Review : รีวิว Harley-Davison Street Rod บนการขับขี่สั้นๆ รอบเกาะเล็กๆ แต่ครบครันกับทุกสภาพการใช้งาน

โดย /

Harley-Davidson Street Rod พร้อมทะยาน ด้วยการควบคุมที่คล่องตัว

Harley-Davidson นับได้ว่าเป็นแบรนด์นึงที่เติบโตมาอย่างยาวนานตั้งแต่ปี 1903 หรือนับได้ถึงปัจจุบัน (ปี 2017) ก็ 114 ขวบเต็ม กับการก้าวข้ามผ่านช่วงเวลา และพบกับมรสุมมากมาย ไม่ว่าจะเป็นช่วงสงครามโลกทั้งสองครั้ง ภาวะเศรษฐกิจตกต่ำทั่วโลก ซึ่งทำให้ Harley-Davidson ได้มีส่วนร่วมในการบันทึกประวัติศาสตร์ของอเมริกาผ่านมอเตอร์ไซค์ของตัวเองมาอย่างต่อเนื่อง จนนับได้ว่าถ้านึกถึงมอเตอร์ไซค์จากอเมริกา ต้องนึกถึง Harley-Davidson เป็นอันดับหนึ่งเลยทีเดียว

Harley-Davidson นับได้ว่าเป็นแบรนด์มอเตอร์ไซค์แบรนด์นึงที่ฝังรากลึกของคำว่า “ปลายทาง” ของมอเตอร์ไซค์ อยู่ในใจของใครหลายๆคน และน่าจะเป็นแบรนด์ไม่กี่แบรนด์ที่ผู้ขับขี่ เต็มใจ ที่จะใช้โลโก้ของ Harley-Davidson มาประดับไปในอุปกรณ์ต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นเครื่องแต่งกาย ข้าวของเครื่องใช้ต่างๆ หรือแม้กระทั่งการสักลงบนร่างกายของตัวเอง

หลายๆคนอาจจะมองภาพลักษณ์ของ Harley-Davidson ว่าจะต้องเป็นกลุ่มผู้ขับขี่ร่างกายสูงใหญ่ หน้าโหดๆ ใส่ชุดหนัง พร้อมเสียงคำรามของเครื่องยนต์ ล่องลอยไป ..บนถนนหนทาง ซุปเปอร์ไฮเวย์ .. (เดี๋ยว !!!) ซึ่งเป็นส่วนนึงที่ทำให้ ในช่วงปี 2014 มีการเปิดตัว Harley-Davidson Street 750 ที่มุ่งเน้นไปกับการใช้งานขับขี่ที่ครอบคลุม หลากหลาย ใช้งานได้จริงมากขึ้นในชีวิตประจำวัน พร้อมส่งอารมณ์ และการขับขี่บนแบรนด์ที่จะเรียกว่า “ตำนานที่เต็มเปี่ยมด้วยประวัติศาสตร์” ให้กับเหล่าผู้ขับขี่ได้เข้ามาสัมผัสได้ง่ายขึ้น

หลังจากที่ Street 750 ลงขายในตลาดโลกได้ไม่นาน Harley-Davidson ก็มีความคิดขึ้นมาว่า “ถ้าเราคัสตอม Street 750 หล่ะ?” ซึ่งได้ออกมาเป็นรถ 3 คันที่ใช้ชื่อว่า Garage, Urban Custom และ RDX 800 ซึ่งเจ้า RDX 800 นี่เองแหล่ะครับ ที่กลายมาเป็นต้นแบบของ Street Rod หรือจะมองว่าเป็น Street 750 Gen 2 ก็ไม่ผิดนัก ที่ตกแต่งคัสตอมจนออกมาขายจริงในปีนี้นี่เอง

ในครั้งนี้ ต้องขอขอบคุณ Harley-Davidson Thailand และ Harley-Davidson Asia ที่ให้เกียรติกับผม ได้เป็นส่วนนึงในการออกไปเดินทางเพื่อสัมผัสกับประสบการณ์ครั้งแรกในเอเชีย และร่วมการขับขี่ไปบนเกาะที่ชื่อว่า สิงค์โปร์ ในแบบ “ทั่วทั้งเกาะ” ให้ได้ฝ่าการจราจรที่ติดขัด ออกไปหาเส้นทางที่ร่มรื่นสลับทางโค้ง และเส้นทางเลียบชายทะเลที่สวยงาม นอกจากนั้นยังนับได้ว่าเป็นครั้งแรกของผมเองเลยหล่ะครับที่ได้ขึ้นมาอยู่บนเครื่องยนต์ V-Twin จากแบรนด์ที่ชื่อ Harley-Davidson อย่างเป็นทางการ

สำหรับเส้นทางในคราวนี้เท่าที่ผมพอจะจำได้นะครับ เนื่องจากขับขี่ไม่ตรงกับ Route ที่วางไว้มีการวิ่งอ้อมบ้างเล็กน้อย เพื่อหลบหลีกสายฝนที่กำลังกระหน่ำช่วงบริเวณกลางเกาะ (เรียกว่าได้ขี่เพิ่มขึ้นอีกนิดนึง นิดเดียว)

คราวนี้มากับหัวข้อที่ครอบคลุมไปบน Harley-Davidson Street Rod คันนี้ ตามนี้เลย

รูปลักษณ์ทั่วไป


Street Rod มากับทรงถังน้ำมันที่คล้ายหยดน้ำ ที่มีขนาดกว้าง รับไปกับสรีระของตัวรถ พร้อมปรับตำแหน่งให้เขยิบไปข้างหน้า และสูงขึ้นกว่า Street 750 ซึ่งรับกับความสูงของรถที่มากขึ้น โดยมุ่งเน้นไปที่สรีระ และท่านั่งของผู้ขับขี่ที่ “ดุดัน” และให้การควบคุมตัวรถที่ “คล่องแคล่ว” มากขึ้น

นอกจากนั้นชิ้นส่วนบางชิ้น เช่นบังโคลนหน้า ชิวบังลมหน้า บังโคลนท้าย ครอบหม้อน้ำ และพาร์ทอื่นๆบางชิ้น มีการใช้พลาสติกเข้ามาประกอบด้วย ซึ่งโดยปกติในรุ่นใหญ่ของ Harley-Davidson จะเป็นโลหะทั้งหมด ตรงนี้ก็แบ่งข้อดี-ข้อเสียกันไปหล่ะครับ

[บนซ้าย] ประกับไฟทางซ้ายที่มีเพียง สวิทช์ไฟต่ำ-สูง สัญญาณไฟเลี้ยว และสัญญาณแตร ส่วนประกับไฟทางด้านขวา [บนขวา] มีเพียงปุ่ม Off-Run และ ปุ่มสตาร์ทการทำงานของเครื่องยนต์ แต่ทั้งนี้ระยะเบรคหน้ามาตรฐานจากโรงงานจะค่อนข้างชิดกับแฮนด์นะครับ ใช้ 4 นิ้วกำสุดหล่ะเกือบจะชนแฮนด์เลยทีเดียว ทั้งนี้ระยะก้านเบรคสามารถปรับตั้งได้เล็กน้อยด้วยการหมุนสายปรับตั้งด้านใต้ก้านเบรค

[ล่างซ้าย] เรือนไมล์เรียบๆ พร้อมจอ LCD เล็กๆที่แสดงข้อมูลระยะทางที่วิ่งมาแล้ว (ODO), Trip 1, Trip 2, รวมไปถึงตำแหน่งเกียร์ และวัดรอบ ส่วนเข็มวัดความเร็วมาเป็นแบบเข็ม ไล่มาที่บั้นท้ายของ Street Rod และไฟท้าย ออกแนวโฉบเฉี่ยวเหมือนกันนะเนี่ย [ล่างขวา] สัญญาณไฟเลี้ยวยังคงใช้หลอดธรรมดาทรงกลม พร้อมโลโก้ของ Harley-Davidson ซุกซ่อนอยู่ภายใน

ส่วนเจ้าเครื่องกล่องสีเทาๆที่ยึดอยู่บนประกับไฟทางซ้าย [บนซ้าย] ก็อารมณ์ Easy Pass ของสิงค์โปร์นะครับ เรียกว่าขี่ไปผ่านด่านตอนไหนยังไม่รู้เลย เงินลดไปแล้ว … T-T

[บนซ้าย] ช่วงตำแหน่งของท่อไอเสียที่วิ่งผ่านใต้พักเท้าด้านขวามาพร้อมกับแป้นยางบนท่อไอเสียที่เรียกได้ว่า “ต้องมี” เพื่อช่วยรองรับส้นรองเท้า [บนขวา] ไม่ให้สัมผัสกับความร้อนจนอาจจะละลายได้เลยทีเดียว แต่ทั้งนี้ระยะของคันเบรค คันเกียร์ กับพักเท้า จะมีตำแหน่งที่ค่อนข้างใกล้เข้ามา และมีตำแหน่งวางเท้าที่แปลกกว่ารถถนนปกตินิดนึง แต่ไม่ได้ลำบากอะไรครับ ขี่ช้า ลองใช้เบรคใช้เกียร์ ปรับตัวซักแป๊ปนึงก็เริ่มชินหล่ะ

[ล่างซ้าย] ยางติดรถเป็น Michelin Scorcher 21 ที่มาพร้อมโลโก้ของ Harley-Davidson บนขอบยางอย่างชัดเจน หรือจะเรียกได้ว่า “ยางตรงรุ่น” ส่วนถังน้ำมันเป็นแบบหมุนเปิดฝาออกมาได้เลย [ล่างขวา]

ถ้าสังเกตในรายละเอียดเล็กๆน้อยของตัวรถ จะเห็นได้เลยหล่ะครับว่า พาร์ทแทบทุกชิ้นของรถคันนี้จะต้องมีโลโก้ของ Harley-Davidson แอบซ่อนอยู่ทั่วทั้งคันเลยทีเดียว (ปั๊มเบรคล่างเอย ยางเอย … เพียบ !)

 

รายละเอียดทางเทคนิคที่น่าสนใจ

ด้านข้างบึกบึน ให้อารมณ์ของความดุดัน พร้อมอวดเครื่องยนต์แบบ V-Twin และกล่องอากาศชัดเจน

 

สัดส่วนคน และรถ

คราวนี้เป็นความพลาดของผมเอง ที่ไม่ได้เก็บภาพช่วงนั่งตรงกึ่งกลางของรถมาด้วย แต่จากภาพข้างบนสังเกตได้เลยครับว่า ขยับก้น “นิดเดียว” ลงได้เต็มเท้าข้างนึงสบายๆ สำหรับความสูงที่ไม่เปลี่ยนแปลงที่ 163 cm น้ำหนัก 65 kg ถ้านั่งกึ่งกลางของตัวรถก็จะลงได้ประมาณ ⅓ ของเท้าผม (ด้วย inseem ประมาณ 700 mm)

ถ้าใครสัดส่วนที่ประมาณ 170 cm ขึ้นไป น่าจะเกือบเต็มเท้า ดีไม่ดีมีหย่อนๆเลยหล่ะนั่นกับ Street Rod คันนี้ สำหรับความสูงเบาะที่ 765 mm บน Street Rod ก็จัดได้ว่าเป็นรุ่นนึงที่มีท่านั่งสูงแล้วหล่ะครับสำหรับมอเตอร์ไซค์จาก Harley-Davidson

 

การขับขี่ในสภาพถนนต่างๆ #ในเมือง

ถ่ายช่วงเช้ามืดนะครับประมาณ 6.15 น. แทบไม่มีการจราจรเลย !!! เป็นบ้านเรานี่เริ่มมีอาการ(ติดขัด)หล่ะ

ด้วยท่านั่งที่ได้รับการปรับให้มีตำแหน่งที่สูงขึ้น พร้อมด้วยการควบคุมในแบบที่ผมเรียกว่า “คร่อมอยู่บนตัวรถ” ซึ่งท่านั่งในลักษณะของ Street Rod ทำให้สามารถใช้ร่างกายทั้งบน และล่าง ในการควบคุมรถได้คล่องแคล่ว ในแบบที่ “คิดจะเลี้ยว ก็ไปได้เลย”

น้ำหนักของตัวรถที่แม้จะมากถึง 238 kg ไม่ใช่ปัญหาอะไรในการยกรถตั้งตรง หรือขับขี่ในสภาพการจราจรที่หนาแน่น ด้วยตำแหน่งของเบาะที่ค่อนข้างต่ำ และวงเลี้ยวของรถที่ค่อนข้างแคบทำให้ยังสามารถโยกรถไปมาได้คล่องตัวอยู่ จะมีติดขัดก็เรื่องของตำแหน่งกระจกปลายแฮนด์ที่ยื่นออกมาเนี่ยแหล่ะน้า จะเปลี่ยนไปไว้ตรงอื่นก็ดูจะไม่เข้าท่า ของเดิมดันออกมาโอเคอยู่แล้ว

แรงบิดที่หนัก ผสานกับอัตราทดเกียร์ 1 ที่เรียกได้ว่าสูงปรี๊ดทำให้ Street Rod เป็นรถที่ออกตัวด้วยเกียร์ 1 ได้แบบ “พุ่งทะยาน” ไปเลย สำหรับผมลองออกตัวที่เกียร์ 2 รู้สึกง่าย นุ่มนวล และให้การควบคุมที่สบายใจมากขึ้น แต่พอเริ่มคุ้นมือแล้วหล่ะก็ออกตัวเกียร์ 1 มันช่างจัดจ้าน และจัดได้ว่าสนุกเลยทีเดียว

ช่วงล่าง พร้อมการปรับตั้งมาตรฐาน ให้อารมณ์ที่หลากหลาย คือยุบง่ายนะ แต่ยังคงออกไปทางแน่นๆ แข็งนิดๆ (สำหรับน้ำหนักตัวผมที่ 65 kg) แต่ยังคงให้การซับแรงของผิวถนนต่างๆได้ค่อนข้างดี การกระแทกลูกระนาดแรงๆ ยังสามารถทำได้โดยไม่มีอาการสะบัด หรือดีดให้เสียวอะไร เรียกว่ายังคงเชื่อถือได้อย่างดี ซึ่งส่วนนึงน่าจะมาจากน้ำหนักของตัวเค้าเองที่ 238 kg ด้วยหล่ะครับ

ประเด็น “ร้อน” หล่ะ บอกเลยว่าไม่ไหม้ แต่มีแดงๆตรงน่องซ้ายด้านในได้ง่ายๆเลยหล่ะ ด้วยขอบของเครื่องยนต์แบบ V-Twin ที่ยื่นออกมาแบบในรูป ทำให้ท่าขี่ในแบบหนีบถังปกติจะสัมผัสกับขอบตรงนี้ตรงๆ ซึ่ง… ร้อนมาก แต่ปรับตัวนิดหน่อยจะได้ท่านั่งที่เหมาะสมกับสรีระของผม คือจะออกแนวกางขาสบายๆ มากกว่าหนีบถังแบบรถที่มีการวางถังน้ำมันไว้ด้านบนทั่วไป

นอกจากนั้นส่วนของท่อไอเสียที่แม้จะมียางรองกันตรงส้นเท้าไว้แล้ว (เอามือแตะๆ ถึงกับสะดุ้ง เพราะยางรองร้อนจี๋เลย!!) ยังแผ่ความร้อนออกมาทางซีกขวาของรถได้แบบเต็มๆ ทั้งนี้ผมเองใส่กางเกงยีนส์สำหรับขับขี่ พร้อมรองเท้าขับขี่มอเตอร์ไซค์โดยเฉพาะ ทำให้ไม่รู้สึกร้อนถึงขนาดทนไม่ไหว ที่สำคัญปลอดภัยกว่าด้วยน้า

 

การขับขี่ในสภาพถนนต่างๆ #เดินทางบนทางหลัก


Lean-out สบายๆ ตัวรถค่อนข้างเป็นมิตรกับผู้ขับขี่มากเลยทีเดียว

ในช่วงกลางของการขับขี่หลังจากที่เราฝ่าการจราจรของสิงค์โปร์ในช่วงสายออกมาแล้ว และหลังจากที่รู้สึกว่าท่านั่งที่พอดีสำหรับผมคือ ไม่ต้องหนีบถังน้ำมันแล้วหล่ะ นั่งหย่อนขา ผ่อนคลายสบายๆได้เลย งอแขนเล็กน้อย ก้มตัวนิดหน่อย แล้วเปิดคันเร่งออกไป … คือความสนุกอย่างนึงของ Street Rod คันนี้

ระยะฐานล้อที่ค่อนข้างยาวที่ 1510 mm และขนาดตัวย่อมๆที่มากับพิกัดน้ำหนักที่ 238 kg ทำให้ Street Rod ให้เสถียรภาพของการเดินทางที่ดี การเลี้ยวด้วยความเร็วเดินทางทำได้ง่าย และให้ความรู้สึกที่นิ่งตามติดกับถนนได้เป็นอย่างดี

ด้วยลักษณะของตัวรถในแบบ Street (หรือ Naked) ก็รับลมกันไปเต็มๆ แต่เดี๋ยวก่อน ! ชิวบังลมหน้าเล็กๆ (windscreen, flyscreen) ที่เสริมอยู่ด้านหน้าเห็นเล็กๆแบบนั้นช่วยได้พอสมควรเลยนะครับ สำหรับสรีระผมเองที่ 163 cm งอแขนนิดนึง ก้มหัวลงไปหน่อย แรงลมจะปะทะช่วงหมวกพอดีๆ หลุดมาอัดร่างกายส่วนบนบ้างนิดหน่อย แต่ก็ไม่ได้มากมายอะไร

“สั่น?” แม้ว่าจะเป็นเครื่องแบบ V-Twin ขนาด 749 cc ที่หลายๆคนต้องคิดว่า “สั่นกระจัดกระจายอย่างแน่นอน” แต่เดี๋ยวก่อน “ผิดคาด” เพราะ Street Rod คันนี้กลับไม่ได้สั่นอะไรมากมายจนรับไม่ได้ ให้อาการเหมือนสะเทือนเบาๆ นิดหน่อย ไม่ได้มีอาการกระเด้งกระดอนจนมือชาอะไร แบบที่อาจเจอได้บนรถ 1-2 สูบ cc สูงๆปกติ แม้ว่าจะลองลากรอบขึ้นไปถึง 7,000-8,000 rpm ก็ตาม ก็สะเทือนมากขึ้นนิดนึงเอง … แปลกใจมาก !

 

การขับขี่ในสภาพถนนต่างๆ #สภาพเส้นทางคดเคี้ยว

ด้านขวาติดท่อเต็มๆ แต่ด้วยเสถียรภาพ และน้ำหนักของรถที่ค่อนข้างมาก ทำให้แม้จะขูดพื้นไปบ้างแล้ว ตัวรถยังไปต่อได้เรื่อยๆ แบบไม่ออกอาการรั้งอะไรให้เหวอเล่น

หลังจากที่วิ่งบนเส้นทางหลักมาได้นิดนึงก็มีเส้นทางโค้งให้เราได้ลองพลิกรถเข้าโค้งต่อเนื่องซ้ายขวาสักเล็กน้อย (คือน้อยจริงๆ มีโค้งต่อเนื่องไม่น่าถึง 10 โค้งเอง) เรียกว่าพอกำลังจะเข้าที่ปั๊ป อ้าวหมดแล้ว เสียดายจริงจัง !!!

แม้ว่า Street Rod มีการใช้องศาของแกนโช็คหน้าที่ค่อนข้างชัน ผสานกับการปรับตำแหน่งท่านั่งของผู้ขับขี่ “อยุ่บน” ผสานกับช่วงล่างที่ค่อนข้างแข็งนิดๆ แต่ยุบได้ง่ายส่วนนึงน่าจะมาจากน้ำหนักของรถเอง แต่ก็ไม่ได้ออกอาการยวบอะไรเวลาที่เราพลิกรถแรงๆ ทำให้ Street Rod พลิกรถไปมาได้ “คล่องมาก” ซึ่งผมเองก็แปลกใจเหมือนกันว่า รถน้ำหนักขนาดนี้ ท่านั่งแปลกๆแบบนี้ แต่พลิกรถได้ “คล่อง” และไวมากเลยทีเดียว

ระยะคลอเบรคหน้าสำหรับใครที่ชอบแต่งเบรคในโค้ง จะมีระยะ “แปลกๆ” นิดนึงนะครับ ปรับตัวอยู่สักพักใหญ่ๆ ยังไม่ค่อยชินเลย คือเบรคหน้าของ Street Rod จะเหมือนเบรคไม่อยู่จนถึงระยะที่เกือบจะสุดแล้วนั่นแหล่ะ จับแน่นเลย ถ้าต้องแต่งความเร็วในโค้งสำหรับผมเองใช้เบรคหลังประคองเป็นหลัก มีแต่งเบรคหน้าบ้างเบาๆนิดเดียว เดี๋ยวหน้าพับหล่ะจะยุ่ง ส่วนถ้าต้องเบรคหนักจริงๆ ตั้งรถตรงก่อนเลยครับแล้วกดไปเลย จนได้ความเร็วที่เหมาะสมค่อยพับรถเข้าโค้งใหม่อีกที พอได้อยู่

สำหรับผมท่านั่งช่วงล่างก็วางขาสบายๆ กางขานั่งสบายๆ ใช้ร่างกายช่วงบนในการเลี้ยวก็เหลือเฟือแล้วหล่ะครับ สำหรับ Street Rod คันนี้ อาจจะกดพักเท้าช่วยนิดนึงก็ได้ แล้วแต่ความถนัด และจุดเหมาะสมของเส้นทางที่ขับขี่ด้วยหล่ะครับ

แรงบิดที่ส่งมาอย่างหนักๆของ Street Rod ทำให้สำหรับผมเองใช้ย่านเกียร์ 2-3 ในการเปิด/ปิด คันเร่งเข้าโค้งต่อเนื่อง ไหลไปเรื่อยๆ ได้แบบสบายๆ แต่ถ้าใช้เกียร์ 1 ผมว่ามันจะโหดไปนิดนึงน้า สำหรับถนนบ้านเราหล่ะก็เกียร์ 2-3 เหลือเฟือแล้วครับ ไม่ต้องลงไปเรียกกำลังถึงเกียร์ 1 ก็ได้ เดี๋ยวดริฟสนุกหล่ะจะหาว่าไม่เตือน

สิ่งนึงที่รู้สึกได้ว่าโดดเด่นกว่ารถทั่วไปคือการขับเคลื่อนด้วยสายพาน ที่ให้การส่งกำลังที่ต่อเนื่อง และลื่นมือ การจงใจปิด/เปิด คันเร่งแรงๆเป็นจังหวะต่อเนื่อง จะแทบไม่มีอาการกระชาก หรืออาการเด้งหน้าหลังเบาๆ แบบที่เจอได้บนการขับขี่เคลื่อนด้วยโซ่ ซึ่งทำให้ Street Rod สามารถเดินคันเร่งแบบคาดเดาได้ง่าย และให้ความต่อเนื่องในการเปิดคันเร่งส่งออกโค้งที่นุ่มนวลขึ้นอีก

 

อัตราสิ้นเปลือง


เป็นความยากจริงๆ ด้วยระยะทางที่ขับขี่ที่จับไว้เพียงประมาณ 105 km พร้อมด้วยการวัดระดับน้ำมันในถังที่ค่อนข้างยากเพราะทางทีมงานอาศัยการยกถังเติมกันที่งานเลย พร้อมด้วยเป็นรถที่ยังอยู่ในช่วงรันอิน … ทำให้ในคราวนี้จะเป็นอัตราสิ้นเปลืองที่ได้แบบ “หยาบๆ” นะครับ

ตัวเลขที่คำนวนจากจำนวนถังน้ำมันขนาด 5 ลิตร อยู่ที่ประมาณ 12.5 ลิตรกับรถมอเตอร์ไซค์ที่วิ่งด้วยกัน 2 คัน ซึ่งจะได้อัตราสิ้นเปลืองอยู่ที่ประมาณ 16.8 km/litre ซึ่งน่าจะยังใช้อ้างอิงอะไรไม่ได้มาก ถ้ามีโอกาสได้ขับขี่อีกครั้งในบ้านเรา เดี๋ยวมาจัดกันเต็มๆ แล้วถ้ามีโอกาสจะมาอัพเดตกันใหม่

 

ข้อดี/ข้อเสีย/ข้อสังเกต

น่าจะออกมาเป็นท่อคู่ซะจริงๆ บั้นท้ายน่าจะลงตัวและเต็มอิ่มมากขึ้น (ส่วนตัวล้วนๆ)

Harley-Davidson Street Rod มากับท่านั่งที่ผมเรียกว่า “Bad-A(ss)” ซึ่งดันตรงกับคอนเซปต์ “Bada(ss) hooligan ของ Street Rod พอดี ด้วยช่วงขากว้างๆ นั่งกางๆหน่อย ผสานกับตำแหน่งร่างกายช่วงบนเอื้อให้สามารถใช้ในการควบคุมรถ หรือจัดท่าทางการขับขี่ได้คล่องแคล่ว ถ้าดูรวมๆแล้วเหมือนจะงงๆ กวนๆ แปลกๆ แต่ขี่ดีแฮะ

ระบบไฟฟ้าที่มีเข้ามาบน Street Rod มีเพียง ABS นอกจากนั้นไม่มีครับ ส่งกำลังด้วยอัตราทดเกียร์ที่จัดจ้าน และการขับเคลื่อนด้วยสายพานที่ต่อกำลังให้คาดเดาได้ง่ายตามน้ำหนักการเปิดคันเร่ง

ข้อดี

  • แรงบิด สนุกสนาน เปิดเป็นพุ่ง ปิดเป็นชะลอ พร้อมด้วยสายพานที่ทำให้ไม่มีอาการกระชากของโซ่แบบที่เจอได้บนรถทั่วไป
  • ให้เสถียรภาพของรถบนการเดินทางที่ดี พร้อมด้วยน้ำหนักของตัวรถที่ยิ่งทำให้การขับขี่เดินทาง หรือจะเป็นการพลิกรถเข้าโค้งต่างๆ ทำได้อย่างมั่นคง
  • รูปลักษณ์ และท่านั่งที่แปลกๆ น่าจะเป็นรถที่ดื้อๆ แต่ในความเป็นจริงเปล่าเลยครับ พลิกไว คล่องแคล่วมาก … เรียกได้ว่า สนุกเลยหล่ะ !
  • แม้ว่าจะได้ชื่อว่าเป็นรุ่นเล็ก แต่รายละเอียดการเก็บงานต่างๆ ยังคงทำได้ค่อนข้างดีเลยทีเดียว
  • เตรียมใจมาสั่นเต็มที่กับเครื่องยนต์ในแบบ V-Twin แต่กลับตาลปัตรเป็น ชิวๆแทน เพราะแทบไม่มีอาการสั่นสะท้านอะไรที่ส่งมาให้ผู้ขับขี่รำคาญเลยหล่ะครับ
  • เบาะนั่ง “นุ่มนิ่ม” สบายมาก และให้แรงเสียดทานที่ค่อนข้างดี ในการเบรคหนักๆตัวผู้ขับขี่ไถลน้อยมาก
  • Harley-Davidson พิกัดเล็ก ที่ใช้งานได้จริง ในชีวิตประจำวัน พร้อมทั้งยังเดินทางได้ดีในระดับนึงเลยทีเดียว

ข้อเสีย/ข้อสังเกต

  • ระยะเบรคหน้าที่มีช่วงระยะคลอเบรคแบบแปลกๆ สักนิด สำหรับผมเองตรงนี้ต้องปรับตัวสักพักใหญ่ๆเลยหล่ะครับ ด้วยความเคยชินกับการใช้เบรคแบบ 2 นิ้วเป็นหลัก จะใช้ 4 นิ้วคือต้องการกำลังเต็มเพื่อหยุดรถ ซึ่งการใช้เบรคแค่ 2 นิ้วจะกำเบรคหน้าได้ “ไม่สุด” เพราะก้านเบรคมาชนนิ้วนางกับนิ้วก้อยซะก่อน …​บอกตรงๆ เหวอไป 2-3 ครั้งเลยทีเดียว
  • แต่ถามว่าถ้าใช้เบรคหน้าได้เต็มระยะแล้ว เบรคอยู่มั้ย บอกเลยว่า “อยู่” กำลังในการเบรคหน้ามาแบบ “หนักหน่วง” เลยหล่ะครับ ระยะคลอน้อยไปนิดแต่ถ้าจับทีหล่ะก็ แน่นปึ๊ก
  • “ร้อน” อากาศในสิงค์โปร์ช่วงที่ผมไปอุณหภูมิจะอยู่ที่ประมาณ 34-36 c ในช่วงกลางวัน ซึ่งก็แทบจะพอๆกับบ้านเราหล่ะ สำหรับสรีระผมที่ 163 cm ถ้าขับขี่แบบหนีบถัง ต้นขาด้านซ้ายจะไปแปะอยู่ตรงเครื่องพอดีมี “สะดุ้ง” ส่วนช่วงเข่าด้านขวาจะไปชนกับกล่องอากาศ “แอบเจ็บนิดๆ” เหมือนกัน จัดท่าจัดทางใหม่ กางขาออกสักนิดนึงสบายขึ้นหล่ะครับ ถ้าจะหนีบถังก็ยกปลายเท้าขึ้นนิดนึงตำแหน่งเข่าจะเข้าที่ช่วงปีกถัง รู้สึกดีขึ้น !
  • ระยะห่างของคันเกียร์ / คันเบรคเท้า กับพักเท้า ค่อนข้างจะชิดๆ และมีตำแหน่งวางเท้าที่แปลกๆนิดนึง ซึ่งตรงนี้ปรับตัวไม่นานครับ
  • “เสียง”​ ด้วยมาตรฐานไอเสีย และระดับเสียงที่เข้มงวด ทำให้สุ้มเสียงของ Street Rod คันนี้โดนทอนออกไปเยอะเลย จังหวะการทำงานของเครื่องยนต์ V-Twin แทบจะกลายเป็นเครื่องแบบ 2 สูบเรียงเลยหล่ะครับ

น่าจะเหมาะกับ


น่าจะเหมาะกับ

  • มือใหม่ แม้ว่า Street Rod จัดว่าเป็นรถที่ขับขี่ได้ค่อนข้างง่ายแต่ใจเย็นๆครับ เริ่มจากขนาดเล็กๆเก็บทักษะมาก่อนปลอดภัยกว่าน้า
  • ผู้ขับขี่ที่มีประสบการณ์ในการขับขี่มาแล้ว ด้วยแรงบิดที่จัดจ้าน และการเดินคันเร่งที่ส่งกำลังออกมาแบบเต็มๆ พร้อมจะพุ่งได้ทันที
  • มือเก่า ที่ต้องการ Harley-Davidson ที่ใช้งานได้ในชีวิตประจำวันจริงๆ ไม่เทอะทะ หรือต้องคอยระวังมากเกินไป
  • เพราะเป็น “Harley-Davidson”

สรุป

ได้เวลาต้องกลับแล้วสิ … ยังอยากขี่ต่ออยู่เลย บอกตรงๆ ระยะทาง และเวลาที่ได้ขับขี่ช่างสั้นเหลือเกิน

ครั้งนี้นับได้ว่าเป็นครั้งแรกที่ผมเองได้มีโอกาสสัมผัสกับรถจาก Harley-Davidson อย่างเป็นทางการ ซึ่งจากการ “มโน” ที่เคยมีมาก่อนหน้านี้ว่า Harley-Davidson ต้องใหญ่ๆ หนักๆ เบาะนั่งต่ำๆ เครื่องสั่นๆ กระแทกๆ แรงบิดมหาศาล กลับกลายเป็นตรงกันข้ามกันหมดเลย

Street Rod แม้ว่าจะมีน้ำหนักที่มากกว่ารถจากแบรนด์อื่นๆในคลาสเดียวกันสักเล็กน้อยคือพกพาน้ำหนักตัวมาที่ 238 kg แต่ในการขับขี่นั้นกลับทำได้อย่าง คล่องแคล่ว พลิกรถได้ง่าย และไว โดยยังคงไว้ซึ่งเสถียรภาพของรถที่ดี

ซึ่งนับได้ว่า Street Rod ที่เป็นสมาชิกใหม่ล่าสุดของ Harley-Davidson มีความเป็นมิตรกับผู้ขับขี่มากเลยทีเดียว เป็นรถมอเตอร์ไซค์ในยุคใหม่ที่ใช้งานได้คล่องแคล่ว ราคาตัวรถ ค่าใช้จ่ายต่างๆย่อมเยาขึ้น ขับขี่สบายขึ้น แต่ยังคงซ่อนไว้ซึ่งขุมพลังที่พร้อมจะพาทะยานออกไปได้อย่างหนักหน่วงในพิกัด 749 cc

รายละเอียดเล็กๆน้อย โลโก้ที่ซ่อนอยู่ตามพาร์ทต่างๆ ทำให้แอบรู้สึกดีนิดๆ (มาๆ มาเล่น Logo Hunt กันนับได้กี่ที่หล่ะเนี่ย … เพียบ) รายละเอียดของตัวรถต่างๆมีการเก็บงานที่ค่อนข้างดี ไม่มีอะไรสะดุดตาให้ขัดใจ แป้นยางบนท่อไอเสียทำให้วางรองเท้าประเภทที่เป็นการ์ดพลาสติกหุ้มส้นของ XPD X-Two แบบที่ผมใส่ในครั้งนี้ได้ (ถ้าไม่มีหล่ะก็ มีสิทธิ์ละลายได้เหมือนกันหล่ะนั่น แอบเอามือไปแตะๆ สะดุ้ง!)

เบรคหน้าที่มีระยะคลอแปลกๆ สำหรับการแต่งเบรคในโค้งผมเองใช้เบรคหลังเป็นหลักแทน ด้วยระยะเบรคหน้าที่มีระยะคลอน้อยไปนิดนึง แถมเวลาจะจับหล่ะก็ จับแน่นเลยทีเดียว ส่วนบนทางตรง เอาอยู่ครับ ชิวมาก ให้แรงเบรคที่หนักแน่น หรือถ้าตกใจกดแรงๆก็ยังมี ABS ช่วยประคองรถให้ ซึ่งก็ทำงานได้ค่อนข้างละเอียดเลยทีเดียว

“ร้อนมั้ย” ไม่ครับ ไม่ถึงกับไหม้ แต่มีแดงๆได้เหมือนกันถ้าใครมาใส่กางเกงขาสั้นขี่หล่ะก็ สำหรับการขับขี่มอเตอร์ไซค์ไม่ว่าจะใกล้หรือไกล ใส่อุปกรณ์ให้ครบ หรืออย่างน้อยก็กางเกงขายาว รองเท้าหุ้มส้นสักหน่อย นอกจากจะช่วยให้ไม่ต้องสัมผัสกับความร้อนจากเครื่อง และท่อแล้ว ยังปลอดภัยกว่าเยอะเลยน้า

โดยรวมแล้วนับได้ว่า Harley-Davidson จับ Street 750 มาคัสตอม จนผลิตออกมาจริงเป็น Street Rod คันนี้ได้อย่างลงตัวเลยทีเดียว ผสานการขับขี่ที่คล่องแคล่ว และส่งต่อคำว่า “Harley-Davidson” ให้ผู้ขับขี่ได้ครอบครองง่ายขึ้นด้วยค่าตัวเริ่มต้นที่ 529,000 บาท แม้ว่าจะมีรูปลักษณ์ที่แตกต่างออกไปจาก Harley-Davidson ที่มักจะต่ำ ใหญ่โต เครื่องยนต์ความจุสูงๆ แต่กับ Street Rod จะเป็นรถที่ใช้งานได้จริงในชีวิตประจำวันของการจราจรในบ้านเรา และเข้าถึงได้ง่ายขึ้นกับแบรนด์นึงจากอเมริกาที่ได้ชื่อว่าเป็นอีกหนึ่งตำนาน แบรนด์นี้

ขอขอบคุณ

ข้อมูล และรายละเอียดเพิ่มเติมติดต่อได้ที่ โทร. 02 704 2704

Facebook : https://www.facebook.com/HDBKK

koala

Koala Rider – A Rider Super Market เกษตร-นวมินทร์

10550932_315231421970674_8310229622189082563_n

40 Garage ร้านคุณภาพสำหรับมอเตอร์ไซค์ของเพื่อนๆ

facebook : https://www.facebook.com/40garage

dirtshop

ขอขอบคุณ Dirtshop ที่เอื้อเฟื้อรองเท้า XPD ให้เราใช้ในการเดินทางจริง !

SpidiLogo

ติดตามกับผลิตภัณท์คุณภาพจาก Spidi Official Thailand ได้ที่นี่เลย

Comments