Review : Ducati Hypermotard 950 & 950 SP พลังที่พร้อมปลุกทุกความเถื่อนในตัวเรา

โดย /

Ducati Hypermotard 950 ทายาทรุ่นที่ 3 ที่พร้อมปลุก “ความเถื่อน” ในตัวเรา

นับได้ว่าเป็นอีกครั้งที่ผมได้ออกมาเดินทางยังประเทศสเปน มุ่งหน้าสู่เกาะเล็กๆที่ชื่อว่า Gran Canaria ที่ได้มาเข้าถึงกับอารมณ์แห่งความดิบ เถื่อน ทรงพลัง ที่ควบคุมได้ง่ายขึ้น ของ Ducati Hypermotard 950 และ 950 SP กับการปีนป่ายสู่ยอดเขาของเกาะแห่งนี้ บนเส้นทางที่คดเคี้ยว และเลี้ยวลด ไปตามแนวของสันเขาต่างๆ ก่อนที่จะทะยานลงมาใส่ให้เต็มกับสนามทางเรียบที่ชื่อว่า Maspalomas บนเกาะแห่งนี้

ซึ่งในครั้งนี้ต้องขอขอบคุณทาง Ducati ที่ให้เกียรติกับผมได้ร่วมเดินทางมาขับขี่ในครั้งนี้ด้วยนะครับ

เนี่ย เกาะเล็กๆตรงลูกศรนี้เนี่ย !

ในการรีวิวครั้งนี้จะเน้นไปที่ “อารมณ์” และการขับขี่บนเส้นทางที่คดเคี้ยว รวมไปถึงสนามทางเรียบเป็นหลัก ส่วนทางตรงนั้นลืมไปได้เลย !

  1. รูปลักษณ์ทั่วไป
  2. รายละเอียดทางเทคนิคที่น่าสนใจ
  3. สัดส่วนคน และรถ
  4. การขับขี่บนเส้นทางคดเคี้ยว
  5. การขับขี่บนสนามทางเรียบ
  6. ข้อดี/ข้อสังเกต/ข้อเสีย
  7. น่าจะเหมาะกับ / ไม่เหมาะกับ
  8. สรุป

ในรูปแบบคลิปการขับขี่สั้นๆที่นี่เลย

รูปลักษณ์ทั่วไป

หากมองเพียงผิวเผินแล้วหล่ะก็ Hypermotard 950 ดูเหมือนไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลงไปมากนัก แต่ต้องบอกเลยว่า การออกแบบ Hypermotard 950 นั้น ทำขึ้นใหม่แทบจะทั้งหมด ไม่ว่าจะเป็นการออกแบบ เฟรม ซับเฟรมใหม่ การออกแบบรูปทรงของถังน้ำมันที่ให้อารมณ์ของ Supermoto อย่างเต็มเปี่ยม รวมไปถึงไฟหน้า แผงควบคุม ตำแหน่งวางท่อไอเสียต่างๆ …​เรียกได้ว่า คิดใหม่ ทำกันใหม่ทั้งคัน

[ซ้าย] การออกแบบตำแหน่งของท่อ มีความคล้ายคลึงกับ Ducati 916 ซึ่งไม่ใช่แค่ออกแบบเพื่อความสวยงาม แต่ยังคงให้สมรรถนะที่สูงสุดของรถซึ่งไม่ใช่แค่ แรงม้า แรงบิด แต่ยังรวมไปถึงการควบคุมทั้งหมด ที่ให้ผู้ขับขี่สามารถ ปราบความพยศ ให้เชื่องมือลงได้ง่ายขึ้น

[บนขวา] ประกับไฟทางด้านซ้ายกับชุดควบคุมต่างๆไล่เรียงกันมาเลย

  • สัญญาณไฟ pass
  • สวิทช์สัญญาณไฟสูง-ต่ำ
  • สวิทช์เลื่อนขึ้น-ลง เพื่อเลือก หรือปรับเปลี่ยนการแสดงผล
  • ปุ่มเข้าถึงเมนูการตั้งค่าต่างๆของตัวรถ รวมไปถึงโหมดการขับขี่ และสัญญาณไฟเลี้ยวในปุ่มเดียว
  • สัญญาณแตร

[ล่างขวา] ประกับไฟทางด้านขวา

  • สวิทช์ off-run / start
  • DRL – Daytime running light
  • สวิทช์สัญญาณไฟ hazard (ไฟผ่าหมาก)

สำหรับในรุ่น 950SP นอกจากชุดสีแดงคาดขาวที่โดดเด่นแล้ว ยังจะมากับอุปกรณ์เสริมหลักๆ ตามนี้เลย

  • [บนซ้าย] กันสะบัด จาก Ohlins
  • [ล่างซ้าย] ชุดพักเท้า พร้อม DQS – Ducati Quick Shift up/down EVO พร้อม auto-blipper ให้การเปลี่ยนเกียร์ที่รวดเร็วโดยไม่ต้องใช้คลัตช์ทั้งขึ้น และลง
  • [บนขวา] กันสะเทือนหลังจาก Ohlins ปรับได้เต็มระบบทั้ง Compression / Rebound Damping / Preload
  • [ล่างขวา] กันสะเทือนหน้าจาก Ohlins ที่ปรับได้เต็มระบบเช่นกัน

นอกจากนั้นก็จะมีอุปกรณ์เสริมอื่นๆ เช่นบังโคลนคาร์บอน ครอบสายพานคาร์บอนต่างๆ และยังมีที่ต้องดูว่าจะมีเข้ามาสำหรับรุ่นที่จะทำตลาดในบ้านเราหรือไม่ เช่น ล้อหน้าหลังจาก Marchesini รวมไปถึงชุดท่อไอเสียจาก Akrapovic

 

รายละเอียดทางเทคนิคที่น่าสนใจ

ในส่วนของระบบไฟฟ้าคือบอกได้เลยว่า “มาเต็ม” เช่นกัน เพราะ Hypermotard 950 และ 950 SP เพียบพร้อม และอัดแน่น ไปด้วยเทคโนโลยีใหม่เอี่ยมทั้งหลาย ที่บางส่วนยกมาจาก Panigale V4 ไล่เรียงกันก็จะได้ประมาณนี้เลย

  • DTC Evo (Ducati Traction Control) ที่มีการยอมให้ล้อหลัง “ปั่นทิ้ง” ออกจากโค้ง สำหรับการทำงานในระดับ 1-2 โดยทำงานร่วมกับ “องศา” การเอียงของรถ ที่จะคอยคุมระดับของการปั่นล้อหลังออกให้โดยอัตโนมัติ
  • DWC Evo (Ducati Wheelie Control) ที่จะคอยช่วยพาให้ล้อหน้าลงพื้นอย่างนิ่มนวล
  • Cornering ABS Evo พร้อมความสามารถในการ สไลด์เข้าโค้งด้วยเบรค (เมื่อปรับการทำงานลงเหลือระดับ 1)
  • [สำหรับ 950 SP] DQS Evo (Ducati Quick Shift up/down) พร้อมบลิปเปอร์ ที่ให้ทำการที่ “ค่อนข้างเนียน” เลยทีเดียว

ระบบทั้งหมดจะมีคำว่า ‘EVO’ ต่อท้ายซึ่งสำหรับ Ducati นั้นหมายความว่า เจ้าระบบทั้งหลายนี้จะทำงานประสานกันเป็นหนึ่งเดียว โดยดูตำแหน่ง และการเคลื่อนไหวของตัวรถในมิติต่างๆทั้งหมด 6 ทิศทางผ่านทาง Bosch IMU 6-axis ที่จะบอกตำแหน่งและสถานะของตัวรถอย่างแม่นยำ เพื่อให้ระบบต่าง “ปรับละเอียด” การทำงานให้เข้ากับสถานการณ์นั้นๆ

ซึ่งการตั้งค่าทั้งหมดจะแปรตามโหมดการขับขี่ที่ผู้ขับขี่ต้องการอีกขั้นนึง ซึ่งก็สามารถปรับแต่งได้ตามความต้องการผ่านทางเมนูการตั้งค่า แต่โดยพื้นฐานแล้ว Hypermotard 950 จะมากับการตั้งค่าเริ่มต้นในแต่ละโหมดตามนี้

สำหรับการใช้ Slide-by-brake ซึ่งเป็นความสามารถในการควบคุมเสถียรภาพของรถต้องทำการปรับค่า ABS ให้เหลือ 1 จากนั้นก็ เชนเกียร์ให้ล้อหลังเริ่มจะล็อค เลี้ยว แล้วก็เบรคหลังให้สไลด์เข้าโค้งได้เลยจ้า รถจะช่วยรักษาสมดุลให้ (แหม่ … เหมือนจะง่ายแต่บอกเลยว่า ความเสียวมีอยู่จริง!)

 

สัดส่วนคน และรถ

เพียงแตะๆปลายเท้าได้ข้างหนึ่ง…

สัมผัสแรกกับความรู้สึกที่ได้ขึ้นไปคร่อมบน Ducati Hypermotard 950 นั้น สำหรับผมบอกเลยว่า … “แอบหนักใจ” … เพราะความสูงของเบาะที่มาเต็มถึง 870 mm ในรุ่น 950 และ เพิ่มขึ้นไปถึง 890 mm ในรุ่น 950 SP เนี่ยแหล่ะครับ

ความสูงของผมอยู่ที่ 163 cm เรียกได้ว่า เป็นตัวแทนให้เหล่าบรรดาสายบัลเล่ต์ กันได้เลยทีเดียว ถามว่าขี่ได้มั้ย ได้ครับตอนขับขี่ไม่มีปัญหาอะไรทั้งนั้น แต่การจอดรถแต่ละครั้งนี่ เรียกว่ามองข้ามช็อตกันเลยทีเดียว หาขอบทาง หาร่องถนน พร้อมด้วยการสไลด์ก้นให้คล่องๆ ช่วยได้เยอะเลยหล่ะนั่น ถ้าต้องมามุดหักไปมาตามการจราจรของบ้านเรานี่หล่ะก็ สำหรับผมจอดเลยจ้า

ถ้าสัดส่วนเพื่อนๆสัก 175 cm หล่ะก็ สบายครับ น้ำหนักรถค่อนข้างเบา การวางน้ำหนักรวมดีเลยหล่ะ แต่ทั้งนี้ต้องบอกว่า ด้วยลักษณะของตัวรถแบบ Motard น้ำหนักรถจะเทไปด้านหน้าซะเยอะ การยกรถขึ้นตั้งตรงอาจจะต้องใช้แรงมากกว่ารถในรูปแบบ Naked ทั่วไปนิดหน่อย แต่ถ้าคุ้นเคยแล้ว ไม่มีปัญหาอะไรครับบอกเลยสบาย

 

การขับขี่บนเส้นทางเขาที่สวยงาม

หลังจากที่รอมานานเราก็จะเริ่มออกไป … ขับขี่กันบนเส้นทางคดเคี้ยวของเกาะแห่งนี้แล้วหล่ะครับ ซึ่งเส้นทางบนเขาก็จะประมาณในรูปนี้เลย รถวิ่งสวนกันโดยไม่มีเส้นแบ่งช่องทาง ทางแคบๆ คดเคี้ยวไปมาตลอด ให้ได้ใช้ “ความคล่องแคล่ว” ของ Hypermotard 950 คันนี้อย่างเต็มที่

การออกตัวบน Hypermotard 950 ที่รอบต่ำ ยังคงมีอาการเด้งหน้า-หลัง เบาๆได้อยู่บ้างนิดหน่อยบนโหมด Sport แต่ถือว่าน้อยกว่ารุ่นก่อนหน้ามากแล้วหล่ะครับ ถ้าปรับโหมดลงมาเป็น Touring จะเดินคันเร่งได้ “เนียน” และง่ายขึ้น ซึ่งถ้าบิดคันเร่งขึ้นจนพ้นช่วงย่านรอบ 2000 rpm ไปแล้วก็ไม่รู้สึกอะไรแล้วหล่ะครับ แรงบิดจะเริ่มส่งมาอย่างต่อเนื่อง และให้พลังที่ราบรื่นตลอดทุกย่านรอบกันไปเลยแบบยาวๆ

ด้วยการวางน้ำหนักของตัวรถที่ทิ่มไปทางด้านหน้า ที่น่าจะทำให้การเลี้ยวทำได้แบบขัดขืนนิดๆ แต่เปล่าเลย เพราะการปรับตั้งช่วงล่างอย่างลงตัว องศาแกนโช้คหน้า ระยะฐานล้อ และการวางท่านั่งของผู้ขับขี่ทำให้การเลี้ยวรถไปมาบน Hypermotard 950 ทำได้ง่ายมาก นอกจากนั้นการวางน้ำหนักไปทางด้านหน้า ยิ่งทำให้สามารถใช้เบรคหน้าได้แบบ จิกแน่นเลยทีเดียว !!

 

แม้ว่าจะเบรคอย่างหนักให้หน้าจิกลงแน่นแล้วก็ตาม ล้อหลังก็ยังไม่ออกอาการยก หรือว่าเสียอาการอะไรให้ตื่นเต้นมากมาย ซึ่งตรงนี้มีส่วนมาจาก Conering ABS EVO ที่ทำงานร่วมกับ IMU แบบ 6 แกน ซึ่งช่วยรักษาน้ำหนัก และเสถียรภาพของตัวรถให้เราได้ ช่วยกระจายน้ำหนักเบรค และประคองไม่ให้ล้อหลังลอยจากถนนนั่นแล !

หรือจะเป็นช่วงเวลาตื่นเต้นที่กำลังขับขี่กันอย่างสนุกสนานกับกลุ่มนำ เข้าโค้งไปแล้วเจอ “รถบรรทุก” ขนาดใหญ่ บนทางแคบๆ การเบรคในโค้ง ทำได้ค่อนข้างหนัก โดยที่ไม่ออกอาการหน้าพับไวเกินไป คือเรียกว่า ช่วยรักษาอาการตัวรถให้ได้เยอะมาก … แต่ทั้งนี้ ไม่ใช่ว่าจะกดเบรคเต็มเหนี่ยวแล้วจะรอดได้ตลอดนะครับ ระบบแค่ช่วยได้บางส่วน สุดท้ายคือตัวผู้ขับขี่เองนี่แหล่ะน้า

การต่อเกียร์บน Hypermotard 950 ที่ไม่มี DQS (Ducati Quick Shift) ทำได้สบายๆ ด้วยคลัตช์น้ำมัน ที่ให้สัมผัสนุ่มมือ ซึ่งตรงนี้ถ้าใครไม่เคยขับขี่คลัตช์น้ำมันของ Ducati มาก่อน ปรับตัวนิดนึงนะครับ ระยะจับ และน้ำหนักจะไม่เหมือนคลัตช์สาย คือจะรู้สึกแปลกๆ นิดนึง แต่พอคุ้นแล้ว สบาย บอกเลย

 

โหมดที่แนะนำ – ขี่สบายมา Touring อยากสนุกเปิดกระชาก Sport โลด

อัตราสิ้นเปลืองที่ทำได้ โดยเฉลี่ยจากรถที่ขับขี่ 3 คัน กับระยะทางประมาณ 106 km Hypermotard 950 ทำได้อยู่ที่ประมาณ 16.9 km/litre !!!

การขับขี่บนสนามทางเรียบ

หลังจากช่วงเช้า ก็มาต่อกันที่ช่วงบ่ายกับ Hypermotard 950 SP บนสนามทางเรียบที่ชื่อว่า Maspalomas บนเกาะ Grand Canaria ที่มีพื้นที่เพียง 1560 ตร.กม. (กรุงเทพฯ 1569 ตร.กม.) แต่สนามทางเรียบแห่งนี้มีความยาว 4.5 km !!!!  เกาะเล็กๆ ยังมีสนามขนาดใหญ่ขนาดนี้ ไม่แปลกใจว่าทำไมทั้งสเปน และอิตาลี จึงสร้างนักแข่งระดับโลกขึ้นมาอย่างมากมาย

ซึ่งในการขับขี่ครั้งนี้เราได้ใช้พื้นที่เพียงประมาณ 1.5 km ในการขับขี่ เพราะทาง Ducati บอกว่า .. ทางตรงมันไม่สนุก เราปรับมาให้ขี่กันแต่โค้งแคบๆกันดีกว่า และก็เป็นอย่างนั้นแหล่ะครับ เพราะ Hypermotard 950 SP คันนี้ พร้อมด้วยกันสะเทือนหน้าหลังจาก Ohlins ที่ปรับตั้งมาจากโรงงาน ตอบสนอง และเลี้ยวได้ “คมมาก”

ช่วงล่างจาก Ohlins ทำให้ Hypermotard 950 SP มีระยะยุบของกันสะเทือนหน้า และหลังเพิ่มขึ้นจาก 950 ที่ 15 mm และ 25 mm ตามลำดับ ทำให้ความสูงของรถโดยรวมเพิ่มขึ้นอีก 20 mm ทั้งหมดนี้ทำให้ตัวรถสามารถเอียงได้ถึง 47 องศา (Hypermotard 950 เอียงได้ 44 องศา)

 

จากความคล่องตัวที่มีอยู่แล้วบนท้องถนน พอปรับมาเป็น 950 SP แล้วหล่ะก็ อีกเรื่องเลย !

ระยะฐานล้อที่เปลี่ยนแปลงไปเพียงเล็กน้อย ผสานกับช่วงล่างจาก Ohlins ทำให้ Hypermotard 950 SP รู้สึกได้ว่า นิ่ง และมีเสถียรภาพที่ดีขึ้น เมื่อเอียงรถจนสุด (พักเท้าสัมผัสกับผิวสนาม) ซึ่งตรงนี้ยังมีองค์ประกอบของยาง (Pirelli Diablo Supercorsa SP V3) ด้วยหล่ะครับ ที่ให้สัมผัสของขอบยางที่นุ่มกว่า Hypermotard 950 (Pirelli Diablo Rosso III)

เมื่อตัวรถที่คล่องแคล่ว แต่มีเสถียรภาพดีในขณะเอียงรถลงไป ผสานเข้ากับระบบไฟฟ้ามากมายที่ช่วยคุมอาการต่างๆ ทำให้ผมเองที่แม้จะขับขี่เป็นครั้งแรก ก็สามารถเล่นสนุกไปกับ Hypermotard 950 SP คันนี้ได้แบบ “เพลิน” ปรับตัวสัก 5-10 นาทีก็พร้อมที่จะเล่นสนุกกันได้แล้ว

DQS (Ducati Quick shift) EVO ที่เป็นอุปกรณ์มาตรฐานบนรุ่น SP ยิ่งทำให้สนุกขึ้นไปอีกขั้น แต่ทั้งนี้ระยะการหน่วงของ Shifter สำหรับผมรู้สึกว่าจะห่างไปนิดนึง ทำให้บางจังหวะการต่อเกียร์อาจจะมีอาการวูบเบาๆ เหมือนไม่สม่ำเสมอได้ ทางแก้เหรอครับ ง่ายๆเลย งัดให้ไว กดให้เร็ว (จะเรียกว่ากระทืบเบาๆก็ว่าได้) ช่วยได้ … ซึ่งตรงนี้น่าจะมีผลมาจากระยะความสูงของคันเกียร์ที่ต้องปรับให้เชิดขึ้นกว่าตำแหน่งมาตรฐานเล็กน้อย เพื่อให้พวกเราปลอดภัยขึ้นจากรอยต่อบางส่วนของสนาม ที่คันเกียร์อาจจะไปขูดพื้น และอาจก่ออันตรายได้นั่นหล่ะครับ

โหมดที่แนะนำ – Sport

สำหรับผมรู้สึกว่าสภาพแทรคดีๆ ลด DTC เป็น 2, DWC เป็น 1, ABS เป็น 1 ขับขี่ได้เต็มสมรรถนะของตัวรถมากขึ้น แต่ถ้าขับให้ปลอดภัยค่ามาตรฐานของโหมด Sport DTC = 3, DWC =3 และ ABS = 2 รู้สึกสบายใจ และมั่นใจมากกว่าครับ

  • DTC (Ducati Traction Control)
  • DWC (Ducati Wheelie Control) ระดับ 1 จะยอมให้ล้อหน้ายกลอยจากพื้นได้สูง แต่จะประคองให้รถค่อยๆลงแตะพื้นเอง
  • ABS ระดับ 1 จะยอมให้ล็อคเบรคหลัง และให้ล้อหลังลอยจากพื้นได้

 

ข้อดี/ข้อสังเกต/ข้อเสีย

ข้อดี

  • Hypermotard 950 เข้าถึง และขับขี่ได้ง่ายขึ้นกว่า Hypermotard 939
  • อาการกระชากเบาๆที่ย่านรอบต่ำ (ช่วงออกตัว หรือเดินคันเร่งช้าๆ) น้อยลง ยังคงมีให้รู้สึกได้บ้างนิดหน่อย
  • ระบบไฟฟ้าที่ใส่มาให้แบบ “จัดเต็ม” ทำให้ผมเองที่มีเวลาปรับตัวเข้ากับรถเพียงสั้นๆ ก็ยังรู้สึกมั่นใจที่จะขับขี่ได้อย่างเต็มที่
  • ช่วงล่างทั้งของ Hypermotard 950 และ 950 SP ปรับตั้งมาอย่างลงตัว แม้ว่าน้ำหนักของผู้ขับขี่จะมีตั้งแต่ 65 kg จนถึง 95 kg ก็ยังคงให้ความรู้สึกถึงตัวรถที่ไม่แตกต่างกันมากนัก
  • ตำแหน่งพักเท้าของผู้ขับขี่ ลงตัวกับสรีระที่แตกต่างกันตั้งแต่ 163 cm จนถึง 180 cm ให้ท่านั่งที่ค่อนข้างเป็นมิตร และสบายมากเลยทีเดียว

ข้อสังเกต / ข้อเสีย

  • “ประเด็นร้อน” ถามว่าร้อนมั้ย? บอกได้ว่าปกติแล้วหล่ะครับ ไม่ได้มากมายอะไร ประมาณเดียวกับ Hypermotard 939 นั่นแหล่ะ ไม่ได้มากมายขนาดรับไม่ได้
  • ถ้าเลี้ยวลงลึกจนสุดองศาที่ 44 องศา ของ Hypermotard 950 ตัวรถจะมีอาการเหมือนส่ายได้นิดๆ (เบามากๆ) ซึ่งถ้าขับขี่แบบปกติ ไม่รู้สึกอะไรครับ ซึ่งน่าจะมีส่วนมาจากค่าลมยางมาตรฐาน ต่อน้ำหนักตัวผมด้วย
  • แม้น้ำหนักที่ลงช่วงหน้าค่อนข้างเยอะ การกระแทกคันเร่งออกจากโค้งแรงๆ บนท้องถนนของ Hypermotard 950 กลับมีอาการเหมือนหน้าส่ายได้เบาๆ ซึ่งตรงนี้ถ้าเพิ่มกันสะบัดเข้าไปช่วยก็น่าจะจบแล้วหล่ะครับ (เพราะบน Hypermotard 950 SP อาการนี้มีน้อยมาก จะรู้สึกอีกทีคือ อ้าวหน้าลอยแล้วจ้า)
  • ความสูง ที่เรียกได้ว่าสุด ของ Hypermotard 950 และ 950 SP ที่มากับความสูงเบาะถึง 870 mm และ 890 mm ตามลำดับ สำหรับผมเองที่สัดส่วน 163 cm น้ำหนัก 65 kg ค่อนข้างเหนื่อยนิดๆ เลยหล่ะครับ สำหรับการขับขี่ในสนามกับ Hypermotard 950 SP ผมจะผ่อนแรงที่ต้องเขย่งด้วยการ กระโดดขึ้น-ลง รถ (แบบเวลาปั่นจักรยาน) เอาแทน มะงั้นเสียวตะคริวจะกินขาเอาเหมือนกัน
  • “คนซ้อน” … พักเท้าคนซ้อนค่อนข้างจะชันสักนิดนึง ท่านั่งของคนซ้อนจะเหมือนนั่งยองๆ บนเก้าอี้เตี้ยๆหล่ะครับ เรียกว่า น่าจะหงายเงิบได้ง่ายเลยทีเดียว ซึ่งตรงนี้ก็แลกกับความคล่องตัวของผู้ขับขี่ที่ไม่มีอะไรมาเกะกะที่ส้นเท้าแทน

 

น่าจะเหมาะกับ / ไม่เหมาะกับ

น่าจะเหมาะกับ

  • เพื่อนๆที่มีประสบการณ์การขับขี่อยู่แล้ว ยิ่งถ้ามีประสบการณ์ด้าน Enduro หรือ Motocross มาบ้างหล่ะก็ สนุกเลย
  • ขี่คนเดียว มันส์ๆ ใช้ในระยะการขับขี่ในเมือง พร้อมโดดคอสะพาน (อันตรายน้า) ได้ทันที
  • เดินทางระยะสั้นซักประมาณ 100-150 km สบายๆ ถ้าเยอะกว่านั้น ถามว่าทำได้มั้ย ได้ครับ แต่คนเนี่ยแหล่ะจะเหนื่อยก่อนแทน
  • ส่วนสูงซัก 175 cm ขึ้นไปน่าจะสบายหล่ะครับ กับ Hypermotard 950 คันนี้

น่าจะไม่เหมาะกับ

  • “มือใหม่” ไม่แนะนำครับ ถึงแม้ว่า Hypermotard 950 และ 950 SP จะได้รับการเพิ่มเติมเสริมแต่ง ด้วยระบบไฟฟ้า มากมายที่ช่วยให้ขับขี่ได้อย่างปลอดภัยมากขึ้น แต่พละกำลังที่มากมาย ผู้ขับขี่ควรมีประสบการณ์ในการขับขี่รถขนาดใหญ่มาบ้างแล้วระดับนึงน้า
  • สัดส่วน 163 cm อย่างผม .. ถามว่าขี่ได้มั้ย ได้ครับสบายมาก แต่ช่วงจอดต้องเผื่อล่วงหน้าพอสมควร ยิ่งถ้าต้องหักไปตามการจราจรของกรุงเทพหล่ะก็ มีจอดนิ่งๆ ได้หล่ะนั่น เสียวล้มแปะจริงจัง

 

สรุป

Ducati เปิดตัว Hypermotard ในรุ่นกลางมาตั้งแต่ช่วงประมาณปี 2008 กับ Hypermotard 796 (กับกระจกพับข้างอันโดดเด่น ที่ผมชอบมาก!!! แต่เกะกะมากเช่นกัน) ก่อนจะปรับปรุงมาเป็น 821 และ 950 ซึ่งนับได้ว่าเป็นรุ่นที่ 3 แล้ว ที่ยังคงสืบทอด “ความมันส์” อย่างเต็มอารมณ์ ไว้เช่นเดิม

แม้ว่าในรุ่น 950 จะมีรูปทรงที่สืบทอดมาจนอาจจะดูเหมือนไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลงไปนอกจากเครื่องยนต์ แต่จริงๆแล้ว “เปล่าเลย” เพราะการพัฒนา Hypermotard 950 ทำขึ้นใหม่หมดตั้งแต่การร่างภาพเลยทีเดียว เพิ่มเติมด้วยระบบไฟฟ้าต่างๆ ที่เข้ามาช่วยให้ผู้ขับขี่ขับขี่ได้อย่างปลอดภัยมากขึ้น .. ซึ่งก็คือ น้ำหนัก … ทำให้ทาง Ducati ออกแบบเฟรมใหม่ ที่ให้ความแข็งแรงมากขึ้น แต่ลดน้ำหนักของเฟรมไปได้อีกประมาณ 1 kg รวมไปถึงเครื่องขนาดใหญ่ขึ้นกว่ารุ่นก่อนหน้า แต่น้ำหนักน้อยลง 1.5 kg

รวมไปถึงออกแบบซับเฟรม และช่วงถังน้ำมัน เบาะรูปทรงใหม่ โดยมีจุดประสงค์ให้ผู้ขับขี่สามารถใช้การถ่ายเทร่างกาย ไป “บนถังน้ำมัน” หรือ “บนเบาะท้าย” ได้ง่ายขึ้น โดยไม่มีอะไรมากระแทกขา หรือเข่า (อย่างในรุ่น 821 ถ้าเราย้ายตัวไปบนถังหล่ะก็ มีเข่ากระแทกรอยต่อเฟรมกับถังน้ำมันได้ เจ็บเลยหล่ะนั่น)

การขับขี่บน Hypermotard ยังคงอารมณ์ของ “ความเถื่อน” ไว้อย่างลงตัว แต่สิ่งที่เปลี่ยนไปอย่างชัดเจนอย่างนึง คือความคล่องตัวที่เพิ่มมากขึ้น การเลี้ยวเข้าโค้งต่อเนื่อง การเดินคันเร่งที่ให้แรงบิดที่สม่ำเสมอขึ้น ทำให้ ผมเองก็ขับขี่ได้แบบสบายๆ ไม่รู้สึกกดดันกลั้นใจ แบบสมัย Hypermotard 796 แล้วหล่ะครับ แต่กระแทกคันเร่งเมื่อไหร่ มีเฮ!

ไม่ว่าจะขับขี่ในรูปแบบ Lean-in, with, out หรือจะเป็นแบบ Racing เข่าเช็ดพื้น หรือจะขี่ในแบบ Supermoto บอกเลยว่า “จัดได้หมด” และตัวรถพร้อมที่จะทะยานออกไปอย่างมั่นคง (ด้วย DTC ที่ช่วยประคอง และทอนกำลังให้เมื่อเราเดินคันเร่งออกโค้ง)

โดยรวมแล้ว นับได้ว่า หากใครที่กำลังมองรถที่มีเอกลักษณ์โดดเด่น ขุมพลังที่ล้นเหลือ ระบบไฟฟ้าที่ช่วยประคองรถให้เราได้อย่างดีแล้วหล่ะก็ Hypermotard 950 นับว่าเป็นตัวเลือกที่น่าสนใจ และอยากให้ไปลองสักครั้งดูจริงๆ … บอกเลยว่า .. มันส์มาก !

 

 

ขอบคุณ

หมวกกันน็อคน้ำหนักเบา คุณภาพสูง ราคาย่อมเยา จาก Vemar Thailand 

https://www.facebook.com/Vemarthailand/

koala

Koala Rider – A Rider Super Market เกษตร-นวมินทร์

10550932_315231421970674_8310229622189082563_n

40 Garage ร้านคุณภาพสำหรับมอเตอร์ไซค์ของเพื่อนๆ
facebook : https://www.facebook.com/40garage

Comments