
YZF-R6 – Well perfection of balance, inheritance of racing DNA.
Yamaha YZF-R6 นับได้ว่าเป็นรถในพิกัด 600cc “Supersport” ที่มีชื่อเสียงมาอย่างยาวนาน โดยเริ่มบันทึก และสร้างชื่อมาตั้งแต่ช่วงต้นปี 1998 ที่มาพร้อมด้วยความสามารถในการปั่นแรงม้าออกมาได้มากกว่า 100 hp เป็นรุ่นแรกในพิกัดนี้ ซึ่งเรียกเสียงฮือฮาได้เป็นอย่างมากในสมัยนั้น
YZF-R6 ได้รับการปรับปรุงมาเรื่อยๆอย่างต่อเนื่องจนกระทั่งถึงปี 2008 ที่ทาง Yamaha ได้ “หยุด” พัฒนาภายนอกคงไว้ ส่วนภายในมีการปรับเปลี่ยนบ้างนิดหน่อยในช่วงปี 2010 ซึ่ง YZF-R6 มีการจำหน่ายมาอย่างต่อเนื่องในตลาดต่างประเทศ ด้วยคุณสมบัติที่ “พร้อมจะนำไปใช้ในการแข่งขันได้ทันที” ในส่วนของบ้านเรานั้นก็มีการจำหน่ายอย่างเป็นทางการจนกระทั่งถึงปี 2009 ก่อนที่จะต้องหยุดการจำหน่ายเนื่องจากความเข้มข้นของไอเสีย และกลุ่มตลาดที่เปลี่ยนแปลงไปเรื่อยๆ
อย่างไรก็ตาม Yamaha YZF-R6 ยังคงเติบโตในตลาดต่างประเทศ พร้อมด้วยการสร้างชื่อในการแข่งขัน Supersport world championship ด้วยการคว้าแชมป์ จากนักแข่งหลายคน มาอย่างต่อเนื่องไม่ว่าจะเป็น Cal Crutchlow ในปี 2009, Chaz Davies ในปี 2011 รวมไปถึง Sam Lowes ในปี 2013 นอกจากนั้นยังมี “พี่ตั้น” เดชา ไกรศาสตร์ แชมป์ All Japan ปี 2012 ในรุ่น Superstock 600 และ “พี่เบียร์” เฉลิมพล ผลไม้ ที่คว้าแชมป์สนาม 7 ในศึก All Japan ปี 2012 ในรุ่นเดียวกัน
และในช่วงปลายปี 2016 ที่ผ่านมา Yamaha ได้ทำการพลิกโฉมใหม่ให้กับ YZF-R6 โดยยังคงไว้ซึ่งเครื่องยนต์บล็อคเดิมปรับปรุงนิดหน่อย แต่เพิ่มเติมด้วยระบบไฟฟ้าเข้ามาช่วยผู้ขับขี่มากขึ้น ซึ่งในครั้งนี้ต้องขอขอบคุณ Yamaha ประเทศไทย ที่ให้เกียรติกับผมได้มาร่วมทำการขับขี่ YZF-R6 ใหม่เอี่ยมคันนี้

นับได้ว่าเป็นอีกครั้งนึงที่รอคอยมาอย่างยาวนานเลยทีเดียว หลังจากที่ผมเองได้มีโอกาสสัมผัสตัวจริงภายในงาน EICMA 2016 ที่ผ่านมาในประเทศอิตาลี ก็ร่วมๆ ครึ่งปีหล่ะครับ ถึงจะได้มาขับขี่อย่างเป็นทางการ แถมด้วยเป็นการขับขี่บนสนามมาตรฐานระดับโลกอย่าง สนามบุรีรัมย์ อินเตอร์เนชั่นแนล เซอร์กิต แห่งนี้ ซึ่งเป็นครั้งแรกของผมเช่นกัน (ทำไม! บอกใครก็มีแต่คนแปลกใจ … ก็พลาดมาหลายรอบแล้ว ครั้งนี้เป็นครั้งแรกจริงๆน้า)
โดยในคราวนี้ผมได้มีโอกาสขับขี่รถด้วยกัน 5 คัน คันละเพียง 2 รอบเต็มเท่านั้น ไล่ตามลำดับที่ขับขี่มาเลยตั้งแต่ TMAX SX, YZF-R6, MT-09 Tracer, MT-09 และ MT-10 ซึ่งผมเองเลือก TMAX SX ก่อนก็ด้วยความที่ไม่เคยขับขี่บนสนามนี้แหล่ะครับ แม้ว่าจะจำเส้นทางได้แล้ว แต่ขอลงไปลองแบบสบายๆกันก่อนซักนิดหล่ะกันน้า แล้วมาหวดกันด้วย YZF-R6 ต่ออีกที
ในการพรีวิวครั้งนี้จะขอเน้นไปที่ “การขับขี่ในสนามทางเรียบ” เป็นหลักเลยนะครับ และด้วยเวลาในการเก็บภาพที่จำกัด สำหรับการพรีวิวในครั้งนี้ จะขอไล่เรียงกันไปตามหัวข้อนี้เลย
- รูปลักษณ์ทั่วไป
- รายละเอียดทางเทคนิคที่น่าสนใจ
- สัดส่วนคน และรถ
- การขับขี่บนสนามทางเรียบ
- ข้อดี/ข้อสังเกต/ข้อเสีย
- น่าจะเหมาะกับ / ไม่เหมาะกับ
- สรุป
ชมคลิปการขับขี่แบบ “เต็มรอบ” ในมุมมองแบบ 360 องศาที่ท้ายรถ พาซ้อนชมกันเพลินๆรอบสนามบุรีรัมย์ฯ แห่งนี้กันเลย
รูปลักษณ์ทั่วไป

Yamaha YZF-R6 ได้รับการปรับปรุงในเรื่องของรูปโฉมภายนอกใหม่ ที่มากับการสืบทอดเส้นสาย ลักษณะเด่นต่างๆจาก YZF-R1 มาอย่างครบครัน พร้อมด้วยถังน้ำมัน [ล่างซ้าย] แบบอลูมิเนียมน้ำหนักเบา ที่มีสรีระลงตัวกับการขับขี่ จะเรียกว่าเพรียวกำลังดีเพื่อความคล่องแคล่ว แต่ก็ยังคงกระชับกับการใช้งานในย่านความเร็วสูง ก็ว่าได้

[บน] ไฟหน้าแบบเด็กหงุดหงิด !! ที่มาพร้อมกับดวงไฟสองดวงด้านล่างที่ยกมาจาก YZF-R1 พร้อมด้วยช่องดักอากาศขนาดใหญ่ที่ด้านหน้า [ล่าง] ทรวดทรงของชิ้นท้ายที่ออกแบบโดยใช้แอร์โร่ไดนามิกส์มาช่วยที่ใกล้เคียงกับ YZF-R1 แต่ได้รับการออกแบบใหม่เพื่อสร้างช่องแรงกดของอากาศ เพิ่มเสถียรภาพของตัวรถในย่านความเร็วสูงให้กับ YZF-R6 อย่างเหมาะสม

[บนซ้าย] ชุดประกับไฟทางด้านซ้าย นี่สินะความคุ้นเคยเก่าๆ เพราะชุดประกับไฟยกมาจาก YZF-R1 2014 เลยหล่ะครับ ไล่เรียงมาเลยกับสัญญาณไฟ pass, สวิทช์ปรับระดับไฟสูง, สัญญาณไฟเลี้ยว, สัญญาณแตร, พร้อมด้วยการปรับระดับ Traction Control ที่สามารถปรับตั้งได้ง่าย หรือจะปิดการทำงานก็กดค้างไว้ประมาณ 2 วินาทีก็เรียบร้อยแล้ว
[บนขวา] ประกับไฟทางด้านขวาง่ายๆครับ มีเพียงสวิทช์ off-run และ สตาร์ทการทำงานของในปุ่มเดียวกัน พร้อมด้วยสวิทช์เลือกโหมดการขับขี่ และสัญญาณไฟ hazard (ไฟผ่าหมาก ไฟฉุกเฉินนั่นเอง)
[ล่างซ้าย] ปั้มเบรคล่างจาก advics พร้อมด้วยขนาดจานเบรคที่รองรับกันอย่างลงตัวให้น้ำหนักเบรคที่ดีมาก พร้อมด้วยชุดกันสะเทือนหน้าจาก KYB ขนาด 43 mm ที่ปรับระดับได้ “เต็มที่” ซึ่งทั้งหมดนี้ยกมาจาก YZF-R1 เช่นเดียวกัน
[ล่างขวา] ชุด Quick Shifter ที่ติดตั้งมาให้เป็นมาตรฐานสำหรับ YZF-R6 ในบ้านเราเรียกได้ว่าทีเดียวจบ!
รายละเอียดทางเทคนิคที่น่าสนใจ

ไล่เรียงกันมาเลยอย่างครบครันกับ R-Series ตั้งแต่ YZF-R15, YZF-R3, YZF-R6, YZF-R1 (ซ้าย-ขวา) พร้อมด้วย โทนสีน้ำเงินเข้มของปี 2017 ที่ได้รับมาจากการปรับโทนสีใหม่ของ YZR-M1 หรือก็คือตัวแข่ง MotoGP ของ Valentino Rossi และ Maverick Viñales นั่นเอง

โดยพื้นฐานของเครื่องยนต์ใน YZF-R6 นับได้ว่าเป็นเครื่องยนต์บล็อคเดิมที่ใช้มาอย่างยาวนาน แต่ได้รับการปรับเปลี่ยนชิ้นส่วนภายในต่างๆ หลายๆส่วนด้วยกัน ซึ่งส่งผลสามารถปั่นรอบได้เร็วขึ้น รวมไปถึงเพิ่มเติมด้วยระบบไฟฟ้าที่เข้ามาช่วยให้ขับขี่ได้ “เร็ว” และ “เพิ่มความปลอดภัย” มากขึ้น ที่ไม่ใช่แค่เพียงเพื่อการแข่งขัน แต่ยังรองรับการใช้งานที่หลากหลายบนท้องถนนได้มากขึ้นตามไปด้วย

สัดส่วนคน และรถ

สำหรับผู้ขับขี่ที่มากับสัดส่วน 165 cm กับน้ำหนัก 65 kg การนั่งตรงกึ่งกลางของเบาะแคบๆ ที่มีความสูง 850 mm สามารถลงปลายเท้าได้ทั้งสองข้าง (ด้วย inseem ประมาณ 720 mm) การยกรถขึ้นตั้งตรงไม่ได้ลำบากอะไรครับ แต่รู้สึกได้ว่าง่ายกว่า YZF-R6 ปี 2009 ที่เคยขับขี่มาเล็กน้อย
ส่วนผู้ขับขี่ที่สัดส่วนประมาณ 175 cm น่าจะลงได้เกือบๆเต็มเท้าแล้วหล่ะครับ ใครสูงกว่านั้นหล่ะก็บอกเลยว่า … สบาย
การขับขี่บนสนามทางเรียบ #1

เราพร้อมจะลุยกันมานาน .. แสนนานแล้ว !
ความรู้สึกแรกที่ได้ขึ้นไปคร่อม และยกรถขึ้นมาตั้งตรงกับ YZF-R6 สำหรับผมคือเบา และง่ายขึ้นกว่า YZF-R6 2009 ที่ผมเคยมีโอกาสได้ขับขี่มา ท่านั่งของเค้า ความยาว และความกว้างของทั้งน้ำมัน ผสานกับสรีระของผมบอกเลยว่า “พร้อมให้หมอบ” กับรถ Supersport คันนี้
เมื่อเริ่มเคลื่อนที่ออกไปกับ YZF-R6 การเดินคันเร่งในรอบต่ำให้ความนุ่มนวล (ในโหมด Standard) การจงใจ ปิด/เปิดคันเร่งไวๆ ไม่มีอาการกระชาก หรือเด้งไปมาของตัวรถรุนแรงอะไร เดินคันเร่งไหลขึ้นได้เรื่อยๆ สบายๆ เลยทีเดียว ซึ่งตรงนี้ทำให้แม้แต่ผมเองก็สามารถเล่นกับคันเร่งในโค้งได้โดยที่รถไม่เสียอาการอะไร
ด้วยรอบเครื่องยนต์ที่สามารถปั่นได้สูง การเดินคันเร่งกับ YZF-R6 คันนี้เรียกได้ว่าเปิดไปเลยครับ ยาวๆ เมื่อไหร่ก็ตามที่ไล่รอบขึ้นไปได้ในย่าน 10,000-12,000 rpm เมื่อไหร่หล่ะก็ “มันส์” YZF-R6 คันนี้พร้อมให้ทุกคนไล่รอบขึ้นไป พร้อมกับเสียงหวานๆ กับเข็มวัดรอบแบบอนาล็อคที่กวาดยาวๆ ให้อารมณ์ที่เพลิดเพลินได้มากเลยทีเดียว
การส่งกำลังของเครื่องยนต์ให้ความรู้สึกที่สม่ำเสมอคาดเดาแรงบิดได้ง่ายตามน้ำหนักของรอบที่ส่งออกไป ในช่วงย่าน 8,000-10,000 rpm ให้ความรู้สึกเหมือนเค้าพร้อมที่จะทะยานขึ้นไป และกวาดรอบขึ้นไปเรื่อยๆ จนถึงย่าน 14,000 rpm นั่นแหล่ะครับถึงเริ่มรู้สึกว่าจะเริ่มกวาดช้าลงนิดนึง
พื้นฐานของช่วงล่างบน YZF-R6 นั้นได้รับการ “ยก” มาจากรุ่นพี่ YZF-R1 แต่ปรับให้เหมาะสมกับการขับขี่บน YZF-R6 มากขึ้น ซึ่งก็ตอบสนองได้อย่างดีมากบนสนามทางเรียบแบบนี้ การพลิกรถเข้าโค้ง S แรงๆ ตัวรถยังคงให้เสถียรภาพที่ดี ไม่มีอาการดีดดิ้นอะไร ให้การตอบสนองกับการเข้าโค้งที่คม และเลือกพาเค้าเข้าไปตามเส้นทางที่ต้องการได้ดั่งใจ เรียกได้ว่าเป็นรถคันนึงที่ “พร้อมจะเลี้ยว” ได้ทันที ยิ่งผสานกับการเดินคันเร่งที่ง่ายยิ่งทำให้สามารถปรับเปลี่ยนเส้นทางในโค้งได้ง่ายขึ้นอีกขั้น
การขับขี่บนสนามทางเรียบ #2

เครื่องยนต์ในแบบ 4 สูบเรียง ของ YZF-R6 ในช่วงของการปั่นรอบที่ย่านสูง (มากกว่า 10,000 rpm ขึ้นไป) น่าจะส่งผลให้แรงเฉื่อย (โมเมนท์แรงเฉื่อย) ของตัวรถมีมากขึ้น การพลิกรถไวๆในย่านรอบสูงจะมีอาการเหมือนพลิกรถช้าลงเล็กน้อย ซึ่งอีกปัจจัยนึงก็น่าจะมาจากสรีระของผมเองด้วย แต่ที่ “เด่นๆ” เลยที่สัมผัสได้จาก YZF-R6 คันนี้คือ “การคงความเร็วของรถในโค้ง” ที่ไหลได้อย่างต่อเนื่อง และมีย่านรอบที่ให้ผู้ขับขี่สามารถเปิดไล่รอบออกจากโค้งได้ “เยอะมาก” บิดไปเลยยาวๆ ไหลออกกันไปได้แบบเต็มรอบสบายๆ
ซึ่งตรงนี้นับได้ว่าทำให้ผมเองก็สามารถเดินคันเร่งออกได้มากขึ้น และเป็นจุดนึงที่แตกต่างไปจาก YZF-R6 2009 เลยหล่ะครับ เพราะในตัวก่อนเดินคันเร่งแบบนี้มีบานโค้งแน่ๆหล่ะ !
Quick Shifter ที่ติดตั้งมาตอบสนองได้ดีในรอบกลาง – สูง รอยต่อของการส่งกำลังระหว่างเกียร์ทำได้นุ่มนวล และให้การเร่งที่ต่อเนื่องลื่นไหล การเดินคันเร่งและขึ้นเกียร์ในโค้งความเร็วสูงต่อเนื่องทำได้โดยที่ตัวรถไม่มีการเสียอาการอะไร ความเร็วในช่วงทางตรงผมทำได้ที่ประมาณ 240 km/hr แต่รอบยังเหลือเพียบ และยังเหลือเกียร์ให้ลากต่อได้อีก!
ทั้งนี้ด้วยการที่ผมเองได้ขับขี่เพียง 2 รอบสนาม (จริงๆก็เต็มๆแค่รอบเดียวแหล่ะครับ) ทำให้อาจจะไม่ได้ลองใช้ความเร็วที่สัมพันธ์กับรอบอย่างที่เค้าถูกออกแบบมาให้ทำได้แบบเต็มที่มากนัก และยังไม่คุ้นเคยกับสนามแห่งนี้ดีพอที่จะกำหนดจุดการขับขี่อย่างที่ควรจะทำ เพื่อให้รีดสมรรถนะของตัวรถออกมาได้มากกว่านี้ และอาจจะมีบางจุดที่ยังไม่สามารถเก็บอารมณ์มาได้แบบครบครัน ไว้มีโอกาสได้รีวิวแบบเต็มๆ กับการใช้งานจริงที่รวมถึงท้องถนนด้วย เดี๋ยวมาว่ากันอีกที !
ข้อดี/ข้อสังเกต/ข้อเสีย

เรือนไมล์แน่นขนัดที่ยกมาจาก YZF-R1 2014 มาบรรจุลงใน YZF-R6 คันนี้ ข้อมูลในการแสดงผลครบครัน พร้อมด้วยเข็มวัดรอบที่ชี้ไปแตะ red line ที่รอบเพียงแค่ประมาณ 16,500 rpm เท่านั้นเอง!!
ในการขับขี่ครั้งนี้ค่อนข้างสั้นมากคือเพียง 2 รอบเต็มสนามบุรีรัมย์ อินเตอร์เนชั่นแนล เซอร์กิต แห่งนี้ แต่เช่นเคยครับพยายามลองให้ครบในหลายๆรูปแบบ ซึ่งมีตกหล่นได้แน่นอน ไว้เดี๋ยวเรามา “รีวิว” เต็มๆกันอีกที ไม่นานเกินรอนี้แล้วหล่ะครับ
ข้อดี
- การกลับมาของรถในคลาส Supersport YZF-R6 ที่หลายๆคนถามหากันมาหลายปี
- รอบเครื่องยนต์สามารถปั่นรอบได้ถึง 16,500 rpm ที่ให้การเดินคันเร่งในโค้งความเร็วสูงที่ง่าย และคงความเร็วได้อย่างต่อเนื่องตลอดโค้ง
- การปิด/เปิด คันเร่งในโค้งทำได้ง่าย โดยที่ตัวรถไม่เสียอาการอะไร ใช้จังหวะนี้ช่วยปรับมุม ปรับองศาของรถได้ง่ายเลยหล่ะครับ
- พร้อมจะเลี้ยวได้ทันที พลิกรถเข้าโค้งได้ค่อนข้างง่าย โดยที่ตัวรถยังคงให้เสถียรภาพที่ดี เอื้อให้ผมเองกล้าที่จะเล่น และเดินคันเร่งได้ง่ายขึ้น แม้จะเป็นครั้งแรกที่ได้ขับขี่ก็ตาม
- YZF-R6 2017 เป็นมิตรกับผู้ขับขี่มากขึ้นกว่าก่อนหน้า การเดินคันเร่งออกโค้งทำได้มากขึ้น และง่ายขึ้น
- ช่วงล่างตอบสนองได้ดีมาก ระยะยุบของโช้ค การคืนตัวต่างๆ ตอบสนองกับการขับขี่บนสนามทางเรียบด้วยความเร็วสูงๆ ได้เป็นอย่างดี โช้คหลังให้ระยะยุบที่รองรับการส่งกำลังแบบเต็มๆได้แบบสบายๆ
- ระบบไฟฟ้ามีเข้ามาช่วยหลากหลาย และครบครัน ที่ไม่ใช่เพียงแค่ทำความเร็วด้วย Quick Shifter แต่ยังช่วยเพิ่มความปลอดภัยในการขับขี่ทั้งในสนาม และบนท้องถนนอีกเพียบ ทั้ง ABS / Traction Control / Slipper Clutch … ครบครัน
- สรีระของตัวรถลงตัวมากขึ้น ให้การจัดท่าที่คล่องแคล่วมากขึ้น แต่ยังคงกระชับ และให้ความรู้สึกที่เป็นหนึ่งเดียวกันได้ดีขึ้นกว่า YZF-R6 ในปี 2009
ข้อสังเกต / ข้อเสีย
- ABS ที่ไม่สามารถปรับตั้งระดับการทำงาน หรือปิดการทำงาน สำหรับเพื่อนๆที่ขับขี่บนสนามทางเรียบอาจจะต้องหาทางกันสักนิดหล่ะครับ แต่สำหรับการใช้งานบนท้องถนนมีไว้เถอะปลอดภัยขึ้นจริงๆนะ
- รอรอบนิดๆ คือในช่วงย่านรอบที่ตำ่กว่าประมาณ 8,000 rpm จะเหมือนรถไม่ค่อยมีกำลังมาก การส่งคันเร่งในย่านนี้จะเหมือนคลอๆคันเร่งซะมากกว่า แต่ถ้าเร่งจนผ่านย่าน 9,000-10,000 rpm ขึ้นไปหล่ะ พร้อมวิ่งกวาดรอบต่อเลยทีเดียว
- แม้ว่าจะไม่กระชากหน้าหงายในย่านรอบต่ำกว่า 8,000 rpm แต่อาการรอรอบนิดๆ เป็นคาแรคเตอร์อย่างนึงของ YZF-R6 ที่น่าจะทำให้การคงความเร็ว และเดินคันเร่งออกจากโค้งทำได้ดีด้วยหล่ะครับ เรียกว่าไหลเข้าโค้งด้วยความเร็วสูงได้ง่ายกว่าการเบรคหนักๆ แล้วเลี้ยวนั่นแล
น่าจะเหมาะกับ / ไม่เหมาะกับ

กุญแจนี้มัน !!! แฟนๆ Yamaha ครับ ยินดีด้วย จะไม่มีใครมาล้อเรื่องกุญแจแล้ว !
น่าจะเหมาะกับ
- เพื่อนๆที่มีพื้นฐานในการขับขี่รถสปอร์ตขนาดเล็ก (300cc) หรือขับขี่รถในขนาดอื่นมาก่อนแล้ว แต่ต้องการเพิ่มเติม “ความสนุก” มากขึ้นกับรถที่ได้ชื่อว่า “Supersport” คันนี้
- เพื่อนๆที่ชื่นชอบในการขับขี่บนสนาม หรือทำการแข่งขันในพิกัด 600cc
น่าจะไม่เหมาะกับ
- สายเดินทาง ! คือถามว่ารถทำได้มั้ย ทำได้ครับเหลือเฟือเลย แต่ด้วยท่านั่ง และสรีระของรถที่ไม่ได้เอื้อให้เดินทางได้ง่ายๆขนาดนั้น พาลจะเหนื่อยเกินกว่าที่จำเป็นซะเปล่าๆ
- “มือใหม่” แม้ว่า YZF-R6 จะเป็นรถในยุคใหม่ที่ขับขี่ได้ง่าย คล่องแคล่วมากขึ้น แต่ไม่ได้ง่ายขนาดนั้น ด้วยพื้นฐานของรถที่พร้อมจะทำการแข่งขันได้ทันที ท่านั่ง กำลัง และความเร็วที่ส่งออกมานั้น “ทะลุ” ค่อยๆเก็บประสบการณ์การขับขี่มาเรื่อยๆ ปลอดภัยกว่านะครับ
สรุป

ไฟหน้าแบบดวงกลมเล็กๆ สองดวงที่ซุกซ่อนไว้ใต้แฟริ่ง พร้อมคิ้วแบบ คิวท์คิวท์ ที่สืบทอดมาจาก YZF-R1 พร้อมด้วยกันสะเทือนหน้าสีทองโดดเด่น ที่ยกมาจาก YZF-R1 เช่นกัน
หลังจากที่ Yamaha YZF-R6 นั้นต้องนับได้ว่า “หยุด” มาตั้งแต่ปี 2008 หรือก็นับได้แล้วเกือบ 10 ปีเลยทีเดียว ทำให้น่าจะเป็นรถอีกรุ่นนึงจากทาง Yamaha ที่หลายๆคนคาดกันว่าอาจจะหยุดการผลิตลงในที่สุด แต่แล้วในปี 2016 ที่ผ่านมานี่เองที่มีการเผยถึงเซอร์ไพรซ์ และเรียกเสียงฮือฮาอีกครั้ง ด้วยการกลับมาของ YZF-R6 2017
ด้วยการปรับปรุงรูปลักษณ์ใหม่ให้ที่สืบทอดสายพันธุ์ของ YZF-R1 มาอย่างเต็มเปี่ยม แม้ว่าพื้นฐานของตัวรถหลักๆจะปรับเปลี่ยนไปไม่มากนัก แต่ระบบไฟฟ้านั้นจัดเต็ม ! ไม่ว่าจะเป็น ABS / Traction Control / Slipper Clutch หรือจะเป็น Quick Shifter พร้อมด้วยการบรรจุโหมดการขับขี่เข้าไปให้เลือกการตอบสนองของคันเร่งที่เหมาะสมกับสภาพพื้นผิวที่ขับขี่ได้อย่างลงตัวมากขึ้น
คาแรคเตอร์ของ YZF-R6 ที่มาพร้อมกับ “เสียง” หวานๆ ที่กวาดรอบขึ้นไปได้ที่ 16,500 rpm ยังคงอยู่อย่างครบครัน ด้วยรอบที่สูงขนาดนี้ การไหลความเร็วเข้าโค้ง และเดินคันเร่งออกจากโค้งทำได้แบบ “เต็มเหนี่ยว” เปิดออกได้ยาวๆ เลยทีเดียว
Quick Shifter ที่ติดตั้งมาให้เป็นอุปกรณ์มาตรฐานสำหรับในบ้านเรานั้น ให้การส่งกำลัง และต่อเกียร์ได้อย่างสม่ำเสมอ การเพิ่มเกียร์ในโค้งความเร็วสูงทำได้โดยที่ตัวรถไม่มีเสียอาการอะไร ส่งกำลังให้ทะยานออกจากโค้งได้ดั่งใจเลยทีเดียว
Slipper Clutch ในคราวนี้ลดอาการท้ายปัดไปมา ที่เคยมีบน YZF-R6 2009 ได้น่าจะเกือบหมด แต่ทั้งนี้ผมเองได้มีโอกาสขับขี่แค่เพียง 2 รอบซึ่งยังใช้ความเร็วไม่สูงเท่าที่ตัวรถเค้าออกแบบมาให้ทำได้ ถ้ามีโอกาสไว้มาลองกันทีนึง
โดยรวมแล้ว YZF-R6 คันนี้ที่มากับราคา 549,000 บาท น่าจะเป็นตัวเลือกสำหรับเพื่อนๆที่สนใจการขับขี่ในรูปแบบ Racing ได้เป็นอย่างดีเลยทีเดียว ด้วยการขับขี่ง่าย และปลอดภัยมากขึ้นจากระบบต่างๆ ที่น่าจะช่วยให้สามารถเก็บเกี่ยวทักษะเพิ่มได้อีก “เพียบ” เพื่อต่อยอดการขับขี่ไปในรุ่นใหญ่ต่อไป
ขอขอบคุณ
Yamaha Riders’ Club เกษตร-นวมินทร์
facebook : https://www.facebook.com/YRCThailand/

Koala Rider – A Rider Super Market เกษตร-นวมินทร์
หมวกกันน็อคน้ำหนักเบา คุณภาพสูง ราคาย่อมเยา จาก Vemar Thailand
https://www.facebook.com/Vemarthailand/

40 Garage ร้านคุณภาพสำหรับมอเตอร์ไซค์ของเพื่อนๆ
facebook : https://www.facebook.com/40garage


Comments