“Vespa ป่ะหล่ะ” 10 ปีมีครั้งเพียง 550 คัน กับ Vespa Primavera S 150 i-Get ABS Safari Special Edition

โดย /

เพราะนี่ไม่ใช่มอเตอร์ไซค์ แต่นี่คือ ​Vespa ที่ต้องสัมผัสถึงจะเข้าถึงได้กับอารมณ์ที่เปลี่ยนแปลงไปของการขับขี่ และเดินทาง กับประวัติความเป็นมาของ Vespa ที่เริ่มต้นในอิตาลีมาตั้งแต่ปี 1946 โดย Piaggio ที่ยังคงการออกแบบ และเอกลักษณ์ของตัวตนของตัวเองไว้อย่างครบถ้วนมายาวนานเกือบ 80 ปี 

กับคราวนี้ที่มากับการครบรอบ 10 ปีของ Vespa ในประเทศไทย (อย่างเป็นทางการ) ทำให้มีการออก “รุ่นพิเศษ” เป็น Vespa Primavera S 150 i-Get ABS Safari Special Edition แบบจำนวนจำกัดเพียง 550 คันเท่านั้น ให้เหล่าเพื่อนๆชาว Vespa ได้ “เก็บ” มาเข้าคอลเลคชั่นของความพิเศษได้อีกรุ่นนึง

ซึ่งในคราวนี้ต้องขอขอบคุณทาง Vespa ประเทศไทย ที่ให้ผมได้ออกมาทัวร์ริ่งไปกับ Scooter พิกัด 150 cc ที่ต้องบอกว่า “เปลี่ยน” และทำให้ผมรู้สึกว่า “ทุกคนควรได้ลองขับขี่ Vespa มาเดินทางซักครั้งนึง” … เพราะอารมณ์ในการเดินทางมันเปลี่ยนไปจากที่ผมเคยสัมผัสมาเลยทีเดียว

กับ Vespa Primavera S 150 i-Get ABS Safari Special Edition รุ่นพิเศษที่มีเพียง 550 คันนี้ ทุกคันจะได้ของพรีเมียม 2 ชุดด้วยกันคือ 

  • Safari Premium Set จัดเต็มกับ 
    • หมวกกันน็อคสีเขียวด้านเข้ากับรถพร้อมโลโก้ Safari
    • กระเป๋าสัมภาระแบบพาดใต้เบาะ ที่ปรับเป็นกระเป๋าสะพายได้
    • ถุงมือข้อสั้น แบบครึ่งนิ้ว แบบกึ่งผ้าถัก และหนัง
    • พวงกุญแจหนัง
    • แผ่นเพลทประจำรุ่น Safari
    • กล้องมองภาพ 3 มิติที่บรรจุเรื่องราวของ Vespa เอาไว้ภายในแผ่นฟิล์มสไลด์
    • หน้ากากผ้า Vespa พร้อมสเปรย์แอลกอฮอลล์ 
  • Welcome Gift
    • กล่องเหล็ก
    • ซองพรบ.กันน้ำ
    • ชุดสติกเกอร์
    • พวงกุญแจ

และเช่นเคยกับคราวนี้ จะขอแบ่งออกเป็นหัวขอที่จะพูดถึงเจ้า Vespa Primavera “เขียวด้าน” ตามนี้เลย

  • รูปลักษณ์ทั่วไป
  • รายละเอียดทางเทคนิค – สเปคของตัวรถที่น่าสนใจ 
  • 300 km ของการขับขี่ทัวร์ริ่งกับ Vespa 
  • อัตราสิ้นเปลือง
  • น่าจะเหมาะกับ
  • สรุป

รูปลักษณ์ทั่วไป

[บน] สีเขียวด้าน (Matt Verde Militare) ที่โดดเด่นของรุ่นพิเศษนี้กับคอนเซปต์ REBORN TO BE WILD ที่ให้ผู้ขับขี่ได้สัมผัสกับอารมณ์ของรถในแบบสปอร์ต บนความสามารถของการเดินทางได้จริง

[ล่างซ้าย] ชุดแร็คท้ายที่พร้อมให้ใช้ยึดสัมภาระเพื่อการเดินทาง

[ล่างขวา] ชุดไฟท้าย และไฟเลี้ยวหลังแบบ LED ที่กลมกลืนไปกับตัวรถได้อย่างลงตัว

[บนซ้าย] กับประกับไฟทางด้านซ้ายที่มีเพียงสัญญาณไฟสูง/ ไฟ pass สัญญาณไฟเลี้ยว และสัญญาณแตร กับปลอกแฮนด์ที่มีลวดลายของ Vespa อย่างลงตัว

[บนขวา] เพลทประจำรุ่นพิเศษที่มีป้ายคำว่า Safari อย่างโดดเด่นพร้อมเลขประจำรถ

[ล่างซ้าย] แผ่นบังลมหน้าขนาดสั้น ที่เสริมอารมณ์ของการทัวร์ริ่ง แต่ยังคงให้ความทะมัดทะแมงในการขับขี่ พร้อมด้วยไฟหน้าทรงกลมเอกลักษณ์จาก Primavera ปี 1968 ที่เสริมความทันสมัยด้วยหลอดไฟหน้าแบบ LED (ทั้งคัน)

[ล่างขวา] ประกับไฟทางด้านขวาที่มีปุ่ม Mode สำหรับเลือกการแสดงผลบนหน้าจอ (Trip 1, 2 , ODO) และปุ่มสตาร์ทการทำงานของเครื่องยนต์ พร้อมด้วยปลอกแฮนด์ที่มีลวดลาย Vespa อยู่เช่นกัน

[บนซ้าย] เครื่องยนต์ i-Get ที่ให้เสถียรภาพ และความนุ่มนวลในการขับขี่ที่ดี ส่งกำลังได้อย่างสม่ำเสมอ และเชื่อถือได้

[บนขวา] ไฟเลี้ยวมุมส้มแบบ Led ที่คงเอกลักษณ์ของ Vespa ไว้อย่างชัดเจน พร้อมด้วยกรอบคิ้วโครเมียมสีเทาเข้มเสริมความโดดเด่นให้รอบคัน

[ล่างซ้าย] พอร์ต USB สำหรับการชาร์จอุปกรณ์ไฟฟ้าต่างๆติดมากับตัวรถซึ่งเข้าถึงได้บริเวณกล่องถุงมือด้านหน้า

[ล่างขวา] ชุดกันสะเทือนหน้า ปั๊มเบรคล่าง ที่มาพร้อมกับ ABS ที่ล้อหน้า


รายละเอียดทางเทคนิค – สเปคของตัวรถที่น่าสนใจ

300 km ของการขับขี่ทัวร์ริ่งกับ Vespa 

ในครั้งนี้ผมมีโอกาสได้เดินทางมาที่จังหวัดนครนายก บน Vespa Primavera S 150 Safari คันนี้ ที่ต้องบอกว่าทำให้ผมกลับมารู้สึกได้อีกครั้งถึงเหตุผลของการเดินทาง

ท่านั่งของการขับขี่นั้น ต้องบอกเลยว่า “ฟิน” กับการนั่งสบายๆ บนเบาะนุ่มๆของ Vespa คันนี้ เรียกว่าขี่กันยาวๆรวดเดียวจาก กรุงเทพ ถึงนครนายกกับระยะทาง 120 km ในชั่วโมงครึ่ง (โดยประมาณ) ไม่มีอาการเมื่อยล้า หรือเหนื่อยอะไรซึ่งส่วนนึงมาจากช่วงล่างที่ให้การตอบสนองที่ดีสำหรับการขับขี่บนทางเรียบด้วยหล่ะครับ

ขนาดของเครื่องยนต์ที่พิกัด 150 cc ที่ทำความเร็วเดินทางได้ในย่าน 80-90 km/hr (ที่พร้อมให้เร่งได้ถึง 100-110 km/hr)  ซึ่งกำลังเหมาะสมกับการเดินทางไปบนเส้นทางหลักได้อย่างปลอดภัย พร้อมกับชื่นชมไปกับบรรยากาศ และเส้นทางของการเดินทางในครั้งนี้ได้เป็นอย่างดี

แม้ว่าขนาดล้อจะค่อนข้างเล็ก น้ำหนักตัวรถค่อนข้างเบา (ที่ 130 kg) แต่เมื่อรวมกับช่วงล่างที่ให้ความรู้สึกแน่น ทำให้เสถียรภาพของตัวรถมีการขับขี่ที่เชือถือได้ ให้อัตราเร่งออกตัวได้อย่างดี แบบไม่ต้องเค้นอะไรมากเกินไป และยังตอบสนองได้อย่างนุ่มนวลการเดินทาง

กระเป๋าพาดใต้เบาะที่แถมมาให้กับชุดพรีเมียมของรถ สามารถใส่เสื้อผ้า และสัมภาระสำหรับการเดินทาง 3-4 วันได้เลยหล่ะครับ (หรือมากกว่านั้นถ้าจัดการเครื่องใช้ดีๆ) พร้อมด้วยกล่องใต้เบาะที่ใหญ่พอสำหรับหมวกเต็มใบ ก็ยิ่งบรรทุกได้มากขึ้นอีก 

ระบบเบรคมาตรฐานของตัวรถมากับ ABS ล้อหน้าแบบดิสก์จานเดี่ยว และหลังแบบดรัมเบรค ให้แรงหยุดที่เพียงพอกับ Vespa คันนี้ได้เป็นอย่างดี ให้น้ำหนักเบรคหน้าได้อย่างมั่นใจมาก ABS ที่ติดมาให้การตอบสนองการเบรคที่ค่อนข้างละเอียด ทำให้ผมเองยังสามารถใช้เบรคหน้าได้เต็มที่ แม้สภาพถนนจะมีกรวดทราย หรือบนสภาพทางลื่นๆก็ตาม

อัตราสิ้นเปลือง

ระยะทางรวมที่ผมทำไปได้อยู่ที่ 300 km พอดี ซึ่งใช้น้ำมันไปทั้งสิ้นที่ 9.1 litre ทำให้ได้อัตราสิ้นเปลืองที่ประมาณ 33 km/litre ถือว่าค่อนข้างประหยัดเลยหล่ะครับกับการขับขี่ในลักษณะนี้ ที่ใช้รอบค่อนข้างสูง ทำความเร็วเดินทางอย่างต่อเนื่อง

น่าจะเหมาะกับ

น่าจะเหมาะกับ

  • ใครก็ตามที่ต้องการรถสักคันไว้ใช้งานในชีวิตประจำวัน ฝ่าการจราจรที่ติดขัดไปอย่างมีสไตล์ Vespa คันนี้ตอบโจทย์ได้อย่างลงตัวเลยทีเดียว
  • หรือจะเป็นการเดินทางในแบบชื่นชมไปกับบรรยากาศของการเดินทางระยะใกล้ (หรือจะไกลขึ้นแค่ไหนก็แล้วแต่ที่เส้นทาง และความต้องการจะพาไป) Vespa คันนี้พร้อมบรรทุกสัมภาระ และออกไปเดินทางได้ทันที
  • Vespa Primavera S 150 i-Get ABS Safari Special Edition เพียง 550 คัน บ่งบอกถึงความเป็น Limited ที่รอให้ครอบครอง

สรุป

กับโอกาสครบรอบ 10 ปีของ Vespa ประเทศไทย ที่นำมาด้วยการออกรุ่นพิเศษอย่าง Vespa Primavera S 150 i-Get ABS Safari Special Edition คันนี้ในแบบจำนวนจำกัดเพียง 550 คัน ซึ่งมาในโทนสี Matt Verde Militare (เขียวด้าน) ที่โดดเด่นบน Primavera S ที่ให้สมรรถนะในการขับขี่ที่ดี พร้อมด้วยแรงบิดที่ตอบสนองได้ดั่งใจบนการใช้งานในชีวิตประจำวัน

เพิ่มเติมด้วยชุดอุปกรณ์เสริมที่มาพร้อมกับตัวรถอย่าง ชุดแร็คท้ายสำหรับมัดสัมภาระ บังลมหน้าขนาดเล็ก และแผ่นเพลทประจำรุ่น รวมไปถึงชุดของพรีเมี่ยมที่พร้อมให้ออกไปเดินทางอย่าง กระเป๋าพาดใต้เบาะ ที่เรียกว่า “พอ” สำหรับสัมภาระของ 2 คน ได้ 3-4 วันเลยทีเดียว

สมรรถนะของเครื่องยนต์ในพิกัด 150 cc จัดว่าทำได้โดดเด่น ให้การตอบสนองที่ถือว่าดีในการออกตัวตามจังหวะการจราจร มิติของตัวรถที่กระทัดรัดให้ความคล่องตัวสูง และพร้อมให้เข้าถึงในเส้นทางต่างๆได้อย่างมีเอกลักษณ์เป็นตัวตนของผู้ขับขี่

หรือจะเป็นการเดินทางในระยะร่วม 300 km กับท่านั่งที่สบาย เบาะนั่งที่นุ่ม น้ำหนักรถที่จัดว่าเบา บนการเดินทางในย่านความเร็ว 80-100 km/hr ก็ตาม Vespa Primavera S คันนี้ก็ทำได้อย่างดี และพร้อมให้พาดกระเป๋า เพื่อออกไปสัมผัสกับบรรยากาศของการเดินทางได้ทันที

Vespa Primavera S 150 i-Get ABS Safari Special Edition มากับราคาที่ 139,900 บาท ที่มาพร้อมกับอุปกรณ์ครบอย่างในรูปนี่เลยหล่ะครับ เรียกได้ว่าแทบไม่ต้องไปทำอะไรเพิ่มแล้วนอกจากแต่งเติมเพื่อให้แสดงถึงตัวตนของเราเองให้ครบ พร้อม ที่จะออกไปสัมผัสกับประสบการณ์การขับขี่บน Vespa ได้ทันที

ขอบคุณ

ติดตามข่าวสารกับ Vespa ได้จากหลากหลายช่องทาง

Line Official Account : @vespathailand

Facebook : Official Vespa Society Thailand

IG : @vespathailand

Comments