Review : Yamaha WR155R ขี่จริง เละจริง บนเส้นทางธรรมชาติจริง

โดย /
Yamaha WR155R รถพิกัด 155cc ที่มาในร่างใหญ่พร้อมเดินทางในทุกรูปแบบ

จริงๆต้องบอกก่อนเลยว่า ผมเองไม่ได้ถนัดการขับขี่ในแบบ Enduro หรือ เข้าป่ามากนัก แต่ก็มีโอกาสได้ขับขี่รถในแบบ motocross / dual purpose / enduro มาบ้างอยู่เรื่อยๆ อาจจะไม่ได้ใช้รถได้จนสุดความสามารถของเค้ามากนัก คราวนี้เอาเป็นว่าเป็นรีวิวในแบบของคนขี่ที่เริ่มต้น “เข้าป่า” ในแบบฉบับของผมเองหล่ะกันครับ … ที่บอกเลยว่า “เน้นรอด ไม่เน้นทรง”

Yamaha WR155R เป็นรถที่ร่วมกันพัฒนาในทวีปเอเชีย (ญี่ปุ่น ไทย และอินโดฯ) โดยผลิต และมีตลาดหลักแรกเริ่มคือในประเทศอินโดนีเซีย ซึ่งสภาพเส้นทางจะผสมผสานกันไปทั้งทางราดยาง ทางลูกรัง ทราย หิน ที่หลากหลาย จึงทำให้การพัฒนารถ WR155R จะเน้นไปที่การใช้งานได้ทั้งบนทางเรียบ และทางดิน (dual purpose)

คราวนี้ผมจึงได้ออกไป “เข้าป่า” ที่หนองหญ้าปล้องในตำนาน กับการขับขี่ในแบบ Enduro เต็มๆ 2 วัน กับเส้นทางขึ้นเขาแด่น ที่เต็มไปด้วยหินลอยก้อนเท่ากำปั้น และขับขี่ขึ้นน้ำตกแม่กระดังลาแบบยาวๆ ผ่านทั้งหิน ดินทราย เลน ข้ามลำน้ำต่อเนื่องเพื่อไปพบกับสายน้ำเย็นๆ จนออกมาเป็นรีวิวง่ายๆ ในครั้งนี้

ซึ่งคราวนี้จะขอแบบหัวข้อหลักในรีวิวนี้ไว้ตามนี้เลย

  1. รูปลักษณ์ทั่วไป
  2. รายละเอียดทางเทคนิคที่น่าสนใจ
  3. สัดส่วนคน และรถ
  4. การขับขี่บนทางเรียบ
  5. การขับขี่ในแบบ enduro
  6. ข้อดี/ข้อสังเกต/ข้อเสีย
  7. น่าจะเหมาะกับ / ไม่เหมาะกับ
  8. สรุป
  9. แถม

หรือในแบบคลิปตรงนี้เลย

รูปลักษณ์ทั่วไป

ในเรื่องของความสวยงามนี่ขอไม่พูดถึงหล่ะกันครับ แล้วแต่ความชอบของแต่ละคนเลยทีเดียว แต่ถ้าดูในรูปแล้วสำหรับผมจะรู้สึกว่ารถน่าจะคันเล็กๆ พิกัด 155cc ขนาดย่อมๆ แต่ตัวจริงนี่ผิดคาดเลยทีเดียว เพราะมิติของตัวรถมีความละม้ายคล้ายคลึงกับ YZ 250F พอสมควรเลยทีเดียว

[บนซ้าย] ประกับไฟทางด้านซ้ายกับชุดควบคุมต่างๆไล่เรียงกันมาเลย

  • สัญญาณไฟ pass
  • สวิทช์สัญญาณไฟสูง-ต่ำ
  • สวิทช์ไฟ hazard / ผ่าหมาก / ไฟฉุกเฉิน
  • สัญญาณไฟเลี้ยว
  • แตร

[บนขวา] ประกับไฟทางด้านขวา

  • สวิทช์ off-run
  • สวิทช์สตาร์ทเครื่องยนต์

[ล่างซ้าย] ชุดไฟหน้า มากันเป็นหลอดชัดเจน พร้อมสัญญาณไฟเลี้ยว ซึ่งใต้ไฟหน้าจะมีน็อตตัวเล็กๆ ใช้ในการปรับความสูงต่ำได้ง่ายมาก

[ล่างขวา] ชุดไฟท้าย และไฟเลี้ยว ที่ติดมาพร้อมกับบังโคลนเป็นชุดเดียวกัน (ถ้าถอด เพื่อเข้าป่า คือถอดหมดครับ ท้ายจะโล่งไปเลย)

[บนซ้าย] ก้านคลัช พร้อมรอยบากที่ผมชอบ มีคนทดสอบให้แล้ว ถ้าล้มแปะไปงัดโดนหล่ะก็ หักตรงนี้เป๊ะ ! (เพราะถ้าใช้คลัชไม่ได้ เข้าป่านี่ ลากกันยาวๆ)

[บนขวา] คันเกียร์แบบพับงอได้จากโรงงาน 

[ล่างซ้าย] หม้อน้ำ อยู่ทางด้านขวาของรถ พร้อมครีบกัน และการ์ดท่อเหล็กด้านข้าง ที่พร้อมให้ทิ้งรถโดยไม่ต้องกังวล (แต่ถ้าโดนชนนี่อีกเรื่องนึงนะ)

[ล่างขวา] ทางด้านซ้าย จะเป็นกล่องเก็บแบตเตอรี่ และชุดเครื่องมือที่มีประแจเบอร์ 12,14 และหกเหลี่ยม พร้อมไขควง สำหรับการเซอร์วิสเบื้องต้น

[บนซ้าย] หน้าจอแสดงผล พร้อมไฟบอกเกียร์ขนาดใหญ่เห็นชัดเจน ถ้ารอบขึ้นที่ประมาณ 7,000 rpm จะมีไฟสัญญาณ VVA แสดงว่าตอนนี้ VVA กำลังทำงานแล้วพร้อมลอยกันได้หล่ะ

[บนขวา] พักเท้าหนามแบบ Enduro ขนาดเล็ก ให้การยึดเกาะที่ดีมากแม้มีดินมาปกคลุม พร้อมคันเบรคเท้าแบบหนามมาเลยจากโรงงาน 

[ล่างซ้าย] โช้คหลังที่ปรับ Preload ได้ 

[ล่างขวา] ล้อซี่จาก DID Made in Japan พร้อมยางแบบกึ่ง (50 เรียบ /50 ดิน) จากโรงงาน ไปได้ทุกเส้นทาง แต่ถ้าโคลนหนาๆก็นะ ปั่นเหนื่อยหน่อยน้า

รายละเอียดทางเทคนิคที่น่าสนใจ

แถๆ ขวางๆ ตามๆ กันมา ข้างหลังผมเป็น Max GMT94 ST1 สายดัน

ในส่วนของระบบขับเคลื่อนที่ผมต้องยกมาด้วยเพราะเมื่อขับขี่บนเกียร์ 5-6 แล้วรู้สึกว่ารถไม่มีกำลัง เหมือนการทดมาเพื่อประหยัดน้ำมันเนี่ยแหล่ะครับ เลยถึงกับต้องเปิดคู่มือหาอัตราทดจนได้รู้ว่าที่เกียร์ 5,6 เป็นช่วงอัตราทดต่ำกว่า 1 (overdrive) จริงๆด้วย .. แหม่เล่นกันสองเกียร์เลยนะ

สำหรับผมเองที่มากับส่วนสูง 163 cm พร้อมความยาวขาด้านในที่ 700 mm ก็จะมีแอบกังวลอยู่ 2 ที่เนี่ยแหล่ะครับ คือน้ำหนักรถ 134 kg และ ความสูงเบาะ 888 mm แต่พอขี่แล้ว ผิดคาดแฮะ…

สัดส่วนคน และรถ

เพียงแตะๆปลายเท้าได้นิดนึง

ด้วยน้ำหนักรถที่ค่อนข้างหนัก (134 kg) เมื่อเทียบกับ cc และรถในทรงเดียวกันจากค่ายอื่นๆ พร้อมด้วยเบาะที่ค่อนข้างสูงคือ 888 mm ซึ่งต้องบอกว่าครั้งแรกที่ผมเห็นสเปค ก็เสียวๆเหมือนกันแหล่ะครับ ว่าจะไหวมั้ยเนี่ย ยกรถบ่อยๆมันเหนื่อยนะ

แต่เมื่อขึ้นไปคร่อม กลับรู้สึกไม่เสียวมากหล่ะ ด้วยระยะยุบของช่วงล่างที่ค่อนข้างเยอะ และมิติของเบาะที่แคบ ทำให้ผมเองก็แตะปลายเท้าได้นิดหน่อย ไม่ลอยสองขาก็โอเคแล้วหล่ะครับ ด้วยสรีระของผมที่ 163 cm กับน้ำหนักตัว 60 kg 

ท่านั่งขับขี่สำหรับผมรู้สึกแปลกๆนิดนึง อาจจะเพราะด้วยช่วงหน้าของรถที่ค่อนข้างใหญ่ แต่บอกเลยว่า “ท่ายืน” พอดีมาก !!! ความรู้สึกตอนยืนขึ้นจะทำให้นึกถึง YZ250F ที่รู้สึกพอดี ย้ายตำแหน่งร่างกายไปมา หน้าหลัง ได้ง่าย และคล่อง ไม่มีอะไรมาติดขัดอะไร (แต่ YZ250F สูงเหลือเกิน~)

การขับขี่บนทางเรียบ

พอมาดูรูปก็คิดได้ว่าไม่มีรูปขี่ทางเรียบเลยแฮะ …​อันนี้แทนหล่ะกัน เรียบแล้ว ~

ยางติดรถที่ให้มาเป็นแบบ Dual purpose หรือที่เราเรียกว่ายางกึ่ง ซึ่งก็ตอบสนอบกับเส้นทางเรียบได้ค่อนข้างดี อาจจะมีเสียวได้นิดๆ ถ้าไม่คุ้นเคยเวลาที่เราเลี้ยวรถลึกไปหน่อยเนี่ยแหล่ะครับ ซึ่งก็เป็นเรื่องปกติ พอชินแล้วก็ไม่มีอะไรหล่ะ 

สำหรับผมท่าทางในการเลี้ยวบนทางเรียบไม่รู้สึกแตกต่างมากนัก จะ lean-in, lean-with, lean-out ก็ใช้ตามความเหมาะสมกับความเร็วได้ตามปกติ แต่เวลา lean-out จะรู้สึกว่ารถมีสเถียรภาพดีกว่านิดหน่อยแค่นั้นเอง

ความเร็วบนทางเรียบยืนพื้นที่ 90-100 km/hr รู้สึกกำลังดี ถ้าเร็วกว่านี้จะเริ่มรู้สึกเสียวนิดๆหล่ะ ซึ่งหลักๆอยู่ที่ลักษณะของยางนั่นแหล่ะครับ น้ำหนักของเบรคหน้าจะออกไปทางนุ่มมือ ซึ่งทำให้เราเกลี่ยน้ำหนักเบรคได้ง่าย แต่ก็มีระยะ “ฮึบ” สุดท้ายที่ถ้าเหนี่ยวเต็มนี่หยุดกึกได้เลยเหมือนกัน

ซึ่งบอกเดินความเร็วขึ้นเรื่อยๆ จนถึงเกียร์ 5,6 จะรู้สึกได้เลยว่า … กำลังหย่อนลงไป เดินคันเร่งแทบไม่ไปไหนเลย ตรงนี้น่าจะมาจากอัตราทดเกียร์ที่ต่ำเพื่อประหยัดน้ำมันแหล่ะครับ

การขับขี่ในแบบ Enduro

อารมณ์เหมือนโดนพามารับน้อง แต่ “ไปได้หมด”​ คือข้อสรุปง่ายๆ… จบ

ทันทีที่เริ่มเข้าสู่เส้นทางในแบบ Enduro ที่คาดเดาอะไรไม่ค่อยได้ สิ่งแรกที่ผมทำคือการลดลมยางลงจากค่ามาตรฐาน ซึ่งผมใช้ลมง่ายๆเลยครับ 15psi หน้าหลัง จบ ซึ่งต้องบอกว่าล้อเดิมๆ ไม่แนะนำให้ลดต่ำไปกว่านี้แล้ว เพราะ WR155R ไม่มีตัวล็อคยางในมาให้ ต้องมาเจาะเพิ่มกันเองทีหลัง … แหม่ใส่มาเลยก็ไม่ได้จะได้สบายใจหน่อย

ซึ่งสำหรับผม ท่านั่งขับขี่รู้สึกไม่ค่อยมั่นใจ อาจจะเป็นเพราะช่วงขาที่ถูกบังคับให้กางออกนิดนึง แต่พอยืนขี่แล้วรู้สึกมั่นใจมาก …​ตำแหน่งของแฮนด์ ความกว้าง และช่วงเบาะ ที่พอดีกับสรีระผม ทำให้สามารถคุมอาการ และบาล๊านซ์รถได้ง่าย ให้ความรู้สึกที่คล้ายคลึงกับรถขนาดใหญ่ แต่สบายกว่าด้วยน้ำหนักที่เบากว่า (เมื่อเทียบกับรถ adventure ที่น้ำหนักตัวร่วม 200kg)

แรงบิดในรอบต่ำออกจะไม่ทันใจ ออกแนวอื้อๆ นิดนึง แต่ก็ค่อยๆไต่เนินไปได้เรื่อยๆ ซึ่งก็แลกกับความนุ่มนวล และความง่ายในการคุมคันเร่งที่รอบต่ำแหล่ะครับ ส่วนตัวผมเองถ้าไล่เสตอร์หลังซักนิด น่าจะขี่ได้สนุกขึ้นเยอะเลย

จนกระทั่งมาปั่นขึ้นเนินหินก้อนเท่ากำปั้น สลับกับก้อนใหญ่ๆ ตามลำน้ำเนี่ยแหล่ะครับ “รู้เรื่อง” เพราะที่เด่นขึ้นมาเลยคือช่วงล่างของรถ ที่ซับแรงกระแทกจากหินต่างๆ ผสานกับช่วงแฮนด์ ที่ลงตัวกับท่ายืนของผม ทำให้การคุมอาการต่างๆของรถทำได้ง่ายขึ้น แต่ด้วยน้ำหนักตัวผม ถ้าไหลมาเร็วเจอหินก้อนใหญ่ ท้ายดีดที ก็มีจุกได้เหมือนกันนะ ไว้ลองคลาย preload ให้นิ่มลงซักนิดน่าจะช่วยได้หล่ะครับ 

หรือจะเป็นจังหวะที่เจอหินก้อนใหญ่เปียกๆ ให้เสียวเล่น ก็ยังคงพาปั่นเอาตัวรอดออกมาได้ตามจังหวะของเค้าเอง แต่ก็นะ ของติดรถให้มาเป็น enduro ขนาดนี้ ใส่การ์ดใต้ท้อง (การ์ดแครงค์) มาให้เลยก็ไม่ได้ แหม่!

ซึ่งส่วนนึงมาจาก ก้านเบรค และคลัช ที่นุ่มมือด้วยหล่ะครับ เพราะปกติแล้วผมมักจะใชั 2 นิ้วกับคลัช และเบรคหน้า แต่บน  WR155R ผมใช้ 1 นิ้วก็อยู่แล้ว ทำให้การจับแฮนด์ ประคองรถต่างๆ ทำได้แบบเต็มมือมากขึ้น

น้ำยังไม่ถึงเบาะ … บิดคันเร่งแล้วไปต่อ

ช่วงล่างเดิมๆ พร้อมการตั้งค่ามาตรฐานจากโรงงาน ออกไปทางกระด้างไปนิดนึงสำหรับผม (ที่ 60 kg) แต่ยังคงให้การตามติดกับพื้นผิวที่ดี ส่งแรงบิดลงล้อได้ต่อเนื่อง อาการแถ ดีดลอย ที่ทำให้ท้ายขวางออก มีน้อยมาก และยังคุมอาการรถได้อย่างมั่นใจ …​ซึ่งทำให้ผมแปลกใจ เพราะบอกตรงๆว่า พร้อมสละยานหลายรอบแต่รอดมาได้แบบงงๆ

เบรคเดิมๆ ถ้าขี่ทางเรียบจะรู้สึกเหมือนไหลได้นิดๆต้องกดให้สุด แต่สำหรับการขับขี่ในแบบ Enduro ทำให้ผมเกลี่ยน้ำหนักเบรคได้ง่าย ไม่ต้องพะวงกับการไล่น้ำหนักมากเกินไป ซึ่งตรงนี้แล้วแต่ความชอบของแต่ละคนหล่ะครับ

ข้อดี/ข้อสังเกต/ข้อเสีย

ข้อดี

  • ของติดรถพื้นฐานให้มาครบพร้อมปั่นดินเล่น ไม่ว่าจะเป็นพักเท้าหนาม คันเกียร์พับได้ คันเบรคหนาม ที่ลงไปลุยดินโคลน ก็ยังให้การยึดเกาะที่ดีอยู่
  • ตัวรองโซ่ (ช่วยประคองไม่ให้โซ่ตกเวลายุบ-ยืดสุด) ถูกซ่อนไว้ด้านใน หลังเสตอร์หน้าแบบเนียนมาก เรียกว่าถ้าไม่บอกก็ไม่เห็นกันเลยทีเดียว
  • หม้อน้ำ .. บางคนก็ไม่ชอบ แต่ผมว่ามันช่วยให้สมรรถนะของรถคงที่ ไม่ออกอาการฮีท แล้วห้อยแบบรถที่ไม่มีหม้อน้ำน้า
  • ช่วงล่างโดดเด่นขึ้นมา ให้การยุบ ยืด ซับแรงที่ดี ปรับตั้ง preload ให้ลงตัวซักนิดน่าจะตอบสนองได้ดีขึ้น ซึ่งเท่าที่ลองแล้ว น้ำหนักคนขี่ที่ 60-80 kg โอเคครับ ถ้าน้ำหนักเกินไปซัก 90 kg อาจจะต้องปรับ หรือเปลี่ยนสปริงหลังช่วยซักหน่อยหล่ะ
  • ไปได้หมด แม้ทักษะไม่ได้สูงมาก … ด้วยอาการรถที่เหมือนจะอืดนิดๆ ที่รอบต่ำ ซึ่งก็แลกด้วยการคุมคันเร่งที่ง่าย ทำให้ลักษณะการขี่แบบ “ไหลๆ” ของผมเอาตัวรอดไปได้เรื่อยๆกับ WR155R ใช้การคุมคลัชช่วยบ้างเล็กน้อยเวลาลุยน้ำก็โอเคแล้วหล่ะครับ
  • VVA กับการเข้าป่าแบบ enduro สำหรับผมแทบไม่ได้ใช้เลยครับ ต้องลองไล่เสตอร์ช่วยซักหน่อย น่าจะรีดรอบออกมาให้ใช้ได้เต็มมากขึ้น
  • เซอร์วิสง่าย ไม่มีอะไรซับซ้อน พอขี่แล้วรู้สึกว่ารถแข็งแรง พาผมกลับบ้านได้แน่ๆ
  • น็อตตัวเล็กๆใต้ไฟหน้าใช้ปรับระดับความสูงต่ำของไฟได้ง่ายมาก

ข้อสังเกต / ข้อเสีย

  • น้ำหนักรถที่ 134 kg ถ้าเทียบกับ cc ถือว่าค่อนข้างหนักเลยหล่ะเนี่ย ดีที่วางน้ำหนักให้บาล๊านซ์มาดีคุมได้ง่าย เลยไม่ต้องยกรถอะไร แต่ถ้าต้องยกก็พอไหวครับ อึ้บนึง (เกิน 2 ครั้งเรียกเพื่อนโลด)
  • อยากได้ตัวล็อคยางใน ติดมาให้เลยก็สะดวกดีน้า แต่ก็เข้าใจแหล่ะครับว่าด้วยรถในแบบ Dual purpose ไม่ได้ทำมาเพื่อวิ่งทางดินเป็นหลัก
  • ช่วงหน้ารถที่กว้างทำให้ท่านั่งของผมรู้สึกหลวมๆ ไม่กระชับ แต่ท่ายืนขับขี่ไม่มีปัญหาครับ รู้สึกมั่นใจมาก
  • พักเท้ามาแบบหนามเต็มเลย ถ้าใครใช้บนทางเรียบผมว่าจะอันตรายไปหน่อย หายางรองมาเสียบซักนิด สบายใจขึ้นครับ (ติดยางพักเท้ามาให้เลยก็ไม่ได้แหม่ … แค่นี้เอง)
  • สำหรับคนร่างใหญ่ (185cm น้ำหนัก 90 kg) อาจจะรู้สึกว่าตำแหน่งแฮนด์ต่ำ และช่วงล่างยวบเกินไป … ซึ่งก็ต้องปรับตัวหล่ะครับ ไม่ก็ยกแฮนด์ หรือเปลี่ยนสปริงช่วยเอา
  • อัตราทดเกียร์สูงเพื่อประหยัดน้ำมัน ทำเอาย่านการใช้งานแปลกๆ ซึ่งตรงนี้ส่วนตัวผมเองมองว่า ไล่เสตอร์ช่วยเอาน่าจะจบกว่าครับ

น่าจะเหมาะกับ / ไม่เหมาะกับ

น่าจะเหมาะกับ

  • เพื่อนๆที่ต้องการรถซักคันไว้ใช้ในแบบ “ไม่ต้องคิดอะไร” ทางยังไงก็ไปได้หมด
  • ใช้เข้าป่า? ไหวครับสบายๆเลย เติมตัวล็อคยาง การ์ดแฮนด์ การ์ดเครื่องหน่อย สบายใจ
  • ใช้ทางเรียบ? สบายเช่นกัน เบาะสูง ท่านั่งหลังตรง วิสัยทัศน์ดี แต่ด้วยพิกัด 155cc สำหรับผมรู้สึกอึดอัดไปนิดนึง ด้วยรอบต้นที่ขึ้นช้านิดๆ ซึ่งตรงนี้แล้วแต่ความชอบหล่ะครับ

น่าจะไม่เหมาะกับ

  • “มือตึง” ไล่สเตอร์ช่วยเยอะหน่อยหล่ะกันครับ เดิมๆผมรู้สึกว่าจะเป็นรถขี่สบาย ซะมากกว่าสนุก

สรุป

จะขี่อะไร ก็ไปด้วยกันอยู่ดี ไปคนเดียวมันเหงานะไม่มีคนช่วยยก

ด้วยราคาเปิดที่ 105,000 บาท ที่บางคนก็ว่าแพง บางคนก็ว่าโอเค อันนี้แล้วแต่หล่ะกันครับ แต่บนการขับขี่เข้าป่าไปกับ Yamaha WR155R สำหรับผมจัดว่า “คุ้ม” 

เพราะสิ่งที่ได้มาคือของติดรถที่จัดว่าดีเลย ไม่ว่าจะเป็นชุดเบรค จานเบรค ช่วงล่างหน้า-หลัง วงล้อซี่น้ำหนักเบา พักเท้าหนามที่พร้อมลุย ก้านคลัชที่พร้อมหัก การปรับระดับไฟหน้าที่ทำได้ง่าย แผ่นยางรอง รวมถึงกันสาดโช้คหลัง ซึ่งต้องบอกว่าในรายละเอียดเล็กๆ น้อยๆ ต่างของตัวรถนั้น Yamaha ทำออกมาได้ดีเลยทีเดียว

การขับขี่บน WR155R เป็นความรู้สึกที่ผมเองยังรู้สึก “งง” ว่าบางจังหวะที่พร้อมจะสละยานแล้ว ก็ยังรอดมาได้ ซึ่งตรงนี้น่าจะมีส่วนมาจาก “ช่วงล่าง” ที่โดดเด่น พร้อมด้วยตำแหน่งแฮนด์ที่กว้าง และทรงเบาะที่ทำให้ร่างกายผมขยับไปมาได้อย่างไหลลื่น ตลอดเวลาด้วยหล่ะครับ

พอดูจากมุมนี้ทางดูไม่ชันเลยแฮะ

น้ำหนักรถ 134 kg ถ้ายกผมก็พอไหว แต่ค่อนข้างหนักไปซักหน่อย  เมื่อเทียบกับเพื่อนๆในพิกัดใกล้เคียงกัน แต่สิ่งที่รู้สึกคือ รู้สึกว่ารถแข็งแรง ทนไม้ทนมือ จะบอกว่ารู้สึกว่ารถแน่นกว่ารุ่นอื่นๆ ก็ว่าได้ ให้ความรู้สึกว่ารถไม่น่าจะพังอะไร (น้ำหนักบังโคลน กระจก ไฟเลี้ยว พักเท้าหลัง รวมกันประมาณ 3.5 kg)

อีกอย่างที่แตกต่างคือเซนเซอร์ดับเครื่องที่หน่วงเวลาไว้ประมาณ 2 วินาที อารมณ์ประมาณว่าถ้าลุกไว รถยังวิ่งต่อไม่ต้องสตาร์ทเครื่องใหม่กันเขิล ซึ่งตรงนี้ช่วยหน่วงเวลาสำหรับการขับขี่ในแบบสนามดินที่มีการนอนรถเข้าแบงค์เวลาเลี้ยวด้วยหล่ะครับ

เครื่องยนต์ขนาด 155cc พร้อมวาล์วแปรฝัน (VVA) ให้การตอบสนองในแบบ “ไหลๆ” คืออัตราเร่ง หรือการดันรถขึ้นเนินชันๆ อาจจะรู้สึกอืดๆ อื้อๆ ได้ สำหรับผมว่าจะลองไล่เสตอร์ก่อนหล่ะครับ น่าจะไหวหล่ะ

โดยรวมแล้วนับได้ว่าการขับขี่ไปกับ Yamaha WR155R สำหรับผมรู้สึก ”คุ้ม” และ “มั่นใจ” กับการพาไปลุยในแบบสมบุกสมบัน เสถียรภาพของรถที่ดี นิ่ง อาการที่ส่งมาที่ร่างกายผมน้อย …​เอาง่ายๆว่า ลุยหินยาวๆ ไม่รู้สึกปวดตัวอะไร (ไม่นับเหนื่อยนะ)

แถม

[บนซ้าย] Hi bro ตอนบิดกุญแจที่สามารถเปลี่ยนชื่อได้ โดย

  • ปิดสวิทช์
  • กดปุ่ม select บนหน้าจอค้างไว้
  • เปิดสวิทช์ และปล่อยปุ่ม select หลังจากค้างไว้ประมาณ 4 วินาที
  • ตัวอักษรจะเริ่มกระพริบ จากนั้น กดปุ่ม select เลือกตัวอักษร หรือกดปุ่ม select ค้างเพื่อยืนยัน
  • ทำซ้ำจนครบ 6 ตัวอักษร

[บนขวา] น็อตตัวเล็กที่ใช้ปรับองศาสูง-ต่ำ ของไฟหน้า ที่เข้าถึงได้ง่ายมาก บางครั้งมืดในป่า เราอยากจะปรับให้ต่ำลงจะได้เห็นทางได้เยอะขึ้นก็ปรับแค่ตรงนี้ได้เลย

[ล่างซ้าย] ก้านคลัชหักเป๊าะ ตรงตำแหน่งรอยบากพอดีเป๊ะ ขี่กลับได้สบายใจ … แต่ถ้าเป็นลักษณะของตีลังกาหงาย ไม่น่าจะเอาอยู่หล่ะครับ อาจจะคันที่โคนก้านคลัชได้เลย

[ล่างขวา] การ์ดหม้อน้ำสำหรับการใช้งานจัดว่าพอหล่ะครับ ทิ้งรถลงได้ไม่เป็นอะไร แต่อันนี้จอดตั้งขาตั้งแล้ว “โดนชน” … เรียบร้อยฮะ มียุบนิดๆ

ขอขอบคุณ

12391106_1162951333733379_3785731199211270015_n
koala
10550932_315231421970674_8310229622189082563_n

Comments