคล่องแคล่ว องศาการเอียงรถของ F 900 R ของผมอยู่ที่ประมาณ 30-32 องศา ซึ่งทำได้ง่ายมาก โดยไม่รู้สึกว่ารถมีอาการขัดขืนอะไร เลี้ยวแล้วนิ่งเกาะไปตามโค้งได้เลย (จริงๆ!!) 

การขับขี่ในสภาพถนนต่างๆ – F 900 XR

มิติของ F 900 XR รวมๆแล้วจะดู “อลังการ แต่ก็กระทัดรัด” ด้วยเครื่องยนต์แบบ 2 สูบ ขนาดเล็ก ที่ให้มิติรถที่เพรียว พร้อมด้วยการออกแบบทรวดทรงของรถที่ให้ความรู้สึกว่ารถกระชับกับสรีระของผมได้อย่างลงตัวมาก ตำแหน่งของแฮนด์ที่สูง และกว้าง ทำให้ผมต้องโน้มตัวไปข้างหน้ามากกว่า F 900 R เล็กน้อย ทำให้ได้ท่านั่งที่ “ดุดัน” กว่าซะอย่างนั้น

ในช่วงแรกผมได้ขับขี่ F 900 XR สีแดง (Sport Style) ซึ่งมากับ เบาะมาตรฐาน ซึ่งก็รู้สึกดีแล้วนะ แต่พอได้ขับขี่ไปกับ F 900 XR สีทอง (Exclusive Style) แล้ว ผมก็ไม่เปลี่ยนคันกับใครอีกเลย !!!

แม้ว่าเบาะนั่งของ F 900 XR Exclusive จะมีความสูง 845 mm (มากกว่า Sport อยู่ 20 mm) และส่วนสูงผมจะเพียง 163 cm และน้ำหนัก 60 kg ก็ตาม แต่ F 900 XR Exclusive Style สำหรับผม ให้ท่านั่งที่ “ลงตัว” มาก ช่วงขาที่ยืดขึ้นเพียงเล็กน้อย กลับให้ความสบายในการขับขี่มากขึ้น ช่วงแขนที่พอดี ให้ความรู้สึกที่ “ดีมาก” เลยหล่ะครับ

การพลิกรถไปมาบนแฮนด์บาร์กว้างๆของ F 900 XR ทำได้อย่าง “คล่องตัวมาก” ซึ่งบนความคล่องตัวก็ยังคงให้การ “เกาะโค้ง”​ ที่ดี แม้จะเลี้ยวลงไปที่ 33 องศา ตัวรถก็ยังไม่มีอาการดิ้น ไม่มีอาการอะไรเลย รู้สึกเลยว่ายังไปได้อีก (แต่พอดีกว่า ทรายเยอะจัง) 

ซึ่งความรู้สึกที่ดีกับการเอียงรถส่วนนึงน่าจะมาจากทั้ง แฮนด์บาร์ที่กว้าง และช่วงฐานล้อที่ยาวกว่าตัว Naked เล็กน้อยเนี่ยแหล่ะครับ ที่ทำให้ผมรู้สึกได้ถึงความลงตัวของ F 900 XR คันนี้

และเช่นเคยไม่ต่างกับ F 900 R โหมดในการขับขี่ทั้ง 3 โหมด Rain ,Road, Dynamic ให้การตอบสนองของแต่ละโหมดที่ชัดเจน เปลี่ยนคาแรคเตอร์ของรถได้เหมือนรถ 3 คันในคันเดียว เพียงปรับที่ปลายนิ้วคือ

  • Rain Mode – ช่วงล่างจะยวบๆ ย้วยๆ นิดๆ แต่ระบบไฟฟ้าทำงานเต็มร้อย เหมือนจะยวบๆ แต่ตามติดถนนดีนักแล
  • Road Mode – ให้ความรู้สึกที่แน่นขึ้น เฟิร์มขึ้น ซึ่งใช้กับสภาพเส้นทางถนนปกติได้ดี (ถนนแห้ง)
  • Dynamic Mode – ทางคดเคี้ยวหล่ะก็มาเลย การตอบสนองของคันเร่งที่ไว ให้ความรู้สึกที่อยากจะสนุกไปกับเส้นทางโค้ง คดเคี้ยวต่อเนื่องไปเรื่อยๆเลยหล่ะ

อัตราสิ้นเปลือง

อัตราสิ้นเปลืองเฉลี่ยทั้งหมดจากทุกคน ของการขับขี่ในครั้งนี้ของเราอยู่ที่ประมาณ 20 km /litre โดยคันที่ใช้เปลืองที่สุดอยู่ที่ 18.2 km/litre และประหยัดสุดอยู่ที่ 24.4 km/litre หล่ะครับ

เรียกได้ว่า “ประหยัดมาก” เลยทีเดียว สำหรับรถในพิกัดขนาด 895 cc ซึ่งปัจจัยแวดล้อมของการกินน้ำมันก็ตรงๆครับ เปิดคันเร่งเยอะแค่ไหน ก็ตามนั้นเลย (นอกจากนั้นก็ สภาพเส้นทาง น้ำหนักโหลด อากาศ ฯ)

ข้อดี / ข้อสังเกต

ข้อดี

  • ระบบความปลอดภัยที่ “เต็ม” ยกมาจากรุ่นใหญ่ราคาหลักล้าน มาใส่ในรถระดับกลางที่เข้าถึงได้ง่าย
  • Dynamic ESA ยกมาเลย ปรับตั้งง่าย และใช้งานได้จริงตามน้ำหนักบรรทุก (1 คน , 2 คน , 2 คน + สัมภาระ) ซึ่งทาง BMW แนะนำให้จอดก่อนปรับตั้งเพื่อยืดอายุการใช้งานนะครับ
  • โดดเด่นด้วยช่วงล่างที่ที่ให้การตามติดที่เหมาะสมกับสภาพเส้นทางได้อย่างลงตัว (บนสภาพถนนที่เหมาะสมนะครับ)
  • Package ต่างๆของตัวรถเหมาะสมกับการใช้งานในลักษณะของตัว
  • หน้าจอแสดงผลที่สามารถบอกเส้นทางได้ ซึ่งเหมาะมากเลยหล่ะครับสำหรับผมที่ “หลงทาง” เป็นประจำเวลาออกทริปเดินทางไกลๆ ทั้งนี้ต้องมีการเชื่อมต่อกับโทรศัพท์นะครับ แต่ถ้าให้ดีเติม GPS จาก BMW เข้าไปสักนิด สบายเลย
  • ABS Pro ทำงานได้ละเอียดมาก เทียบเท่ากับ BMW R 1250 GS เลยหล่ะ ซึ่งนอกจากช่วยลดอาการล้อล็อคจนเสียอาการแล้ว ยังควบคุมอาการของล้อหลังไม่ให้ลอยบนการเบรคที่ความเร็วสูงอย่างรุนแรงอีกด้วย ล้อหลังจะยังคงเกาะติดอยู่กับถนนเลยหล่ะครับ แม้จะจงใจเบรคหน้าลดความเร็วอย่างรุนแรงก็ตาม

ข้อสังเกต

  • ชิฟเตอร์ มีอาการกระชากในรอบต่ำ-กลาง ความเร็วต่ำ ค่อนข้างรู้สึกได้ชัดเจนมาก ซึ่งตรงนี้มีส่วนมาจากการปรับตั้งโดยต้องการให้รถทั้งคู่ ใช้ชิฟเตอร์เพื่อความสนุก ในช่วงอัตราเร่งซะมากกว่า สำหรับผมใช้คลัชเลยครับที่ช่วงย่านเกียร์ 1-2-3 หลังจากนั้นค่อยใช้ ชิฟเตอร์เล่นต่อยาวๆ
  • “1 สี 1 Package” ถ้าอยากเปลี่ยนสี ต้องสั่งแฟริ่งเพิ่มเอาเองนะครับ … อย่างเช่นผมชอบ F 900 XR สีแดง แต่ชอบอุปกรณ์ของ สีทอง …​ก็ต้องซื้อ สีทอง แล้วสั่งแฟริ่งสีแดงใส่แยกต่างหากเอาเอง แหม่.
  • Dynamic EBC หรือการตัด Engine brake เมื่อมีการเบรคฉุกเฉินอย่างรุนแรง ตรงนี้อาจจะฝืนธรรมชาติของเพื่อนๆที่มีประสบการณ์การขับขี่มาสักระยะอยู่บ้าง แต่ต้องบอกว่าระบบเบรคบน BMW F 900 Series “ดีมาก” และเหลือเฟือกับการหยุดรถโดยไม่ต้องใช้ Engine Brake หล่ะครับ

สรุป

“F 900 R รถในแบบ Naked ที่นั่งสบาย” มิติรถที่กระชับ ท่านั่งในการขับขี่ที่กระทัดรัด วงเลี้ยวกำลังดี ให้การตอบสนองกับการใช้งานในสภาพการจราจร หรือในเมืองได้แบบไม่ต้องเป็นภาระอะไรกับผู้ขับขี่มากนัก

Package สำหรับ F 900 R ให้การใช้งานที่เหมาะสมตอบโจทย์ของผู้ขับขี่ได้อย่างดี แม้ว่าจะโดนบังคับด้วยสีของตัวรถก็ตาม

  • สีดำ – เริ่มต้น ที่ราคาต่ำสุด แต่ตัดระบบ Dynamic ESA และอุปกรณ์อื่นๆออกไป
  • สีน้ำเงิน – พร้อมสำหรับการเดินทางด้วยชุดยึดขากระเป๋า
  • สีแดง – สำหรับเพื่อนๆที่ไม่ต้องการติดกระเป๋าข้าง และเน้นการใช้งานในเมืองเป็นหลัก

“F 900 XR รถในแบบ Touring ที่สนุก และลงตัว” จนทำให้ผมลืม S 1000 XR รุ่นพี่ไปได้เลย … ด้วยความคล่องตัวที่ล้นเหลือ การขับขี่ทำได้อย่างง่าย และไม่เป็นภาระอะไรกับผมเลย กำลังของตัวรถใช้ในการเดินทางทั่วไปได้อย่างเหลือเฟือ อัตราเร่งที่จัดจ้าน มาพร้อมกับ Gear Shift Assitant Pro ที่เพิ่มความสนุกช่วงเร่งความเร็วได้อย่างมาก 

และเช่นเดียวกัน F 900 XR มาในลักษณะของ Package ที่เหมาะสมกับการใช้งานของเรา

  • สีขาว – เริ่มต้น ราคาต่ำสุด ไม่มีอุปกรณ์อะไรมากนัก เหมาะสำหรับเพื่อนๆที่มีอุปกรณ์ของตัวเองอยู่แล้ว หรือต้องการจะใช้อุปกรณ์นอกที่ไม่ใช่ของ BMW
  • สีแดง – ให้ความรู้สึกของรถที่เดินทางในระยะกลางวันละประมาณ 400 km กำลังดี ด้วยความรู้สึกที่กระทัดรัด เบาะนั่งที่ไม่สูงมาก เข้าถึงได้ง่าย
  • สีทอง – 400 km+ สบาย ด้วยเบาะนั่งแบบ Comfort Seat ที่นุ่ม และให้ท่านั่งในการขับขี่ที่รู้สึกลงตัวมากสำหรับการเดินทางไกลๆ

โดยรวมแล้วทั้ง F 900 R และ XR สำหรับผม ถ้าขับขี่อย่างมีสติแล้วหล่ะก็ จัดว่าเป็นรถที่ “ล้มยากมาก” ระบบไฟฟ้าต่างๆ เข้ามาช่วยผู้ขับขี่ได้เยอะมาก และให้ความปลอดภัยในการขับขี่เพิ่มขึ้นได้จริง ระบบเบรคที่เชื่อถือได้ ช่วงล่างที่เหนือกว่ารถในคลาสเดียวกัน โดยไม่ต้องปรับตั้งอะไร (Dynamic ESA) แต่ตัวรถจะทำการปรับตั้งให้เองอัตโนมัติตามสภาพเส้นทางนั่นแหล่ะครับ

ขอบคุณ

Comments