
Royal Enfield นับได้ว่าเป็นแบรนด์เก่าแก่จากอังกฤษแท้ๆ แบรนด์นึงที่มีอายุยาวนานมาเกือบ 120 ปีเลยทีเดียว และยังเคยขายในไทยมาเมื่อประมาณ 30 กว่าปีที่แล้ว (ถ้าไม่ผิดพลาดเรื่องเวลานะครับ) และในช่วงปลายปี 2015 ที่ผ่านมานี่เองที่ Royal Enfield ได้ประกาศถึงการกลับมาในบ้านเราอีกครั้งนึงกับสัญชาติอินเดีย
ในครั้งนี้ต้องขอขอบคุณทาง Royal Enfield ทองหล่อที่ให้เกียรติกับผมในการขับขี่รถมอเตอร์ไซค์คลาสสิกคันนึงที่มีต้นกำเนิดมาร่วม “50 ปี” จากเมือง Birmingham ในประเทศอังกฤษ กับ Royal Enfield Continental GT สีแดงสดคันงามคันนี้ ที่นับได้ว่าเป็นรถมอเตอร์ไซค์จาก Royal Enfield ที่ “แรง” “เร็ว” และมีความจุของเครื่องยนต์มากที่สุด ในรูปแบบของ Cafe Racer ที่ร่วมสมัย และผ่านร้อนหนาวกาลเวลามาจนถึงปัจจุบัน
โดยในครั้งนี้เราจะพาเจ้า “คลาสสิค” คันนี้ไปใช้งานกันหลากหลายทุกการใช้งานในบ้านเราไม่ว่าจะเป็น การใช้งานในชีวิตประจำวัน การขับขี่ระยะสั้น ระยะกลาง ลงไปหวดกันบนสนามทางเรียบ สำหรับเส้นทางหลักที่เราได้ใช้เดินทางระยะกลางๆก็ประมาณนี้เลยครับ

จากกรุงเทพตั้งต้นแถวๆเลียบทางด่วนเอกมัย-รามอินทรา มุ่งหน้าตรงไปยังเขาใหญ่ ก่อนจะเดินทางกลับ ด้วยระยะทางรวมๆ ประมาณ 350 กม. ให้ชัดๆเลยว่า จะทำได้ขนาดไหนกัน กับเส้นทางหลักของบ้านเรา
เช่นเคยเพื่อความกระชับขอแบ่งหัวข้อไว้ตามนี้เลยนะครับ
- รูปลักษณ์ทั่วไป
- รายละเอียดทางเทคนิคที่น่าสนใจ
- สัดส่วนคน และรถ
- การขับขี่ในสภาพถนนต่างๆ
- อัตราสิ้นเปลือง
- ข้อดี/ข้อเสีย/ข้อสังเกต
- น่าจะเหมาะกับ
- สรุป
รูปลักษณ์ทั่วไป

[บนซ้าย] โช๊คหลังคู่จาก Paioli แบบมี Sub-tank แยก ซึ่งแบรนด์ Paioli อาจจะไม่คุ้นเคยในบ้านเราแต่จริงๆแล้วมีต้นกำเนิดจาก Italy เมื่อราวๆ 50-60 ปีก่อน และโช๊คที่ใส่มานี้ก็ได้รับการออกแบบจาก Paioli มาโดยเฉพาะสำหรับเจ้า Continental GT คันนี้เลย
[ล่างซ้าย] ชุดเบรคหน้ากับจานเบรคแบบ Floating Disc และ ปั๊มล่างจาก Brembo

ประกับไฟทางซ้ายไม่มีอะไรมากครับ ทุกอย่างใช้งานตรงตัว เช่นเดียวกับประกับไฟทางด้านขวาที่มากับ “สตาร์ทมือ”

[บนขวา] เบาะนั่งแบบตอนเดียวยาวที่ได้รับการปรับให้สูงขึ้นกว่ารุ่นอื่นๆของ Royal Enfield เพื่อช่วยเพิ่มความคล่องตัวในการบังคับรถ และให้ผู้ขับขี่สามารถขยับท่าทางการขับขี่ให้เข้ากับตัวเองได้โดยง่าย
[ล่างขวา] กับจุดเด่น แตรไฟฟ้าแบบคู่ ที่ให้สุ้มเสียงสะใจเลยทีเดียว
รายละเอียดทางเทคนิคที่น่าสนใจ

คันสตาร์ทเท้าที่ใช้แทนการสตาร์ทมือได้ ถ้าบังเอิญ “แบตอ่อน” แต่ทั้งนี้ ระยะของคันสตาร์ทเท้ากับพักเท้า และคันเบรค ค่อนข้างจะชิดกันสักนิดนะครับ ระวังจะกระแทกหน้าแข้งแบบไม่รู้ตัว แล้วจะ “ช้ำ” เอา

สัดส่วนคน และรถ

สำหรับผมเองด้วยสัดส่วนในแนวตั้งที่ 163 cm และน้ำหนักที่ 65 kg ลงได้ปลายๆเท้าทั้งสองข้าง ซึ่งก็สบายๆครับ ตัวรถน้ำหนักค่อนข้างเบาคือ 184 kg โยกรถไปมาได้ง่ายๆเลย

ส่วนผู้ขับขี่ที่สัดส่วน 175 cm น้ำหนัก 80 kg ลงได้แบบเต็มเท้า หย่อนๆ หล่อๆ สมสัดส่วนเลยทีเดียว … ใช่สิ !
การขับขี่ในสภาพถนนต่างๆ #ในเมือง

ชิวมาก บอกเลย กับการใช้งาน Royal Enfield Continental GT ในการจราจรของบ้านเรา ด้วยตัวรถที่ค่อนข้างเพรียวบาง กำลังของตัวรถที่มาแบบต่อเนื่องในช่วงเกียร์ 1-3 หรือย่านความเร็วประมาณ 0-60 km/hr ซึ่งเป็นย่านความเร็วที่เราใช้ในการจราจรส่วนใหญ่ ทำได้สบายๆ
ช่วงล่างให้การซับแรงค่อนข้างดี ยิ่งผสานกับล้อแบบซี่ลวด ยิ่งทำให้ผ่านหลุม บ่อ ลูกระนาดต่างๆ ได้แบบไม่กระเทือนมาก แต่ถ้ามาเร็วๆก็มีจุกได้เหมือนเดิมน้า ขี่ชิวๆ ดีกว่าสบายดี
ความร้อนของตัวรถในการจราจรติดขัด ไม่มากมายอะไรครับ สบายๆ ไม่ต่างจากการขับขี่รถสปอร์ตขนาด 150 cc ทั่วไปซักเท่าไหร่ จะมีระวังคือช่วงท่อด้านขวานิดนึงที่ใกล้กับน่องเหมือนกันน้า ใส่กางเกงขายาวขับขี่รถกันเถอะครับ อย่างน้อยเนื้อนิ่มๆ ยังไม่ต้องโดนท่อ หรือ ถนน ตรงๆ
Tips : กระจกมองข้างให้องศาการมองที่กว้าง แต่แลกด้วยระยะกระจกที่ยาว สำหรับการใช้งานในเมืองของผม จับตั้งเลยครับ สบาย ที่สำคัญเหมือนจะสั่นน้อยกว่าแนวนอนด้วยนะ
การขับขี่ในสภาพถนนต่างๆ #เดินทางกัน

กับคราวนี้ผมเองก็ได้มีโอกาสพา Continental GT คันนี้มาเดินทางกันด้วยระยะทางรวมๆแล้วประมาณ 380 km ซึ่งก็บอกเลยว่า “มือชา” เลยทีเดียว (ฮ่าๆๆ)
ช่วงต้นของการขับขี่ด้วยความเร็วเดินทางที่ 100-120 km/hr รอบเครื่องที่ 3500-4500 rpm ตามจังหวะการจราจร ต่อเนื่องจากกรุงเทพจนถึงสระบุรี ใช้เวลาไปประมาณ 1:30 ชม. “มือชา” ไปเลยทีเดียว
หลังจากนั้นลองใหม่ลองใช้ย่านความเร็วที่ประมาณ 90-100 km/hr สลับกับ 100-120 km/hr เป็นช่วงๆ และผ่อนคลายมือเรื่อยๆ ก็สบายขึ้นครับ แต่ยังมีอาการนิดๆได้อยู่นะ ใครที่เอามาใช้เดินทางด้วยก็พักมือเรื่อยๆ จอดยืดเส้นยืดสาย ใช้ความเร็วเดินทางที่ย่าน 90-100 km/hr ดีกว่าครับ แล้วมากินลม ชื่นชมบรรยากาศของการเดินทางกันแทนดีกว่า
ด้วยท่านั่งที่ก้มนิดๆ และเบาะนั่งที่ยกสูงขึ้นเล็กน้อยกว่ารุ่นอื่นๆของ Royal Enfield ทำให้เจ้า Continental GT คันนี้มีการควบคุมรถที่คล่องแคล่ว และสามารถพลิกรถเข้าไปหาโค้งต่างๆได้อย่างง่ายดาย สำหรับการเดินทางท่องเที่ยวบนเส้นทางเขา ทางโค้งต่างๆ Continental GT คันนี้ให้การตอบสนองได้เป็นอย่างดีเลยทีเดียว
การขับขี่ในสภาพถนนต่างๆ #ลงสนามทางเรียบ

“ซ้ายติดขาตั้ง ขวาติดท่อ” ยางเหลือแน่นอน แต่แหม่ … ใครเค้าให้เอามาแบนกันแบบนี้หล่ะ !
ต้องเรียกว่าเป็นความ “คัน” ส่วนบุคคลก็ว่าได้ ที่อยากจะรู้ว่า Cafe Racer ความจุเครื่องยนต์ขนาด 535 cc ที่มากับท่านั่งแบบ “หมอบนิดๆ” อย่างเจ้า Royal Enfield Continental GT คันนี้จะทำอะไรได้บ้างในสนามทางเรียบ !
ซึ่งก็ต้องบอกว่าก็พอทำได้ในระดับนึงหล่ะครับ ด้วยกำลังของตัวรถที่มาในช่วงเกียร์ 1-2 ที่มีแรงกระชากได้ระดับนึงในช่วงออกตัวจนถึงไม่เกิน 60 km/hr หลังจากนั้นก็ใจเย็นๆนะ ช่วงออกโค้งมองเพื่อนๆ 300cc ไหลหายไปเลยทีเดียว
ความเร็วสูงสุดที่ทำได้ในช่วงทางตรงแบบไล่ออกมาจากโค้งแบบเต็มๆ ทำได้ที่ 140 km/hr โดยในช่วง 60-100 km/hr ยังคงให้อัตราเร่งที่ต่อเนื่อง ช่วง 100-120 km/hr เริ่มช้า และ 120-140 km/hr นี่ยาวๆเลยครับ จนสุดทางตรงแล้วนั่นแหล่ะ

อีกนิดเดียวติดขาตั้งหล่ะครับ
ท่านั่งในการขับขี่ของ Royal Enfield Continental GT คันนี้ “ทำได้ดี” กับการเล่นสนุกในโค้งต่อเนื่อง ด้วยสรีระของรถที่เพรียวบาง และตำแหน่งองศาของแฮนด์ที่ให้ความคล่องตัวในการขับขี่ การวางมือจัดท่าทางการขับขี่ต่างๆ ทำได้ค่อนข้างง่าย และค่อนข้างกระชับพอดีกับสรีระผมที่ 163 cm
อัตราสิ้นเปลือง

หลังจากที่ขับขี่กันอย่างหลากหลาย ไม่ว่าจะเป็นขี่ชิวๆในการใช้งานชีวิตประจำวันในเมืองทั่วไป ลงไปหวดกันในสนามทางเรียบด้วยรอบสูงๆต่อเนื่อง ไปจนถึงเดินทางระยะกลางๆที่ประมาณ 360 km ทำให้ได้อัตราสิ้นเปลืองตามนี้เลย

ข้อดี/ข้อเสีย/ข้อสังเกต

นานๆทีที่จะมีคนบอกว่า รถดูพอดีกะตัวเลยนะ ฮ่าๆๆ
ข้อดี
- ไม่มีอะไรซับซ้อน ซ่อมบำรุงได้ง่าย และถูก
- ขับขี่ง่าย ไม่ต่างจากรถขนาดเล็กทั่วไปซักเท่าไหร่
- ของติดรถให้ค่อนข้างดีเมื่อเทียบกับราคาค่าตัว
- ไปได้แทบทุกสภาพถนน ไม่ค่อยมีอะไรให้กังวลนัก
- แม้ว่าจะมีอาการโยนๆในโค้งเวลาเจอคลื่นบนถนนหรือกระแทกต่างๆ แต่ด้วยท่านั่งที่ค่อนข้างเป็นมิตร ทำให้ผู้ขับขี่สามารถคุมรถไว้ได้ อาการของรถที่โยนๆของโช๊คหลัง ส่งมาถึงช่วงหน้าค่อนข้างน้อย
ข้อเสีย/ข้อสังเกต
- อาการ “สั่น &สะท้าน” ที่ย่านรอบประมาณ 3000-3500 rpm และ ช่วง 5000 rpm ขึ้นไป ซึ่งในการเดินทางที่ความเร็ว 100-120 km/hr มือชาได้ง่ายๆเลยหล่ะครับ ลดความเร็วลงมาใช้ที่ประมาณ 90 km/hr สบายกว่าเยอะเลย
- ช่วงล่างเดิมๆ เน้นการใช้งานที่หลากหลายในทุกสภาพถนน คือจะลงทางเรียบก็ไปได้ จะเจอหลุมบ่อก็ไม่สะเทือนอะไรมาก ซึ่งก็แลกด้วยอาการยวบ และโยน เมื่อใช้ความเร็วในโค้งได้ตลอดเวลา ขี่ให้ช้าลงครับ แล้วมาฟินกับอารมณ์ในการเดินทางกันดีกว่า
น่าจะเหมาะกับ

น่าจะเหมาะกับ
- เพื่อนๆที่ชอบรถในแนวคลาสสิคอยู่แล้ว Royal Enfield Continental GT คันนี้ราคาค่าตัว กับอุปกรณ์ที่ให้มาค่อนข้างสมน้ำสมเนื้อเลยทีเดียวหล่ะครับ
- “ขี่คนเดียว” แบบว่าไม่มีพักเท้าหลังกับเบาะให้คนซ้อนนี่หน่า
- ใช้งานในชีวิตประจำวันได้สบายๆ ด้วยค่าบำรุงรักษาที่ไม่ต่างจากรถเล็กทั่วไปมากซักเท่าไหร่
น่าจะไม่เหมาะกับ
- คาดหวังถึงความเร็วของเครื่องยนต์ขนาด 535 cc ด้วยรอบเครื่องยนต์สุดที่ 5,500 rpm Royal Enfield Continental GT คันนี้ให้ความจัดจ้านในการขับขี่ที่ย่านความเร็ว 0-60 km/hr ซะมากกว่าจะไปทำความเร็วปลายนะคร้าบ
สรุป

เข้าใจอารมณ์ของรถเค้านิดนึง ก็สนุกแล้วหล่ะ
ผมเองนี่ก็นับได้ว่าเป็นครั้งแรกที่ได้สัมผัสรถจาก Royal Enfield แบบเต็มๆ กับ Continental GT คันนี้ และสิ่งหนึ่งที่รู้สึกได้ทันทีที่ออกมาจากศูนย์ และขับขี่ฝ่าการจราจรออกมาคงบอกได้ว่า “ผิดคาด” เพราะ สบายแฮะ รอบเครื่องที่เปิดคันเร่งแล้วรู้สึกได้ถึงอัตราเร่งที่จัดจ้านในช่วง 0-60 km/hr ซึ่งก็เหลือเฟือกับการใช้งานในสภาพการจราจรของบ้านเรา
พื้นฐานของช่วงล่าง ที่ผสานกับล้อแบบซี่ลวด ทำให้ Continental GT คันนี้ตอบสนองได้ในแทบทุกสภาพถนน ให้การซับแรง และตามติดที่ค่อนข้างดี อาจจะมีอาการโยนบ้างนิดหน่อยที่ช่วงท้ายเวลาที่เราขับขี่เข้าโค้งด้วยความเร็ว แล้วเจอคลื่นบนถนนต่างๆ ซึ่งก็ไม่ได้ส่งอาการหนักอะไรครับยังคุมรถได้สบายๆ ช่วงหน้ายังคงตามติดกับผิวถนนได้ดีอยู่
Continental GT เป็นรถที่เรียบง่าย ไม่มีระบบไฟฟ้าอะไรเข้ามา ไม่มี ABS / Traction Control หรืออะไรที่ต้องการการบำรุงรักษาเป็นพิเศษ เป็นรถคันนึงที่น่าจะเติบโตไปได้กับผู้ขับขี่เรื่อยๆ หรือจะเรียกว่าไม่มีอะไรให้พังได้ง่ายๆ นั่นแหล่ะครับ
ด้วยความจุขนาด 535 cc ใน 1 ลูกสูบโตๆ แบบนี้ “สั่น” อยู่แล้วหล่ะครับ แต่สำหรับผมมองว่า เป็นอารมณ์ในการขับขี่แบบนึงที่ได้จาก Continental GT คันนี้ จังหวะการทำงานของเครื่องยนต์ เสียงท่อที่ส่งออกมาเป็นลูกๆ เวลาที่เราออกตัวหรือเปิดคันเร่งขึ้นไปเรื่อยๆ มันก็เพลินไปอีกแบบน้า
สำหรับการเดินทางสำหรับผมเองมองว่าใช้ความเร็วที่เหมาะสมกับเค้าราวๆ 90-100 km/hr ช่วยลดอาการสะท้าน และมือชาๆ ไปได้เยอะมากเลยทีเดียว หรือจะมองว่า Continental GT เป็นรถคันนึงที่ยังคงกลิ่นอายความคลาสสิคที่ “เน้นไปที่อารมณ์ของการขับขี่ มากกว่าจะเน้นที่สมรรถนะของตัวรถเพื่อทำความเร็ว”
ขอบคุณ
รายละเอียดเพิ่มเติม ข้อมูลด้านราคา ติดต่อ Royal Enfield ทองหล่อ
รอยัล เอนฟิลด์ ทองหล่อ
โทรศัพท์: +66 2 381 8811
โทรสาร: +66 2 381 8810
วันจันทร์ – เสาร์ : 09:00 – 18:00 น.
อาทิตย์: 10:00 – 17:00 น.
https://royalenfield.com/thai/

ชุดขับขี่แบบ Touring จาก Alpinestars เข้าไปชมรายละเอียดเพิ่มเติม พร้อมโปรโมชันได้ที่ Alpinestars Thailand Official

Koala Rider – A Rider Super Market เกษตร-นวมินทร์

40 Garage ร้านคุณภาพสำหรับมอเตอร์ไซค์ของเพื่อนๆ
facebook : https://www.facebook.com/40garage

Comments