Yamaha TENERE 700 กับ CP2 – Crossplane ในแบบ 270 องศา

โดย /

เครื่องยนต์ในมอเตอร์ไซค์ นั้นหลากหลายจะ 1,2,3,4 ไปจนถึง 12 สูบก็มีให้เห็นกัน การวางเครื่องยนต์อีกหลายแบบ “เพียบ” แต่ถ้าถามถึงความนิยมแล้วหล่ะก็ “เยอะที่สุดในตลาด” คงจะต้องเป็น เครื่องยนต์แบบ 2 สูบ ธรรมดาเนี่ยแหล่ะ

“2 สูบ” นั้น ย้อนเวลากลับไปได้ถึงช่วงปี 1894 นู่นแหล่ะครับ ซึ่งก็พัฒนามาเรื่อยๆ ถูกใช้งานอย่างกว้างขวาง จนครองส่วนแบ่งการตลาดถึง 61.31% (จากยอดขายในยุโรปปี 2015 จำแนกตามประเภทของเครื่องยนต์) ด้วยการออกแบบที่ง่าย ติดตั้ง วางลงในตำแหน่งต่างๆ ได้อย่างหลากหลาย ไม่ว่าจะเป็น

CP2 Crossplane จาก Yamaha ที่บรรจุใน Yamaha TENERE 700
  • Inline Twin (I)
  • Parallel Twin
  • Vertical Twin (V-Twin) หรือ L – Twin
  • Flat Twin หรือ Boxer

Inline Twin กับ Parallel Twin ส่วนใหญ่แล้วใช้เรียกสลับไปมาได้ไม่ผิดอะไร อย่าแบ่งเยอะเลยเดี๋ยวจะงง ส่วน V-Twin / L-Twin หรือจะเป็น Flat Twin ก็จำแนกกันที่การวางตำแหน่งลูกสูบในแบบต่างๆนั่นแหล่ะครับ ตามตัวอย่างนี่เลย

V-Twin / Parallel Twin / Flat Twin Engine

นอกจากตำแหน่งลูกสูบ อีกสิ่งนึงที่ “เสริมคาแรคเตอร์” ของเครื่องยนต์ให้โดดเด่น และแตกต่างกันได้อีก ก็คงจะเป็นองศาการจุดระเบิดต่างๆ ทั้ง 360 องศา, 180 องศา หรือจะเป็นองศาที่แปลกออกไปอย่าง 270 องศา เพื่อการจุดระเบิดที่เรียกได้ว่า “ไม่สม่ำเสมอ”

0-360-720 องศา คืออะไร?

นึกภาพ “แบบง่ายๆ” กันเลยว่า เครื่องยนต์ 4 จังหวะ มีการทำงานทั้งหมด 4 ครั้ง เริ่มต้นที่ 0 องศา (ลูกสูบยุบจนสุด) จากนั้นก็

  • 180 องศา ข้อเหวี่ยงหมุนไป ครึ่งนึง ลูกสูบยืดออก “ดูด” อากาศดีทางวาล์วไอดีเข้าไปในกระบอก
  • 360 องศา ข้อเหวี่ยงหมุนไป 1 รอบ ลูกสูบยุบกลับมา “อัด” อากาศดีให้หนาแน่น พร้อมทั้งจุด “ระเบิด” ส่งพละกำลังออกมา
  • 540 องศา ข้อเหวี่ยงหมุนไป 1 รอบครึ่ง ลูกสูบยืดออกจนสุดตามการระเบิดที่ส่งแรงมา
  • 720 องศา ข้อเหวี่ยงหมนุไป 2 รอบ ลูกสูบกลับมายุบจนสุดเพื่อ “คาย” อากาศเสียออกทางวาล์วไอเสีย

“270 องศา” – Crossplane – CP2 กับการจุดระเบิดที่ไม่สม่ำเสมอเนี่ยแหล่ะ ที่โดดเด่น ซึ่งในยุคใหม่นี่ (ตั้งแต่ปี 1990) Yamaha เปิดฉากเริ่มต้นกับ Yamaha TRX850 ในปี 1996 (ถึงปี 2000) ด้วยเครื่องยนต์ที่ให้อารมณ์ และสุ้มเสียงในแบบ V-Twin แต่สั่นสะเทือนน้อยกว่า Parallel Twin แบบ 180 และ 360 องศา ด้วยการจุดระเบิดขณะที่ลูกสูบยังคงเคลื่อนตัวอยู่ทั้งคู่ ไม่ได้มีลูกใดค้างอยู่ที่ตำแหน่งสูงสุด (พร้อมด้วยการออกแบบ Balancer ที่เหมาะสม)

เมื่อเทียบกับเครื่องยนต์แบบ V-Twin / Flat-Twin นั้นทำให้ Parallel Twin 2 สูบ แบบ 270 องศาโดดเด่นขึ้นมาด้วย

  • ออกแบบง่าย ใช้วัสดุน้อยชิ้นกว่า (ใช้เสื้อสูบ ฝาสูบ ชิ้นเดียว)
  • ผลิต และบำรุงรักษาได้ง่าย
  • ออกแบบระบบอากาศ ฉีดน้ำมัน การคายไอเสีย รวมไปถึงระบบหล่อเย็นได้ง่าย
  • น้ำหนักเบา และรวมน้ำหนักเป็นชิ้นเดียวกันได้ง่ายกว่า (จุดศูนย์ถ่วงของเครื่องยนต์ ทำให้ออกแบบการวางน้ำหนักของรถได้ง่าย)
  • วางตำแหน่งอุปกรณ์เสริมต่างๆได้ง่ายกว่า
  • พื้นที่รวมเพิ่มขึ้นทำให้ออกแบบระบบกันสะเทือนหลังได้ง่ายกว่า
  • ขนาดเครื่องยนต์ที่เล็กกว่า ทำให้ฐานล้อลดระยะได้สั้นกว่าเพื่อการขับขี่ที่คล่องตัวมากขึ้น

“ที่สำคัญ” ที่สุดอีกอย่าง คงหนีไม่พ้นเรื่องของ “แรงบิด” ซึ่งเครื่องยนต์ในแบบ 270 องศา ส่งแรงบิดปลดปล่อยออกมาตั้งแต่รอบต่ำ และอยู่ในย่านรอบ “การใช้งานในชีวิตประจำวัน” ทำให้เราเข้าถึงพละกำลังของตัวรถได้ง่ายขึ้น ยกตัวอย่างเทียบง่ายๆกับ แรงบิดของ Kawasaki ER-6 (Parallel Twin 180°), Suzuki SV650 (V-Twin), และ Yamaha MT-07 (Parallel Twin 270° – CP2)

แปลกันง่ายๆว่า ในช่วง รอบต่ำตอนออกตัวไปจนถึงย่านรอบ 7000 rpm นั้น MT-07 ให้แรงบิดที่ส่งออกมาเต็มกว่า แต่พอปลายที่ห้อยลง ก็จะเริ่มโดน ER-6 และ SV 650 สอยไปนั่นเอง (ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับการปรับแต่งคาแรคเตอร์ของแคม และเวลาของการเปิดปิดวาล์ว ที่เหมาะสมกับรถแต่ละคันด้วยนะครับ)


ซึ่งทาง Yamaha นั้นจะใช้ชื่อรหัสเครื่องยนต์แบบ 270 องศานี่ว่า CP – Crossplane ที่เชื่อเลยว่าหลายๆคนต่างก็คุ้นเคยกันเป็นอย่างดี เพราะ Crossplane เป็นการเรียงองศาการจุดระเบิดที่ทำให้ ในยุคนึง Yamaha M1 ของ Valentino Rossi และ Jorge Lorenzo ในสมัยนั้น วิ่งกระชากเพื่อนๆ บนสังเวียน MotoGP กันให้เห็นอยู่เรื่อยๆ

แล้วทำไม Yamaha ถึงหยุดการใช้เครื่องแบบ CP2 ไปพักใหญ่?

จริงๆแล้วเครื่องยนต์ในแบบ CP2 นั้น Yamaha เริ่มใช้ตั้งแต่ในช่วงปี 1996 กับ TRX850 แต่ด้วยตลาด และความต้องการในขณะนั้นที่มองหาเครื่องยนต์ขนาด 4 สูบซะมากกว่า ทำให้ยอดขายของ TRX850 ตกต่ำ และหยุดการผลิตไป

แล้วทำไมถึงปรับใช้กับ Tenere 700

ต้องนับได้ว่าเป็นการต่อยอดเครื่องยนต์ให้อยู่บนรถที่หลากหลายมากขึ้นของ Yamaha ซึ่งก็ต้องบอกว่า เจ้า “CP2” นั้น “ลงตัว” และ “พอดี” กับรถในแบบ Enduro / Adventure ขนาดกลาง เป็นอย่างดีเลยทีเดียว

ด้วยคาแรคเตอร์ของรถที่ต้องการความคล่องแคล่ว ผสานกับมุ่งเน้นให้ตอบโจทย์การใช้งาน ในแบบ Enduro / Adventure เพียงแค่ปรับแต่งอัตราทดของย่านเกียร์ 2 ที่ใช้บ่อยเล็กน้อย ก็ได้ย่านแรงบิดที่กว้าง คุมคันเร่งได้ง่าย และพร้อมกระชากให้รถทะยานผ่านเส้นทางดินได้เป็นอย่างดี

CP2 ตัวนี้นี่แหล่ะครับ ที่เป็นขุมพลัง ส่งให้เจ้า Tenere 700 คันนี้ ทะยานส่งแรงบิด เพื่อออกไป “ค้นหาเส้นทาง” ใหม่ๆกันต่อไป

Comments