“6 เหตุผล” ทำไมทุกคนถึงควรมาลอง Track Day สักครั้ง

โดย /

แม้ว่าจะผ่านช่วงเวลาของการขับขี่ ไม่ว่าจะเป็นในรูปแบบของการใช้งานในชีวิตประจำวัน การขับขี่เพื่อบ่งบอกถึงตัวตน การใช้ชีวิตที่ต้องการความอิสระ หรือจะเป็นการเดินทางท่องเที่ยวไปทั่วๆทั้งในประเทศ และนอกประเทศมาอย่างมากมายแล้วก็ตาม สิ่งสำคัญที่สุดอย่างนึงที่จะทำให้เราขับขี่ได้อย่างปลอดภัย ทั้งกับตัวเอง และเพื่อนร่วมทางก็คือ “ทักษะ”

“ทักษะ” คือสิ่งที่จะช่วยให้เพื่อนๆทุกคนที่ขับขี่มอเตอร์ไซค์ สามารถจะพาเค้าไปได้จนถึงจุดหมายอย่างที่เราต้องการอย่างปลอดภัย และเป็นสิ่งเดียวที่เราจะสามารถพัฒนาต่อยอดไปได้เรื่อยๆอย่างไม่มีที่สิ้นสุด รวมไปถึงเริ่มต้นที่จะขับขี่ตั้งแต่พื้นฐาน ก่อนจะออกไปหาประสบการณ์ในการขับขี่ และผจญภัยกับสิ่งใหม่ๆรอบตัว

แล้วจะทำอย่างไรเพื่อให้ได้มาซึ่งทักษะ? คงไม่มีทางอื่นอีกแล้วหล่ะครับ นอกจากการฝึกฝน และฝึกฝน ซึ่งการเรียนรู้ด้วยตัวเอง หรือการทำตามตำราต่างๆ ก็ไม่มีทางเท่ากับการที่เราได้มี “คนสอนจริง” ที่มาพร้อมกับประสบการณ์จริง ขับขี่จริง ซึ่งหาได้ยากมากที่จะมีใครสักคนนึง ที่พร้อมที่จะ “สอน” และ “ชี้แนะ” การขับขี่อย่างเป็นขั้นเป็นตอนให้เราเท่ากับการมาลองลง Track Day สักครั้งนึง

ในคราวนี้นับได้ว่าเป็นโอกาสที่ดีอีกครั้งนึงที่ผมเองได้มาร่วมขับขี่ในกิจกรรม Track Day ที่จัดขึ้นของ Pirelli ร่วมกับ Yamaha Riders Club ที่พาลูกค้ามาร่วมรับประสบการณ์ใหม่ๆในการขับขี่บนสนามแข่งขันทางเรียบที่นำทีมผู้ฝึกสอนมาด้วย วรวุฒิ พุทโธ หรือ “อาจารย์เป็ด” อดีตแชมป์ประเทศไทย ผู้ฝึกสอนหลักจาก Yamaha Riding Academy ที่มาด้วยประสบการณ์ในการขับขี่แบบ เต็มเปี่ยม ในทุกรูปแบบของการขับขี่มอเตอร์ไซค์ทางเรียบ

เพราะการขับขี่มอเตอร์ไซค์คือการก้าว “ออกไป” พบกับเส้นทางใหม่ๆ เพื่อนร่วมเดินทาง เพื่อสัมผัสถึงอารมณ์ของการเดินทาง ที่ไม่สามารถหาได้จากการเดินทางในรูปแบบอื่นๆ

1. เพราะสนามพร้อมให้ “ทดลอง”

ทั้งสภาพพื้นผิวที่ให้การยึดเกาะที่ดีกว่าท้องถนนของบ้านเรามากมาย ทำให้ผู้ขับขี่สามารถฝึกฝน และใช้สมรรถนะของรถได้อย่างเต็มที่มากขึ้น พร้อมด้วยระยะทิ้งตัว (Run-off) ที่ไม่มีขอบทาง หลักกิโล เสาไฟฟ้า กำแพงมา “ปะทะ” ให้เราสามารถใช้ความเร็ว รีดสมรรถนะของตัวรถได้อย่างเต็มที่

ซึ่งจะว่าไปก็ไม่ต่างอะไรกับการทดลอง ที่ต้องมีการควบคุม เช่นเดียวกัน สนามก็คือห้องทดลองของเหล่าผู้ขับขี่นั้นเอง ไม่ว่าจะเป็น ความเร็ว การเบรค ระยะเบรค มุมเอียงจนสุดลิมิตของรถ การสะบัดของช่วงหน้า การเดินคันเร่ง การล็อคเบรคต่างๆ ซึ่งทั้งหมดนี้จะยิ่งทำให้เรา รู้จัก และพัฒนาทักษะในการควบคุมรถได้อย่างรวดเร็ว มากกว่าท้องถนนเยอะมาก บอกเลย!

 

2. เพราะการเรียนรู้จะเกิดได้ดีที่สุดเมื่อเราได้ลองทำจริง

แม้ว่าจะขับขี่มานาน 5 ปี 10 ปี หรือมากกว่าก็ตาม แต่ถ้าเมื่อไหร่ก็ตามที่ได้มา Track Day แล้วหล่ะก็ เราจะได้เห็นเด็กๆ ที่เพิ่งขับขี่ได้ไม่นาน หรือบางคนก็แค่ 2 เดือนเท่านั้นเอง แต่สามารถหวดหนีผู้ใหญ่ที่ขับขี่มาระยะเวลานานๆที่ไม่เคยผ่านการขับขี่ในสนามมาก่อนได้แบบ … ขาดลอย … ซึ่งก็เป็นเรื่องปกติมากหล่ะครับ เพราะคนที่ได้ผ่านการเรียนรู้อย่างเป็นขั้นเป็นตอน บนสนามที่รองรับการขับขี่ ให้ได้ฝึกซ้อมขับขี่ “จริง” แม้จะช่วงเวลาสั้นๆ ก็พัฒนาทักษะ และพร้อมให้ต่อยอดต่อไปได้อย่างรวดเร็วเลยทีเดียว

ที่สำคัญแทบทุกครั้งของ Track Day จะต้องมีกลุ่มผู้ฝึกสอนที่เข้ามาคอยช่วยแนะนำการขับขี่ให้กับเหล่ามือใหม่ทุกคนอยู่ตลอดเวลา ซึ่งคอยช่วยสิ่งที่ผมเรียกว่า “การก้าวข้ามผ่านจุดเหวอ” เอาให้ชินชาไม่รู้สึกอะไรนั่นแหล่ะครับ แล้วหาจุดเหวอต่อไป มาพัฒนาตัวเองต่อไป

 

3. เพราะการสอบใบขับขี่ เพียงแค่ขับขี่ได้อย่างถูกกฎหมาย ไม่ใช่ขี่เป็น

มอเตอร์ไซค์คือการเล่นกับน้ำหนัก เล่นกับบาล๊านซ์ เล่นกับการควบคุม การรวมกันเป็นหนึ่งเดียวระหว่าง ผู้ขับขี่ และตัวรถ การควบคุมต่างๆนั้นส่งผลที่แตกต่างกันไปกับตัวรถ ในสภาพการณ์ที่ต่างกัน ไม่ว่าจะเป็นการใช้เบรคหลัง การใช้เบรคหน้า การเปิดคันเร่ง การเปลี่ยนเกียร์ การใช้ครัช ทุกอย่างต่างสัมพันธ์กันทั้งหมด และสิ่งสำคัญอีกอย่างคือ “การใช้ร่างกาย” เพื่อจัดท่าทางในการขับขี่เนี่ยแหล่ะครับ

ลองนึกว่าหากเราขับขี่ไปบนเส้นทางที่ไม่คุ้นเคย เจอทางลงเขาชัน พร้อมโค้งหักศอกต่อเนื่อง หรือฝนตกมีแอ่งน้ำขังอยู่ในโค้ง เราจะทำอย่างไรต่อไปดี? จะใช้ครัช? จะเบรคยังไง? จะต้องใช้เกียร์ไหน จะต้องเลี้ยวยังไงเพื่อให้ผ่านไปได้? ซึ่งทั้งหมดนี้ไม่มีใครหรอกครับที่จะสามารถทำได้ตั้งแต่ครั้งแรก นอกจากต้องผ่านการฝึกฝนซ้ำๆกันจนกลายเป็นทักษะที่เอาไปปรับใช้ได้จริงเท่านั้น

 

4. เพราะค่าใช้จ่ายในสนาม “ถูกกว่า” ค่าซ่อมรถ&คน จากอุบัติเหตุบนถนน

ในขณะที่กำลังเพลิดเพลินกับเส้นทางที่สวยงาม ทันใดนั้นเองก็มีน้องลิงกระโดดมาบนถนนทำให้เราต้องหักหลบ ก่อนที่จะต้องเข้าโค้ง S ต่อเนื่องที่ค่อยๆบานออกไปเรื่อยๆ จนสุดท้ายหลุดออกจากโค้งส่งให้รถ และคนต้องลงไปนอนอยู่ข้างทาง เจ็บตัว รถไถลออกไปกระแทกกับหลักกิโล หรือซ้ำร้ายคนไถลตามไป “รวมร่าง” กันอีกที

กับค่าใช้จ่ายในการลับทักษะเพื่อให้เราเอาตัวรอดได้ดีขึ้นบนท้องถนนกับการลงขับขี่ Track Day ที่มีค่าใช้จ่ายเริ่มต้นอยู่ที่ประมาณ 2,000 – 4,000 บาท ต่อครั้ง พร้อมด้วยผู้ฝึกสอนมากประสบการณ์มาคอยแนะนำ คอยช่วยปรับท่าทางต่างๆในการขับขี่ให้เหมาะสม รวมไปถึงเทคนิคการขับขี่ที่ใช้แก้อาการของรถต่างๆ หรือถึงจะพลาดใน Track Day ก็ไม่หนักเท่าบนท้องถนนแน่ๆหล่ะครับ

ชุดขับขี่ในช่วง Track Day ส่วนใหญ่ก็ใช้ชุดขับขี่ทั่วไปได้ หรือจะเป็นชุดแข่งเดี๋ยวนี้ก็มีชุดราคาประหยัดเริ่มต้นตั้งแต่หมื่นกว่าบาทขึ้นไป ที่สำคัญ “เท่ห์!” หรือถ้ามากับ Yamaha ในกิจกรรม Track Day มีชุดให้ยืมใช้ได้ด้วยนะนั่น

 

5. เพราะรถอะไรก็ขับขี่ในสนามได้

ไม่จำเป็นที่จะต้องเป็นรถสปอร์ตเท่านั้น และไม่ได้มีข้อห้ามของสนามที่ไหนด้วยหล่ะครับว่าจะต้องเป็นรถประเภทสปอร์ต เพราะรถทุกคัน ไม่ว่าจะเป็น Naked, Scooter, Touring, Adventure, Supermoto หรือจะเป็นรถ Enduro ก็สามารถมาขับขี่ในสนามทางเรียบได้ ด้วยจุดประสงค์เดียวกันคือ “เพื่อเรียนรู้” และเข้าใจในการขับขี่ของรถที่เรากำลังใช้งานอยู่มากขึ้น

บางทีเราก็จะได้เห็น Big Scooter อย่าง TMax วิ่งโฉบเฉี่ยวตามติดรถ Sport แบบสบายๆ ดีไม่ดีมีแซง หรือรถในแนว Touring ขี่นำลิ่วอยู่คันเดียว

 

6. เพราะสนุก

ทุกคนที่มาต่างก็มีความชอบในเรื่องเดียวกันคือ “การขับขี่มอเตอร์ไซค์” เท่านั้นแหล่ะครับที่เป็นจุดเริ่มต้นของสิ่งดีๆที่ตามมาอีกเพียบ

“เป้าหมายของ Track Day ไม่ใช่เพื่อนักแข่ง หรือการแข่งขัน แต่เพื่อพัฒนาทักษะ สร้างความคุ้นเคยกับรถของเราเอง ถ้าสิ้นสุดวันนั้นแล้วเรารู้จักรถ รู้จักตัวเอง รู้ว่าตรงไหนที่เรายังพัฒนาต่อยอดได้ นั่นก็คือชนะการแข่งขันกับตัวเองแล้ว” – วรวุฒิ พุทโธ

Comments