PREVIEW : Royal Enfield Meteor 350 เพราะทุกการเดินทางมีเรื่องราวใหม่ๆเสมอ

โดย /

Royal Enfield กับการเติบโตอย่างก้าวกระโดดไปทั่วโลก รวมไปถึงในบ้านเราเอง ซึ่งรวมไปถึงมีการตั้งโรงงานประกอบในประเทศไทยเพื่อให้เป็นบ้านหลังที่ 3 ของ Royal Enfield (อินเดีย, สหราชอนาจักร, และไทย) และจะเป็นศูนย์กลางของ Royal Enfield ใน Asia

ซึ่งส่วนตัวผมเองนั้นมีโอกาสได้ขับขี่รถจาก Royal Enfield แทบทุกรุ่นแล้ว ซึ่งก็ต้องบอกว่ารถจาก Royal Enfield ทุกรุ่นนั้น ทนทาน และสามารถขับขี่ได้ในแทบจะทุกสภาพถนนจริงๆ เช่น Bullet 500 ที่ผมเคยได้ขับขี่ที่อินเดีย (เลห์ ลาดัก) เมื่อไม่กี่ปีที่ผ่านมา

และในช่วงปลายปี 2020 นี่เอง Royal Enfield ก็ได้เสริมเติมรถประเภท Cruiser พิกัด 350cc รุ่นใหม่เข้ามากับเจ้า Meteor 350 คันนี้นี่เอง 

ต้องขอขอบคุณ Royal Enfield ด้วยนะครับที่ให้เกียรติกับผมได้ร่วมออกไปเดินทางเพื่อสัมผัสกับเรื่องราว และประสบการณ์ใหม่ๆของเส้นทางไปกับ Meteor 350 “Fireball” สีเหลืองที่โดดเด่น คันนี้ กับเรื่องราวที่ต้องกล่าวถึงตามนี้เลย

  • รูปลักษณ์ทั่วไป
  • รายละเอียดทางเทคนิค – สเปคของตัวรถที่น่าสนใจ 
  • สัดส่วนคน และรถ
  • การขับขี่เดินทางไปกับ Meteor คันนี้
  • ข้อดี / ข้อสังเกต / ข้อเสีย
  • น่าจะเหมาะกับ
  • สรุป

รูปลักษณ์ทั่วไป

[บนซ้าย] ตำแหน่งของคันเกียร์ ที่มีให้ทั้งหน้า-หลัง ด้วยตำแหน่งเกียร์ 1-N-2-3-4-5 เอาง่ายๆว่า

  • กดคันหน้า เข้าเกียร์ 1 หรือ ลดเกียร์ 5-4-3-2
  • กดคันหลัง เพิ่มเกียร์ 2-3-4-5


[บนขวา] ประกับไฟทางซ้ายที่ไม่มีอะไรต้องปรับตั้งเลยหล่ะครับ มีเพียงแค่ สัญญาณไฟ และไฟเลี้ยว จบ

[ล่างซ้าย] ตำแหน่งคันเบรคที่วางไว้ใกล้ท่อ แต่สิ่งนึงที่ผมชอบกับรถจาก Royal Enfield คือพวกรายละเอียดเล็กๆน้อย เช่นคันเหล็กเล็กๆ ที่ช่วยกันไม่ให้เท้าไปโดนท่อเนี่ยแหล่ะครับ

[ล่างขวา] ประกับไฟทางด้านขวา ไม่มีอะไรอีกเช่นกัน เพียงสวิทช์ off-run/ start และไฟฉุกเฉิน … จบ

แต่เดี๋ยวก่อน เพราะบนความเรียบง่ายแบบไม่มีอะไรต้องกดมากมาย แต่นี่คือครั้งแรกของ Royal Enfield ที่มีการใส่ “Tripper” หรือง่ายๆว่า ระบบนำทางแบบ Turn-by-Turn เข้ามาในรถของตัวเป็นครั้งแรก 

ซึ่งต้องใช้คู่กับแอป Royal Enfield ในโทรศัพท์ ที่ให้การเชื่อมต่อที่ง่ายมาก จากนั้นก็เลือกเป้าหมายว่าจะไปที่ไหน แล้วก็ .. จบครับ Tripper จะทำการนำทางให้เอง 

แต่ทั้งนี้ต้องมีการเชื่อมโทรศัพท์ไว้ เพราะตัว Tripper จะใช้ข้อมูลการนำทาง และ GPS จากโทรศัพท์ในการทำงานนะครับ ก็จะกินแบตนิดนึง ซึ่งตัวรถก็มีพอร์ต USB มาให้สำหรับชาร์จโทรศัพท์ไประหว่างการเดินทางได้สบายๆ

รายละเอียดทางเทคนิค – สเปคของตัวรถที่น่าสนใจ

สัดส่วนคน และรถ

เรียกว่า “ตื่นเต้น” เพราน้อยนักที่สัดส่วน 163 cm น้ำหนัก 62 kg และช่วงขา 700 mm ของผม จะสามารถลงเท้ากลางเท้าได้สองข้างแบบนี้

กับตำแหน่งเบาะที่จัดว่าต่ำเลยหล่ะครับ ตัวเบาะนุ่มหนาสบายดี ความกว้างค่อนข้างเหมาะสมกับการขับขี่ การวางเท้าลงบนพื้นทำได้แบบ สบายๆ เลยสำหรับผม

การขับขี่เดินทางไปกับ Meteor 350 คันนี้

“นุ่มนวล ส่งกำลังได้อย่างเชื่องมือ … แต่ล็อคความเร็ว”

ออกตัวมาจากกรุงเทพกับเส้นทางของเราในวันนี้ที่จะมากันถึงสวนผึ้ง ไป-กลับ น้ำมันถังเดียว (เกือบพอ) ซึ่งต้องบอกได้ว่าทันทีที่เริ่มออกตัวมา สิ่งแรกเลยที่ประทับใจคือ ความนุ่มนวลของชุดส่งกำลังของตัวรถ ด้วยพิกัด 350 cc ที่ไม่มาก ไม่น้อย กับระยะคลัชที่กว้าง แรงบิดที่มาตั้งแต่รอบต่ำ ทำให้การต่อเกียร์ต่างๆของรถคันนี้ทำได้ง่าย และไม่มีอาการกระชากอะไรให้รำคาญเลยหล่ะครับ

ท่านั่งของตัวรถจะเป็นลักษณะยื่นเท้านำไปข้างหน้า ให้ท่านั่งที่กลางๆ ไม่ยื่นมากเกินไป ซึ่งก็พอดีกับสรีระ 163 cm ของผมดี (แต่ก็อยากให้ยื่นไปอีกนิดนึง) ส่วนเพื่อนๆที่สูงซัก 175 cm ขึ้นไปจะรู้สึกเหมือนนั่งงอๆเข่าซักนิดนึง แต่ก็ไม่ได้ลำบากอะไรมากมายครับ เบาะที่นิ่ม นุ่ม รวมกับช่วงล่างที่ค่อนข้างนุ่ม ให้การซับแรงที่ค่อนข้างดี ไม่มีอาการสะท้านอะไรส่งมาที่ผมมากมายนัก

“สั่น ?? !!!!!” 

Meteor 350 คันนี้มากับ Balancer ที่ออกแบบมาใหม่แล้วทำให้ “อาการสั่น” ที่เคยกระเทือนรุนแรงจนกระจกมองข้างเบลอนั้น หายไป … อาการสะท้านจากเครื่องยนต์มีน้อย และอยู่ในระดับที่รับได้เลยครับ แม้จะเป็นในช่วงเร่ง หรือทำความเร็วก็ตาม Meteor 350 คันนี้จัดว่าไม่ได้สั่นอะไรมากมาย “สบาย”

แต่พอเข้าช่วงทำความเร็วบนเส้นทางหลัก ก็ต้องสะดุดนิดนึง เพราะ Meteor 350 ทุกคันจากโรงงานจะโดนล็อคความเร็วเอาไว้ที่ 120 km/hr นะครับ (ซึ่งต้องไปทำการปลดล็อคเอง)

ด้วยท่านั่งที่เป็นมิตร และเครื่องยนต์ พร้อมชุดเกียร์ที่ส่งกำลังได้ค่อนข้างต่อเนื่อง ทำให้ Meteor 350 คันนี้สามารถเลี้ยวไปตามเส้นทางโค้งต่อเนื่องได้แบบสบายๆ ไม่ต้องใช้ความพยายามอะไรมากเลยหล่ะครับ

ช่วงล่างเดิมๆ กับน้ำหนักตัวรถจัดว่าโอเค แต่ด้วยโช้คหลังแบบคู่ ที่ทำให้เวลาพลิกรถแรงๆต่อเนื่อง อาจจะมีอาการเหมือนยวบๆ ไปได้สักนิด แต่ก็ไม่ได้ส่งผลอะไรมากมาย ยังคงให้การตามติดที่ดี และให้ความรู้สึกที่มั่นใจกับการขับขี่ได้

ตำแหน่งพักเท้า และท้องรถของ Meteor 350 คันนี้จัดว่าค่อนข้างสูงเลยหล่ะครับสำหรับรถในแบบ Cruiser ซึ่งทำให้การขับขี่ทำได้หลากหลายสภาพเส้นทาง ยืดหยุ่นกับการใช้งานได้มากขึ้น

ข้อดี / ข้อสังเกต / ข้อเสีย

ข้อดี 

  • ขับขี่ง่าย เข้าถึงง่าย ใช้งานได้หลากหลายประเภท
  • งานประกอบที่มีการเก็บรายละเอียดต่างๆอย่างปราณีตมากขึ้น
  • นุ่มนวลขึ้น มีการเพิ่ม balancer ในเครื่องยนต์เพื่อลดแรงสั่นสะเทือนของเครื่องยนต์แล้ว (เมื่อเทียบกับ Royal Enfield รุ่นอื่นๆ)
  • เข้าถึงอุปกรณ์ต่างๆของรถได้ง่าย (ประกับไฟ, สัญญาณต่างๆ, Tripper ,และ อื่นๆ) ไม่มีอะไรซับซ้อนเลยหล่ะครับ
  • เบาะนั่งที่นุ่ม ท่านั่งที่สบาย พร้อมรองรับการเดินทางกลาง-ไกล ได้แบบสบายๆ 

ข้อสังเกต / ข้อเสีย

  • ล็อคความเร็วไว้ที่ 120 km/hr จากโรงงาน ในช่วงที่ต้องเร่งแซงก็ลุ้นนิดนึงครับ
  • ระยะเบรคที่ค่อนข้างยาว ที่ต้องกำเข้ามาลึกซักนิด แต่ก็แลกกับการเกลี่ยน้ำหนักเบรคที่ง่าย อันนี้แล้วแต่ความชอบหล่ะครับ แต่ก็ถือว่าให้พลังหยุดที่พอกับพิกัดของเค้าแล้ว
  • ไฟหน้า โดยส่วนตัวผมอยากให้สว่าง และไกลกว่านี้อีกสักนิดนึง เวลาผ่านเส้นทางมืดสนิทจะรู้สึกว่ามิติของไฟแคบไปนิดนึง

น่าจะเหมาะกับ

ถ้าใครต้องการรถในแบบ Cruiser ที่มีเอกลักษณ์ของตัวเองแล้วหล่ะก็ Meteor 350 คันนี้จัดว่าคุ้มค่าเลยหล่ะครับ กับสิ่งที่ได้ เมื่อเทียบกับราคาที่ 150,000-159,500 บาท ซึ่งขับขี่ได้ง่าย และคล่องตัว รองรับกับการใช้งานที่หลากหลาย ทั้งในสภาพการจราจร และการเดินทางไกลๆ 300-400 km หรือจะมากกว่านั้นก็ไม่ติดขัดอะไร

สรุป

Royal Enfield Meteor 350 คันนี้ สำหรับผมมองว่า พัฒนาขึ้นมาได้อย่างลงตัว ด้วยการฟังเสียงสะท้อน และคำแนะนำจากเหล่าลูกค้าเพื่อพัฒนารถในแบบ Cruiser คันนี้ขึ้นมา ทั้งในแง่ของเครื่องยนต์ที่ทำงานได้นุ่มนวลขึ้น หรือจะเป็นท่านั่ง และการใช้งานที่ง่าย เข้าถึงได้ง่าย ไม่ซับซ้อน แต่ยังคงไว้ซึ่งอารมณ์ของการขับขี่ในแบบเดินทางท่องเที่ยว บนเอกลักษณ์ของ Royal Enfield ได้อย่างลงตัว

ตำแหน่งเบาะของทั้งคนขี่ และคนซ้อน จัดว่าสบายมาก เบาะที่นุ่ม มีรายละเอียดที่ซ่อนไว้ในแต่ละรุ่น ทั้งวัสดุ การตัดเย็บที่แตกต่างกัน รวมไปถึงตัวรถที่เรียบง่ายพร้อมให้เราสามารถตกแต่งเพิ่มเติมของตัวเองได้อย่างง่ายดาย

การวางน้ำหนักของรถที่ทำได้ดี ให้การขับขี่ที่คล่องตัวในความเร็วต่ำ และยังคงสเถียรภาพของตัวรถในการเดินทางที่ย่านความเร็ว 100 km/hr ได้แบบไม่มีอะไรที่ต้องกังวล แม้ว่าจะโดนล็อคความเร็วมาที่ 120 km/hr ก็ตาม แต่ด้วยกำลังของตัวรถที่ให้แรงบิดที่รอบต่ำ ทำให้การเร่งแซงในย่าน 80-100 km/hr ยังทำได้แบบไม่ต้องลุ้นมากมายนัก

ตำแหน่งพักเท้าถือว่าเหมาะสมกับสรีระของผมที่ 163 cm ดีหล่ะครับ พักเท้าค่อนข้างสูง ท้องรถค่อนข้างสูง การเข้าโค้งต่างๆบนเส้นทางที่ได้ขับขี่มาในวันนี้ต้องเรียกว่า สนุกเลย สำหรับผมเลี้ยวเข้าโค้งต่อเนื่องได้ลึกอย่างที่พอใจ โดยไม่มีส่วนใดของรถไปขูดพื้นให้เสียวเล่น

พิกัดกำลังของ 350 cc ที่บรรจุมาในรูปลักษณ์ในแบบ Cruiser ของ Royal Enfield ในครั้งนี้ พร้อมทั้งตำแหน่งของจุดยึดบนเฟรมที่มีการทำเผื่อไว้ … พาลให้ผมสงสัยจริงๆว่า ถ้า Meteor มารวมเข้ากับเครื่องยนต์ 650 cc ของ Interceptor หล่ะจะเป็นยังไง

รายละเอียดรุ่น และราคา เพิ่มเติมติดต่อได้ที่ Royal Enfield ใกล้บ้าน

Comments