
Triumph Street Triple 765 เพิ่มเติมคือความจุ อัดแน่นด้วยไอเท็ม ผสานการขับขี่ที่ลงตัว
หลังจากที่รถในกลุ่ม Street แบบ Naked ในพิกัด middle-weight ที่ได้รับการพัฒนาเพื่อให้เหมาะสมกับการใช้งานบนท้องถนนของค่ายต่างๆ ต่างพากันเพิ่มพิกัดความจุของเครื่องยนต์กันอย่างต่อเนื่องไม่ว่าจะเป็น 700 cc, 800 cc, 900 cc เรียกได้ว่า เกือบจะเข้าพิกัด 1000 cc เข้าไปทุกทีแล้วทีเดียว จนทำให้ Triumph Street Triple 675 เป็นรถในพิกัดนี้ที่น่าจะมีความจุของเครื่องยนต์น้อยที่สุดเลยทีเดียว แต่การขับขี่ของ Street Triple 675 นั้นต้องบอกว่า ยังคงตอบสนองกับการใช้งานได้ในทุกรูปแบบ ซึ่งสรุปได้ง่ายๆว่า “เป็นหนึ่งเดียวกับผู้ขับขี่” ที่ผมเองเคยได้มีโอกาสรีวิวกันแบบเต็มๆกันไปแล้ว
Review : Triumph Street Triple Rx กับมาดของความสปอร์ต ผสานความสนุกอีกระดับ กับการขับขี่ในสนาม
Review : Triumph Street Triple R กับการตอบสนองได้ในทุกอารมณ์ บนการใช้งานจริง
ในที่สุดเมื่อช่วงเดือนมกราคมที่ผ่านมา (2017) Triumph ก็ได้ทำการเปิดผ้าคลุมเผยโฉม Street Triple 765 ใหม่อย่างเป็นทางการด้วย 3 รุ่นย่อยที่เปิดตัวได้แก่ Street Triple S, R, และ RS ที่มีการปรับแต่งในหลายๆด้านให้แตกต่างกัน มีแรงม้า แรงบิด และรายละเอียดของอุปกรณ์ที่แตกต่างกันออกไป
สำหรับในบ้านเรานั้นบอกเลยว่าต้องสุด ! ด้วยการเปิดตัว Street Triple 765 RS ที่นับได้ว่า “ครบด้วยไอเท็ม เต็มด้วยแรงบิด แน่นด้วยแรงม้า” พร้อมราคาเปิดตัวที่ 530,000 บาท ในช่วงงาน Motor Show 2017 ที่ผ่านมา ซึ่งก็ได้รับเสียงตอบรับเป็นอย่างดีเลยทีเดียว
ในคราวนี้ต้องขอขอบคุณ Britbike ที่ให้เกียรติกับผมได้มาทำการขับขี่กันแบบ “เต็มเหนี่ยว” ด้วยการพา Street Triple 765 RS ลงมาหวดหมดปลอกบน สนามพีระ เซอร์กิต พัทยา ซึ่งเป็นสนามหนึ่งในประเทศไทยที่ใช้ความเร็วได้สูง แต่มีเงื่อนไขนิดนึงคือ “ต้องเอาไปถ่ายรูปต่อนะครับ” (ห้ามพลาด สินะ!! แหม่ ไม่ค่อยจะกดดันเลย) แต่กระนั้นเลยก็เอาให้ได้ขับขี่กันจนได้ออกมาเป็น พรีวิว แบบสั้นๆ ง่ายๆ กันสักนิด ก่อนที่จะมาเติมให้เต็มกับ รีวิว ในโอกาสต่อไป
คราวนี้จะขอเน้นไปที่ “การขับขี่ในสนามทางเรียบ” เป็นหลักเลยนะครับ หัวข้อตามนี้เลย
- รูปลักษณ์ทั่วไป
- รายละเอียดทางเทคนิคที่น่าสนใจ
- เทียบชัดๆถึงความต่างของ 675 และ 765
- สัดส่วนคน และรถ
- การขับขี่บนสนามทางเรียบ
- ข้อดี/ข้อสังเกตุ/ข้อเสีย
- น่าจะเหมาะกับ / ไม่เหมาะกับ
- สรุป
รูปลักษณ์ทั่วไป

ทรวดทรงของไฟหน้าคู่อันเป็นเอกลักษณ์ของ Street Triple ยังคงอยู่ แต่ได้รับการปรับให้มีสรีระที่โค้งมนขึ้นเล็กน้อย (เทียบกับ 675) และคราวนี้มาพร้อมกับกระจกแบบปลายแฮนด์ให้เลยจากโรงงาน ไม่ต้องไปหาเปลี่ยนกันแบบก่อนหน้านี้แล้วนะครับ มาพร้อมกับชิวบังลมหน้า (flyscreen, windscreen) อกล่าง (belly pan) [ล่างขวา] มาให้แบบครบทีเดียว… จบ !

[บนซ้าย] เบาะนั่งแบบสองตอน (มาพร้อมครอบเบาะ) เพิ่มอารมณ์ความสปอร์ตให้มากขึ้น แต่ยังคงความนุ่มสบายไว้เหมือนเดิมพร้อมรองรับสภาพเส้นทางที่หลากหลายด้วย [บนขวา] กันสะเทือนจาก Ohlins รุ่น STX 40 แบบซับแทงค์
[ล่างซ้าย] การส่งต่อกำลัง การต่อเกียร์ ทำได้แบบไม่มีสะดุดด้วย quick-shifter เป็นอุปกรณ์มาตรฐานมาให้เลย พร้อมด้วยการ “หยุด” กำลังที่มากมายขึ้นด้วยปั๊มเบรคล่างจาก Brembo M50 Monobloc [ล่างขวา]
รายละเอียดทางเทคนิคที่น่าสนใจ

“กำครัช” ตั้งสติทบทวนตัวเองก่อนสตาร์ทด้วยนะครับ สตาร์ทไม่ติดหล่ะจะหาว่าไม่บอกกัน !
คราวนี้นับได้ว่าเป็นการอัพเกรดกันแบบ “ชุดใหญ่ไฟกระพริบ” เลยทีเดียวกับ Triumph Street Triple 765 คันนี้ ด้วยการที่เพิ่มเติมเทคโนโลยีใหม่ๆเข้าไปอีกชุดใหญ่ กับการขยายความจุของเครื่องยนต์ขึ้นมาเป็น 765 cc ซึ่งมีเหตุผลหลักๆคือ
- มาตรฐานไอเสียที่เข้มข้นขึ้น ทำให้ต้องขยายความจุมากขึ้นเพื่อให้ได้สมรรถนะของตัวรถที่ตรงตามเป้าหมายในการพัฒนา
- เพื่อเพิ่มความสามารถในการแข่งขันกับรถในกลุ่ม Street ด้วยกัน จากการที่รถในคลาส middle weight ของค่ายอื่นๆต่างพากันขยับ cc ขึ้นอย่างต่อเนื่องไปก่อนหน้าแล้ว
แล้ว Triumph Street Triple RS คันนี้หล่ะมีอะไรบ้างมาดูกันเลย

เทียบกันชัดๆ ถึงความแตกต่างของ 675 และ 765

แหม่ หน้าหวานขึ้นนะเรา ! แถมมีชิวบังลมไว้ซ่อนหน้าจอ TFT ซะด้วย
สำหรับในบ้านเราจะมีการวางขายเพียงรุ่นเดียวซึ่งก็คือ “ตัวท๊อป” หรือ Triumph Street Triple RS เลยหล่ะครับด้วยราคาที่ 530,000 บาท ที่ปรับเพิ่มมาจากก่อนหน้าคือ Street Triple R ที่ราคา 460,000 บาท (Street Triple Rx ราคา 480,000 บาท) แต่ได้เพิ่มเติมเข้ามาแบบเพียบ !! แล้วมีอะไรที่แตกต่างกันบ้าง ? ตามนี้เลย

สัดส่วนคน และรถ

สำหรับผมเองที่ความสูงไม่เปลี่ยนแปลงด้วย 163 cm จากแนวตั้ง แต่เพิ่มเติมคือน้ำหนัก 67 kg !!! พร้อมด้วยช่วงความยาวขาด้านใน (inseem) ที่ประมาณ 700 mm ลงได้ประมาณปลายเท้าทั้งสองข้างครับ น้ำหนักตัวรถเบาๆ การวางน้ำหนักตัวรถที่เป็นมิตรกับผู้ขับขี่ทำให้การยกรถขึ้นตั้งตรงทำได้สบายๆ ไม่ได้ลำบากอะไร

สำหรับสัดส่วนที่ 180 cm น้ำหนัก 76 kg ลงได้เต็มเท้า “หย่อนๆ” สบายๆ ใครที่สัดส่วนประมาณ 170 cm นิดๆ ขึ้นไป น่าจะลงได้เต็มเท้าแล้วหล่ะครับ … ใช่สินะ …
การขับขี่บนสนามทางเรียบ

หลังจากที่ปรับตัวเข้ากับการใช้งานควบคุมต่างๆของตัวรถแล้ว เราก็มาลุยกันเลย (คือจริงๆก็ปรับเป็นแค่โหมด หล่ะครับ !!)
ในครั้งนี้ผมเองมีโอกาสได้มาทำการขับขี่บนสนามพีระ เซอร์กิต พัทยา ซึ่งเป็นสนามนึงที่สามารถใช้ความเร็วได้ค่อนข้างสูงเลยทีเดียว ซึ่ง Triumph Street Triple 765 RS ก็พร้อมที่จะส่งตัวทะยานออกไปได้แบบ “สบาย”
พื้นฐานของช่วงล่างมาตรฐานให้ความรู้สึกที่มั่นใจกับการขับขี่ที่ใช้ความเร็วต่อเนื่อง ระยะยุบของหน้า-หลังทำงานสอดคล้องกันเป็นอย่างดี แม้จะเจอบัมพ์บนผิวแทรคก็ยังคงซับแรงได้อย่างต่อเนื่อง อาการหน้าสะบัดที่อาจเจอได้ในช่วงบัมพ์มีน้อยมาก ตัวรถไม่มีเสียอาการอะไร ช่วงล่างให้การตามติดกับผิวแทรคได้อย่างดีมาก โช้คหลังให้ความรู้สึกที่มั่นใจที่จะเปิดคันเร่งออกจากโค้ง ให้ทะยานออกไปได้แบบเต็มแรง โดยแทบไม่มีอาการสับของล้อหลังให้รู้สึกเสียวเล่น หรือจะเป็นการจิกเบรคหน้าหนักลดความเร็วอย่างต่อเนื่องก็ไม่มีอาการดีดกลับ หรือเด้งหน้า-หลังไปมา
เบรคที่ติดตั้งมากับตัวรถมีระยะคลอเบรคที่คาดเดาได้ง่าย ให้น้ำหนัก และแรงเบรคที่เชื่อถือได้ ก้านเบรคจะมีอาการที่เรียกว่า “ดูดเบรค” ได้นิดๆ ซึ่งตรงนี้ช่วยลดภาระน้ำหนักมือในการคอนโทรลแรงเบรคของผู้ขับขี่ ทำให้ยิ่งสามารถใช้เบรคหน้าได้ละเอียดมากขึ้น
การส่งกำลังของคันเร่งไฟฟ้าที่ติดตั้งมาบน Street Triple 765 RS แทบไม่มีอาการหน่วงอะไร ให้ความรู้สึกที่นุ่มนวล และพร้อมที่จะทะยานไปตามน้ำหนักของการเปิดคันเร่ง การตอบสนองฉับไว และคาดเดาได้ง่ายมาก

แม้ว่าจะมีระยะฐานล้อที่ค่อนข้างสั้นคือ 1410 mm แต่ Street Triple 765 RS กลับให้เสถียรภาพในการไหลเข้าโค้งไปที่ความเร็วสูงได้เป็นอย่างดี การวางน้ำหนักของตัวรถให้ความรู้สึกที่เป็นมิตร ผสานกับท่านั่งที่รู้สึกเป็นหนึ่งเดียวกับตัวรถ ยิ่งทำให้การจัดท่าทางต่างๆในการขับขี่ทำได้อย่างคล่องตัวมาก
ขนาดของเครื่องยนต์แบบ 3 สูบของ Triumph ที่บรรจุมากับเค้าไม่ได้แค่ทำให้มีมิติรถที่เพรียวบางเท่านั้น แต่ยังช่วยในเรื่องของการวางน้ำหนัก และแรงเฉื่อยจากน้ำหนักของเครื่องยนต์ ซึ่งยิ่งทำให้การพลิกรถต่อเนื่องซ้ายขวาทำได้ง่ายขึ้นไปอีกขั้น
สำหรับโหมดการขับขี่ในแบบ Sport /Road ให้การตอบสนองที่เชื่องมือ การควบคุมคันเร่งทำได้ง่าย ไม่แตกต่างไปจาก Street Triple 675 ซักเท่าไหร่ แต่เมื่อไหร่ก็ตามที่สับมาเป็นโหมด Track แล้วหล่ะก็ “สนุก” เสียงเครื่องยนต์ที่แผดออกมาชัดเจนมากขึ้น การตอบสนองของคันเร่งไฟฟ้ามาแบบ “เต็มไม้เต็มมือ” ซึ่งส่งกำลังได้อย่างต่อเนื่อง และหนักหน่วงขึ้นไปอีกระดับนึง
อาการสั่นเบาๆที่แฮนด์ (เบามากๆ) แบบที่เคยรู้สึกได้บน Street Triple 675 ลดน้อยลงส่วนนึงคาดว่าน่าจะมาจากตัวกระจกปลายแฮนด์เองเนี่ยแหล่ะครับ ที่ไม่ได้ช่วยแค่รูปลักษณ์ แต่ยังช่วยถ่วงน้ำหนักปลายแฮนด์ ซึ่งลดอาการสั่นเบาๆนี้ลงไปได้เยอะมาก จะรู้สึกได้บ้างคือเมื่อเปิดคันเร่งผ่านรอบ 8000-10000 rpm นู่นเลยหล่ะนั่น
การจัดการลมของ Street Triple 765 RS ที่มากับชิวหน้าเล็กๆตรงเรือนไมล์ และครอบข้างเล็กๆ … ไม่น่าเชื่อว่าจะช่วยอะไรได้ แต่กลับช่วยได้พอสมควรเลยทีเดียว สำหรับสรีระของผมที่ 163 cm หมอบจนสุดแล้วไต่ความเร็วไปถึง 170-180 km/hr ถึงจะเริ่มรู้สึกว่าแรงลมเยอะเกินไปหล่ะ สำหรับรถ naked ปกติจากโรงงาน ถ้าไต่ความเร็วซัก 140-150 km/hr ก็เริ่มรู้สึกอึดอัดนิดๆแล้วหล่ะนั่น
หรือจะชมในแบบคลิป 360 องศาหมุนได้เลยรอบตัวกับ Channel ของเราบน Youtube ได้เลย
ข้อดี/ข้อสังเกต/ข้อเสีย

ในครั้งนี้ผมเองมีโอกาสขับขี่เพียงไม่กี่สิบรอบ กับระยะเวลาเพียงประมาณ 30 นาที ซึ่งอาจจะยังทำให้ไม่รู้จัก Street Triple 765 RS คันนี้ดีพอ แต่อย่างไรก็ตาม เอาเท่าที่พอจะสัมผัสได้ก่อนเลยละกันนะครับ
ข้อดี
- นุ่มนวล หนักแน่น และพร้อมที่จะส่งแรงบิดออกมาตลอดเวลา เรียกว่านึกจะเปิดคันเร่งก็เปิดได้เลย
- ระบบไฟฟ้าคราวนี้ Triumph จัดมาให้แบบ “เต็ม” เปี่ยม Traction Control ที่ติดตั้งมาใช้งานได้จริง การจงใจเปิดคันเร่งบนพื้นทรายให้ความรู้สึกที่ดี การตัดต่อกำลังของ Street Triple 765 RS ทำได้ค่อนข้างดี มีให้รู้สึกหน่วงๆ เร่งๆ ได้บ้าง แต่น้อยแล้วหล่ะครับ
- ครัชนุ่มมือเช่นที่ผ่านมากับ 675 ผสานกับ Slipper Clutch ยิ่งทำให้การลดเกียร์ต่อเนื่องไวๆ ตัวรถแทบไม่เสียอาการอะไรเลย แม้ว่าจะจงใจกดเกียร์ลงมาต่อเนื่องจาก 6 > 3 ก็ยังคงให้เสถียรภาพที่ดี
- อาการสั่นเบาๆที่แฮนด์น้อยลงกว่ารุ่นก่อนหน้า แต่ทั้งนี้ไว้มีโอกาสได้ขับขี่แบบ “ยาวๆ” กันสักรอบเดี๋ยวมาดูกันอีกทีว่าจะดีขึ้นจริงรึเปล่า !
- Quick Shifter เนียน ส่งกำลังได้อย่างต่อเนื่อง แทบไม่มีอาการสะดุดของการส่งกำลัง หรือที่ผมเรียกว่า “เด้ง” เลย ให้การเปลี่ยนเกียร์ที่เนียน ต่อเนื่องดีมาก
- “จอสี” โหลดแอปได้! (เดี๋ยวๆ ไม่ใช่หล่ะ) หน้าจอยังสามารถปรับระดับความสว่างได้เอง และปรับมุมมองให้เหมาะสมกับสรีระของเราได้อีก
- กันสะบัดจำเป็นมั้ย? Street Triple 765 RS นับได้ว่าเป็นรถคันนึงที่ “นิ่ง” และให้เสถียรภาพของการควบคุมรถที่ดีมาก อาการสะบัดของช่วงหน้าของตัวรถน้อยมากจนแทบไม่จำเป็นแล้วหล่ะครับ
ข้อสังเกต / ข้อเสีย
- การใช้งานเมนูต่างๆของ dashboard เรียกว่าต้องปรับตัวเลยหล่ะครับ ช่วงเวลาสั้นๆ ไม่กี่นาทีเรียกได้ว่า “มึน” แม้ว่าผมเองจะชินกับการขับขี่รถที่มีการปรับตั้งเมนูเยอะๆ มาบ้าง แต่ก็ยังคง งง ได้ เอาเป็นว่า ใช้เวลาสักนิดในการปรับตั้งต่างๆนะครับ ผมเองเอาให้เปลี่ยนโหมดก่อน ที่เหลือค่อยว่ากัน
- “นึกไม่ออก!!!” ไว้มีโอกาสขับขี่แบบเต็มๆ เดี๋ยวมาเพิ่มกันอีกทีนึงนะครับ ระยะทาง และเวลาในการขับขี่แบบ “เต็มๆ” น่าจะช่วยให้เห็นอะไรมากขึ้น (หวังว่านะ…)
น่าจะเหมาะกับ / ไม่เหมาะกับ

น่าจะเหมาะกับ
- เพื่อนๆ ที่กำลังมองรถเพื่อการใช้งานทั่วไป ไม่ว่าจะเป็นชีวิตประจำวัน เดินทาง หรือนึกสนุกอยากจะลงมาลับทักษะกันในสนามแล้วหล่ะก็ Street Triple RS คันนี้ “พร้อม” ที่จะให้ผู้ขับขี่พาเค้าทะยานไปได้ดั่งที่ใจต้องการเลยทีเดียว
- มือใหม่ ! แม้ว่า Street Triple 765 RS จะขับขี่ได้ค่อนข้างง่าย และเชื่องมือ แต่ใจเย็นๆนะครับ ค่อยๆเป็น ค่อยๆไป ฝึกฝน เก็บประสบการณ์ หรือลงคอร์สเรียนเพิ่มเติมได้จะยิ่งดี ด้วยกำลัง และพลังที่ล้นๆ ของการใช้งานในท้องถนนบ้านเรา Street Triple 765 RS “เร็วพอ” เลยหล่ะครับ
- เพื่อนๆ ที่มีประสบการณ์ในการขับขี่อยู่แล้ว มีพื้นฐานในการขับขี่รถ Sport ในพิกัดสูงมาก่อน แต่ต้องการรถที่ตอบสนองได้หลากหลายอารมณ์ และใช้งานได้แบบ “สบาย” มากขึ้น
น่าจะไม่เหมาะกับ
- สายแรง ! Street Triple 765 RS ให้การส่งกำลังที่ต่อเนื่อง คาดเดาได้ง่าย ถามว่าจัดจ้านมั้ย จัดเลยหล่ะครับ แต่ไม่ได้ออกอาการดีด หรือล้อลอยอะไรได้ง่ายๆแบบรถจากค่ายอื่นๆ Street Triple 765 RS จะเป็นรถที่เป็นมิตร ให้ผู้ขับขี่ที่มีประสบการณ์แตกต่างกันสามารถเข้าถึงพลัง และการควบคุมรถได้อย่างเต็มประสิทธิภาพมากกว่า (ไม่รวมดีดครัชนะครัช!)
สรุป

Street Triple 765 RS ยังคงเอกลักษณ์ของไฟหน้าคู่ และเส้นสายที่เรียบง่ายลงตัวอย่างครบครัน
ในปี 2017 นี้ก็นับได้ว่าเป็นอีกก้าวนึงของ Triumph ในการขยับตัว เพิ่มเติมทีเด็ดให้กับรถในกลุ่ม Street อย่าง Street Triple ไปอีกขึ้นนึง ที่เน้นเลยคือการเพิ่มความจุขึ้นเป็น 765 cc ที่นับได้ว่าเป็นการรอคอยของเหล่าแฟนๆ Triumph ทั่วโลกเลยก็ว่าได้
สำหรับการขับขี่ในครั้งนี้ที่เราได้เดินทางมายังสนาม พีระ เซอร์กิต พัทยา เพื่อทำการขับขี่กันแบบสั้นๆ คือเพียงแค่ไม่กี่ 10 รอบสนามเท่านั้น แต่สิ่งที่สัมผัสได้คือ Triumph ยังคงการขับขี่ในแบบฉบับของ Street Triple ไว้ได้อย่างครบครัน และเหนือขึ้นยิ่งกว่าเดิมด้วยขุมพลังที่พร้อมทะยานได้มากขึ้น ผสานกับระบบไฟฟ้าที่เข้ามาช่วยให้ผู้ขับขี่ยังคงใช้งานได้อย่างปลอดภัยมากขึ้นอีกขั้นนึง
ในโหมดการขับขี่แบบ Sport / Road ให้อารมณ์การตอบสนองที่ใกล้เคียงกับ Street Triple 675 รุ่นก่อนหน้า คือมีความนุ่มนวล คอนโทรลคันเร่งได้ง่าย หรือจะเรียกว่าเชื่องมือก็ได้ แต่เมื่อไหร่ก็ตามที่ปรับมาเป็น Track แล้วหล่ะก็ “พร้อมทะยาน” เสียงเครื่องยนต์ที่แผดขึ้นเปลี่ยนคาแรคเตอร์ของรถ ให้ทะยานออกได้ไวขึ้น การตอบสนองของคันเร่งฉับไวมากขึ้น ลดการทำงานของ ABS และ Traction Control ลงให้เหมาะสมกับสภาพของสนาม แต่ที่เพิ่มเติมนั้นคือ “ความสนุก”
รายละเอียดเล็กๆน้อย รวมไปถึงชิ้นส่วนต่างๆที่เพิ่มเข้ามาไม่ว่าจะเป็น ชิวบังลมหน้าขนาดเล็กๆ การออกแบบเบาะชิ้นท้ายแบบ 2 ตอน การวางตำแหน่งท่อไอเสีย การออกแบบสวิงอาร์ม การวางกระจกไว้ที่ปลายแฮนด์ ทรวดทรงของตัวรถต่างๆ ถูกคิด มาแล้วเป็นอย่างดี ที่ไม่ใช่ให้เพียงรูปลักษณ์ แต่ทำให้การใช้งานนั้น “ลงตัว” มากขึ้น
โดยรวมแล้ว Triumph ทำการพัฒนา Street Triple 765 RS คันนี้ออกมาได้แบบที่ผมเอง “ไม่แปลกใจ” ด้วยการขับขี่ที่เป็นหนึ่งเดียวกันกับผู้ขับขี่ ท่านั่งที่กระชับ เพิ่มเติมมาด้วยกำลังที่มากขึ้นในโหมด Track แต่ก็ยังคงเสริมความปลอดภัยด้วยระบบไฟฟ้าที่เสริมเข้ามาช่วย แต่ทั้งนี้ Street Triple 765 RS เป็นรถคันนึงที่พร้อมจะทวงคืนบัลลังก์ของจ้าวแห่งท้องถนนหรือไม่? ผมเองคงต้องบอกว่า “ต้องลอง” เพราะรถแต่ละคันต่างก็มีนิสัยส่วนตัว อยู่ที่ผู้ขับขี่แล้วหล่ะทีนี้ ว่าจะไปด้วยกันได้หรือไม่ … แล้วเดี๋ยวมาเจอกันกับรีวิว แบบเต็มๆ กับการใช้งานจริง ถนนจริง เดินทางจริง ในโอกาสต่อไป
ขอขอบคุณ

Britbike Triumph สนใจข้อมูลเพิ่มเติมติดต่อได้ที่
https://www.facebook.com/TriumphBangkok/
หมวกกันน็อคน้ำหนักเบา คุณภาพสูง ราคาย่อมเยา จาก Vemar Thailand
https://www.facebook.com/Vemarthailand/

Koala Rider – A Rider Super Market เกษตร-นวมินทร์

40 Garage ร้านคุณภาพสำหรับมอเตอร์ไซค์ของเพื่อนๆ
facebook : https://www.facebook.com/40garage

Comments